คฤหาสน์สยองขวัญของผม My House of Horrors - ตอนที่ 709
Chapter 709 ไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว (1+2+3)
ถึงซีอีโอไป๋ จะพยายามทำเหมือนตัวเองเข้าอกเข้าใจแค่ไหน เมื่อเขา
ได้ยินคำเชื้อเชิญอย่างใจกว้างจากเฉินเกอ ใบหน้าของเขาก็ยังเปลี่ยน
เป็นสีเขียวคล้ำ เฉินเกอนั้นไม่ใช่คนที่จะมามัวประดิษฐ์ประดอยคำ
เขาชอบพูดตรงเข้าประเด็นมากกว่า
ถ้าคุณคิดว่าบ้านผีสิงของผมมีปัญหา อย่างน้อยที่สุด คุณก็ต้องเข้าไป
สัมผัสมันด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งก่อนถึงจะมีสิทธ์ิติเตียนอะไร
เป็นธรรมดาที่ซีอีโอไป๋จะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของเฉินเกอ แกพูด
เล่นหรือไง? กระทั่งนักแสดงบ้านผีสิงมืออาชีพยังเป็นลมไปหลังจาก
เข้าชม ถ้าฉันรับคำเชิญนี่ ก็ไม่ใช่รับคำเชิญไปตายหรือไง?
“ผมมีเรื่องสำคัญที่ต้องไปดูตอนบ่ายนี้น่ะ แต่ถ้าต่อไปมีโอกาส ผม
ต้องรับข้อเสนอนี้ของคุณแน่ ๆ” ซีอีโอไป๋ หัวเราะกระอักกระอ่วน
หลังจากปฏิเสธเฉินเกอแล้วท่าทีของเขาก็ไม่ได้ดูร้ายกาจอย่างก่อน
หน้า
“แย่จังเลยนะครับ ถ้าต่อไปคุณได้มา คุณต้องบอกผมก่อนนะครับ
ผมจะให้บริการคุณเป็นพิเศษเลย” การบริการเป็นพิเศษของบ้านผีสิง
ของเฉินเกอนั้นมอบประสบการณ์อันพิเศษ ผู้เข้าชมหนึ่งคนเข้าฉาก
ระดับ 3.5 ดาว สำรวจเมืองหลี่ว่านพร้อมกับผู้เข้าชมอีกเก้าคนที่
แสดงโดยพนักงานของบ้านผีสิง
“ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นแล้วกัน” ซีอีโอไป๋ รู้สึกเหมือนว่าถ้า
เขายังคุยเรื่องนี้ต่อไป สถานการณ์ก็จะไม่เข้าทางเขาแล้ว เขาดึง
โทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ ากดหมายเลข “เสี่ยวชวง ทำไมนายไม่พา
ซางอิ๋นมาที่นี่ล่ะ? ไม่มีอะไรหรอก ทั้งผู้อำนวยการลั่วและเฉินเกอ
เป็นคนมีเหตุผล พวกเขาไม่ทำอะไรนายหรอก”
สองสามนาทีต่อมา เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านนอกประตู ฝาแฝดคู่
หนึ่งพยุงหลี่ซางอิ๋นเข้ามาในห้องทำงานของผู้อำนวยการลั่ว เฉินเกอ
เคยเห็นคนกลุ่มนี้มาก่อนแล้ว พวกเขาล้วนเป็นพนักงานของสถาบัน
ฝันร้าย
“ผู้ชายคนนี้ดูคุ้น ๆ นะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด เขาเคยมาบ้านผีสิงของผม
มาก่อน” เฉินเกอจำหลี่ซางอิ๋นได้ตั้งแต่เห็นแวบแรก หลี่ซางอิ๋นนั้น
ไม่กล้ามองเฉินเกอ เขาไปนั่งที่มุมห้องด้วยการพยุงจากฝาแฝด
“ซางอิ๋น บอกเฉินเกอสิว่าเธอเห็นอะไรในบ้านผีสิง” ซีอีโอไป๋ดู
เหมือนจะเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อีกครั้ง ทุกคนในห้องหันไป
มองหลี่ซางอิ๋น ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นกลัว เมื่อเขานึก
ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ และ
ความกลัวที่ก้นบึ้งดวงตาของเขาก็กระจ่างราวกับกลางวัน
“เป็นเขาแหละ!” หลังจากพ่นสามคำนี้ออกมาอย่างไร้ต้นสายปลาย
เหตุ ริมฝีปากของหลี่ซางอิ๋นก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงขณะที่เขาหอบเอา
อากาศเข้าไปอย่างกระหาย “ผี! มีผีอยู่ในบ้านผีสิง! ที่นั่นมีผีสิง!”
