ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 494 พลังแห่งสวรรค์และพิภพ
สองวันให้หลัง บนเส้นทางโบราณนอกเขาเป่ยหมัง รถม้าคันหนึ่งกำลังแล่นไปตามเส้นทางอย่างรวดเร็ว เมื่อใกล้จะเข้าสู่เขาเป่ยหมัง เสียงร้องยาวก็ดังขึ้นบนท้องฟ้า
“หยุด!”
หยางเหยียนยกมือขึ้นสั่งให้ขบวนหยุด สายตาของเขาจับจ้องไปที่ท้องฟ้า จากนั้นเขาก็ล้วงมือเข้าไปในอก หยิบขลุ่ยกระดูกออกมาเป่า ชั่วครู่ต่อมาพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย ไม่นานนักเงาร่างมากมายก็พุ่งออกมาจากป่าทั้งสองข้าง พวกเขาไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นกองทัพหมาป่าฝู่ถูที่มารวมตัวกันที่นี่ก่อนแล้ว
“หัวหน้า!”
เมื่อกองทัพหมาป่าฝู่ถูมารวมตัวกันครบแล้ว เสวี่ยปิงและจางเมิ่งก็เดินมาทักทายหลี่เต้า
พอเห็นพวกกองทัพหมาป่าฝู่ถูแล้ว ไฉอี่และคนอื่นๆ ที่ติดตามรถม้ามาต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด พวกนางที่คลุกคลีอยู่ในยุทธภพล้วนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงกลัวจากคนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
หลี่เต้าพยักหน้าให้แล้วหันไปพูดกับคนในรถม้าว่า “ชิงเอ๋อร์ ถึงเขาเป่ยหมังแล้ว”
หลี่ชิงเอ๋อร์รีบโผล่หน้าออกมาจากรถม้าทันที นางกำลังจะเอ่ยปาก แต่ทันใดนั้นเมื่อมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบข้างนางก็ต้องชะงักไป
“พี่ชาย ท่านแน่ใจหรือว่าที่นี่คือเขาเป่ยหมัง?” หลี่ชิงเอ๋อร์ถามด้วยสีหน้าสงสัย
“มีอะไรแปลกหรือ?”
“แน่นอนว่าแปลก เพราะเขาเป่ยหมังเป็นเขารกร้างในถังโจว ถือเป็นดินแดนที่ไม่อุดมสมบูรณ์ จึงมีผู้คนอาศัยอยู่น้อย แต่ท่านลองดูรอบๆ สิ มีตรงไหนที่เหมือนเขารกร้างบ้าง”
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้นมองรอบด้าน ล้วนแต่เป็นป่าเขียวชอุ่ม ดูมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง แม้มันจะไม่เหมือนกับที่หลี่ชิงเอ๋อร์บรรยาย แต่หลี่เต้าก็ยังตอบอย่างมั่นใจว่า “ที่นี่น่าจะเป็นเขาเป่ยหมัง”
ต้องรู้ว่ากองทัพหมาป่าฝู่ถูที่นำโดยเสวี่ยปิงและจางเมิ่งนั้น พวกเขาทยอยเข้าสู่ถังโจวเป็นกลุ่มๆ คำสั่งของเขาคือให้ทุกคนมารวมตัวกันที่นอกเขาเป่ยหมัง และตอนนี้ทุกคนมาถึงกันหมดแล้ว จะเป็นไปได้หรือที่ทุกคนจะมาผิดที่
“หัวหน้า พวกข้าอาจจะรู้สาเหตุว่าทำไม” ทันใดนั้นเสวี่ยปิงก็เอ่ยปากขึ้นมา
หลี่เต้าเงยหน้าขึ้น “พวกเจ้ารู้อะไรหรือ?”
เสวี่ยปิงสบตากับจางเมิ่งแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเราส่วนใหญ่เพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวานนี้เอง ตอนนั้นเขาเป่ยหมังแม้จะไม่ถึงกับเป็นเขารกร้าง แต่ก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนตอนนี้ แต่เพียงชั่วข้ามคืน บริเวณรอบเขาเป่ยหมังก็กลายเป็นเช่นนี้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรายังค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่วว่า การบำเพ็ญเพียรที่นี่เร็วกว่าที่อื่นหลายเท่า”
“หือ?” เมื่อได้ยินคำพูดของเสวี่ยปิง สีหน้าของหลี่เต้าก็เผยความประหลาดใจออกมา “ความเร็วในการบำเพ็ญเพิ่มขึ้นงั้นหรือ?”
