Picking Up a General to Plow the Fields ช่วยชีวิตแม่ทัพไปทำไร่ไถนา - จับแม่ทัพ-223.พบชุยฉ้าวซีอีก
- Home
- Picking Up a General to Plow the Fields ช่วยชีวิตแม่ทัพไปทำไร่ไถนา
- จับแม่ทัพ-223.พบชุยฉ้าวซีอีก
หลี่มามาเข้าใจโดยพลัน ใบหน้านางที่เปื้อนรอยยิ้มพลางเปล่งเสียง “ข้าน้อยช่างโง่เขลายิ่งนัก” ว่าแล้วจึงรีบไปสั่งการ
เพียงไม่นานเหลียนฟางโจวก็กินบะหมี่จนอิ่มหนำ หญิงสาวจึงเข้ามาร่ำลาฟางฉิง
ฟางฉิงกุมมือหญิงสาว พลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้ารู้ว่าเจ้าทิ้งบ้านไปไม่ได้จริงๆ ข้าเองก็รั้งเจ้าเอาไว้มิได้ด้วย ! ความเป็นญาติพี่น้องระหว่างเราหนักแน่นนักมิจำเป็นต้องพูดออกมา คราวหน้าหากงานไม่ยุ่งแล้ว อากาศอบอุ่นสบายขึ้น เจ้าอย่าลืมมาเยี่ยมข้าอีกนะ! จำไว้ว่าให้พาพวกฉิงเอ๋อร์มาด้วยล่ะ !”
เหลียนฟางโจวรับคำพร้อมรอยยิ้ม
ครั้นแล้วหญิงสาวจึงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าจ้างรถม้ามาจากเมืองยู่เหอ ให้มารอรับกลับ ข้าเองควรไปเสียที ! เปี่ยวเจี๋ยรักษาตัวด้วยนะเจ้าคะ!
ฟางฉิงพยักหน้าแย้มยิ้ม “อื้ม เดินทางระวังตัวด้วย ! “ ซ้ำนางยังชี้ไปยังข้าวของบนโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ “ข้าวของพื้นๆพวกนี้ ฝากเพิ่มให้เจ้าที่อุตส่าห์มีแก่ใจเดินทางมาเยี่ยมเยียน เนื้อแห้งนี้ทางห้องครัวของจวนทำขึ้น รสชาตินับว่าไม่เลว ซ้ำยังเป็นของว่างที่นิยมรับประทานในเจียงหนาน สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน ลองเอากลับไปชิมดูนะ !”
เหลียงฟางโจวยิ้มขอบคุณ ฟางฉิงยังให้หลี่มามานำขบวนบ่าวรับใช้ออกมาส่งหญิงสาว
หลี่มามาที่กำลังพาเหลียนฟางโจวออกมา ได้ส่งคนรุดไปเรียกฉินเฟิงและจางซิ่วเอ๋อร์ล่วงหน้าแล้ว รอจนเหลียนฟางโจวออกมาจากประตูที่สอง ฉินเฟิงและจางซิ่วเอ๋อร์รอหญิงสาวผู้เป็นนายอยู่ก่อนแล้ว พอเห็นเธอออกมา ก็รีบสาวเท้าเข้ามาทักทาย
“ขอให้แม่นางเหลียนเดินทางโดยสวัสดิภาพ ข้าน้อยขอส่งเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ !” หลี่มามาสั่งการนายประตูให้ช่วยลำเลียงบรรดาของฝากขึ้นรถม้าพร้อมกับส่งพวกเหลียนฟางโจวที่รถ แล้วจึงยอบกายคารวะเหลียนฟางโจว ก่อนจะกล่าวขอตัว
เหลียนฟางโจวพยักหน้าขณะที่หลี่มามาปลีกตัวเดินเข้าไปในคฤหาสน์ หญิงสาวพร้อมด้วยฉินเฟิงและจางซิ่วเอ๋อร์จึงก้าวขึ้นรถม้า แล้วรถม้าเคลื่อนตัวออกเดินทาง
เนื่องด้วยเหลียนฟางโจวได้บอกไว้ว่าอีกสักพักก็จะออกมาจากจวน รถม้าที่จ้างมาจึงรออยู่ตรงปากตรอกทางเข้า ซึ่งอยู่ติดกับแผงขายอาหารข้างๆ สารถีรถม้าเพิ่งจะกินอาหารไปได้ไม่เท่าไร พอเห็นพวกเหลียนฟางโจวออกมา ก็ใจเต้นโลด
ขณะขนข้าวของมาจัดวางบนรถให้เรียบร้อย เหลียนฟางโจวยื่นสินน้ำใจให้แก่ยามเฝ้าประตูโดยไม่ลังเล คราวก่อนยามเฝ้าประตูเองก็รู้อยู่แล้วว่าหญิงสาวเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวางคนหนึ่ง เขาจึงกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ
