หมอหญิงจ้าวดวงใจ - ตอนที่ 462 คลื่นก่อตัวโดยไม่มีลม (2)
ตอนที่ 462 คลื่นก่อตัวโดยไม่มีลม (2)
โชคดีที่มีชุ่ยเวยและชุ่ยผิงอยู่ อีกทั้งยังมีหมอหญิงนามว่าหลินซู่มั่วคอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดในสำนักแพทย์ ก่อนหน้านี้นางเคยฝึกว่าควรช่วยเหลือผู้ป่วยชราที่หกล้มอย่างไร ดังนั้น ตอนที่ราชครูเซียวล้มลงบนพื้น หลินซู่มั่วสั่งให้คนไปตามชุ่ยผิง ขณะเดียวกันก็พยุงราชครูเซียวนอนราบบนพื้น พร้อมทั้งป้อนยาเม็ดที่นางพกติดตัวให้เขากิน ทันทีที่ชุ่ยเวยและชุ่ยผิงมาถึง พอมั่นใจว่าเขาขยับตัวได้ ถึงจะสั่งให้คนค่อยๆ ยกราชครูเซียวเข้าไปในเรือน
ตอนที่เหยาเยี่ยนอวี่ไปถึง ราชครูเซียวก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว ชุ่ยเวยและชุ่ยผิงจับชีพจรให้เขา ทั้งสองต่างคิดว่าเป็นเพียงอาการหน้ามืดธรรมดา อวัยวะภายในไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลือดและชี่พร่องชั่วคราว ถึงได้ทำให้หน้ามืดเท่านั้น ทว่าเป็นเพราะอายุมาก กระดูกไม่แข็งแรง ตอนที่ล้มลงบนพื้น ผู้เฒ่ายังจงใจยื่นมือไปพยุงตัวเองไว้ จึงทำให้กระดูกแขนรับน้ำหนักตัวไม่ไหวจนหักไปในที่สุด
เหยาเยี่ยนอวี่เดินหน้ามาจับชีพจรให้ราชครูเซียวก่อน พร้อมทั้งตรวจอาการกระดูกแขนซ้าย แล้วสั่งการด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฝังเข็มคลายจุดปวดก่อน จากนั้นเตรียมจัดกระดูกให้เข้าที่ แล้วเตรียมเฝือกปูนและแผ่นไม้มาด้วย”
ฝังเข็มคลายจุดปวดทั่วไปทำให้กระดูกชาไม่ได้ เหยาเยี่ยนอวี่นึกถึงผู้เฒ่าเซียวที่อายุมาก ร่างกายคงทนกับความเจ็บปวดของกระดูกหักไม่ได้ ประเดี๋ยวตอนจัดกระดูกให้เข้าที่ คงเจ็บกว่าหลายเท่า ฉะนั้น ภายใต้สถานการณ์ที่จนหนทาง เหยาเยี่ยนอวี่จำต้องใช้วิธีการรมยาแบบไท่อี่เพื่อฝังเข็มคลายจุดปวดขั้นสูง จากนั้นก็รีบจัดกระดูกเข้าที่โดยเร็วที่สุด
ทว่า เรื่องดีล้วนยากที่จะแพร่งพราย เรื่องร้ายย่อมรั่วไหลได้หลายพันลี้
ทางฝั่งเหยาเยี่ยนอวี่เพิ่งจะจัดกระดูกเข้าที่ แล้วใช้เฝือกปูนรองด้วยแผ่นไม้ให้เซียวตั้น ยังไม่ทันได้ดึงเข็มยาชาออกมา ไหวเอินกงกง ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ก็มาเยือนแล้ว ส่วนคนที่กลับมาพร้อมกับเขาก็คือจางฉางเป่ย
“ใต้เท้าเหยาขอรับ ฝ่าบาทตรัสถามว่าแผลของราชครูเซียวไม่ได้ร้ายแรงอะไรใช่ไหม” ไหวเอินถามด้วยสีหน้าที่เป็นห่วง
เหยาเยี่ยนอวี่ดึงเข็มเงินออกจากไหล่ของราชครูเซียว แล้วถึงจะเปรยว่า “ได้โปรดกงกงทูลฝ่าบาทแทนข้าที กระดูกปลายแขนของผู้เฒ่าเซียวหัก ต้องการเวลารักษาตัวสักพัก ครั้งนี้ข้าบกพร่องต่อหน้าที่ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าวังไปน้อมรับความผิดกับฝ่าบาทเอง”