หลี่เต้าลองหลับตาลงเพื่อทำการรับรู้ ไม่นานเขาก็พบความแตกต่างของที่นี่กับที่อื่น ณ ที่แห่งนี้พลังในอากาศหรือพลังสวรรค์และพิภพนั้น มีการเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ
ทันใดนั้นหลี่ชิงเอ๋อร์ก็ขมวดคิ้วงาม นางยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
“เป็นอะไรหรือ” หลี่เต้าถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ หลี่ชิงเอ๋อร์ก็พลันถอนหายใจยาว สีหน้าค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “พี่ชาย ข้าอาจจะรู้แล้วว่าเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”
“เพราะเหตุใดหรือ”
“พวกเขา…”
ในหุบเขาเป่ยหมัง หลังจากขุนนางคนสุดท้ายแห่งถังโจวถูกนำตัวขึ้นแท่นบูชา ทุกอย่างก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง ที่เบื้องหน้าแท่นบูชา ไกเซียนจงพลันลืมตาขึ้น แววตาของเขาเป็นประกาย ในชั่วขณะถัดมาพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปะทุออกมาจากร่างของเขา
เมื่อสังเกตเห็นเช่นนั้น บรรดาผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักปราบสวรรค์ที่อยู่ด้านหลังเขาก็ต่างลืมตาขึ้น
“ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุข”
“ท่านประมุข พลังของท่านคงฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินดังนั้น ไกเซียนจงก็เหลือบมองเมฆครึ้มบนท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า “ฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์แล้ว เมื่อวิชาลับคลายลงแล้วเชื่อมโยงกับสวรรค์และพิภพอีกครั้ง จะกลับคืนสู่ระดับเทพมนุษย์”
รองประมุขเอ่ยปากขึ้น “สมแล้วที่เป็นท่านประมุข รวดเร็วจริงๆ” เขามองแท่นบูชาแล้วพยักหน้าพลางกล่าว “รวดเร็วจริงๆ”
“ต้องขอบคุณพวกเขา หากไม่ใช่เพราะพวกเขาแล้ว การฟื้นฟูให้สมบูรณ์คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งปี” นั่นหมายความว่าผลลัพธ์จากการบำเพ็ญสองวันนี้ เทียบเท่ากับการบำเพ็ญอย่างยากลำบากหนึ่งปีเลยทีเดียว
ไกเซียนจงหันไปมองผู้อื่นแล้วถามว่า “พวกเจ้าฟื้นฟูเป็นอย่างไรบ้าง”
รองประมุขตอบคำถามนั้น “เรียนท่านประมุข ข้าเองก็ฟื้นฟูได้เกือบสมบูรณ์แล้วเช่นกัน”
“พวกเรากลับมาฟื้นฟูสมบูรณ์แล้ว” ผู้คนที่เหลือรีบกล่าวขึ้น
เมื่อเห็นว่าผู้อื่นฟื้นฟูได้เร็วกว่าตน ไกเซียนจงก็ไม่ได้กังวลใจแต่อย่างใด เพราะยิ่งวรยุทธ์แก่กล้าเพียงใด การฟื้นฟูก็ยิ่งช้าลงเท่านั้น วรยุทธ์ของเขาอยู่ในระดับเทพมนุษย์ ส่วนรองประมุขอยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์ ส่วนคนที่เหลือนั้นล้วนอยู่ในระดับมหาราชาปรมาจารย์ หากผู้คนทั่วไปล่วงรู้ถึงกำลังพลเช่นนี้คงจะรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก ถึงขั้นมองว่าสำนักปราบสวรรค์เป็นสำนักใหญ่ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก แต่ความจริงแล้วมีเพียงสมาชิกสำนักปราบสวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของพวกเขาได้