เหลียนฟางโจวขึ้นไปรอบนรถม้า แล้วจึงให้สารถีขับรถกลับ เมื่อการดั้นด้นเดินทางไกลนี้สิ้นสุดลงแล้ว รอให้เหลียนเจ๋อและอาเจี่ยนกลับมา แล้วจึงค่อยมาเตรียมงานฉลองปีใหม่ เธอก็เป็นอันหยุดพักผ่อนได้อย่างสบายใจเสียที
ระหว่างเดินทางเหลียนฟางโจว ฉินเฟิง และจางซิ่วเอ๋อร์ต่างพูดคุยสัพเพเหระกันเป็นครั้งคราว ขณะนี้รถม้าออกพ้นตัวเมืองชวงหลิวแล้ว ความเร็วรถจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ
ใครจะรู้เล่าว่าพอรถม้าเพิ่งวิ่งไปตามถนนได้ราว 7-8 ลี้ จู่ๆก็มีเสียงกีบเท้ามาดึงขึ้นมาทางเบื้องหลัง ซ้ำยังมีเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอ ดังลิ่วมาแต่ใกลอีกต่างหาก “แม่นางเหลียน แม่นางเหลียน”
จางซิ่วเอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจนัก จึงอดนั่งยืดตัวตรง คอยเงี่ยหูฟังไม่ได้ สาวใช้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “คุณหนู นี่มันเสียงคนเรียกชื่อท่านใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฉินเฟิงได้ยินเสียงตะโกนเรียกด้วยเหมือนกัน “ข้าน้อยก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียก ‘แม่นางเหลียน‘ อยู่ขอรับ เสียงตะโกนเรียก แม่นางเหลียนจริงๆด้วย ซ้ำยังเรียกไม่หยุดเลย อาจเป็นคนจากจวนสกุลซูก็ได้นะขอรับ?”
คนของจวนสกุลซูรึ? คนของจวนสกุลซูอะไรที่ไหนกัน !
เหลียนฟางโจวเอาแต่ครุ่นคิดจนหัวแทบแตก ชัดแจ้งแล้วนั่นมันเสียงชุยฉ้าวซีนี่นา ! บุรุษผู้นี้ไยถึงมาที่นี่ได้ล่ะ!
เสียงฝีเท้าม้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงร้องเรียกนั้นก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เหลียนฟางโจวหมดสิทธิ์แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอีกต่อไป หญิงสาวจึงสั่งให้สารถีจอดรถชิดริมทาง
“แฮ่กๆ…” ตามมาด้วยเสียงหอบ พร้อมร่างในชุดแต่งกายหรูหราบนหลังม้าปรากฏตัวขึ้น บุรุษหน้าตาหล่อเหลาผู้สวมชุดคลุมขนสัตว์กันลม ดึงบังเหียนให้ม้าหยุด แล้วชักม้าเข้ามาข้างๆหน้าต่าง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฟางโจว นั่นเจ้าใช่หรือไม่?”
เหลียนฟางโจวเลิกผ้าม่านขึ้น พลางผงกศรีษะแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “คุณชายชุยน่ะเอง ท่านเรียกข้าไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดรึ?”
ชุยฉ้าวซีถือว่าเป็นผู้มีพระคุณของฉินเฟิง ฉินเฟิงจึงรีบค้อมเอวคารวะชายหนุ่ม “คุณชายชุย!”
ชุยฉ้าวซีเพียงเหลือบมองและพยักหน้าให้ฉินเฟิงคราหนึ่ง ความสนใจทั้งหมดของชายหนุ่มจดจ่ออยู่ที่ร่างของเหลียนฟางโจวเพียงเท่านั้น หญิงสาวเลิกเรียวคิ้วงดงามขึ้น ดวงตาดอกท้อเรียวยาวคู่นั้นสะท้อนวูบไหวอยู่ในดวงตาหญิงสาว มันเปล่งประกายร้อนแรงจนผู้คนไม่กล้าสบตาเอาตรงๆ
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างตัดพ้อ “ฟางโจว เจ้าช่างเหลือเกินจริงๆ ไยเจ้าแวะมาเดี๋ยวเดียวและจากไปทันทีเช่นนี้เล่า? เคราะห์ดีที่ข้ากลับมาถึงจวน แล้วได้ยินข่าวจากพี่สะใภ้ที่นั่น หากช้ากว่านี้อีกนิดเดียว ข้ามิต้องไล่ตามเจ้าไปถึงเมืองยู่เหอหรอกรึ !”