“นี่หมายความว่ายังไงน่ะ? ไม่ใช่ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่สุด
เหรอที่บ้านผีสิงจะมีผี?” เฉินเกอเอนตัวพิงพนักโซฟา และถอน
หายใจอย่างจนปัญญา
“แต่ว่าที่นั่นมีผีจริง ๆ ! บ้านผีสิงของเขามีผีสิงจริง ๆ ! ผีทั้งหมดล้วน
เป็นของจริง! คนเป็น ๆ ไม่สามารถสร้างความรู้สึกแบบนั้นได้
หรอก!” จิตใจของหลี่ซางอิ๋นค่อย ๆ กระจ่างขึ้น และถ้อยคำของเขา
ก็เต็มไปด้วยความแหลมคมอีกแบบหนึ่ง
“สถาบันฝันร้ายสร้างความรู้สึกแบบนั้นไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความ
ว่าคนอื่นจะทำไม่ได้” เฉินเกอหมดความอดทนแล้ว น้ำเสียงของเขา
ไม่มีความให้เกียรติใดเหลืออยู่ ดวงตาของเขานั้นมองหลี่ซางอิ๋น
เหมือนมองขยะไร้ค่าชิ้นหนึ่ง “คุณควรจะใช้เวลาพัฒนาตัวเองให้
มากขึ้นแทนที่จะพยายามฉุดคนอื่นลงต่ำ ต่อให้บ้านผีสิงของผมปิด
ตัวไป ผู้เข้าชมก็ไม่ไปบ้านผีสิงของคุณหรอก”
“ไม่! ผมยืนยันได้ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์! นั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะ
เกิดได้จากคนเป็น ๆ !” ดวงตาของหลี่ซางอิ๋นแดงก่ำ
“ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกยังไงนะ ในฐานะนักแสดงมืออาชีพของบ้านผี
สิง คุณอยากจะไปก่อเรื่องให้กับบ้านผีสิงอื่น แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณ
กลับเป็นคนที่หมดสติไปเอง คุณสูญเสียความภาคภูมิใจทั้งหมดไป
ดังนั้นคุณจึงคิดเรื่องโง่ ๆ นี่พยายามกอบกู้ศักด์ิศรีเล็ก ๆ น้อยที่คุณ
เหลืออยู่” การวิเคราะห์ของเฉินเกอนั้นมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ
“ผมเป็นพนักงานที่บ้านผีสิงมาห้าปี ดังนั้นผมถึงรู้เรื่องบ้านผีสิง
มากกว่าที่คุณรู้ ผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าในอุตสาหกรรมนี้นั้นมีระดับ
เพดานสูงแค่ไหน…”
หลี่ซางอิ๋นยังต้องการพูดต่อ แต่ว่าเฉินเกอตัดบทเขา “ห้าปีนับว่านาน
จริง ๆ เหรอ? พ่อกับแม่ของผมเริ่มต้นทำบ้านผีสิงเคลื่อนที่มาตั้งแต่
สิบกว่าปีก่อน ผมเติบโตขึ้นมาโดยมีของประกอบฉากพวกผีและ
สัตว์ประหลาดเป็นของเล่น ตอนที่คุณยังแก้ผ้า เรียนสะกดคำ ผมก็รู้
วิธีการติดตั้งหุ่นแล้ว”
เฉินเกอลุกขึ้นยืน “ผมมองไม่เห็นเหตุผลของการพูดคุยครั้งนี้ เพดาน
ที่คุณพูดถึงนั่นน่าจะเป็นเพดานในมุมมองของคุณ หรือพูดอีกอย่าง
หนึ่ง นั่นเป็นเพดานจำกัดของคุณ ไม่ใช่ของผม”
“ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ เฉินเกอ คุณไว้หน้าผมสักนิดไม่ได้หรือ
ไง?” ซีอีโอไป๋ ลุกขึ้นยืนตัวตรง เขารู้สึกว่าตัวเองไว้หน้าเฉินเกอมาก
แล้ว “ซางอิ๋นยังเด็ก และเขาก็ไม่รู้วิธีการพูดจา เอาแบบนี้เป็นไง?
ทำไมคุณไม่เรียกนักแสดงทั้งหมดที่รับผิดชอบหลอกเขาออกมา นั่น
น่าจะตอบคำถามทั้งหมดได้ในทีเดียว”
เฉินเกอหันกลับไปมองผู้อำนวยการลั่ว หลังจากสบตากัน เขาก็หยุด
ยืนนิ่ง “ซางอิ๋น คุณอ้างว่าบ้านผีสิงของผมมีผีจริง ๆ อย่างนั้นคุณ
บอกผมอย่างละเอียดได้ไหมว่าคุณไปเจอเข้ากับผีนั่นที่ไหน และผี
ตนนั้นหน้าตาเป็นยังไง?”
เขาเดินไปหาหลี่ซางอิ๋น หรี่ตาลง ทุก ๆ ก้าวของเขานั้นทำให้หลี่
ซางอิ๋นโซเซถอยหลังไปจนกระทั่งจนมุมอยู่ด้านหลังโซฟา
“คุณกลัวผมเหรอ? หรือเพราะคุณคิดว่าผมก็เป็นผีเหมือนกัน?”
หลังจากทำภารกิจทดลองที่โทรศัพท์เครื่องดำให้มาสำเร็จไปหลาย
ภารกิจ เฉินเกอก็ถูกฝึกจนรอบ ๆ ตัวนั้นมีบรรยากาศอันพิเศษแบบ
หนึ่ง
“ผมจำนักแสดงคนอื่นได้ไม่ชัดนักเพราะว่าความทรงจำของผมมัน
วุ่นวายอยู่บ้าง แต่ว่ามีชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่โรงแรมที่ผมจำได้
ชัดเจน! เขาไม่ใช่คนเป็น ๆ !” หลี่ซางอิ๋นพูดผ่านไรฟัน “คุณกล้าพา
เขามาเจอผมที่นี่ไหมล่ะ?”
