ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 476 จับตัว
พลังแรงกดดันของฟ้าดินทั้งหมดได้ถูกเขาขับไล่ออกไปจากร่างกาย ทันใดนั้น หญิงในชุดนักบวชที่ลอยอยู่กลางอากาศก็เงากระบี่ไร้รูปร่างพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของนาง
“กระบี่ดับสูญ!”
เมื่อเหวี่ยงเงากระบี่ไร้รูปร่างออกไป พลังแห่งฟ้าดินก็เคลื่อนไหวตามไปด้วย ทันใดนั้น พลังกระบี่ยาวร้อย丈อันคมกริบก็ได้พุ่งเข้าใส่หลีเต้า
ตง!
หลีเต้าเหยียบย่างลงบนอากาศว่างเปล่า ทะยานตัวพุ่งขึ้นจากพื้น เมื่อเผชิญหน้ากับพลังกระบี่ยาวร้อย丈 เขาก็เหวี่ยงง้าวมังกรทมิฬออกไปอย่างไม่ลังเลเลย เพียงแค่การโจมตีเดียว พลังกระบี่ยาวร้อย丈ก็ถูกฟาดแตกออกจากตรงกลางทันที
เมื่อพลังกระบี่ที่แตกออกสองสายเคลื่อนผ่านทั้งสองด้านและตกลงบนเขาลูกเล็ก มันก็ได้ทิ้งร่องลึกสองร่องที่มองไม่เห็นก้นไว้บนภูเขา
หลีเต้าไม่ได้ลดความเร็วลง เขาเหาะมุ่งหน้าไปยังหญิงในชุดนักบวชต่อ บัดนี้เมื่อได้เข้าใจถึงความร้ายกาจของหลีเต้าแล้ว หญิงในชุดนักบวชจึงไม่กล้าประมาทอีกต่อไป ในขณะที่ถอยหลังหลบหลีก นางก็ได้พยายามใช้กระบวนท่ากระบี่ต่างๆ เพื่อเข้าต่อกรกับหลีเต้า แตมันกลับไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่านางจะพยายามโจมตีอย่างไรก็ไม่สามารถทำอะไรหลีเต้าได้เลย
ถึงกระนั้น ในสายตาของไฉอีและคนอื่นๆ แล้ว การปะทะกันของทั้งสองคนนั้นดูยิ่งใหญ่อลังการมาก เมื่อมองจากด้านล่างแล้วก็ราวกับกำลังชมการต่อสู้ของเทพเซียนเลยทีเดียว
ณ มุมหนึ่งของป่าเปลี่ยว เมื่อเห็นหญิงในชุดนักบวชค่อยๆ มีท่าทีเสียเปรียบมากขึ้น สีหน้าของผู้อาวุโสสวีก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนัก หลังจากมองไปโดยรอบแล้ว เขาก็เริ่มค่อยๆ เคลื่อนตัวลงเขาอย่างไม่เป็นที่สังเกต
เมื่อเห็นหลีเต้าเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าของหญิงในชุดนักบวชก็ยิ่งดูย่ำแยลง หากนางสามารถฟื้นฟูวรยุทธทั้งหมดมาได้ นางก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอับจนเช่นนี้ ทว่าน่าเสียดายที่นางเพิ่งจะฟื้นคืนชีพ ยังไม่ทันได้ฟื้นฟูอะไรก็ต้องมาเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นนี้เสียแล้ว
“พังทลาย!”
