Carefree Path of Dreams - ตอนที่ 434
434: สิบปี
ตัวตนของลอริต้านั้นน่าสงสัย
ในฐานะผู้วิวัฒน์ขั้นที่สามและระดับสูงของสมาคมพิราบขาว การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเธอในประเทศจีนนั้นย่อมดึงดูดความสนใจของทุกคนอยู่แล้ว
แต่ว่า เทียบกับผู้วิวัฒน์ที่มีพลังที่สุดในโลกนี้ที่แทบจะทาลายสหพันธ์อินทรีทองไป เธอก็ไม่นับเป็นอะไร
ที่ระดับหายนะ ผู้วิวัฒน์เทียบได้กับระเบิดปรมาณูเดินได้ ต่อให้ประเทศที่แข็งแกร่งที่สุดสามประเทศร่วมมือกันก็อาจจะไม่สามารถโจมตีผู้วิวัฒน์เช่นนั้นได้โดยไม่ต้องคิดถึงผลที่จะตามมา
ฟางหยวนนั้นปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของชายชาวจีนและไม่ได้ทาผิดกฎของประเทศ ดูเหมือนว่าประเทศก็คงสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขาได้
หลังจากทดสอบเขาอยู่หลายครั้ง ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันได้
ฟางหยวนนั้นไม่ได้ทาให้เหล่าสายลับที่จับตาดูเขาอยู่ลาบาก แต่คนเหล่านั้นก็ไม่โง่พอที่จะเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของเขา
ฟางหยวนก็ดาเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายบนความสัมพันธ์อันเปราะบางเช่นนี้ต่อ และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของโลกและประเทศต่าง ๆ
โดยไม่ทันรู้ตัว ตอนนี้ก็เป็นปี 1013 แล้ว และปรากฏการณ์ครั้งที่สามก็กาลังจะมาถึงแล้ว
ภายในเมืองหรงเชิง ร้านเล็ก ๆ ร้านหนึ่งนั้นเปิดประตูแล้ว
ร้านนั้นเล็กและยังอยู่ในมุมที่ค่อนข้างอับสายตา เมื่อเดินเข้าไป รูปสลักไม้ก็จะเรียงเป็นแถวอยู่บนชั้น ทาให้ทั้งร้านดูเปี่ยมไปด้วยความเป็นศิลปะ
ถึงแม้ว่าฟางหยวนจะเพียงแค่เล่นหุ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ รายรับของเขาก็มากเพียงพอที่จะให้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เขารู้ว่ามันน่าเบื่อเกินไปที่จะเอาแต่ฝึกตนอยู่ทุกวี่วัน
ดังนั้น ด้วยความเบื่อหน่าย เขาจึงเปิดร้านขายไม้แกะสลัก
การค้าขายของร้านนั้นเป็นไปอย่างกลาง ๆ เท่านั้น และเพียงพอแค่เป็นค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน
‘อย่างไรเสีย… คนเหล่านี้ก็ล้วนฉลาด!’
ฟางหยวนปล่อยเจตจานงค์เวทย์ออกไป แล้วยิ้มกับตัวเองเมื่อตรวจพบรัศมีพลังอยู่ที่รอบ ๆ
เมื่อคิดถึงสถานะของเขาแล้ว เขาก็ทาให้ซีเหมินเจียนรู้สึกตกใจขึ้นมาเมื่อเขาปักหลักที่ในประเทศ ดังนั้น ซีเหมินเจียนจึงส่งคนมาจับตามองเขา สงสัยว่าเขาคือฟางหยวน
แต่ถึงอย่างนั้น เขาจะทาอะไรได้อีก?
หลังจากแสดงความสามารถในการเปลี่ยนรูปเป็นวิญญาณที่สามารถโจมตีและป้องกันในเวลาเดียวกันออกไป กระทั่งซีเหมินเจียนก็ไม่กล้าจู่โจมเขาและสยบเขาลง ซีเหมินเจียนทาได้แค่จับตามองต่อไปอย่างลับ ๆ
“สวัสดีตอนบ่ายครับเถ้าแก่!”
เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนสวมผ้าพันคอเดินเข้ามาในร้าน “คุณมาเดินเล่นเหรอ?”
“นี่เป็นธุรกิจของผู้ใหญ่ เธอจะเรียกมันว่าเดินเล่นได้ยังไง?”
ฟางหยวนเงยหน้าขึ้นจากกองหนังสือที่บนเคาน์เตอร์ “เสี่ยวหมิง ฉันบอกเธอหลายครั้งแล้วว่าเราไม่ให้ยืมรูปสลักในร้าน!”
