Picking Up a General to Plow the Fields ช่วยชีวิตแม่ทัพไปทำไร่ไถนา - จับแม่ทัพ-241.ต้นเหตุแห่งหายนะ
- Home
- Picking Up a General to Plow the Fields ช่วยชีวิตแม่ทัพไปทำไร่ไถนา
- จับแม่ทัพ-241.ต้นเหตุแห่งหายนะ
อาเจี่ยนพลันอึ้งงันไป แล้วรีบพูดขึ้น “พวกเรารีบไปบ้านหวางชีหลางกันเถิด! เดิมทีข้าคิดจะไปถามอยู่เหมือนกัน ภายหลังดันลืมเสียได้!”
เหลียนฟางโจวชะงักไป เธอรู้สึกว่าท่าทีของอาเจี่ยนดูจะจริงจังเกินไปนิด ขณะเดินร่วมทางไปกับชายหนุ่ม หญิงสาวจึงรีบเอ่ยถาม “ท่านคิดอะไรออกงั้นหรือ?”
อาเจี่ยนพยักหน้า “ไว้ไปถึงบ้านหวางชีหลางแล้ว เจ้าจะเข้าใจเอง!”
“อ้อ” เหลียนฟางโจวเปล่งเสียงในลำคอ แล้วเลิกซักไซร้ต่อ
เมื่อสองหนุ่มสาวบรรลุถึงบ้านหวางชีหลาง คนทั้งบ้านหวางชีหลางต่างเข้ามาต้อนรับขับสู้ให้เข้าบ้านอย่างกระตือรือร้น ทั้งยังกล่าวขอบคุณสรรเสริญเสียยกใหญ่
ยามนี้กระดาษกรุหน้าต่างยังคงปรากฏรอยฉีกขาดให้เห็น และบนประตูปรากฏรอยข่วนลึกอยู่จำนวนหนึ่ง ลำพังแค่เห็นเพียงร่องรอยต่างๆที่หมาป่าฝูงนี้ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ก็พาลให้แข้งขาอ่อนแรงเสียแล้ว
พวกเขาไม่กล้าย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวานนั้นอีกเลย ไม่กล้าจินตนาการว่า หากรอยเล็บแหลมคมปานนี้ กรีดลงบนร่างตนแล้วจะเป็นเช่นไร
หลังจากสนทนาปราศรัยกันพอหอมปากหอมคอ ในที่สุดอาเจี่ยนก็เล่าถึงเป้าประสงค์ที่มาในวันนี้ “พวกท่านทำอันใดหรือไม่? เหตุใดหมาป่าฝูงนี้ถึงมุ่งมาที่บ้านของพวกท่าน?”
พออาเจี่ยนถามคำถามจบลง บรรดาคนบ้านหวางชีหลางต่างมองหน้ากันอย่างตกตะลึงพรึงเพริด
แต่ละคนต่างนิ่งคิดดูสักพัก ครั้นแล้วก็ส่ายหน้าไปตามๆกัน
หวางชีหลางเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “จะว่าไปเรื่องนี้ พวกเราก็รู้สึกว่ามันแปลกมากจริงๆ! ผีห่าซาตานตนใดกันนะ ที่มาดลใจหมาป่าฝูงนั้น เหตุใดพวกมันถึงได้พากันบุกมาบ้านพวกข้ากัน!”
ขณะพูดไป ดวงตาก็จับจ้องอาเจี่ยนอย่างนึกอยากรู้ แล้วรีบเอ่ยถามขึ้น “น้องเจี่ยน ท่านช่วยพวกข้าคิดดูที ว่าเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่! เฮ่อ..ข้าไม่กลัวพวกท่านหัวเราะเยาะหรอก คนมากมายในหมู่บ้านต่างก็มาสอบถามเรื่องนี้เอากับข้ากันทั้งนั้น ที่ออกความเห็นมา แบบไม่น่าฟังเลย ก็มีอยู่หลายคน!”
เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนสบตากันแวบหนึ่ง ทั้งคู่ย่อมคิดในใจว่า จะมีบ้านใครบ้างล่ะที่อยู่แทบจะใจกลางหมู่บ้าน แล้วโดนฝูงหมาป่าล้อมเอาไว้ หากบอกว่าไม่มีสาเหตุใดเป็นพิเศษ ใครเล่าจะเชื่อ? หากแม้แต่ตัวพวกท่านเองก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ สงสัยคงเป็นเพราะสวรรค์กริ้วโกรธ หรือไม่ก็อาจเป็นอย่างที่เขาเรียกกันว่า”เคราะห์กรรม “
หากผู้คนเชื่อเช่นนั้น แล้วจะให้พูดแต่คำดีๆ ก็ประหลาดคนแล้ว!
อาเจี่ยนพูดขึ้น “พวกท่านลองนึกดูดีๆอีกครั้งเถิดนะ มันต้องมีสาเหตุแน่ๆ พวกท่านมีไปพบเจอเรื่องอะไรที่แปลกไปจากปกติหรือไม่? มีไปทำเรื่องอะไรที่ผิดไปจากธรรมดาหรือไม่?”
บรรดาสมาชิกบ้านหวางชีหลางต่างพาก้มหน้าครุ่นคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง คนทั้งบ้านช่วยกันเค้นสมองตรึกตรองอยู่เป็นนานสองนาน ในที่สุดก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มจืดเจื่อน พวกเขาไม่พบอะไรที่ผิดปกติเลยจริงๆ!
“บ้านพวกข้าก็เป็นเพียงครอบครัวชาวบ้านธรรมดาซื่อๆ จะไปมีเรื่องอะไรกับเขาที่ไหนกัน? นี่ก็เพิ่งจะผ่านพ้นสิ้นปีมาไม่นาน แม้แต่ที่ดินที่นาทั้งหลาย ก็ยังมิได้ไปดูเลย หลายปีล่วงมา ก็ไม่เคยทำการเพาะปลูกใดๆทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดผิดแปลกเลยจริงๆนะ !” หวางชีหลางพยายามฝืนปั้นรอยยิ้ม
พอพูดถึงตอนนี้ อาเจี่ยนก็ชักรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา
ชายหนุ่มนิ่งคิดสักครู่ แล้วเอ่ยขึ้น “ไม่เช่นนั้น เอาอย่างนี้ พวกท่านก็นึกไปพลางๆก่อน ส่วนพวกข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน รอพวกท่านนึกออกเมื่อไร ค่อยมาบอกข้าอีกที! ข้าเชื่อว่า ฝูงหมาป่านั่นไม่มีทางมาโดยไม่มีเหตุผลเป็นแน่!”
คนทั้งบ้านหวางชีหลางเองต่างก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มองยังไงก็แปลก แล้วจึงพยักหน้ารับคำด้วยความยินดี
เหลียนฟางโจวและอาเจี่ยนกำลังจะกล่าวขอตัวจากไป ปรากฏว่าในตระกร้าฟางที่วางอยู่ตรงมุมกำแพงมีหัวเล็กๆซึ่งมีขนปุกปุนโผล่ออกมา มันร้องครางหงิงๆเบาๆ
หวางชีหลางเห็นสายตาเหลียนฟางโจวจับจ้องไปตรงนั้น จึงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “สองวันก่อนหน้า ข้าเก็บเจ้าลูกสุนัขตัวนี้ได้ระหว่างทางกลับบ้าน….”
เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ เหลียนฟางโจวก็หน้าเปลี่ยนสีไปนิดหนึ่ง หญิงสาวชี้นิ้วไปที่ลูกสุนัขขนปุยนั่น พลางเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “อาเจี่ยน..ท่านเห็นไหม นั่นมันคล้ายลูกหมาป่าใช่หรือไม่!”
