ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 518 การประชุมตระกูลเถีย
เมื่อหลี่เต้าเดินออกมาจากกระโจมสายตาของทุกคนก็ต่างจับจ้องมาที่เขา
“ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นตระหนก หลี่ชิงเอ๋อร์จึงรีบเดินเข้ามาถามไถ่ทันที หลี่เต้าส่ายหน้า “ไม่เป็นไร เพียงแคมีการทะลวงขั้นเล็กน้อยเท่านั้น”
ทะลวงขั้น?
หลี่ชิงเอ๋อร์พลันชะงักงันไปทั้งร่าง
พี่ชายของนางมีพลังน่าเกรงขามถึงเพียงนี้แล้วแต่ยังสามารถทะลวงขั้นได้อีก นั่นก็…
เมื่อได้สติกลับมาหลี่ชิงเอ๋อร์ก็พลันรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยม
ด้วยพลังความสามารถของพี่ชายในตอนนี้ คงมีสิ่งที่จะทำให้เขาหวาดกลัวเหลืออยู่น้อยเต็มที
“เอาละ พวกเจ้าคงชำระล้างร่างกายกันเรียบร้อยแล้ว ไปตามพวกจิ่วเอ๋อร์มาแล้วพวกเราจะได้ออกเดินทางจากถังโจว”
หลี่เต้าหันหน้าไปพูดกับหยางเหยียนและคนอื่น ๆ
“ครับ!”
หนึ่งวันต่อมาทุกคนได้เร่งควบม้ามาถึงเขตหลงเหมินในเมืองหลงสุย ในฐานะที่เป็นสถานที่แรกที่หลี่เต้าเข้ามาจัดการ ตอนนี้เขตหลงเหมินจึงมีผู้คนมากมายมารวมตัวกันอยู่ เนื่องจากการติดต่อระหว่างหลี่เต้าและเถียซานเหนียง แม้ว่าจะสูญเสียขุนนางไปเป็นจำนวนมากแต่ชาวถังโจวก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยกลับคืนมา ภายใต้การนำของสมาคมการค้าตระกูลเถียจึงไม่จำเป็นต้องให้หลี่เต้าทุ่มเทแรงกายแรงใจมากนัก หลังจากมาถึงเขตหลงเหมินแล้วหลี่เต้าก็ได้ส่งคนไปแจ้งผู้ดูแลของสมาคมการค้าตระกูลเถียประจำเขตหลงเหมิน
จากนั้นเขาก็เตรียมพาจิ่วเอ๋อร์และคนอื่น ๆ จากไป ผลลัพธ์ครั้งนี้เพียงพอแล้ว ส่วนที่เหลือก็รอกลับไปให้ทางราชสำนักจัดการเถิด แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนแพร่ข่าวว่าเขาเตรียมจากไป หลังจากรถม้ามาถึงเขตหลงเหมินแล้วพวกเขาก็เห็นชาวถังโจวนับแสนคนมารวมตัวกันอยู่นอกเขตหลงเหมิน ซึ่งผู้คนเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวนั่นคือมาส่งหลี่เต้าและคณะ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะภายใต้การจัดการของเถียซานเหนียง หนังสือพิมพ์จึงได้เริ่มแพร่หลายในถังโจวผ่านลูกน้องของนาง
เนื่องจากเหตุการณ์ความวุ่นวายในถังโจว หนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่ในถังโจวช่วงหนึ่งเดือนมานี้จึงล้วนเขียนถึงแต่เรื่องที่หลี่เต้านำกองทัพหมาป่าฟู่ถูกำจัดพวกกบฏและการจัดการกับสมาชิกสำนักปราบสวรรค ปัจจุบันผู้คนทั้งถังโจวแทบทุกคนต่างรู้ว่าใครเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเขา จึงได้เกิดเป็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น หลี่เต้าและกองทัพหมาป่าฟู่ถูออกเดินทางโดยไม่ได้พูดอะไรมากมาย พวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนขบวนออกจากเขตหลงเหมินท่ามกลางฝูงชนไป ผู้คนมองตามขบวนของหลี่เต้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนห่างออกไป
ทุกคนที่อยู่นอกเขตหลงเหมินต่างคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อส่ง
ในขณะเดียวกันช่วงที่หลี่เต้ากำลังจัดการเรื่องในถังโจว คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้อยู่อย่างสงบนิ่งเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สมาคมการค้าตระกูลเถีย ณ ห้องโถงใหญ่ตระกูลเถีย เนื่องเพราะบางคน ผู้นำระดับสูงของตระกูลเถียจึงต่างมารวมตัวกันในขณะนี้