“แต่… เถ้าแก่ ผมชอบของเล่นพวกนี้จริง ๆ นะ หรือว่าคุณอยากให้ผมทางานให้ช่วงวันหยุดยาวของผมไหม?”
ดวงตาของหลินหมิงเป็นประกายขณะพูด
“ไม่จาเป็น!”
ฟางหยวนก้มหน้า
เขาสลักของทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง แฝงรัศมีลึกลับเอาไว้ในนั้น มันเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ
ไม่ต้องพูดถึงว่า ฟางหยวนนั้นมักจะแทรก ‘เรื่องประหลาดใจ’ เอาไว้ในรูปสลักตามอารมณ์ของเขา ใครจะเป็นคนโชคดีหรือโชคร้ายได้รับเรื่องประหลาดใจนี้ล้วนไม่ใช่เรื่องของเขา
“เอ๋? พี่สาวทั้งสองไปไหนล่ะ?”
หลินหมิงนั้นค่อนข้างคุ้นเคยกับพวกเขา หลังจากการพูดคุยสั้น ๆ เขาก็เริ่มถามถึงสองพี่น้อง
“ผัวะ!”
ฟางหยวนม้วนหนังสือในมือตีหัวหลินหมิง “ทาไมถึงไม่ตั้งใจกับการเรียน!”
“ครูบอกผมให้มาเตือนพวกเธอว่าอย่าลืมการสอบปลายปี…”
หลินหมิงกุมหัวแล้วทาท่าน่าสงสารที่ถูกเข้าใจผิด
“อ้อ ฉันรู้แล้ว!”
หลังจากได้รับการรักษาจากฟางหยวน แองเจิ้ลก็หายดีและกลายมาเป็นเด็กหญิงอย่างที่เธอควรจะเป็น รวมกับที่ลอริต้าทั้งวันไม่ทาอะไรเลย ฟางหยวนจึงตัดสินใจส่งพวกเธอทั้งคู่ไปเรียนที่โรงเรียนที่ใกล้ที่สุด
การปรากฏตัวของสองพี่น้องชาวตะวันตกทาให้เกิดเป็นเรื่องร่าลือและความวุ่นวายที่โรงเรียนซึ่งกว่าจะระงับได้ก็หลังจากที่คนจากสานักศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง
“ลูกบุญธรรมทั้งสองคนของฉันมีพรสวรรค์โดยธรรมชาติแล้วฉันก็เบื่อที่จะปล่อยให้พวกเธอได้ที่หนึ่งตลอด…”
ฟางหยวนชาเลืองมองหลินหมิง “ส่วนเธอ เธอควรจะขยันเรียนให้มากกว่านี้ อย่างน้อยเธอจะได้มีความสามารถพอที่จะหางานได้ในอนาคต!”
“ไม่!”
หลินหมิงกาหมัดแน่น “ผมต้องการปลุกพลังและกลายเป็นผู้วิวัฒน์เพื่อเข้าร่วมกับหน่วยมังกรของประเทศจีน
“ผัวะ!”
ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบประโยค เขาก็ถูกตีหัวอีกรอบ “อ๋า… เจ็บ…”
“เธอยังเด็กแต่กลับมีความคิดนอกลู่นอกทางแล้ว เก้ากระบวนท่าของเธอก้าวหน้าไปแค่ไหนกันเชียว?”
ฟางหยวนกลอกตา
ปรากฏการณ์และตัวตนของเหล่าผู้วิวัฒน์นั้นได้รับการยอมรับจากมนุษย์นานแล้ว
อันที่จริง มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในทุกระดับชั้นของสังคม
ตัวอย่างเช่น สิบปีก่อน เก้ากระบวนท่านั้นเป็นฟางหยวนคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการออกกาลังที่เหล่านักเรียนส่วนมากรังเกียจที่สุด แนวคิดเดิมของการออกกาลังก็เพื่อเริ่มต้นการฝึกตนของเด็กทุกคน แต่ตอนนี้ มันถูกใช้เป็นการทดสอบเพื่อวัดศักยภาพของเด็กนักเรียนทุกคนแทน
เทียบกับการออกกาลังทั่ว ๆ ไปก่อนหน้านั้น เก้ากระบวนท่าที่ฟางหยวนออกแบบขึ้นมานั้นวิปริตมาก มันซับซ้อนกว่าการออกกาลังทั่ว ๆ ไปก่อนหน้านั้นเป็นสิบเท่าและยังต้องผสานความคิดและลมหายใจเป็นหนึ่งเดียวกันให้สมบูรณ์
เห็นได้ชัดเจนเลยว่าเป็นการออกกาลังกายที่ยากลาบากเพื่อคัดกรองคนจานวนมากออกไปตั้งแต่เริ่มต้น
“ผมเพิ่งฝึกถึงกระบวนท่าที่แปด ผมยังต้องใช้เวลาอีกสองสามวันถึงจะฝึกกระบวนท่าที่เก้าได้สมบูรณ์…”
หลินหมิงกาหมัดแน่น
“โอ้? ก้าวหน้าเร็วทีเดียวนะ! ครอบครัวของเธอคงฟูมฟักเธอน่าดูเลยสิ?”