“ที่โรงแรม!? ชายวัยกลางคน?” เฉินเกอขมวดคิ้ว จากที่ผู้ชายคนนี้
บรรยาย เขาดูเหมือนจะพูดถึงจางจิงจิ่ว แต่ปัญหาก็คือ… ทำไมผู้ชาย
คนนี้ถึงแน่ใจมากว่าจางจิงจิ่วเป็นผี? ในฐานะพนักงานใหม่ จางจิงจิ่ว
บางครั้งยังถูกเฉินเกอทำให้ตกใจกลัว แล้วเขาจะไปสร้างความรู้สึก
ว่าเขาเป็นผีได้ยังไง?
นี่มันแผนการบ้าอะไรกัน? เฉินเกอไม่เข้าใจเลย
“คุณไม่กล้าใช่ไหมล่ะ? เพราะว่าไม่มีคนแบบนั้นที่บ้านผีสิงของคุณ!
ผมพูดถูกใช่ไหม?” หลี่ซางอิ๋นตะโกนดวงตาเป็นประกายกล้า สมอง
ของเขานั้นเติบโตมาในวิถีทางที่ต่างไปจากคนธรรมดา และวิธีการ
คิดของเขานั้นก็เอนเอียงไปในทางสุดโต่ง “อย่าได้คิดว่าคุณจะไปเอา
ใครมั่ว ๆ มาแทนเขานะ ผมมีรูปของเขาอยู่!”
หลี่ซางอิ๋นใช้มือสั่น ๆ ของตัวเองดึงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เขา
แตะเปิดอัลบั้มรูปที่เขาถ่ายรูปจางจิงจิ่วเอาไว้ นี่เป็นรูปที่หลี่ซางอิ๋น
ถ่ายเอาไว้ตอนที่เขาอยู่ในชุดหญิงท้องก่อนที่จะไปคุยกับจางจิงจิ่ว
“ถูกแมวดึงลิ้นไปแล้วหรือยังไง? ทำไมถึงลังเล? รูปนี่ชัดมาก ผม
ต้องการให้คุณพาคนคนนี้มาที่นี่เดี๋ยวนี้!” หลี่ซางอิ๋นเชื่อว่าเขาเตรียม
ตัวมาพร้อม เขารู้สึกขอบคุณที่ตัวเองได้ถ่ายรูปนี้เอาไว้ก่อน โชคไม่
ดี เขามีแค่รูปของจางจิงจิ่ว หลังจากที่เขาวิ่งหนีอย่างรีบร้อน การ
ถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานก็ไม่ได้ผ่านเข้ามาในความคิดเขาอีกเลย
“คุณพูดเองนะ คุณทำงานที่บ้านผีสิงมาห้าปีแล้ว คุณก็ควรจะรู้ว่ามัน
มีกฎห้ามถ่ายรูปในบ้านผีสิง ผมจะเก็บรูปนี่ไว้ และอีกไม่กี่วัน ผมจะ
ไปที่สถาบันฝันร้ายด้วยตัวเองเพื่อขอคำอธิบาย” เห็นรูปแล้วเฉินเกอ
กลับรู้สึกโล่งอกแทน
“อย่าพยายามเปลี่ยนเรื่อง!” หลี่ซางอิ๋นเสียงดังขึ้น จากมุมมองของ
เขา เขาเป็นฝ่ายถูกต้องแน่นอน
“อย่างนั้นก็รอที่นี่” เฉินเกอหันกลับออกไปจากห้องทำงานของ
ผู้อำนวยการลั่ว เขาไปที่บ้านผีสิงรับตัวจางจิงจิ่วที่กำลังศึกษาการ
แสดงอยู่
“เอาขวดน้ำยาล้างเครื่องสำอางไปด้วย พวกเรากำลังจะไปเจอเพื่อน
เก่า” เฉินเกออธิบายให้จางจิงจิ่วฟังสั้น ๆ ระหว่างทาง และฝ่ายหลังก็
เข้าใจทุกอย่างได้เกือบจะทันที เคาะประตูแล้วเฉินเกอก็พาจางจิงจิ่ว
เข้าไปในห้องทำงานของผู้อำนวยการลั่ว และตอนที่พวกเขาก้าวเท้า
เข้าไป อุณหภูมิในห้องก็เหมือนจะลดลงไป
“นี่คือนักแสดงในรูป จางจิงจิ่ว” ทุกคนหันไปหาจางจิงจิ่วที่ยังมีการ
แต่งหน้าฝีมือเฉินเกออยู่ กระทั่งยืนอยู่ในห้องทำงานที่สว่างจ้า สบตา
กับเขาก็ยังให้ความรู้สึกหวาดกลัวมาก
“ผมต้องขอโทษที่หลอกคุณเมื่อวันนั้น ผมไม่คิดว่าคุณจะขี้กลัวขนาด
นั้น ผมต้องขออภัยอย่างสุดซึ้งจริง ๆ” จางจิงจิ่วเดินเข้าไปหาหลี่ซาง
อิ๋น แต่เมื่อฝ่ายหลังเห็นเขาเดินเข้าไปหา เขากลับกรีดร้องออกมา
เหมือนเด็กผู้หญิงแล้วกระโดดหนีไป
“ไม่! อยู่ห่าง ๆ นะ! นี่มันแหละ! เขาเป็นผี! เขาเป็นผีจริง ๆ นะ!”