ขณะที่ปากบ่นพึมพำ ทว่าดวงหน้าหล่อเหลาปรากฏเพียงรอยยิ้มฉาบทา
เหลียนฟางโจวจำใจส่งยิ้มตอบอย่างอดทน “ข้ายังมีธุระทางบ้านต้องรีบไปสะสางน่ะ คงมิอาจชักช้าได้ ! ไฉนท่านถึงยังไม่กลับบ้านอีกเล่า?”
ครั้นแล้วชุยฉ้าวซีจึงเอ่ยแย้มยิ้ม “กลับบ้าน บ้านที่น่าเบื่ออีกต่างหาก พอดีท่านพ่อท่านแม่ให้ข้ามาส่งของขวัญปีใหม่ให้ท่านตาท่านยายที่สกุลซูน่ะ เพราะฉะนั้นข้าจึงมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน! หาไม่แล้ว คงไม่มีโอกาสได้มาพบเจ้าโดยบังเอิญเช่นนี้! ที่จริงเหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว ไยเจ้าถึงต้องรีบเร่งกลับไปปานนี้ อยู่ต่ออีกสักสองวันเถอะนะ !
เหลียนฟางโจวส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ช่วงก่อนปีใหม่ เปี่ยวเจี่ยน่าจะยุ่งเสียด้วยซ้ำ อีกอย่างคนบ้านข้าก็ร่วมเดินทางมาไม่ได้ !” พอกล่าวจบก็รีบเอ่ยเสริมด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง “แล้วไหนข้ายังจะต้องเร่งเดินทางกลับอีก ซ้ำยังกลับมาทำให้ท่านต้องลำบากออกมาจากเมืองเพื่อมาส่งป็นพิเศษอีก ช่วงนี้อากาศหนาวเย็นนัก ท่านรีบกลับไปเถิดนะ!”
“ข้า…” ชุยฉ้าวซีจับจ้องนางอย่างร้อนใจ นึกอยากพูดอะไรออกไป ทว่าสายตาพลันเหลือบเห็นฉินเฟิงและจางซิ่วเอ๋อร์ ชายหนุ่มจึงไม่สะดวกจะเอ่ยคำใดออกมา อีกทั้งยังเก้อเขินไม่สะดวกกล่าวคำขอร้องให้เหลียนฟางโจวลงจากรถม้า ครั้นจะปล่อยนางจากไปเช่นนี้ ในใจเขานึกลังเลยิ่งนัก ครั้นแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไหนๆข้าเองจะกลับบ้านวันมะรืนอยู่แล้ว ซ้ำช่วงนี้ยังไม่มีอะไรทำ เช่นนั้นแล้ว…ข้าไปส่งเจ้าให้ถึงบ้านก่อนก็แล้วกันนะ!”
ใบหน้าของชุยอี้ที่ติดตามชายหนุ่มอยู่ข้างหลังเหยเก บ่าวหนุ่มสะดุ้งโหยงด้วยความตื่นตระหนก รีบร้องออกมาทันที “นายท่าน !”
ชุยฉ้าวซีหันกลับไปขึงตาใส่บ่าวหนุ่ม พลางเอ่ยเสียกดต่ำอย่างไม่สบอารมณ์ “หุบปาก ! เจ้ากลับไปแจ้งท่านตาท่านยายและเปี่ยวเกอซะ บอกแค่ว่าข้าไปเยี่ยมเยียนสหาย พรุ่งนี้ถึงกลับ! ไปได้แล้ว! ฟางโจวหาใช่คนนอก แล้วเจ้าก็ไม่ต้องตามมาด้วยล่ะ !”
“นายท่าน ไม่ได้นะขอรับ! นายใหญ่กับนายหญิงใหญ่ต้องสังหารบ่าวเป็นแน่ !” ชุยอี้กลัดกลุ้มจนต้องคร่ำครวญออกมา เขาส่งสายตาอ้อนวอนไปให้เหลียนฟางโจว
เหลียนฟางโจวแอบกลอกตาคราหนึ่ง แอบบ่นในใจว่าฉันนี่นะ จะไม่ใช่คนนอกได้อย่างไร? ช่างพูดออกมาได้หน้าตาเฉย !
ไม่ต้องรอให้ชุยอี้มาคุกเข่าอ้อนวอน เหลียนฟางโจวเองก็ไม่ยอมให้ชุยฉ้าวซีทำตัวเลอะเลือนร่วมเดินทางมากับตนเองเด็ดขาด สีหน้าหญิงสาวพลันขรึมลงเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้ความเกรงใจอีกต่อไป “ไม่ได้! บ้านข้าไม่มีใครว่างพอมารับรองท่านได้ ! ท่านกลับไปหาผู้อาวุโสจะดีกว่านะ อย่าได้ตามไปให้ลำบากเลย !”