“ลูกหมาป่า!” คนทั้งบ้านหวางชีหลางต่างตกตะลึงไปตามๆกัน
อาเจี่ยนรู้สึกหนาวเยือกในใจ ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปอุ้มลูกสุนัขของหวางชีหลาง เขาสะกดกลั้นประกายในดวงตา พร้อมเผยรอยยิ้มจืดเจื่อน ครั้นแล้วจึงพรูลมหายใจ “ข้าขอบอกว่า พวกท่านช่างขวัญกล้าอะไรเช่นนี้! ลูกสุนัขอะไรกัน ที่จริงเป็นลูกหมาป่าต่างหาก! ไม่สงสัยแล้วว่าไฉนฝูงหมาป่าถึงได้อยากมารุมล้อมบ้านพวกท่านกันนัก!”
อาเจี่ยนยังจำได้ดี ท่ามกลางฝูงหมาป่า ที่จริงแล้วมีแม่หมาป่าที่อยู่ในช่วงให้นมลูกอยู่ตัวหนึ่ง จนถึงบัดนี้ เขามิคิดเตือนให้พวกหวางชีหลางนึกถึงประเด็นนี้เลย เคราะห์ดีที่ฟางโจวมาเห็นเข้า!
คนทั้งบ้านหวางชีหลางต่างหน้าซีดขาว ร้องออกมาอย่างแตกตื่น ต่างคนต่างขยับถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว พวกเขาจ้องลูกหมาป่าตัวน้อยที่กำลังครางหงิงๆแทบตาถลน เหงื่อบางๆผุดปรากฏขึ้นบนหน้าผาก
“ที่แท้ ที่แท้ ก็เพราะเจ้าตัวนี้เอง!” หวางชีหลางเอ่ยพึมพำ
อาเจี่ยนเขย่าขา พลิกดูทั้งตัวและแขนขาของลูกหมาป่าที่กำลังร้องครางหงิงๆไปมา เสร็จแล้วจึงหันไปเอ่ยกับหวางชีหลาง “พวกท่านคิดว่าจะจัดการกับลูกหมาป่านี่ยังไง?”
หวางชีหลางรีบก้าวถอยหลัง โบกไม้โบกมือปฏิเสธให้วุ่น “พวกข้าไม่ ไม่เอาแล้ว! น้องเจี่ยนเอ๋ย ท่านอยากจะจัดการมันอย่างไร ก็ตามแต่ใจ หรือจะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ไปเถิด!”
ภรรยาหวางชีหลางก็รีบเอ่ยขึ้นมาอีกคน “นั่นล่ะใช่แล้ว พวกท่านช่วยรีบเอามันไปไกลๆด้วยเถิด! ยิ่งมองมัน แข้งขาข้าพาลจะอ่อนแรงหมดแล้ว! ไอ้หยา เวรกรรมจริงๆ หากรู้ว่ามันเป็นลูกหมาป่าตั้งแต่แรกแล้วละก็ ข้าคงโยนทิ้งไปนานแล้ว!”
อาเจี่ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะรับเอาไปก็แล้วกัน!”
“เอาไปเลย เอาไปเลย!” ทุกๆคนในบ้านหวางชีหลางพากันถอนหายใจโล่งอก
อาเจี่ยนระบายยิ้ม แล้วจึงกล่าวอำลาขอตัวไปพร้อมกับเหลียนฟางโจว
เหลียนฟางโจวไม่รู้สึกกลัวสักนิด ตรงกันข้ามหญิงสาวกลับคอยเมียงมองดูลูกสุนัขขนปุกปุยตัวน้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า หน้าตาไร้เดียงสา ดวงตาของมันฉ่ำน้ำเป็นประกายสดใสหาใดเทียม ดูแล้วช่างน่ารักยิ่งนัก
ทว่า เสียงเห่าหอนของหมาป่าเมื่อคืนวาน ไม่มีทางจะดูน่ารักเลยสักนิด!