ผู้ที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานคือท่านประมุขตระกูลเถียคนปัจจุบัน เถียจิงซาน ซึ่งก็คือบิดาแท้ ๆ ของเถียซานเหนียง และพี่ชายทั้งสองของนาง ที่นั่งหลักด้านขวายังว่างอยู่ชั่วคราว ที่นั่งสองแถวถัดลงมาเต็มไปด้วยผู้คนล้วนแต่เป็นผู้อาวุโสระดับสูงภายในตระกูลเถีย ขณะนี้เนื่องจากคนยังมาไม่ครบ บรรดผู้อาวุโสระดับสูงของตระกูลเถียจึงพูดคุยซุบซิบกัน
“ซานเหนียงเด็กคนนี้ช่างไม่เป็นโลเป็นพายเอาเสียเลย ถึงกับสนิทสนมกับคนนอกถึงเพียงนี้”
“ตระกูลเราเป็นพ่อค้าไม่เคยทำการค้าขาดทุน แต่นางกลับระดมกำลังคนและทรัพยากรมากมายไปลงทุนที่ถังโจวที่เป็นเหมือนเมืองผีนั่น”
“หลังถังโจวผ่านความวุ่นวายครั้งนี้ไป ใครจะรู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะฟื้นตัว ไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ”
“คงไม่ใช่ว่าซานเหนียงชอบท่านอานกงหรอกนะ”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง แม้ท่านอานกงจะมีบรรดาศักดิ์กงและมีตำแหน่งอำนาจสูงส่ง แต่เป้าหมายของตระกูลเถียเราคือราชวงศ์ตลอดมา ไม่เช่นนั้นแล้วตระกูลเถียจะอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไร”
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น เถียจิงซานที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงจิบชาเงียบ ๆ ทันใดนั้นเถียจิงซานก็เงยหน้าขึ้น เมื่อร่างอ้อนแอ้นอรชรปรากฏขึ้นในห้องโถง เสียงทั้งหมดก็หยุดลงในทันที
“ได้ยินว่าพวกท่านมีความไม่พอใจต่อข้ามากมายใช่หรือไม่?”
เถียซานเหนียงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาโดยมีปี่โหยวเอ๋อร์ค่อยประคอง นางกวาดตามองทั่วห้องโถงพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มจาง ภายใต้สายตาของเถียซานเหนียง นอกจากเถียจิงซานที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานแล้ว ผู้คนที่เหลือต่างพากันหลบเลี่ยงสายตา
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการลงทุนของเถียซานเหนียงในดินแดนทางใต้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นางที่เดิมทีถือส่วนแบ่งในตระกูลเถียเพียงสามส่วน ตอนนี้ได้ก้าวกระโดดขึ้นมาถือหกส่วนแล้ว กล่าวคือทุกคนที่อยู่ในที่นี้ต่อให้รวมกันแล้วก็ยังมีส่วนแบ่งไม่เท่าเถียซานเหนียงเพียงผู้เดียว ยิ่งไปกว่านั้นส่วนแบ่งอีกสี่ส่วนที่เหลือนั้นครึ่งหนึ่งยังเป็นส่วนที่เถียซานเหนียงสละให้เอง มิเช่นนั้นคนพวกนี้คงจะยิ่งน่าสงสารกว่านี้ ในสถานการณ์ปกติเมื่อตระกูลเถียมีผู้ครอบครองอำนาจมากเช่นนี้ปรากฏขึ้น ทุกคนก็มักจะมารวมตัวกันเพื่อแบ่งแยกอำนาจ แต่ประเด็นสำคัญคือเถียซานเหนียงไม่ได้ทำการค้าด้วยการแย่งชิงผลประโยชน์จากคนในตระกูล ทว่านางทำให้ขนมเค้กของตระกูลเถียใหญ่ขึ้น แม้ว่าปัจจุบันนี้พวกเขารวมกันแล้วจะมีเพียงสี่ส่วนเท่านั้น แต่ผลกำไรที่ได้รับมามันกลับมากกว่าตอนที่ถือส่วนแบ่งหกส่วนเสียอีก นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขายอมรับได้ สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้แต่เถียซานเหนียงกลับทำได้ พวกเขาจึงไม่มีสิทธิพูดอะไรมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ตระกูลเถียยังอยู่ภายใต้การนำของบิดาเถียซานเหนียงเช่นนี้
เถียจิงซานยังไม่เอ่ยปากพวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไร เมื่อเถียซานเหนียงเห็นทุกคนเงียบนางจึงก้าวเข้าไปหาผู้อาวุโสตระกูลเถียผู้มีผมขมับขาวโพลน
“ท่านผู้อาวุโสสาม ท่านเป็นคนพูดว่าข้าก่อความวุ่นวายในถังโจวใช่หรือไม่?”