“ใช่แล้ว ใช่แล้วนายท่านสาม พวกเรากลับไปก่อนดีกว่านะขอรับ ! อากาศหนาวยะเยือกขนาดนี้ ท่านจะไปพบปะสนทนาเฮฮากับพวกเขาไหวหรือ? พวกเรารีบกลับจะดีกว่านะขอรับ!” ชุยอี้ร้อนใจนึกอยากจะเอื้อมมือลากตัวชุยฉ้าวซีให้มาด้วยกันนัก แต่ก็มิกล้า
“ฟางโจว….” ชุยฉ้าวซีสบตาเหลียนฟางโจวด้วยด้วยความร้าวรานขึ้นอีกสองส่วน ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างดื้อดึง “ข้าเพียงแค่ คิดไปบ้านเจ้าเพื่อสำรวจดู….”
เหลียนฟางโจวค่อนข้างอึดอัดในโพรงอก ชุยฉ้าวซีนับได้ว่าเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเธอมาตลอด เธอไม่ควรพูดกับเขาเช่นนี้เลยจริงๆ แต่ใครใช้ให้หมอนี่ไม่ฟังคำเกลี้ยกล่อมเลยเล่า?
หญิงสาวคลายสีหน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณชายชุย ข้ามิได้หมายความเป็นอื่น วันที่อากาศหนาวเย็นปานนี้ แค่ท่านวิ่งออกมาเช่นนี้ หากท่านเกิดป่วยเป็นไข้ลมหนาวขึ้นมา การเฉลิมฉลองวันปีใหม่ ข้าจะทำใจฉลองเข้าไปได้อย่างไร? ท่าน…หากท่านอยากไปจริงๆ มิสู้รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า อากาศอบอุ่น ดอกไม้บานสะพรั่ง แล้วท่านค่อยไปก็ยังไม่สาย!”
ใบหน้าของชุยฉ้าวซีกลับมาสดใสอีกครั้ง ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ข้ารู้ดีว่าฟางโจวจะไม่ทำเยี่ยงนั้นกับข้า ! ไม่เป็นไร รออีกไม่นาน ข้าจะไปเยี่ยมเยียนเจ้าอีกคราก็แล้วกัน! จริงสิ ภายหลังเจ้าซื้อข้าทาสมาเพิ่มอีกหรือไม่? ไม่รู้ว่ามีพอใช้งานไหม? คนพวกนั้นยังเชื่อฟังประพฤติดีอยู่หรือเปล่า? มิเช่นนั้นข้าจะกลับไปช่วยเจ้าเสาะหาข้าทาสสักสิบคนมาอบรบขัดเกลาให้ดีแล้วค่อยส่งมาให้เจ้าใช้สอยดีหรือไม่?”
เหลียนฟางโจวบังเกิดความอบอุ่นสายหนึ่งขึ้นในใจ หญิงสาวคลี่รอยยิ้ม “ข้าซื้อคนมาแล้วสิบคน ทั้งหมดยังมีความประพฤติดีอยู่!”
เมื่อชุยฉ้าวซีได้ทราบว่ามีการซื้อคนเข้ามาแล้ว ซ้ำยังมีความประพฤติดี สีหน้าเขาฉายแววไม่เชื่อถือเพิ่มขึ้นสองส่วน
เหลียงฟางโจวลอบถอนหายใจ พลางแอบบ่นในใจว่า ยังไงเขาก็เป็นคุณชายผู้สูงส่งมาจากตระกูลสูงศักดิ์ที่พรั่งพร้อมเงินทองและอำนาจ ความเคารพเชื่อฟังเป็นที่รู้กันว่าย่อมมาจากการใช้อำนาจกดข่มผู้ต่ำกว่าเอาไว้ ข้าทาสที่คิดคดโกงเจ้านายอย่างเขาดูเหมือนมีให้เห็นเป็นอันมาก เขาคงคิดว่าคนอย่างเธอที่กำพร้าบิดามารดา อีกทั้งไร้รากฐานรองรับใดๆ ซ้ำยังขาดผู้อาวุโสผู้เปี่ยมความรู้และประสบการณ์คอยชี้แนะหรือช่วยเหลือดูแล มือใหม่หัดซื้อทาสเช่นนี้ ไหนเลยจะสามารถกำราบบริวารให้เชื่อฟังได้เล่า?
พอเห็นเขาผู้มีบุคลิกโดดเด่นที่ทั้งวันได้แต่หัวเราะยิ้มแย้มเป็นนิจมีท่าทีเช่นนี้ หญิงสาวก็มิรู้สึกกังขาในใจแต่อย่างใด