ระบบสังหาร: จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 467 วิธีการของสำนักปราบสวรรค์
ในโลกสีเลือดนี้ ความคลุ้มคลั่งในดวงตาของผู้ลี้ภัยเหล่านั้นเริ่มจางหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วแทนที่ด้วยความรังเกียจและความหวาดกลัวที่ยากจะบรรยาย
ภายใต้อิทธิพลของน้ำมนต์ พวกเขาต้องการจะโจมตีพวกหลีเต้าโดยไม่รู้ตัว ไม่สามารถควบคุมจิตใจของตัวเองได้เลย
แต่พลังที่แผ่ออกมาจากร่างของหลีเต้านั้นแตกต่างออกไป
พลังเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อจิตใจเท่านั้น มันยังส่งผลต่อร่างกายด้วย ทำให้ร่างกายพวกเขาไม่กล้าขยับเขยื้อนโดยสัญชาตญาณ
ชั่วขณะนั้น สถานการณ์แบบเดียวกันนี้ก็ได้เกิดขึ้นกับหัวหน้าหอหลิวและคนอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ผู้ลี้ภัยด้วย
หากพูดว่าผู้ลี้ภัยเหล่านั้นเพียงแค่ต้องทนแรงกดดันที่มีต่อร่างกาย ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องทนทั้งแรงกดดันที่มีต่อร่างกายและจิตใจ
ภายใต้พลังที่มองไม่เห็นนี้ การที่พวกเขาพอจะสามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้นั้น ก็ถือว่าเป็นความสามารถแล้ว
ด้วยทวารทั้งเจ็ดช่องที่ผ่านการแปรสภาพมาแล้ว หลีเต้าจึงสามารถระบุตำแหน่งของหัวหน้าหอหลิวและคนอื่นๆ ในฝูงชนพลุกพล่านได้อย่างง่ายดาย
หลีเต้ายืนอยู่ข้างรถม้าแล้วค่อยๆ เดินไปทางทิศที่พวกหัวหน้าหอหลิวอยู่
เมื่อเขาเข้าใกล้ผู้ลี้ภัย อีกฝ่ายก็จะเริ่มถอยหลังโดยทันที เปิดทางให้โดยสมัครใจ
ด้วยวิธีนี้ หลีเต้าจึงค่อยๆ ก้าวเดินไปทีละก้าว จนในที่สุดก็มองเห็นหัวหน้าหอหลิวและคนอื่นด้วยตาเปล่าได้แล้ว
เมื่อรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ พวกหัวหน้าหอหลิวก็หันมามองและเห็นหลีเต้า
“อย่า… อย่าเข้ามา”
หัวหน้าหอหลิวกัดฟันพูด พลางอดทนต่อความหวาดกลัวที่แล่นไปทั่วร่าง
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตนถึงโชคร้ายเช่นนี้ และยิ่งประหลาดใจกับพลังอันน่าสะพรึงกลัวของหลีเต้า
เขาคิดไม่ออกว่าจะมีคนประเภทใด ที่แค่ใช้เพียงกระแสพลังจากร่างกาย ก็สามารถทำให้พวกเขาทั้งกลุ่มไม่อาจต่อต้านเช่นนี้ได้
เมื่อเห็นหลีเต้าเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้การควบคุมอย่างยากลำบากของหัวหน้าหอหลิว ในที่สุดเขาก็กัดปลายลิ้นของตนเองได้สำเร็จ
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดรุนแรงก็ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากแรงกดดันนั้นได้ชั่วคราว
เมื่อได้อำนาจควบคุมร่างกายกลับคืนมาแล้ว หลิวเผิงก็รีบล้วงเอายันต์เหลืองออกมาจากในอกเสื้อ แล้วก็สะบัดไปรอบๆ
ภายใต้การควบคุมของเขา ยันต์เหลืองเหล่านั้นก็ได้ร่อนลงบนร่างของสมาชิกสำนักปราบสวรรค์ที่เขาพามาด้วย
“โกรธปราบสวรรค์! จงตื่น!”