เมื่อทำลายการโจมตีของหญิงในชุดนักบวชได้อีกครั้ง หลีเต้าก็มาถึงตำแหน่งที่มีระยะห่างจากนางเพียงสิบ丈แล้ว ระยะทางนี้สำหรับทั้งสองคนแล้วเป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตาเท่านั้น
อาจเป็นเพราะรู้ว่าตนเองไม่มีวิธีการใดที่จะสามารถรับมือกับหลีเต้าได้อีกแล้ว หญิงในชุดนักบวชจึงหัวเราะเย็นชาพลางกล่าวว่า “เจ้ากล้าลงมือสังหารข้าหรือ? ตอนนี้ข้าก็คือนาง นางก็คือข้า การฆ่าข้าก็เท่ากับฆ่านาง เจ้าจะหักใจทำได้หรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลีเต้าก็พลันขมวดคิ้ว การเคลื่อนไหวของมือชะงักไปเล็กน้อย จุดนี้ถูกหญิงในชุดนักบวชสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของนางจึงยิ่งกว้างมากขึ้น
แตในชั่วขณะถัดมา หลีเต้าก็มีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาโบกมืออีกข้างหนึ่งที่ว่างอยู่ ทันใดนั้นโซ่สีเลือดที่สร้างจากพลังปราณโลหิตก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ หลีเต้ายกมือขึ้นสะบัดโซ่นั้นแหวกผ่านอากาศไปพันเข้าที่รอบแขนข้างหนึ่งของหญิงในชุดนักบวชโดยตรง
“ชิ…” หญิงในชุดนักบวชตระหนักได้ว่าตนเองประมาทเกินไปแล้ว แต่แล้วนางก็วางใจลงอย่างรวดเร็ว นางพนันได้ว่าอีกฝ่ายต้องไม่กล้าฆ่านาง ตราบใดที่ไม่ฆ่านาง นางก็สามารถค่อยๆ เรียกพลังที่เคยมีกลับคืนมาได้ เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ไม่ว่าจะหลบหนีหรือพยายามปราบเขาอีกครั้งก็ย่อมได้
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเหวี่ยงโซ่ออกไปหนึ่งเส้น หลีเต้าก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี่มีโซ่อีกหลายเส้นปรากฏขึ้นมา สุดท้ายโซ่แต่ละเส้นก็ตรึงเข้ากับแขนขาและเอวของหญิงในชุดนักบวช
หลีเต้าก้มมองด้านล่างแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มพุ่งลงไปข้างล่าง หญิงในชุดนักบวชเองก็ถูกโซ่ดึงตามลงไปทันที ไม่นานนักทั้งคู่ก็ตกลงบนพื้น หลีเต้าสะบัดโซ่ในมือ ปลายอีกด้านของโซ่ทั้งห้าเส้นกลายเป็นตะปูขนาดใหญ่ปักลึกลงไปในพื้นดินโดยตรง ตรึงหญิงในชุดนักบวชเอาไว้อย่างแน่นหนา
หญิงในชุดนักบวชมองร่างที่ถูกพันธนาการของตน แล้วเอ่ยอย่างเยาะเย้ย “ฆ่าก็ไม่กล้าฆ่า เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป? หรือว่าเจ้าต้องการทรมานข้าผู้เป็นเต้าจวิน? ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็คิดมากไปแล้ว ตัวขาสามารถถ่ายโอนความเจ็บปวดไปให้นางได้อย่างสมบูรณ์”
เมื่อรู้ว่าหลีเต้าจะไม่ลงมือสังหาร ไฉอิจึงพาหญิงชุดขาวกลุ่มนั้นเข้ามาใกล้ ไฉอีรวบรวมความกล้าจ้องมองหญิงในชุดนักบวชแล้วถามว่า “เจ้าไม่ใช่สตรีศักดิ์สิทธิ์จริงๆ หรือ?”
“สตรีศักดิ์สิทธิ์?” หญิงในชุดนักบวชพลันหัวเราะเยาะ “สำนักปราบสวรรค์ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เรียกว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็เป็นเพียงร่างที่ใช้เป็นภาชนะสำหรับการกลับชาติมาเกิดของข้าเท่านั้น”
“อะไรนะ…” เมื่อพวกไฉอีได้ยินคำพูดเช่นนั้น ดวงตาก็พลันแดงกํ่าในทันที สีหน้าแสดงความโกรธแค้นออกมา “เช่นนั้นสิ่งที่สำนักปราบสวรรค์กล่าวถึงการช่วยเหลือผู้คนจากความทุกข์ยากทั้งหมดนั้น เป็นเรื่องเท็จหรือ?”
หญิงในชุดนักบวชตอบตามตรง “ก็แคเครื่องมือเท่านั้น” หลังพูดจบนางก็ไม่สนใจไฉอีและคนอื่นๆ อีก เพราะสำหรับนางแล้ว การที่ยอมพูดกับพวกนางสักสองสามประโยคก็ถือเป็นความเมตตาแล้ว ในช่วงที่นางรุ่งโรจน์อย่างที่สุด คนพวกนี้แม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้าใกล้นางก็ยังไม่มี
ความสนใจส่วนใหญ่ของนางยังคงมุ่งไปที่หลีเต้า เพราะในตอนนี้มีเพียงคนผู้นี้เท่านั้นที่จะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของนางได้ เมื่อเห็นเขาที่กำลังลังเลอยู่ หญิงในชุดนักบวชจึงเอ่ยขึ้น “อันที่จริงแล้วเจ้าสามารถปล่อยข้าไปได้ เจ้าไม่มีความสามารถที่จะช่วยนาง และก็ช่วยนางไม่ได้ด้วย ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้ข้าเป็นคนใช้ชีวิตแทนนางบนโลกนี้เสียไม่ดีกว่าหรือ?”
