สามีเก่า...มาขอแต่งงานอีกแล้ว / พิศวาสรัก...สามีเก่า - บทที่ 757 นอกจากแฟนเก่าแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีก
- Home
- สามีเก่า...มาขอแต่งงานอีกแล้ว / พิศวาสรัก...สามีเก่า
- บทที่ 757 นอกจากแฟนเก่าแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีก
และเป็นเพราะว่าหร่วนซิงหว่านกลับมาแล้ว เพ้ยซานซานก็เลยเสนอขึ้นมาว่าจะไปกินสุกี้ห้องไฟที่เธอใจจดใจจ่อมานานแล้ว
แน่นอนว่าโจงเหวินป๋อไม่มีข้อคิดเห็นอะไรอยู่แล้ว และเอาตามที่พวกเธอว่ามาทุกอย่าง
พอมาถึงร้านสุกี้หม้อไฟ พนักงานก็เอาเมนูมาให้ แล้วโจงเหวินป๋อก็ยื่นไปให้เพ้ยซานซานอย่างเป็นธรรมชาติ
เพ้ยซานซานสั่งอาหารที่ตัวเองและหร่วนซิงหว่านชอบไปหลายอย่าง แล้วก็ถามเขาขึ้น “คุณอยากกินอะไรคะ?”
โจงเหวินป๋อตอบขึ้นมา “ผมอะไรก็ได้ คุณสั่งได้ตามสบายเลย”
เพ้ยซานซานจ้องมองดูเมนู แล้วก็เพิ่มอาหารอีกสองอย่าง
ช่วงนี้กินข้าวกับโจงเหวินป๋อมาตลอด เธอก็พอจะรู้แล้วว่าเขาชอบกินอะไร รวมทั้งอาหารอะไรบ้างที่ไม่กิน
เพ้ยซานซานยื่นเมนูอาหารคืนให้กับพนักงาน “เอาเท่านี้ก่อนละกัน ขอบคุณค่ะ”
พนักงานพยักหน้าให้เล็กน้อย “รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ”
เพ้ยซานซานพูดขึ้น “น้ำผลไม้สองแก้ว……”
พูดแล้วก็มองไปที่โจงเหวินป๋อ “คุณล่ะ?”
โจงเหวินป๋อยิ้มขึ้นมา “ผมก็เอาเป็นน้ำผลไม้ดีกว่า”
พนักงานตอบรับแล้วก็จากไป
หร่วนซิงหว่านถามขึ้นมา “คุณไม่ดื่มเหล้าเหรอคะ?”
โจงเหวินป๋อพูดขึ้นมา “ปกติผมก็ไม่ค่อยดื่มเหล้าครับ แล้วคอก็แข็งด้วย”
หร่วนซิงหว่านยิ้มอ่อน ๆ ขึ้นมา “งั้นก็ดีมากเลยค่ะ”
แล้วหร่วนซิงหว่านก็พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับโจงเหวินป๋อไปแบบนี้เรื่อย ๆ โจงเหวินป๋อตอบกลับมาได้อย่างสมเหตุสมผล ดูมีความคิดและดูมีความหมาย ดูแล้วไม่เลวเลยจริง ๆ
ผ่านไปไม่นาน อาหารก็ค่อย ๆ ทยอยเข้ามาเสิร์ฟ
เพ้ยซานซานกระแอมไอขึ้นมาคำหนึ่ง “เอาล่ะ เอาล่ะ กินข้าวกันก่อนเถอะ กินเสร็จค่อยคุยกันต่อนะ”
แล้วในเวลานี้เอง เสียงโทรศัพท์ของโจงเหวินป๋อก็ดังขึ้นมา เขามองสายเรียกเข้าไปทีหนึ่ง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป
พอเพ้ยซานซานเห็นเข้า ก็ลองเปิดปากพูดขึ้นว่า “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?”
