สามีเก่า...มาขอแต่งงานอีกแล้ว / พิศวาสรัก...สามีเก่า - บทที่ 763 ทำไมต้องมักบอกว่าฉันเป็นเด็กเป็นเล็ก
- Home
- สามีเก่า...มาขอแต่งงานอีกแล้ว / พิศวาสรัก...สามีเก่า
- บทที่ 763 ทำไมต้องมักบอกว่าฉันเป็นเด็กเป็นเล็ก
เจียงหยวนรับเพ้งหนีออกไป
เจียงซ่างหานกำลังหันหลังเดินจากไป แต่ก็พบกับเจียงชูหนิงที่ซ่อนอยู่หลังเสาหินที่อยู่ไม่ไกล จนสบตากับเขาเข้าด้วยกัน เธอจึงรีบถอยกลับแล้วใช้เสาหินปิดบังตัวเธอ
เขามองไปที่นั้นแล้วพูดเบาๆว่า: “เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำอะไร”
ไม่กี่วินาทีเจียงชูหนิงก็ยอมค่อยๆเดินออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาว่า: “คุณน้า……”
มือข้างหนึ่งของเจียงซ่างหานล้วงอยู่ที่กระเป๋ากางเกง แล้วพูดว่า: “เธอมีธุระอะไรกับฉัน”
เจียงชูหนิงยืนอยู่ข้างหน้าเขา เธอประสานมือเข้าด้วยกันแล้วก้มหัวเล็กน้อย: “ฉันมาเพื่อขอโทษคุณ”
“ขอโทษเรื่องอะไร”
เจียงชูหนิงพูดว่า: “เรื่องในอดีตเป็นความผิดของฉันทั้งหมด เป็นเพราะฉันเอาแต่ใจ และคำพูดที่ฉันเคยพูดไว้คุณ คุณอย่าใส่ใจเลยนะ แต่……แต่ถ้าคุณโกรธจริงๆ คุณก็มาลงที่ฉันอย่าทำอะไรคุณทวดกับพ่อเลยนะ”
สักพักหนึ่งเจียงซ่างหานก็ยิ้มแล้วพูดว่า: “เธอคิดว่าฉันจะโกรธเพียงเพราะเธอไม่อยากแต่งงานกับฉันหรือ”
เจียงชูหนิงมุ่ยปากและแหย่นิ้วของเธอ: “ก็ไม่ใช่เรื่องนี้เท่านั้น……ตอนนั้นฉันยังพูดหยาบคายกับคุณอีกด้วย”
พอมองย้อนกลับไปแล้วเธอรู้สึกมันเกินไปมากจริงๆ
แถมยังทำเหมือนเจียงซ่างหานคิดไม่ซื่อกับเธออีก
ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่อยากแต่งงานกับฉัน
เรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะสัญญาหมั่นที่ไม่ควรมีอยู่นั่น
เจียงซ่างหานเห็นเจียงชูหนิงก้มหัวลงเรื่องๆเลยพูดว่า: “เอาล่ะฉันจะไปจริงจังอะไรกับเด็ก และตอนนี้สัญญาหมั่นก็ยกเลิกไปแล้ว เธอหยุดคิดในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องได้แล้ว”
ไม่รู้ทำไมเจียงชูหนิงรู้สึกว่าคำพูดที่เจียงซ่างหานพูดในตอนนี้จะอ่อนโยนกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อย
เขาปลอบใจเธอราวกับว่าเธอเป็นยังเด็ก
เธอตอบคัดค้านแล้วกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา: “ตอนนี้ฉันอายุยี่สิบแล้วนะ ทำไมต้องมักบอกว่าฉันเป็นเด็กเป็นเล็ก ทั้งที่ตอนนี้ก็ถึงอายุที่สามารถจดทะเบียนสมรสได้แล้ว”
เจียงซ่างหาน: “……”
เขาพูดขึ้นว่า: “เธอควรกลับไปแล้วนะ”