“ข้าสามารถพาร่างกายของนางไปยังที่สูงกว่า ให้นางได้เดินไปบนเส้นทางที่ชาติก่อนไม่มีทางเป็นไปได้”
ทันใดนั้น หลีเต้าก็พลันเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เขาตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่แล้ว เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมา
“หัวหน้า! พวกเราจับหนูที่พยายามจะหนีไปได้ตัวหนึ่ง”
เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นหยางเหยียนและคนอื่นๆ ขึ้นมาบนยอดเขาตั้งแตเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ด้านหลังของหยางเหยียนยังมีจิ่วเอ๋อร์และคนอื่นๆ หลายคนตามมา ตรงหน้าพวกนางคือผู้อาวุโสสวีที่กำลังดิ้นถอยหลังไม่หยุด
สาเหตุที่ผู้อาวุโสสวีไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างรีบร้อน เป็นเพราะที่สองข้างของเขามีราชันกู่สองตัวบินอยู่ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจพลังของราชันกู่ แต่ผู้อาวุโสสวีจะไม่เข้าใจได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าต่อต้านเลย
หยางเหยียนมองสถานการณ์บนยอดเขาคร่าวๆ แล้วถามขึ้นว่า “หัวหน้า จะจัดการกับเขาอย่างไร?”
“ฆ่าเสีย”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หยางเหยียนก็พยักหน้า “ได้เลย!” พอพูดจบเขาก็ชักดาบออกมาจัดการกับผู้อาวุโสสวีผู้นี้ทันทีอย่างไม่ลังเล
เมื่อได้ยินว่าตนเองกำลังจะถูกฆ่า ผู้อาวุโสสวีก็รนราน หลังจากมองดูสภาพโดยรอบแล้ว เขาก็ร้อนใจจนต้องหาทางออกอย่างสิ้นหวัง โดยฝากความหวังไว้กับหญิงในชุดนักบวชที่ถูกล่ามโซ่อยู่กับที่
“เต้าจวิน! เต้าจวินช่วยข้าด้วย!”
ใครจะรู้ว่าหญิงในชุดนักบวชที่เขาเคยช่วยเหลือมาก่อนหน้านี้ กลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขาสักแวบ ทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ
เมื่อเห็นท่าทีเย็นชาและดูแคลนของหญิงในชุดนักบวช ผู้อาวุโสสวีพลันรู้สึกโกรธขึ้นมาแต่แล้วก็รู้สึกสิ้นหวังในทันที คนที่อยากพึ่งพาที่สุดกลับพึ่งไม่ได้ หากรู้เช่นนี้แต่แรกเขาก็ไม่ควรไว้ชีวิตนางเลย
เมื่อเห็นหยางเหยียนชักกระบี่ยาวออกมาแล้ว ในความสิ้นหวังนั้นผู้อาวุโสสวีได้เบนสายตามองไปที่หลีเต้า ดวงตาของเขากวาดมองระหว่างหลีเต้ากับหญิงในชุดนักบวช สมองของเขาหมุนทำงานอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลานั้นอยู่ๆ ก็เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่างได้กระจ่างขึ้นมา
ในขณะที่หยางเหยียนกำลังยกกระบี่ขึ้นและจะฟันลงมานั้น ผู้อาวุโสสวีก็รีบร้องตะโกนออกมา “นางยังไม่ตาย! ขามีวิธีช่วยนาง!”
เคร้ง!
คมกระบี่แฉลบผ่านลำคอของผู้อาวุโสสวี ทำให้เลือดสดๆ ไหลออกมาเป็นสาย ตุบ!
ผู้อาวุโสสวีพลันทรุดกายนั่งลงกับพื้น เขาลูบรอยเลือดที่ลำคอแล้วรู้สึกหนาวสะท้านในใจ เกือบแล้ว อีกเพียงนิดเดียวเขาก็จะไม่สามารถรักษาหัวของตัวเองเอาไว้ได้ ข้างมือของเขายังมีกระบี่ที่หักอยู่ชิ้นหนึ่ง
“หัวหน้า…” เมื่อเห็นกระบี่ยาวที่ถูกแสงสีแดงทำลาย หยางเหยียนก็เกาศีรษะด้วยสีหน้าเก้อเขิน
หลีเต้าลดนิ้วลงแล้วหันกลับมาด้วยดวงตาวาบประกาย เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังอารมณ์ไม่ออก “แน่ใจหรือว่าเจ้าไม่ได้โกหก?”
ผู้อาวุโสสวีได้สติกลับมาทันที เขารีบพยักหน้าพูดว่า “ข้าไม่ได้พูดเท็จ นางยังไม่ตาย และข้าก็มีวิธีจริงๆ”