หมอหญิงหลินซูมั่วที่คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ ไม่กล้ามากความแม้แต่คำเดียว เพียงก้าวออกมาด้านหน้า แล้วพูดกับไหวเอิน “เรื่องนี้เป็นความผิดของบ่าว วันนี้บ่าวรับผิดชอบดูแลท่านผู้เฒ่าเซียวโหว ทว่าตอนนั้นที่ท่านผู้เฒ่าเซียวโหวหกล้มไปนั้น เป็นเพราะบ่าวไม่ทันพยุงไว้เอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใต้เท้าเหยาเลย ได้โปรดกงกงจับตัวบ่าวไปน้อมรับความผิดกับฝ่าบาทเถอะ”
เหยาเยี่ยนอวี่ขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นเพียงหมอหญิงที่ดูแลเรื่องยาเท่านั้น เรื่องนี้เจ้าไม่มีปัญญารับผิดชอบได้ ยังไม่ถอยไปอีก”
“ใต้เท้าเจ้าคะ?” หลินซู่มั่วหันไปมองเหยาเยี่ยนอวี่ นางน้ำตาคลอราวกับกระต่ายที่ตื่นตระหนก ทว่าภายใต้อาการตื่นตระหนกกล้าดูเด็ดเดี่ยว
เหยาเยี่ยนอวี่ยิ้มจาง “วันนี้ข้ามาช้าเกินไป ฉะนั้นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ถอยไปเถอะ”
เว่ยจางที่ไม่พูดไม่จาตลอดมาก็เดินหน้ามายืนข้างกายเหยาเยี่ยนอวี่ “กงกง ฮูหยินของข้ามัวแต่ทำแผลให้ข้าถึงได้มาสายไปครึ่งชั่วยาม ฉะนั้นหากต้องการหาคนที่เป็นต้นเหตุ ก็คงเป็นความผิดของข้าเอง แขนของผู้เฒ่าเซียวโหวยังได้รับบาดเจ็บ ซ้ำอาการเดิมยังกำเริบ เกรงว่าคงต้องมีหมอคอยดูแลอย่างใกล้ชิด มิเช่นนั้นข้าจะเป็นคนไปน้อมรับความผิดกับฝ่าบาทเอง”
จางฉางเป่ยทำเสียงฮึดฮัด เหลือบมองเว่ยจางอย่างดูหมิ่น “เรื่องสำนักแพทย์ของข้า ไม่ถึงกับต้องให้แม่ทัพต้องรับผิดชอบหรอก ไหนๆ แม่ทัพได้รับบาดเจ็บ เช่นนั้นก็เชิญไปพักผ่อนอยู่ด้านข้างเถอะ ขืนแผลของท่านกำเริบขึ้นมา ว่าไปแล้ว ผู้ป่วยเป็นฝ่ายที่หัวดื้อเอง สุดท้ายกลับมาโทษฝีมือการแพทย์ของลูกศิษย์ข้าอีก?”
เว่ยจางหันไปมองจางฉางเป่ย แล้วกำลังจะโต้แย้งกลับ ราชครูเซียวที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยก็เอ่ยว่า “เรื่องนี้ไม่โทษใครทั้งนั้น ข้าเองที่ไม่ระวังตัว สาวใช้แซ่หลินเตือนข้าแล้ว บอกว่าวันนี้สุขภาพร่างกายของข้าไม่สู้ดีนัก บอกให้ข้าอย่าเดินเยอะ ทว่าข้าไม่ฟังเอง ถึงได้ไปเดินเล่นกลางสวนอีกสองรอบ ดังนั้นเลยกลายเป็นเช่นนี้ ไม่โทษพวกเขา”
ไหวเอินถอนหายใจ พร้อมยิ้มอย่างจนปัญญา “ท่านแม่ทัพ เหยาฮูหยิน ทั้งสองท่านวางใจเถอะ ฝ่าบาทไม่ได้จะให้ใครไปน้อมรับความผิด ฝ่าบาทเพียงแค่ให้ข้ามาถาม เพียงเพราะทรงกังวลพระทัยในร่างกายของท่านผู้เฒ่าเซียวโหวเท่านั้น เมื่อครู่ใต้เท้าจางก็อยู่กับฝ่าบาท สิ่งที่ฝ่าบาททรงตรัส คิดว่าใต้เท้าจางก็ได้ยินหมดแล้ว? เอาเถอะ แค่ผู้เฒ่าเซียวโหวไม่เป็นเช่นไรก็ดีแล้ว เรื่องอื่นยังต้องรอพระราชโองการของฝ่าบาท”
เหยาเยี่ยนอวี่ได้ยินเช่นนี้จึงมองจางฉางเป่ยเพียงชั่วพริบตา จางฉางเป่ยพยักหน้าให้ไหวเอิน “กงกงกล่าวถูก เช่นนั้นก็เชิญกงกงกลับไปรายงานสถานการณ์ทางนี้ตามความจริงกับฝ่าบาทเถอะ”
“ใต้เท้าจางกล่าวถูก เชิญทุกท่านยุ่งต่อเถอะ ข้าขออำลา” ไหวเอินยิ้มจางๆ พลางประสานมือคารวะให้จางฉางเป่ยและเว่ยจาง แล้วหมุนตัวออกมา