ฟางหยวนมองไปทางอื่นแล้วยิ้ม
“ครับ ผมจะได้กินข้าววิญญาณทุกวัน แล้วได้กินเนื้อสัตว์วิญญาณอาทิตย์ละสี่ครั้ง…”
หลินหมิงมีแววตากังวล สาหรับครอบครัวของเขาแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่จะเตรียมอาหารพิเศษให้เขามากถึงขนาดนี้
“เอาละ เธอเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานทีเดียว ฉันก็ขอให้เธอทาให้ดีที่สุดในการทดสอบปลายปีแล้วกัน…”
ฟางหยวนยิ้มแล้วคว้ารูปสลักไม้ชิ้นหนึ่งขึ้นมาโยนให้ “รับไปเป็นของขวัญแล้วกัน หวังว่าเธอจะไม่พลาดโอกาสสุดท้ายล่ะ!”
ถ้าเขาไม่สามารถสาเร็จเก้ากระบวนท่าได้ในระดับมัธยมปลาย โอกาสที่เขาจะทามันสาเร็จในอนาคตก็น้อยนิดมาก สาหรับหลินหมิง นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาแล้ว
“แค่ก… ขอบคุณมาก!”
หลินหมิงดูงุนงง “เถ้าแก่ ผมจาได้ว่าคุณขี้งกจะตาย! ทาไมจู่ ๆ ถึงได้ใจกว้างขึ้นมาคราวนี้? ผมรู้สึกไม่คุ้นเลย!”
“ไม่อยากคุ้นงั้นเหรอ? งั้นก็เอาคืนมา!”
ฟางหยวนยักไหล่
“ไม่!”
หลินหมิงการูปสลักไม้แน่น เขารู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับรูปสลักขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวทันทีที่มันตกมาอยู่ในมือเขา
‘รับมันไว้เป็นส่วนหนึ่งของของขวัญให้เธอ เพราะฉันกาลังจะไปจากที่นี่แล้วในไม่ช้า’
ฟางหยวนคิดกับตัวเองก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “รีบกลับไปซะ พ่อกับแม่ของเธอคงกาลังรออยู่แล้ว”
“ครับ ลาก่อนครับเถ้าแก่!”
เห็นฟางหยวนดูจริงจังขึ้นมา หลินหมิงก็รู้สึกกลัวขึ้นมานิด ๆ และก็รีบขอตัวกลับอย่างสุภาพ
“ฮ่าฮ่า! คุณพ่อคะ!”
ทันทีที่หลินหมิงออกจากร้านไป เขาก็ชนเข้ากับเด็กสาวคนหนึ่งก่อนจะล้มลงพื้นไปอย่างงง ๆ
เป็นเด็กสาวผมบลอนด์ตัวสูงที่มีรูปร่างเย้ายวนที่เครื่องแบบเนื้อหนาก็ปกปิดไว้ไม่ได้
หลินหมิงยังงงอยู่เมื่อคิดได้ว่าเมื่อครู่นี้เขาเพิ่งชนเข้ากับเธอเมื่อครู่นี้เอง
“ไงแองเจิ้ล หนูไปไหนมา?”
ฟางหยวนมีสีหน้าจนใจ
หลังจากเขาฝังเข็มสาเร็จ แองเจิ้ลก็ไม่เพียงฟื้นฟูความสามารถในการเดินได้ แต่สติปัญญาของเธอก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นด้วย
แน่นนอนว่า สติปัญญานั้นต่างไปจากประสบการณ์ในชีวิตจริง
ถึงแม้ว่าแองเจิ้ลจะอายุยี่สิบปีแล้ว เธอก็ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายเท่านั้นและยังเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่หัวช้าอีกด้วย
แต่ว่า ลอริต้ากลับแย่ยิ่งกว่า เพราะว่าเธอตัวเล็ก เธอจึงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ‘โรคแคระ’ และถูกลดระดับจากการเป็นพี่สาวของแองเจิ้ลไปเป็นน้องสาวแทน
“เปล่าค่ะ หนูแค่ออกไปเล่นในฤดูหนาวกับปั้นตุ๊กตาหิมะค่ะ!”