โจงเหวินป๋อกดวางสายไป และปิดเสียงโทรศัพท์ไว้ แล้วก็วางคว่ำไว้บนโต๊ะ “ไม่มีอะไรครับ”
แต่ว่าคนทางอีกฝั่งของโทรศัพท์กลับไม่ได้คิดจะยอมแพ้ไป โทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะ ก็ยังเกิดเสียงหวืด ๆ สั่นขึ้นมาไม่หยุด
หร่วนซิงหว่านพูดขึ้นว่า “น่าจะมีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่า คุณไปรับโทรศัพท์ก่อนดีกว่า”
โจงเหวินป๋อเอาโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วขมวดคิ้วขึ้นทีหนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นและพูดกับเพ้ยซานซานขึ้นว่า “งั้นพวกคุณก็กินไปก่อนเลย แป๊บเดียวเดี๋ยวผมกลับมา”
เพ้ยซานซานพยักหน้าให้ “ไปเถอะ”
พอโจงเหวินป๋อออกไปแล้ว หร่วนซิงหว่านก็จ้องมองแผ่นหลังของเขาไปแล้วพูดขึ้นว่า “ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า?”
เพ้ยซานซานไม่ได้สนใจมากเท่าไหร่ แล้วก็ลวกกระเพาะผ้าขี้ริ้วไป “เคยมีสองสามครั้ง”
หร่วนซิงหว่านเก็บสายตากลับมา “แฟนเก่าเหรอ?”
“น่าจะใช่มั้ง สามารถทำให้ผู้ชายคนหนึ่งมีสีหน้าแบบนั้นโผล่ออกมาได้ นอกจากแฟนเก่าแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ”
“งั้นเธอไม่เคยถามเขาเลยเหรอ?”
เพ้ยซานซานทำเสียง”เฮ้อ”ไปทีหนึ่ง แล้วก็เอากระเพาะผ้าขี้ริ้วที่ลวกเสร็จแล้วใส่ไว้ในถ้วยหร่วนซิงหว่าน “ฉันจะไปถามเรื่องนี้กับเขาทำไม ตัวเขาเองก็ไม่เคยถามเรื่องในอดีตของฉัน มีคำพูดอยู่คำพูดหนึ่งของเขาที่พูดได้มีเหตุผลมาก คนเราทุกคนต่างก็เคยมีความรักกันมาก่อน แต่มันผ่านไปก็ดีแล้ว”
หร่วนซิงหว่านพูดขึ้น “เธอนี่มันโง่หรือเปล่า นี่ก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่ายังไม่ได้ผ่านพ้นไป ในเมื่อเขากำลังนัดดูตัวกับเธออยู่ ก็ควรจะตัดขาดกับทางโน้นให้สะอาดหมดจดซิ”
เมื่อกี้ตอนที่พูดคุยกับโจงเหวินป๋ออยู่นั้น ภาพประทับใจที่เธอมีต่อเขายังไม่เลว แต่คิดไม่ถึงว่าแค่แป๊บเดียวก็มาทำแบบนี้แล้ว
เพ้ยซานซานดื่มน้ำผลไม้ไปคำหนึ่ง แล้วจ้องมองหม้อที่กำลังเดือดปุด ๆ ไป ก็พูดขึ้นมาอย่างเย็นชาประโยคหนึ่ง “ถึงแม้ว่าจะลบช่องทางการติดต่อไปทั้งหมด แต่ถ้าเกิดยังลืมไม่ได้อยู่ดี นั่นก็ไม่ถือว่าตัดขาดอย่างสะอาดหมดจดหรอก”
หร่วนซิงหว่านอ้าปากเล็กน้อย กลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
ที่เพ้ยซานซานไม่ได้ไปถามโจงเหวินป๋อเกี่ยวกับเรื่องแฟนเก่า ไม่ใช่เพราะว่าเธอใจกว้าง