แม้จะดูเหมือนว่าพลังของพวกเขาแข็งแกร่งยิ่งแข็งแกร่ง ถึงขั้นที่ว่าแค่คนใดคนหนึ่งเดินออกไปก็ถือว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแต่ละราชวงศ์ในปัจจุบันแล้ว แต่ความจริงนั้นนี่เป็นผลจากการสั่งสมของสำนักปราบสวรรค์มาหลายชั่วอายุคน วรยุทธ์ที่มีทุกวันนี้มิได้มาจากการพึ่งพาผู้ใด ล้วนเป็นผลจากบรรพชนรุ่นก่อนของสำนักปราบสวรรค์ทั้งสิ้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็มาจากความสามารถของพวกเขาด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ไร้ความสามารถก็ย่อมถูกแทนที่ไปนานแล้วในการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
“ต่อไปก็ถึงคราวของพวกเจ้าทั้งสองแล้ว” ไกเซียนจงมองดูจ้าวคังและจ้าวหยงที่อยู่ในกรง “ยามนี้การฟื้นฟูพลังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยวิชาลับนี้พวกเราในรุ่นนี้จะก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งทำลายวงจรและหยุดทุกสิ่งไว้ที่รุ่นนี้ตลอดกาล”
หลังกล่าวจบ ไกเซียนจงก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาที่หน้ากรง ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของจ้าวคังและจ้าวหยง เขาพลันเปิดกรงออก
“เป็นเจ้าแล้วกัน”
ภายใต้สายตาที่จับจ้องของจ้าวหยง ไกเซียนจงได้ยื่นมือมาคว้าตัวจ้าวหยงเอาไว้ พร้อมกับจะลากออกจากกรง
“อย่า อย่านะ!” เมื่อพบว่าตนเองกำลังจะถูกลากออกจากกรง จ้าวหยงก็โอบกอดลูกกรงเอาไว้โดยสัญชาตญาณ พยายามขัดขืนต่อต้าน ในยามนี้กรงที่ขังเขาไว้กลับกลายเป็นสถานที่ที่เขาไม่อยากจากไปที่สุด แต่เขาที่เป็นเพียงผู้อ่อนแอระดับโฮ่วเทียนจะไปดิ้นรนขัดขืนต่อหน้าเทพมนุษย์ได้อย่างไร ดังนั้นจึงถูกลากออกมาอย่างง่ายดาย
“โอ๊ย!” ในขณะที่จ้าวหยงกำลังจะร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง จู่ๆ มือของไกเซียนจงก็หยุดชะงัก
จ้าวหยงที่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวนี้คิดว่าอีกฝ่ายจะปล่อยตน แต่เมื่อก้มมองลงไปเขากลับพบว่าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายปล่อยตน แต่เป็นเพราะมีมือหนึ่งจับข้อมือของไกเซียนจงไว้ แต่สิ่งที่ทำให้จ้าวหยงรู้สึกเหลือเชื่อก็คือ เจ้าของมือนั้นเป็นจ้าวคัง
“หือ?” ไกเซียนจงมองไปที่จ้าวคังแล้วเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าอยากตายหรือ?”
จ้าวคังส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง ทั่วร่างของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าพูดว่า “ท่าน… ท่านไม่อาจจับเขาได้”
“เพราะเหตุใด?” ไกเซียนจงมีสีหน้านึกสนุกขึ้นมา “เพราะเหตุใด?”
“เพราะ… เพราะว่าเขาเป็นน้องชายของข้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จ้าวหยงที่อยู่ในมือของไกเซียนจงก็ชะงักงัน ก่อนจะมองจ้าวคังด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ เขาไม่เคยอาจเชื่อมโยงจ้าวคังในตอนนี้ กับภาพของอีกฝ่ายในอดีตที่เอาแต่คอยปะทะคารมกับเขาได้เลย ในชั่วขณะนี้เขาพลันพบว่า จ้าวคังที่ปกติมีความสูงพอๆ กับเขากลับกลายเป็นผู้ที่สูงใหญ่ขึ้นมา สูงจนเขาไม่อาจเอื้อมถึงได้
หมายเหตุท้ายบท
[1] ไม้แบน (板子) : หรือ ‘ปั่นจื่อ’ อุปกรณ์ลงทัณฑ์โบราณของจีน มีลักษณะเป็นไม้กระดานแบนยาว มักใช้ตีโบยที่สะโพกหรือต้นขา