“ไม่ต้องสนใจเขา” เฉินเกอส่งขวดน้ำยาล้างเครื่องสำอางให้จางจิงจิ่ว
“ไปล้างเครื่องสำอางออกซะ เดี๋ยวฉันแต่งให้นายใหม่ทีหลัง”
“ได้ครับ” และจางจิงจิ่งก็ทำอย่างที่ถูกบอกให้ทำ หลังจากถอดเสื้อ
คลุม เขาก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งในทันที ตัวเขาไม่มีอะไรน่ากลัว
เขาดูเหมือนพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่พบได้ทั่วไป
“ไม่ใช่ว่านักแสดงที่สถาบันฝันร้ายก็แต่งหน้าเหรอ?” จางจิงจิ่ววาง
ขวดน้ำยาล้างเครื่องสำอางลงตรงหน้าพนักงานทั้งสามคนจาก
สถาบันฝันร้าย
เมื่อความจริงกระจ่างอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว ฝาแฝดคู่นั้นก็รีบลุก
ขึ้นขออภัย “พวกเราเสียใจมาก การแต่งหน้าของบ้านผีสิงของคุณ
สุดยอดมาก ๆ พวกเราวู่วามเกินไป พวกเราต้องขออภัยด้วย”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก ผมแน่ใจว่ามีหลายอย่างที่พวกเราสามารถ
เรียนรู้ได้จากกันและกัน ผมสัญญาว่าจะไปเยี่ยมสถาบันฝันร้ายไม่ช้า
ก็เร็ว”
พนักงานจากสถาบันฝันร้ายสัมผัสได้ถึงความโกรธที่แผ่ออกมาจาก
เฉินเกอ หลังจากขอโทษซ้ำ ๆ พวกเขาก็รีบปลีกตัวออกไปเร็วที่สุด
เท่าที่จะทำได้ ซีอีโอไป๋ ดูกระอักกระอ่วนและนั่งอยู่ที่เดิมอย่างอับ
อาย แต่เขาก็ยังพยายามรักษาท่าทีเอาไว้
“เสี่ยวเฉิน ตอนนี้มีแค่นี้แหละ เธอกลับไปได้เลย” ใบหน้าของ
ผู้อำนวยการลั่วเต็มไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ เขาดูเหมือนจะมีหลาย
อย่างที่อยากจะ ‘พูดคุย’ กับซีอีโอไป๋
“ได้ครับ” เฉินเกอรู้ว่าผู้อำนวยการลั่วเตรียมจะเชือดซีอีโอไป๋ แต่
พวกเขาไม่มีใครพูดอะไร ระหว่างทางกลับ เฉินเกอพบว่าจางจิงจิ่ว
ก้มหน้าต่ำเหมือนมีบางอย่างในใจ
“จิงจิ่ว ถ้านายมีอะไรอยู่ในใจก็พูดออกมาได้เลย พวกเราผ่านความเป็น
ความตายมาด้วยกัน ดังนั้นคุณบอกผมได้ทุกเรื่อง” เสียงของเฉินเกอ
อบอุ่น เขาสามารถทำให้คนอื่นนั้นมีกำลังใจขึ้นมาถ้าเขาตั้งใจจะทำ
“ผมสร้างปัญหาให้คุณอีกแล้วใช่ไหม? ผมรู้สึกไร้ประโยชน์มากเลย
ผมหลอกผู้เข้าชมได้ไม่ดี และยังลดค่าเฉลี่ยความน่ากลัวรวมของบ้าน
ผีสิงของพวกเรา แล้วคราวนี้ ผมยังสร้างปัญหาใหญ่ให้คุณอีก” เสียง
ของจางจิงจิ่วเจื่อน “ตั้งแต่เด็ก ผมก็มักจะสร้างปัญหาให้ครอบครัว
เพราะแม่ของผม ผมก็เลยทุ่มความไม่พอใจทั้งหมดใส่พ่อ เชื่อว่ามัน
เป็นความผิดของเขา แต่ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่ามันเป็นแค่หนทางง่าย ๆ
ให้ผมหนีจากการถูกกล่าวโทษ มองกลับไปแล้ว ผมเป็นคนที่แย่
เป็นลูกที่แย่”
“หลายวันมานี้ ผมมองคุณอยู่ในบ้านผีสิง คุณพยายามเรียนรู้อย่าง
หนัก แต่ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างรั้งคุณเอาไว้ คุณทำให้ผมรู้สึกว่าคุณขัง
ตัวเองเอาไว้ในกรงเล็ก ๆ”
ยืนอยู่ในตึกสำนักงาน เฉินเกอมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาของ
เขากวาดมองทั้งสวนสนุก
“ทุกคนล้วนมีช่วงเวลาอ่อนแอและสูญเสีย แต่ว่าทุกคนก็ยังมีเสน่ห์
ของตัวเองเช่นกัน ตอนนี้ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือปลดโซ่ที่รอบหัวใจ
คุณ และปล่อยตัวตนแท้จริงของคุณออกมา เมื่อถึงเวลา คุณก็จะได้