“ท่านตั้งใจจะจัดการมันอย่างไร?”เหลียนฟางโจวอดถามขึ้นมาไม่ได้
“แล้วเจ้าว่าอย่างไรล่ะ?”อาเจี่ยนถามกลับพร้อมรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าตัวเขาเผลอไปบีบตัวลูกสุนัขแรงไปหน่อย เจ้าลูกหมาป่าถึงกับบิดตัวอันนุ่มนิ่ม ขนปุยของมันตั้งลุกชันทันใด พลางร้องครางหงิงๆเป็นการประท้วง ดวงตาราวกับจะคั้นน้ำได้ จ้องมองอาเจี่ยนอย่างตัดพ้อ
ช่างน่ารักอะไรอย่างนี้ ! เหลียนฟางโจวอดเอื้อมมือไปลูบไล้มันไม่ได้
นุ่มมือดีอีกต่างหาก
อ๊ะ อย่าบอกนะว่าจะฆ่ามันทิ้ง?
พอคิดได้ดังนี้ เหลียนฟางโจวก็รู้สึกทนไม่ได้ในทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน เหลียนฟางฉิงกับเหลียนเช่อ เหลียนเจ๋อ รวมทั้งอาหญิงสามต่างตื่นนอนกันหมดแล้ว ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงปากทางเข้าหมู่บ้านเมื่อตอนเที่ยงนั้น พวกเขายังไม่ทราบเรื่องนั้นเลย
พอเห็นลูกหมาป่าตัวน้อยในอุ้งมือของอาเจี่ยน ดวงตาของพวกเขาต่างปรากฏประกายวาบขึ้นมาโดยพร้อมเพียงกัน
“อ๋า..” เหลียนฟางฉิงร้องขึ้น เด็กน้อยถลาเข้ามาหาด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ นางค่อยๆเอื้อมมือมาลูบหัวลูกหมาป่าอย่างระมัดระวัง แล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้นยินดี “ลูกหมาเยี่ยมยอดไปเลย พี่ใหญ่ ต่อไปให้ข้าเลี้ยงมันได้หรือไม่เจ้าคะ?
เหลียนฟางโจวชะงักนิ่งไป
เหลียนเช่อเองก็ทนไม่ไหว เอื้อมมือมาลูบตัวมันด้วยอีกคน แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลูกหมาน่ารักจังเลย พี่ใหญ่ พี่เจี่ยน พวกท่านไปเอามาจากไหนกันขอรับ? พี่ใหญ่ ให้ข้ากับฉิงเอ๋อร์เลี้ยงมันด้วยกันเถิดนะ!”
อาหญิงสามทำปากคว่ำ “ตัวเล็กกระจิ๋วริ๋วปานนี้ เลี้ยงไว้จะมีประโยชน์อันใด! ให้เฝ้าบ้านก็ไม่ได้!
เฮ่ย.. อากาศหนาวยะเยือกขนาดนี้ ไม่น่าจะเลี้ยงรอดหรอกกระมัง? พวกเจ้าควรรอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้อีกหน่อย แล้วค่อยไปซื้อมาเลี้ยงดีกว่านะ!”
มีเพียงเหลียนเจ๋อคนเดียวเท่านั้นที่มองเห็นความผิดปกติของลูกสุนัขตัวนี้ เด็กหนุ่มมองซ้ายมองขวาอย่างละเอียดละออ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก พลางเอ่ยอย่างสนเท่ห์ “พี่ใหญ่ พี่เจี่ยน ข้ารู้สึกว่าลูกสุนัขตัวนี้มันดูแปลกๆยังไงพิกล!”
เหลียนฟางฉิงรีบเอ่ยขึ้น “ก็เพราะมันน่ารักกว่าลูกหมาทั่วไปไง มันถึงได้หน้าตาน่ารักมีเสน่ห์อย่างนี้!” ลูกสุนัขของนาง ย่อมดีที่สุดอยู่แล้ว
“อื้ม” พอพูดถึงตรงนี้ เหลียนเช่อเองก็พยักเห็นด้วยอีกคน
เหลียนฟางโจวหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทว่าหัวใจหญิงสาววูบไหว อดรู้สึกอยากลองเลี้ยงขึ้นมาไม่ได้ เธอจึงหันไปมองอาเจี่ยนด้วยดวงตาเป็นประกาย ขยับปากถามโดยไร้เสียง ทำนองว่าลองเลี้ยงดูได้ไหม?