เหยาเยี่ยนอวี่ส่งไหวเอินออกจากประตูก็เดินกลับมา พร้อมมองเว่ยจางที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น พลางถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “แม่ทัพเว่ยยังต้องการขาไว้เดินหรือไม่”
จางฉางเป่ยได้ยินจึงมองเว่ยจางเพียงปราดเดียว แล้วสั่งการด้วยคิ้วขมวด “ใครก็ได้ ส่งแม่ทัพเว่ยไปพักที่เรือนข้างที”
เว่ยจางยังอยากพูดอะไรต่อ ทว่าพอเห็นสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์ของเหยาเยี่ยนอวี่ จึงไม่เอ่ยอะไรอีก เพียงเดินกะเผลกออกไปด้านนอก
ประจวบกับเซียวหลินที่ได้ข่าวแล้วรีบมาเยือน จึงเจอกับเว่ยจางเข้าพอดี เหตุเพราะเห็นเว่ยจางเดินเช่นนี้ จึงถามอย่างกระวนกระวาย “เจ้าเป็นอะไรไป”
“ไม่เป็นไร แผลเล็กน่ะ” เว่ยจางพูดไป ก็หันไปมองม่านประตูด้านหลัง “ผู้เฒ่าเซียวล้มจนกระดูกแขนหัก เยี่ยนอวี่จัดกระดูกเข้าที่ให้แล้ว ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เพียงต้องพักรักษาตัวดีๆ เจ้าเข้าไปดูเองเถอะ”
“ได้ เช่นนั้นข้าค่อยไปเยี่ยมเจ้าที่จวนทีหลัง” เซียวหลินมัวแต่คะนึงถึงปู่ตนเอง จึงไม่ได้มากความอะไร เพียงคารวะให้เว่ยจางแล้วเดินเข้าไปในเรือน
เว่ยจางถูกเซียวหลินสะบัดม่านประตูใส่ สีหน้าดูหม่นหมองทันที หลังจากยืนอยู่ที่เดิมไปสักพักถึงจะจากไป
เซียวหลินเข้าไปในเรือนก็ต้องไปดูอาการปู่ตนเองก่อนอยู่แล้ว จากนั้นถึงจะมากล่าวขอบคุณกับเหยาเยี่ยนอวี่
ไม่ว่าอย่างไร เหยาเยี่ยนอวี่ก็เป็นคนรักษาแขนของท่านผู้เฒ่าเซียว สำหรับเรื่องที่ล้มได้อย่างไร ท่านผู้เฒ่าเซียวก็พูดแต่เนิ่นๆ เช้านี้เขาดื้อดึงจะเดินมากกว่าปกติสองรอบ ทำให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงจนหน้ามืด จากนั้นไม่ระวังหกล้มอีก ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุ โทษใครไม่ได้
เซียวหลินก็เชื่อว่าเขาหกล้มจนแขนหักนั้นไม่ใช่เรื่องโกหก คงไม่ได้สติแตกจนโทษผู้อื่นไปเรื่อย ฉะนั้นก็ยิ่งไม่มีทางโทษเหยาเยี่ยนอวี่อยู่แล้ว จางฉางเป่ยกลับฮึดฮัดอย่างเย็นชา “ผู้เฒ่าเซียวไม่ได้โทษคนอื่น ทว่าก็หยุดผู้ประสงค์ร้ายที่เอาเรื่องนี้ไปก่อปัญหาไม่ได้”
“ความหมายของใต้เท้าจางคือ?” เซียวหลินนิ่งงัน แล้วขมวดคิ้วทันที
จางฉางเป่ยพร่ำบ่นด้วยเสียงเย็นชา “มีคนในราชสำนักอิจฉาหมอหลวงเหยาที่เป็นขุนนางระดับสาม แต่ฝ่าบาทกลับให้ความสำคัญ ก่อนหน้านี้มีคนกุเรื่องที่ใช้ยาหมอหลวงเหยาจนอาการสาหัส วันนี้พอเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พวกเขาจะปล่อยโอกาสไปง่ายๆ ได้อย่างไร หากข้าเดาไม่ผิด พรุ่งนี้ตอนว่าราชสำนักต้องมีคนจ้องจะเอาผิดหมอหลวงเหยาแน่นอน”
เซียวหลินขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ตระกูลเซียวของข้าไม่พูดเรื่องนี้ แล้วใครหน้าไหนจะมีอำนาจพูด”