กลับไปซินไห่พบพ่อของคุณ บางอย่างนั้นอย่าปล่อยทิ้งไว้ไม่พูดจะ
ดีกว่า คุณจะรู้สึกดีขึ้นหลังจากนั้น”
เฉินเกอตบบ่าจางจิงจิ่ว “ลองมองดูสิ พนักงานที่ผมสามารถพึ่งพาได้
ก็มีแค่พวกคุณไม่กี่คน ต่อไป ผมวางแผนจะให้คุณเปิดสาขาให้ผม
ในต่างเมือง และถึงตอนนั้น คุณก็ต้องควบคุมดูแลหลายอย่างเลย
นะ”
“ขอบคุณครับ”
“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ผมมีพนักงานแค่ไม่กี่คน และผมก็ปฏิบัติ
กับทุกคนเหมือนเป็นครอบครัวของผม” เฉินเกอพาจางจิงจิ่วกลับไป
ที่บ้านผีสิง เขาให้จางจิงจิ่วกลับไปสวมบทเจ้าของโรงแรมเหมือนเดิม
ขณะที่เขากลับไปที่ห้องพักพนักงานเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับดวงตา
ข้างซ้ายเพิ่ม เขาวางแผนจะลงมือคืนนี้
“โรงเรียนแห่งปรโลกจะถึงเส้นตายวันมะรืนนี้ ไม่ว่าจางหยาจะตื่น
ขึ้นมาหรือไม่ ฉันก็ต้องไปทำภารกิจนี้ หรือไม่อย่างนั้นภารกิจก่อน
หน้าก็จะเสียเปล่าไปหมด” เฉินเกอมองเงาของตัวเองแล้วก็เหม่อ
ลอยไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หยิบปฏิทินบนโต๊ะขึ้นมา “วันนี้เป็น
วันที่หนึ่งมิถุนายน กำลังจะถึงเทศกาลวันหยุดแล้ว และสวนสนุก
นิวเซนจูรี่ก็กำลังจะเปิดในไม่ช้า ฉันมีเวลาเหลือไม่มากนักแล้ว
จางหยายังจำศีล และซู่อินได้รับบาดเจ็บสาหัส มันอันตรายสำหรับ
เขามากที่จะไปท้าทายภารกิจระดับสี่ดาว โรงเรียนแห่งปรโลก เฉิน
เกอเข้าใจทุกอย่าง แต่ว่าเขาไม่มีทางเลือก ถ้าเขาปล่อยโรงเรียนแห่ง
ปรโลกไป เขาก็นับว่าสูญเสียมากมาย
“ฉันควรจะไปลองดู หวังว่าฉันจะรอดชีวิตกลับมาได้” ดวงตาของ
เขาขยับไปทางรูปที่มุมโต๊ะ และเฉินเกอก็ส่ายหน้าเบา ๆ นี่เป็นรูป
ครอบครัว พ่อกับแม่ของเขายืนอยู่ตรงกลาง– แม่ของเขาดูเหมือนจะ
กอดอะไรสักอย่างเอาไว้ พ่อของเขาชี้ไปที่บ้านผีสิงด้านหลังพร้อม
รอยยิ้มกว้างบนใบหน้า และเฉินเกอยืนอยู่คนเดียวที่ด้านข้าง
เฉินเกอหรี่ตา มองเห็นว่าแม่ของเขากำลังกอดลูกสาวของ
ผู้อำนวยการลั่ว วิญญาณที่ไม่ได้ต่างไปจากวิญญาณพิทักษ์ เอาไว้
“เพราะอะไรสักอย่าง ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ใช่ลูกในไส้ของพวก
เขา” เฉินเกอวางรูปกลับลงไปบนโต๊ะ และเขาก็บังเอิญมองเห็น
ประโยคหนึ่งเขียนเอาไว้ที่ด้านหลังรูป ‘หนึ่งมิถุนายน สุขสันต์วัน
เกิดนะไอ้ตัวยุ่ง’
“คู่สามีภรรยาที่ทำตัวเองหายตัวไป ตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นไอ้ตัวยุ่ง
ตัวจริง?” เฉินเกอถอนหายใจและปรับอารมณ์พาตัวเองกลับไปทำงาน
ระหว่างมื้อกลางวัน เฉินเกอให้พนักงานทั้งสี่คนพักขณะที่ตัวเองอยู่
รับหน้าที่แทนพวกเขา ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ทั้งสี่คนกลับมา พวกเขา
ซุบซิบกันเหมือนคุยอะไรกันอยู่
“พวกนายช้าไปสี่นาทีเต็ม ๆ ไม่มีครั้งต่อไปแล้ว หรือไม่อย่างนั้นฉัน
จะหักเงินพวกนาย” เฉินเกอเตือนพวกเขาด้วยน้ำเสียงเข้มงวด พอได้
ยิน ทุกคนก็วิ่งกลับไปที่ตำแหน่งของตัวเอง
“ดูเหมือนว่าฉันคงต้องเข้มงวดกับพวกเขากว่านี้” เฉินเกอกลับไปที่
ห้องพักพนักงานเรียบเรียงข้อมูลของตัวเอง จากนั้นเขาก็ไล่รายชื่อ