แต่เป็นเพราะว่า เธอไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ
หรือจะบอกว่า ในใจของเธอก็มีคนคนหนึ่งที่ลืมไม่ลงอยู่เหมือนกัน
ดังนั้นจึงสามารถที่จะรับรู้สถานการณ์แบบของโจงเหวินป๋อได้เหมือนกัน
สิบนาทีให้หลัง โจงเหวินป๋อก็กลับมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษครับ”
เพ้ยซานซานยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรค่ะ ผักต้มเสร็จแล้ว รีบกินเถอะค่ะ”
โจงเหวินป๋อพยักหน้าให้ ทั้งสองคนไม่ได้ยึดติดเกี่ยวกับเรื่องที่ใครเป็นคนโทรศัพท์เข้ามาอีกต่อไป
เพ้ยซานซานรู้ ว่านี่เป็นอีกด้านหนึ่งที่โจงเหวินป๋อไม่อยากจะเปิดปากพูดขึ้นมา
โจงเหวินป๋อเองก็รู้ว่า เพ้ยซานซานไม่ได้สนใจเรื่องของเขามากนัก
คนสองคนนี้ ต่างก็เป็นเพราะว่าไม่สามารถอยู่กับคนที่ตัวเองรักได้ ก็เลยต้องมาทำตามความต้องการของพ่อแม่
ขอแค่เงื่อนไขในทุก ๆ ด้านเหมาะสม ก็เหมือนกับว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ก็ได้ทั้งนั้น
พอกินข้าวเสร็จแล้ว โจงเหวินป๋อก็มาส่งพวกเธอที่ใต้ตึก
หลังจากที่เพ้ยซานซานโบกมือลากับเขาแล้ว และเนื่องมาจากกินอิ่มเกินไปหน่อย ก็เลยคล้องแขนหร่วนซิงหว่านไว้ แล้วก็มาเดินเล่นรอบ ๆ เขตชุมชนไป
เพ้ยซานซานพูดขึ้นว่า “ซิงซิง คำพูดของสวี่วานในวันนี้ เธอคงฟังออกแล้วใช่ไหมว่ามันหมายความว่ายังไง?”
หร่วนซิงหว่านกำลังคิดเรื่องของเธอกับโจงเหวินป๋ออยู่ ชั่วขณะหนึ่งจึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง “ห๋า?”
“เสี่ยวเฉินไง ช่วงที่ผ่านมานี้ ฉันเฝ้ามองเสี่ยวเฉินมาตลอด แล้วฉินหยู่ฮุยก็มาหนีไปอีก เขาคงจะไม่เคยไปหาผู้ชายชั่วคนนั้น แต่น่าจะเคยไปหาสวี่วานมาแล้ว” เพ้ยซานซานพูดไป ก็บ่นพึมพำไป “เธอว่าตกลงสองคนนี้นี่คิดยังไงกัน คนหนึ่งก็อดกลั้นไว้ไม่ยอมพูด อีกคนหนึ่งก็รู้อยู่แล้วแต่ก็ไม่ยอมถาม ฉันมองดูแล้วยังร้อนใจแทนพวกเขาเลย”
หร่วนซิงหว่านพูดขึ้น “ทางเสี่ยวเฉิน เป็นเพราะว่า……หร่วนจุน สำหรับสวี่วานนั้น เมื่อนานมาแล้ว ฉันเคยลองพูดเรื่องทางด้านนี้กับเธอดูแล้ว น่าจะเป็นเพราะว่าเธอคิดว่าเสี่ยวเฉินอายุน้อยกว่าเธอตั้งหกปี และที่สำคัญ เธอก็น่าจะคิดกับเสี่ยวเฉินเป็นแค่น้องชายเท่านั้น”
พอเอ่ยถึงหร่วนจุน เพ้ยซานซานก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำขึ้นมาคำหนึ่ง “ตาแก่นั่น……”
เหมือนกับจะรู้ตัวขึ้นมา ในเมื่อนั่นเป็นพ่อแท้ ๆ ของหร่วนเฉิน พูดแบบนี้คงจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ เธอก็เลยกลืนคำพูดหลายคำที่เหลือกลับลงไป