เถียซานเหนียงยิ้มบาง “เช่นนั้นก็ดี ในเมื่อท่านไม่เชื่อมั่นในตัวข้า ปีหน้าข้าจะคืนกิจการทั้งหมดให้ท่านกับวิหารจัดการด้วยตัวเองเถิด”
เมื่อผู้อาวุโสสามตระกูลเถียได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปในทันที เขารีบเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ซานเหนียงเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ข้าจะไม่เชื่อใจเจ้าได้อย่างไรกัน”
หากไม่มีเถียซานเหนียงช่วยดูแลกิจการให้ ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของเขาแล้วคงถูกแวดวงการค้าบีบจนตายในเวลาอันรวดเร็ว อันที่จริงแล้วในฐานะคนตระกูลเถียเขาไม่ควรด้อยความสามารถถึงเพียงนี้ แต่หลายปีมานี้พวกเขาเคยชินกับการพึ่งพาเถียซานเหนียง ปล่อยตัวเองให้หย่อนยานเอาแต่แสวงหาความสำราญจนทำให้ความสามารถของตนเองถดถอยอย่างรุนแรง สนามการค้าก็เปรียบดังสนามรบหากช้าเพียงก้าวเดียวก็ช้าไปทุกก้าว วิสัยทัศน์ของพวกเขาลาหลังเถียซานเหนียงไปไกลแล้ว หากกลับมาลงสนามใหม่ก็มีแต่ความตายที่รออยู่
ดังนั้นแม้พวกเขาจะพูดจาไพเราะ แต่หากให้พวกเขาจัดการเองผลลัพธ์คงจะยิ่งย่ำแย่กว่าเดิม
“เป็นเช่นนั้นหรือ? แล้วคำพูดที่ข้าได้ยินเมื่อครู่นี้…”
“เป็นความเข้าใจผิดทั้งหมด เป็นความเข้าใจผิดทั้งหมดเลย”
หากไม่ใช่เพราะเกรงจะอับอายต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ผู้อาวุโสสามก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักหลายทีเพื่อแสดงความจริงใจ
“ความเข้าใจผิดงั้นหรือ?”
เถียซานเหนียงแย้มยิ้มบาง “ข้าจะคืนให้ท่านครึ่งหนึ่งก่อน ซานเหนียงอยากเห็นท่าทางอันองอาจในอดีตของท่านผู้อาวุโสเหลือเกิน”
ผู้อาวุโสสามยังอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นแววตาเย็นชาของเถียซานเหนียงเขาก็รีบปิดปากสนิทในทันที เขารู้ดีว่าหากยังคงดึงดันต่อไปก็อาจจะรักษาอีกครึ่งที่เหลือเอาไว้ไม่ได้ เถียซานเหนียงผ่านผู้อาวุโสไปแล้วใช้สายตามองอีกหลายคน ไม่มีข้อยกเว้น พวกเขาทั้งหมดต่างยอมจำนนเหมือนผู้อาวุโสสาม สุดท้ายเถียซานเหนียงก็เดินมาหยุดตรงหน้าเถียจิงซาน
“ท่านพ่อ”
เมื่อเผชิญหน้ากับบิดาของตน เถียซานเหนียงได้แสดงความเคารพอย่างยิ่งออกมา เถียจิงซานยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว “นั่งลงเถิด”
“เจ้าค่ะ”
เถียซานเหนียงเองก็ไม่ได้เกรงใจ นางนั่งลงบนที่นั่งทางด้านขวาของตำแหน่งประธานทันที