แองเจิ้ลตอบอย่างมีความสุขและดูกระตือรือร้น
“อืม หลินหมิงเพิ่งมาที่นี่เพื่อแจ้งหนูเรื่องการสอบปลายปี”
ฟางหยวนพยักหน้า
“โอ้ หนูรู้แล้วค่ะ ขอบใจนะหลินหมิง!”
แองเจิ้ลยื่นมือออกไปช่วยพยุงหลินหมิงขึ้นยืน ถึงเขาจะยืนขึ้นแล้ว เขาก็ยังยื่นมือออกมาอย่างงุนงงคิดถึงมือขาว ๆ นุ่ม ๆ ที่พยุงเขาเมื่อกี้
“อะแฮ่ม…”
ฟางหยวนทนไม่ไหวแล้ว เขากระแอม หลินหมิงถึงได้สะดุ้งสุดตัวแล้วรีบกลับออกไปอย่างไม่ยินดีนัก
“เหอเหอ… คุณพ่อคะ เขาน่ารักจังเลย!”
แองเจิ้ลหัวเราะแล้วหันกลับมา
“อืม ลอริต้าอยู่ไหนล่ะเนี่ย?”
ฟางหยวนยักไหล่แล้วเปลี่ยนเรื่อง
“เธอ… ยังเที่ยวเล่นอยู่กับพวกผู้วิวัฒน์ประหลาด ๆ พวกนั้น หนูได้ยินว่าเธอเพิ่งเข้าร่วมกับทางการของประเทศจีนและอยากไปช่วยพวกเขาทาภารกิจ…”
แองเจิ้ลแฉลอริต้าออกมาโดยไม่ปิดบัง “เธอยังพยายามชวนหนูด้วยค่ะ!”
“เด็กนั่นหาจะหาเรื่องใส่ตัวเองในสักวันหนึ่ง…”
ฟางหยวนส่ายหน้า
อย่างไรก็ตาม เขาให้ความสาคัญกับแองเจิ้ลมากกว่า หลังจากการทดลองและวิจัยหลายปี ฟางหยวนได้เรียนรู้มากมายและมันก็คุ้มค่าทีเดียว
“แต่ว่า หนูรู้สึกว่าลอริต้าไม่ได้ทาอะไรผิด อย่างไรเสียพวกเราก็อาศัยอยู่ในประเทศจีน…”
แองเจิ้ลรีบเสริม “แล้วก็ คุณพ่อคะ ปรากฏการณ์ครั้งที่สามกาลังจะมาแล้วนะคะ!”
“ทาไม? หนูเป็นห่วงพ่อเหรอ?”
ฟางหยวนยิ้ม
ตั้งแต่เธอเติบโตขึ้นเป็นปกติ เธอก็ยึดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเป็นพ่อและลูกสาวไม่รู้ว่าเพราะว่ารู้สึกซาบซึ้งในตัวฟางหยวนหรือเป็นเพราะว่าเธอใกล้ชิดกับเขามาตลอดสิบปีนี้ แต่ว่าวิธีการที่เธอเรียกขานฟางหยวนก็ยังดูไม่เหมือนคนอื่นไปสักนิด
“หนูตรวจเจออะไร?”
เขาถามอย่างสนใจ
“ไม่แค่หนูนะคะ! ผู้วิวัฒน์ทุกคนล้วนรู้สึกได้ว่าข้อจากัดที่จากัดพวกเราเอาไว้เริ่มสั่นสะเทือน… ตามทฤษฎีของศาสตราจารย์ฟางเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของพลังวิญญาณ นี่เป็นสัญญาณของการมาถึงของปรากฏการณ์ครั้งที่สาม!”
แองเจิ้ลพูดด้วยน้าเสียงจริงจัง
เพราะว่ามีหลักฐานสนับสนุนหลายอย่าง ทฤษฎีของฟางหยวนเกี่ยวกับการโคจรรอบใหญ่และการเพิ่มขึ้นของพลังวิญญาณจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ไปแล้วและยังได้รับการวิจัยต่อโดยนักวิทยาศาสตร์มากมาย
ทฤษฎีที่แทบจะทาให้เขาถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยตอนนี้กลายเป็นวิทยานิพนธ์ที่ได้รับการอ้างอิงไปอย่างกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์ผู้วิวัฒน์ล้วนถือมันเป็นหัวข้อที่ต้องเรียนรู้และนี่เป็นสิ่งที่ฟางหยวนไม่ได้คาดคิดเอาไว้เลยในตอนแรก