พร้อมกับเสียงของหลิวเผิงที่ดังขึ้น ร่างของสมาชิกสำนักปราบสวรรค์เหล่านั้นพลันเริ่มสั่นสะท้าน
จากนั้น ร่างกายของพวกเขาก็เริ่มพองขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกเป่าลมเข้าไป
เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจ สมาชิกสำนักปราบสวรรค์เหล่านั้นก็กลายเป็นยักษ์น้อยที่มีความสูงเจ็ดสิบกว่าชุนเป็นอย่างน้อย ยืนเรียงแถวขวางอยู่เบื้องหน้าหลิวเผิง
แม้ว่าร่างกายจะเปลี่ยนไปเหมือนกันหมด แต่ในแววตาของยักษ์น้อยเหล่านี้กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เหลือเพียงแค่ความเซื่องซึม
ทันใดนั้น หลิวเผิงก็ควบคุมยักษ์น้อยผู้ทรงพลังเหล่านั้นให้เข้าโจมตีหลีเต้า
น่าสนใจ หลีเต้าพินิจมองยักษ์น้อยเหล่านั้น ในดวงตาฉายแววอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งแปลกใหม่
แม้กระทั่งตอนที่ยักษ์คนหนึ่งซัดหมัดใส่ใบหน้าเขา เขาก็ยังไม่กะพริบตา
ผัวะ!
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและยินดีของหลิวเผิง หมัดนั้นก็ซัดเข้าที่ใบหน้าของหลีเต้าอย่างจัง
ทว่าน่าเสียดาย ความยินดีนั้นอยู่ได้ไม่นาน หลังจากนั้นไม่นานนัก สีหน้าของหลิวเผิงก็เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว
เพราะเมื่อหมัดที่สองถูกซัดออกมา นักรบของเขาก็ตักเข่าลงต่อหน้าหลีเต้า ถูกกดลงกับพื้นอย่างง่ายดายด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียว
“ไม่เลวทีเดียว พละกำลังทางร่างกายล้วนๆ อย่างน้อยก็มีถึงสามพันชั่ง ร่างกายแข็งแกร่งทนทาน ดูเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกด้วย หากยอดฝีมือระดับเซียนเทียนทั่วไปประมาทก็อาจจะเสียเปรียบได้”
“และดูเหมือนว่าจะยังสามารถสร้างได้จำนวนมากอีกด้วย” หลีเต้าประเมินยักษ์น้อยเหล่านั้น
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปที่หลิวเผิง เขาก็ยิ้มบางพลางกล่าวว่า “แต่ก็แคไม่เลวเท่านั้นเอง”
หลังพูดจบ เขาก็ยกนิ้วที่กดนักรบไว้กับพื้นขึ้น แล้วดีดนิ้วใส่นักรบผู้นั้นหนึ่งที
ฟุบ!
หลิวเผิงรู้สึกเพียงว่ามีแรงลมที่พัดผ่านข้างหูของตนไป เมื่อเขามองไปอีกครั้งก็พบว่า นักรบเหล่านั้นที่ยืนขวางอยู่ข้างหน้าเขาได้หายไปหมดแล้ว
เขาค่อยๆ หันคอที่แข็งทื่อกลับไปมอง แล้วพบว่านักรบที่สร้างขึ้นมานั้น ถูกนักรบที่มีสภาพเละเทะไปทั้งร่างพุ่งชนจนกระเด็นออกไปทั้งหมด แต่ละคนล้มนอนอยู่บนพื้น ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
หลิวเผิงหันกลับมาแล้วกลืนน้ำลาย “เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่!”
หลีเต้าเอ่ยปลอบว่า “วางใจเถิด เจ้าไม่เหมือนกับพวกเขา เจ้ายังไม่ตายในเร็วๆ นี้หรอก”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ หลิวเผิงก็เริ่มดิ้นรนครั้งสุดท้าย เขาลล้วงเอายันต์ต่างๆ ออกมาจากในอกเสื้อแล้วขว้างไปที่หลีเต้า ตามมาด้วยลูกไฟ กระสุนน้ำ แม้กระทั่งอากาศพิษก็มี
แต่สำหรับหลีเต้าแล้ว มันเหมือนกับกำลังดูการแสดงกายกรรม ในที่สุดเมื่อหลิวเผิงเห็นมือที่วางอยู่บนไหล่ของตนเอง เขาก็กลืนน้ำลายและยอมหยุดการดิ้นรน
เวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง ฤทธิ์ของยักษ์น้อยพลังสูงเมื่อครู่อาจจะหมดลงแล้ว มันมีเสียงลมรั่วดังขึ้น ยักษ์น้อยเหล่านั้นพลันกลับคืนสู่รูปร่างเดิมในเวลาอันสั้น