พนักงานทั้งหมดที่เขาสามารถพาไปด้วยได้ กองถ่ายดวงตาข้างซ้าย
นั้นเป็นแค่ชิมลาง การทดสอบแท้จริงคือโรงเรียนแห่งปรโลก
หลังจากคิดแล้ว เฉินเกอก็วางแผนที่ดูมีเหตุมีผลมากขึ้น เมื่อเขา
ออกไปจากห้องพักพนักงาน พระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว สวนสนุกปิด
ตอนหกโมงเย็น หลังจากส่งผู้เข้าชมกลุ่มสุดท้ายออกไปแล้ว เฉินเกอ
ก็ปิดประตู
“ขอบคุณสำหรับวันนี้ พวกนายกลับบ้านได้แล้ว” เฉินเกอมีเรื่องต้อง
ทำ ดังนั้นจึงเร่งให้พนักงานกลับ
“บอส คุณคิดจะออกไปข้างออกอีกแล้วใช่ไหมคืนนี้?” เสี่ยวกู่ดู
เหมือนจะอ่านใจเฉินเกอได้
“ต่อให้ฉันอธิบายไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่ว่ายังไง มันก็เป็นเรื่อง
งาน” เฉินเกอเร่งให้พวกเขากลับ มือกรรไกรกับจางจิงจิ่วนั้นไม่ได้
คิดมาก ซูว่านดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่ได้พูด
ออกมา
พระอาทิตย์ตกดินสาดแสงไปยังชิงช้าสวรรค์ เสียงหัวเราะจางหายไป
และเฉินเกอก็ยืนอยู่ที่ทางเข้าคนเดียว เขามองสวนสนุกรอบตัวอยู่ครู่
หนึ่งก่อนที่จะกลับไปที่บ้านผีสิง “ได้เวลาลงมือหลังจากท้องฟ้ามืด
สนิท”
กลับไปที่ห้องพักพนักงาน เฉินเกอนอนลงบนเตียง ดวงตาของเขา
เอาแต่มองไปทางรูปบนโต๊ะ นี่เป็นวันเกิดแรกที่เขาไม่มีพ่อกับแม่ให้
ใช้เวลาด้วย
“ฉันควรจะไปซื้อเค้กให้ตัวเองไหม? แต่เงินซื้อเค้กซื้อหุ่นได้ครึ่งตัว
เลยนะ” เฉินเกอตบหน้าตัวเองเบา ๆ และบิดขี้เกียจก่อนที่จะเอื้อมมือ
เข้าไปใต้เตียง “กระเป๋าฉันอยู่ไหนเนี่ย? เจ้าแมวลากมันไปไหนฮึ?”
เฉินเกอมองไปใต้เตียง ไม่มีกระเป๋า กระทั่งเสี่ยวเซียวกับเจ้าแมวขาว
ก็หายไปด้วย
“เจ้าแมวนี่ฉลาดขึ้นมาแล้วเดี๋ยวนี้! มันสัมผัสได้ว่าฉันกำลังจะเอามัน
ไปด้วยดังนั้นจึงซ่อนกระเป๋ าให้ห่างจากฉัน” นอกจากเฉินเกอ ก็มีแค่
เจ้าแมวขาวและเสี่ยวเซียวที่เข้ามาในห้องพักพนักงาน ดังนั้นความ
สงสัยของเฉินเกอจึงตกไปอยู่กับเจ้าแมวทันที เฉินเกอถืออาหารแมว
เอาไว้เปิดประตูแล้วหาไปทั่ว ๆ ฉากบนดินของบ้านผีสิง แต่ว่าเขา
หาเจ้าแมวขาวไม่เจอ
“มันลงไปใต้ดินเหรอ? มันกล้าไปที่นั่นคนเดียวทั้งที่ขี้กลัวขนาด
นั้น?” ผลักเปิดประตูเหล็กเข้าไปใต้ดิน เฉินเกอก้าวเข้าไปในอุโมงค์
ที่เหมือนจะนำไปสู่ความมืด เขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่ามี
บางอย่างไม่ถูกต้อง ที่นี่เงียบเกินไปสักหน่อยแล้ว
“เสี่ยวเซียว? เหล่าโจว?” เขาเรียกชื่อพนักงานสองสามคน แต่ว่าไม่มี
การตอบรับ เฉินเกอเดินไปตามถนนมืดสลัวคนเดียว สลัว ทึบทึม
กดดัน และแคบ มันเหมือนเส้นทางที่เฉินเกอเลือกให้ตัวเอง ไม่มี
แสงไฟที่รอบตัว และเขาก็ก้าวยาว ๆ เข้าไปในความมืดด้วยตัวเอง
เขาเดินผ่านหน้าต่างพัง ๆ ที่ให้ความรู้สึกถึงสถานการณ์น่ากลัว
ด้านหลังเขานั้นเป็นโลกแห่งความมืด และตรงหน้าเขานั้นเป็นหุบ
เหวแห่งความมืดมิด
เดินผ่านห้องเรียนว่างเปล่า ในที่สุดเฉินเหอก็ไปหยุดอยู่ในฉาก
โรงเรียนมัธยมมู่หยาง เขายืนอยู่ที่นั่นคนเดียว มองทางแยกถนน
ตอนที่เขาตัดสินใจจะเลี้ยวไปทางไหน โทรศัพท์ของเขาจู่ ๆ ก็สั่น
พอดึงมันออกมา เขาก็เปิดข้อความออกอ่าน เป็นข้อความจากถงถง
“บอส สุขสันต์วันเกิดครับ!”