เจียงชูหนิงตอบตกลงแล้วเดินหลังกลับได้สองก้าวก็เดินวนกลับมาอีก ดวงตาอันงดงามที่เปล่งประกายของเธอได้จ้องมาที่เจียงซ่างหาน: “ถ้าอย่างนั้นคุณไม่โกรธแน่นะกับเรื่องในอดีต และอย่าโทษถึงท่านทวดและพ่อละ! คนโกหก……จะกลายเป็นน้องหมานะ”
เจียงซ่างหานมอกไปที่เธอโดยไม่พูดอะไรด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย
น่าจะเป็นเพราะว่าทั้งชีวิตมานี้ เขาไม่เคยได้ยินคำข่มขู่ที่น่าตลกอะไรแบบนี้
เจียงชูหนิงเห็นว่าเขาไม่พูดอะไรเลยรู้สึหวาดระแวงขึ้น เขาไม่คิดจะปล่อยเธอไปจริงด้วย
เธอยื่นมือออกไปอย่างลังเล แล้วชูมือขึ้น: “เรามา……เกี่ยวก้อยกัน”
คิ้วของเจียงซ่างหานขยับเล็กน้อย และจ้องมองไปที่นัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและตื่นเต้นของเธอแล้วยิ้มออกมา
ผ่านไปสักพัก เขาหันศีรษะไปด้านข้างแล้วยื่นมือออกไป เพื่อนเล่นเล่นอะไรที่ไร้สาระกับเธอ
ใบหน้าของเจียงชูหนิงก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้สนอะไรแล้วเกี่ยวก้อยกับเขาแล้วพูดว่า: “เกี่ยวก้อยสัญญากัน ใครโกหกต้องกลายเป็นน้องหมา”
พอสาบานเสร็จแล้วเจียงชูหนิงก็ดงมือออกด้วยความพึงพอใจ: “เรียบร้อยล่ะ!”
หลังจากนั้นเธอเงยหน้ามองเห็นยังสีหน้าที่นิ่งเฉยของเจียงซ่างหาน รอยยิ้มก็ค่อยๆหายไปและก็ค่อยๆหดคอลงเรื่อยๆ
เจียงซ่างหานวางมือลง และสบตากับเธอแล้วค่อยๆพูดขึ้นว่า: “เจียงชูหนิง ใครก็ตามที่อายุเกินสิบปีก็ไม่ทำอะไรที่ปัญญาอ่อนแบบนี้แล้ว”
เจียงชูหนิง: “……”
เธอพูดตะกุกตะกัก: “แต่……แต่ฉันไม่สน เมื่อกี้คุณรับปากฉันแล้วนะ! คุณห้ามคืนคำ”
เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้ายเจียงชูหนิงกลัวเขาจะคืนคำเลยรีบวิ่งหนีไปก่อนเลย
วิ่งไปด้วยและหันไปมองด้วยอย่างระมัดระวัง
ซึ่งการที่ไม่ดูทางดีๆนั้น เลยทำให้เธอล้มลงบนกองหญ้าที่คนใช้กวาดรวมกัน
ทันใดนั้นเธอเลยถูกเศษใบไม้ท่วมท้นทันที
เจียงซ่างหานเห็นเหตุการณ์นี้แล้วก็ยกมือขึ้นนวดหัวทันที
ยังดีที่เศษใบไม้เยอะเจียงชูหนิงเลยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เธอรีบลุกขึ้นมาแล้ววิ่งด้วยความเร็วที่เร็วขึ้น
……
ยามราตรี เมื่อหร่วนซิงหว่านและเพ้ยซานซานออกจากห้องทำงานก็เห็นชายหนุ่มที่ยืนรอเป็นเวลานาน
เพ้ยซานซานพูดขึ้น: “ขอโทษด้วยวันนี้ยุ่งไปหน่อย คุณรอนานยัง”
โจงเหวินป๋อยิ้ม: “ไม่เลย ผมพึ่งมาถึงเมื่อสักครู่นี้เอง”
หลังจากนั้น เขามองมาที่หร่วนซิงหว่านแล้วก้มหัวทักทายเล็กน้อย