แต่ทุกอย่างยังไม่จบ หลังจากกลับสู่รูปร่างปกติแล้ว ร่างกายพวกเขาก็ยังคงหดตัวต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายแล้วก็หดตัวจนราวกับเป็นศพแห้งเหี่ยว
ฆ่าศัตรูยี่สิบหกคนได้รับคุณสมบัติ:883
ช่างน้อยนิดน่าสงสาร ดูเหมือนว่าคุณสมบัติไม่ได้คำนวณตามร่างที่แปลงแล้ว แตอย่างไรก็ตาม ยุงถึงจะตัวเล็กก็ยังเป็นเนื้อ
หลังจากควบคุมหลิวเผิงได้แล้ว หลีเต้าก็เปิดทวารทั้งเจ็ดอย่างเต็มที่ และเริ่มค้นหาสมาชิกสำนักปราบสวรรค์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ผู้ลี้ภัย
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป สมาชิกสำนักปราบสวรรค์ทั้งหมดที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ผู้ลี้ภัยก็ได้เสียชีวิตทั้งหมด จนถึงตอนนี้ในเขตหลงเหมินก็เหลือหลิวเผิงเพียงคนเดียวเท่านั้น
ที่หนารถม้า หลีเต้ามองหลิวเผิงที่ถูกหยางเหยียนกดให้คุกเข่าลงบนพื้นแล้วกล่าวว่า “หัวหน้าหอหลิว ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”
แม้ว่าภายใต้พลังของเขา ผู้ลี้ภัยเหล่านี้จะไม่สามารถขยับตัวได้ แต่ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องดี
หลิวเผิงอธิบายอย่างระมัดระวังว่า “ทั้งหมดนี้เป็นเพราะน้ำมนต์ รอสักพักพวกเขาก็จะฟื้นคืนสติได้เอง”
“จะมีผลกระทบต่อตัวเองอย่างไรบ้าง?”
“หากถูกควบคุมด้วยน้ำมนต์ในระยะเวลาสั้นๆ ผลกระทบก็ไม่มาก อย่างมากก็แค่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเท่านั้น”
“แล้วถ้าถูกควบคุมเป็นเวลานานล่ะ?”
“ก็จะเป็นเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดแรงและเสียชีวิต”
ทันใดนั้น หลีเต้าก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมอง เขาขมวดคิ้วถาม “พวกที่เรียกว่าชาวบ้านก่อจลาจลในทั่งโจวนั้น เป็นคนที่ถูกควบคุมด้วยน้ำมนต์ของพวกเจ้าใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ม่านตาของหลิวเผิงก็พลันหดเล็กลง ภายใต้สายตาที่จับจ้องมาของหลีเต้า สุดท้ายแล้วเขาก็พยักหน้าเงียบๆ แล้วอธิบายว่า “แต่พวกเราควบคุมแค่บางส่วนเท่านั้น”
“และคนส่วนใหญ่ในกลุ่มผู้ก่อจลาจลนั้น ก็เป็นคนที่ยอมให้พวกเราควบคุมโดยสมัครใจ พวกที่ทำลายข้าวของและเผาทําลายทั่วทั่งโจวก็คือพวกเขา ฤทธิ์ของน้ำมนต์ไม่สามารถควบคุมคนได้ละเอียดขนาดนั้น เพราะมีคนจำนวนมากเกินไป”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หลีเต้าก็เข้าใจรูปแบบการพัฒนาของสำนักปราบสวรรค์ในทั่งโจวพอสมควรแล้ว
พวกเขาใช้น้ำมนต์ควบคุมผู้ลี้ภัยเพื่อปลุกปั่นให้เกิดการจลาจล และในระหว่างการจลาจลก็มีผู้ก่อจลาจลที่ทำโดยสมัครใจเกิดขึ้นอีกด้วย
และหลังจากที่พวกผู้ก่อจลาจลทำลายข้าวของและเผาทําลายแล้ว สำนักปราบสวรรค์ของพวกเขาก็จะส่งคนประเภทเดียวกับหลิวเผิงออกมา ใช้น้ำมนต์ปลอบประโลมผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน
ด้วยวิธีนี้ อาจกล่าวได้ว่าทุกคนทั้งเล็กและใหญ่ในทั่งโจวล้วนถูกพวกเขาควบคุมเอาไว้ พวกเขากลายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลีเต้าก็ยิ่งรู้สึกทึ่งในกลยุทธ์ของสำนักปราบสวรรค์ แต่ก็แค่รู้สึกทึ่งเท่านั้น
หลีเต้าหันหลังกลับมาถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าองค์ชายสามและองค์ชายสี่หายไปอยู่ที่ใด?”