ก่อนที่เฉินเกอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทางแยกที่เขายืนอยู่นั้นก็สว่าง
ขึ้นจากลูกไฟผี มีเสียงตูมดังขึ้นแล้วประตูห้องน้ำที่ข้างตัวเขาก็ถูก
ผลักเปิดและหุ่นนักเรียนกลุ่มหนึ่งก็เบียดเสียดกันออกมาในมือถือ
กระดานดำแผ่นหนึ่งเอาไว้!
กระดานดำของห้องเรียนปิดตายนั้นถูกดึงออกมาจากตัวแขวนและมี
รูปวาดเอาไว้บนนั้น มันเป็นรูปของหุ่นตัวเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งเริงร่าอยู่
ในนั้น พวกมันมีสีหน้าและท่าทางที่ต่างกันไป และที่ยืนอยู่ตรงกลาง
พวกเขานั้นเป็นผู้ชายคนหนึ่งลากค้อนเหล็กเอาไว้
บางทีด้วยความสามารถด้านการวาดรูปอันจำกัด– พวกเขาจึงไม่
สามารถวาดผู้ชายที่ตรงกลางออกมาได้เหมือนนัก กลับกัน พวกเขา
เขียนคำเอาไว้รอบตัวเขามากมาย คำอย่างเช่น สดใส มีคุณธรรม ใจดี
สุภาพ และทั้งหมดนั้นมีลูกศรชี้ไปยังชายที่อยู่ตรงกลาง หลังจาก
พวกเขาเห็นเฉินเกอ พวกเขาก็หันกลับพร้อม ๆ กัน อยากจะให้เขา
เห็นอีกด้านของกระดานดำ
พวกเขาไม่สามารถร่วมมือกันได้ดีนัก ดังนั้นหุ่นบางตัวจึงบิดแขน
และหัวร้อยแปดสิบองศา พวกเขายังอยู่ในท่าประหลาดตอนที่ให้เขา
ดูอีกด้านของกระดานดำที่เขียนไว้ว่า– “สุขสันต์วันเกิด!”
สองคำนี้เขียนด้วยชอล์กหลายสี นักเรียนของโรงเรียนมัธยมมู่หยาง
ยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มประหลาด บางคนต้องการเข้ามาใกล้ ๆ กับเฉิน
เกอแต่ว่าคนอื่นคิดว่าผลงานของพวกเขาจะดูน่าประทับใจกว่าถ้าอยู่
ห่าง ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่นิ่ง ๆ เพราะความเห็นต่างกัน ไม่ช้าหุ่น
ทั้งกลุ่มก็ล้มใส่กัน แต่ว่าความตั้งใจและความพยายามของพวกเขา
นั้นเข้าใจได้อย่างชัดเจน
เสียงกระแอมแห้ง ๆ ดังมาจากทางเดินทางซ้าย ลูกไฟผีนั้นเปลี่ยนไป
อีกทางหนึ่ง และเหลือทางเดินด้านซ้ายเพียงทางเดียว เสียงเพลงครืด
คราดดังมากจากส่วนลึกของฉาก มันยังมีเสียงหัวเราะน่ากลัวและ
เสียงครืดคราดดังแทรกมาด้วย หมอหลายคนจากห้องเก็บศพใต้ดิน
ผลักรถเข็นออกมาช้า ๆ
“Happy birthday to you, happy birthday to you…”
รถเข็นนั้นเต็มไปด้วยการ์ดอวยพรวันเกิดที่ล้วนทำจากวัสดุที่แตกต่าง
กัน บ้างก็ทำจากบันทึกประวัติผู้ป่ วย บางอันเป็นแผ่นพับโฆษณา
และบางอันยังฉีกออกมาจากเสื้อผ้าและผ้าปูเตียง ถึงแม้ว่าวัสดุจะ
ต่างกันไป แต่ลายมือส่วนใหญ่นั้นเหมือนกัน ผีปากกาน่าจะช่วย
พวกเขาส่วนใหญ่เขียนความปรารถนาดีของแต่ละคนลงในนั้น
ที่ตรงกลางรถเข็นนั้นเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งที่สูงราวสี่ชั้นทำจากพวกของ
จำลองและโคลน มันดูเหมือนเค้ก
ที่ริมขอบเค้กนั้นตกแต่งด้วยน้ำตาลไอซิ่งได้อย่างโดดเด่น มีแค่เอี๋ยน
ต้าเหนียนผู้เปี่ยมพรสวรรค์นั่นแหละถึงจะมีความสามารถในการทำ
ให้ไอซิ่งหน้าเค้กดูเหมือนเลือดกำลังไหลลงมาได้
“เฉินเกอ สุขสันต์วันเกิด” หมอหลายคนจอดรถเข็นที่ตรงหน้าเฉิน
เกอ เอี๋ยนต้าเหนียน เหล่าโจว และคนที่เหลือเดินออกมาจากด้านหลัง
รถเข็น ไป๋ชิวหลินมีเครื่องเล่นเทปอยู่บนฝ่ามือ และเทปเปื้อนเลือดที่
ด้านในนั้นก็กำลังเล่นเพลงที่สดใสร่าเริงอยู่เบา ๆ
“พวกคุณ…” เฉินเกอมอง ‘คน’ ทั้งหมดที่ตรงหน้าเขา
“ชู่ ไม่ต้องพูด จุดเทียนแล้วอธิษฐานซะ” เว่ยจิวฉินโบกมือไปด้านหลัง
และเจ้าแมวขาวที่ตัวใหญ่กว่าแมวธรรมดามากก็เดินออกมาจาก
ห้องเรียน คาบกระเป๋ าสะพายหลังเอาไว้ในปาก มันคืนกระเป๋ าให้
เฉินเกอ เปิดกระเป๋าแล้วเขาก็เห็นเสี่ยวเซียวกำลังกอดเทียนหลายเล่ม
ที่ห่ออยู่ในกระดาษเอาไว้
“งั้นเธอก็มาอยู่ตรงนี้นั่นเอง” เฉินเกอหยิบเสี่ยวเซียวขึ้นมาวางเธอ
เอาไว้บนไหล่ของเขา เขาถือเทียนทำมือหลายเล่มเอาไว้แล้วพูด
“ใครบอกพวกคุณว่านี่เป็นวันเกิดผม?”