หลังจากที่เพ้ยซานซานและโจงเหวินป๋อคบกัน เขาก็มักจะมารับเพ้ยซานซานเลิกงานทุกวัน ทั้งสองคนทานมื้อเย็นด้วยกันแล้วค่อยส่งเธอกลับบ้าน
ทำในเรื่องที่คู่รักเขาทำกัน
หร่วนซิงหว่านยิ้ม: ” งั้นฉันไม่รบกวนพวกเธอละ ฉันกลับก่อนละนะ”
เพ้ยซานซานโบกมือให้เธอ: “กลับดีๆล่ะ ถึงบ้านแล้วบอกฉันด้วย”
“โอเคย พวกเธอไปกันเลย”
เพ้ยซานซานและโจงเหวินป๋อก็หันหลังกลับทั้งคู่
หร่วนซิงหว่านมองที่พวกเขาแล้วถอนหายใจ
ระยะห่างของสองคนนั้นไกลจนสามารถยืนอีกคนได้เลย
แค่ดูก็รู้แล้วว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นไม่ความคืบหน้าเลย
บางทีเพ้ยซานซานก็พูดถูก เมื่อเธอมีคนอยู่ในใจแล้ว เธอก็จะไม่มีวันปล่อยวางได้
หร่วนซิงหว่านส่ายหัวแล้วถอนสายตาเดินกลับบ้าน
ในระหว่างทางเธอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานเธอรับปากว่าจะต้มซุปให้โจวฉือเซิน เธอเลยเดินเข้าไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อผักมากมาย
พอถึงบ้านหร่วนซิงหว่านก็ล้างซี่โครงแล้วตั้งเตาย่างมัน
และเธอก็นำของที่ซื้อมานั้นแช่ไว้ในตู้เย็น
เมื่อวานเกือบโดนโจวฉือเซินเห็นกล่องยาเข้า ตอนนี้เธอเลยบอกว่าเป็นอาหารทะเล ดังนั้นเพื่อไม่ให้ความแตกวันนี้เธอเลยซื้ออาหารทะเลมาแช่ไว้ในตู้เย็นเพื่อบังกล่องยาไว้
พอทำทุกอย่างเสร็จ หม้อที่น้ำต้มไว้ก็เดือดพอดี
หร่วนซิงหว่านจึงปิดไฟลง เธอเทเลือดที่ต้มจากซี่โครงออก แล้วตั้งไฟต้มใหม่
เธอหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาโจวฉือเซิน
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นเวลานานกว่าจะรับ
ขณะที่หร่วนซิงหว่านกำลังจะพูด แต่เธอนึกถึงบทเรียนก่อนนี้เลยถามไปว่า: “คุณไม่ได้ประชุมอยู่ใช่ไหม”
ปลายสายโทรศัพท์ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ: “ผมพึ่งออกจากห้องประชุม”
หร่วนซิงหว่านถอนหายใจด้วยความโล่งอก งั้นก็ดีแล้ว
เธอพูดขึ้นอีกว่า: “ฉันทำอาหารเย็นไว้ คุณจะกลับมาเมื่อไหร่?”
โจวฉือเซินตอบกลับ: “น่าจะอีกสักพัก เธอทานข้าวก่อนเลยไม่ต้องรอผม”
หร่วนซิงหว่านเหลือบมองดูเวลา ซึ่งตอนนี้แปดโมงครึ่งแล้ว
เธอพูดว่า: “โอเค ฉันรู้แล้ว”
หลังจากวางสาย หร่วนซิงหว่านก็นั่งบนโซฟาแล้วหยิบสมุดเลคเชอร์ขึ้นมา
ซึ่งตอนนี้เธอก็ไม่รู้สึกหิว งั้นเดี๋ยวค่อยกินละกัน
หร่วนซิงหว่านพึงหยิบปากกาขึ้นมาก็ได้ยินเสียงแคะประตูจากด้านนอก
ซึ่งไม่ใช่เสียงจากหน้าประตูเธอ
แต่ว่าทั้วชันนี้ นอกจากเธอกับเพ้ยซานซานแล้ว ก็ยังมีอีกสองห้องที่โจวฉือเซินซื้อทิ้งไว้
งั้นคนที่เคาะประตูใครกัน