พอคิดได้แบบนี้ เพ้ยซานซานก็พูดขึ้นอีกว่า “ซิงซิง นี่ฉันรู้สึกว่า คนอย่างหร่วนจุนนี่ ไม่น่ามีลูกอย่างเสี่ยวเฉินได้เลย เสี่ยวเฉินของเราดีงามจะตาย แถมยังหล่อ การเรียนก็ดี มีมารยาท แล้วก็ฉลาดมากด้วย ไม่มีส่วนไหนที่ใกล้เคียงกับหร่วนจุนเลย”
หร่วนซิงหว่านพูดขึ้นมา “ก่อนหน้านี้โจวฉือเซินเคยไปสืบเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งWilliamด้วย แต่ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้มา ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม”
พอได้ยินแบบนี้ หัวคิ้วของเพ้ยซานซานก็ยิ่งขมวดกันมากขึ้น แล้วพูดขึ้นว่า “ฉันนี่ไม่เข้าใจจริง ๆ หรือสวรรค์รู้สึกว่าหร่วนจุนทำเรื่องชั่วร้ายมามากเกินไปแล้ว ก็เลยมอบลูกชายที่สมบูรณ์แบบแบบนี้มาให้เขาคนหนึ่งเหรอ?”
หร่วนซิงหว่านสูดลมหายใจเข้าทีหนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมามองท้องฟ้า
เพ้ยซานซานพูดขึ้นอีกว่า “เฮ้อ ใช่แล้ว แล้วหนิงหนิงล่ะ เธอยังจะมาหนานเฉิงอีกไหม?”
หร่วนซิงหว่านพูดขึ้น “ยังไม่รู้เลยมั้ง ต้องรออีกช่วงหนึ่งถึงจะรู้”
“เด็กสาวคนนั้นน่ารักมากเลยนะ อายุอย่างเธอ กำลังเป็นช่วงอายุที่ชอบหนีออกไปเที่ยวข้างนอก ถ้าฉันเป็นเธอ โดนกำหนดมาตั้งแต่เด็กจนโตว่าต้องอยู่แต่ในเจียงโจวห้ามออกไปไหน ฉันก็ต้องเป็นทุกข์เหมือนกัน”
“ทางตระกูลเจียงไม่ค่อยสงบสุข อย่างน้อยเธออยู่ข้างกายพ่อเธอ ก็จะสามารถปลอดภัยได้หน่อย”
“มันก็ใช่อยู่”
อยู่ ๆ หร่วนซิงหว่านก็หยุดฝีเท้าลง “ซานซาน มีเรื่องหนึ่งฉันลืมบอกเธอไป”
เพ้ยซานซานพูดขึ้นมา “อะไรเหรอ?”
“เจียงหยุนจู๋เขา……น่าจะตายไปแล้ว”
เพ้ยซานซานนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “น่าจะตายแล้วเหรอ?”
หร่วนซิงหว่านพยักหน้าขึ้นมา แล้วก็พูดเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นของตระกูลเจียงกับเธอไปง่าย ๆ รอบหนึ่ง แล้วพูดขึ้นอีกว่า “ในตอนที่เจียงหยุนจู๋นั่งเรือหนีไปนั้น เรือเกิดระเบิดขึ้นมา ตัวเรือเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ดูจากสถานการณ์นี้แล้ว คนไม่น่าจะมีชีวิตรอดมาได้ แต่ว่าจนถึงตอนนี้แล้ว พวกเขาก็ยังตามหาศพของเขาไม่เจอ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เพ้ยซานซานถึงยิ้มขึ้นมาจาง ๆ ทีหนึ่ง “งั้นก็คิดซะว่าเขาตายไปแล้วละกัน”
แบบนี้ใจของเธอก็จะเป็นสุขขึ้นมาหน่อย