“เป็นผู้ชายคนนั้นที่เธอพามาเจอพวกเราเมื่อเช้านี้ พวกเขาบอกว่านี่
เป็นพนักงานหญิงคนนั้นบอกพวกเขามา”
“เข้าใจแล้ว” เฉินเกอพยักหน้า เขาพลิก ‘เทียน’ ที่ในมือตัวเอง “ต้อง
จุดมันเหรอ?”
“แน่นอนสิ มันเป็นพิธีกรรม เธอจุดเทียนจำนวนเท่าอายุของเธอ
ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เธออธิษฐานจะไม่เป็นจริง” ผู้อาวุโสเว่ยพูดอย่าง
จริงจัง เฉินเกอพยักหน้า เขาดึงไฟแช็กออกมาจากกระเป๋ า จุดเทียนที
ละเล่มแล้ววางพวกมันลงบนเค้ก แสงอบอุ่นขับไล่ความหนาวเย็น
พวกผีนั้นกลัวแสงและไฟเป็นที่สุด แต่ว่าไม่มีใครในพวกเขาหนี
หน้าออกไป
“บอส ได้เวลาอธิษฐานแล้ว!”
“อธิษฐานเลย! อธิษฐาน!”
“เธอคิดว่าบอสจะอธิษฐานว่าอะไร?”
“ชู่ ถ้าเขาบอกพวกเรา คำอธิษฐานก็จะไม่มีทางเป็นจริง”
เขากวาดตามองใบหน้าของพนักงานของเขา และเฉินเกอก็ขยี้ตา เขา
อธิษฐานเงียบ ๆ จากนั้นก็เป่ าเทียนทั้งหมด ฉากใต้ดินกลับไปมืดมิด
ลงอีกครั้ง แต่ว่าความเงียบนั้นแตกกระจายไปแล้ว พนักงานทั้งหมด
มารวมตัวกัน บางคนร้องเพลง บางคนหัวเราะ เหมือนครอบครัวจริง ๆ
“ขอบคุณนะครับ” เฉินเกอยืนอยู่ในความมืด ถึงแม้ว่าเขาจะเป็น
มนุษย์เป็น ๆ เพียงคนเดียวในบ้านผีสิง เขาก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลย
จิตใจดีและงดงามนั้นไม่ได้ถูกรูปลักษณ์น่ากลัวภายนอกทำลายไป
เขาเห็นความจริงใจของ ‘คน’ เหล่านี้ สิ่งที่คนเป็นในทุกวันนี้ไม่ให้
ค่ามันนัก ความภาคภูมิใจที่ทำให้พวกเขาหยัดยืนตรง และความใจดี
ที่สลักอยู่ในจิตวิญญาณของพวกเขา
“นี่เป็นความโชคดีของผมที่ได้พบพวกคุณทุกคน”
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปในยามค่ำคืน จนเที่ยงคืนเฉินเกอถึงนึกได้ว่า
เขามีเรื่องสำคัญต้องทำ เขาคว้ากระเป๋ าสะพายหลังและยัดเจ้าแมว
ขาวเข้าไปในกระเป๋ าก่อนที่มันจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “มา ราตรีนี้เพิ่ง
เริ่มต้น ขั้นต่อไป พวกเราจะไปข้างนอกกัน!”
…
เดินออกมาจากฉากใต้ดิน เฉินเกอแบกกระเป๋ าหนักอึ้งกลับไปที่
ห้องพักพนักงาน
ตอนที่เขาเปิดประตู เขาก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
มีเค้กจริง ๆ วางเอาไว้บนโต๊ะของเขา ข้าง ๆ กันนั้นเป็นการ์ดและลูก
กุญแจดอกหนึ่ง
เฉินเกอเดินเข้าไปหยิบการ์ด มันเขียนไว้ด้วยลายมืองดงามของซูว่าน
“บอส ฉันไม่คิดว่าฉันจำเป็นต้องมีกุญแจสำรองเพราะฉันเชื่อว่าคุณ
จะอยู่ใกล้ ๆ เสมอ ฉันจะคืนกุญแจนี่ให้คุณ และสุดท้าย สุขสันต์วัน
เกิด! ฉันขอให้คุณใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุข!”