Carefree Path of Dreams - ตอนที่ 396
396: วิชาหมัดมวย
“ชิงหนางจิง”
หลังจากกินอาหารมื้อเย็นและแยกกับซุนเจี้ยนแล้ว ฟางหยวนก็กลับไปที่มหาวิทยาลัยและหามุมเงียบ ๆ แห่งหนึ่งเริ่มตรวจสอบสิ่งที่เขาได้มาในวันนี้
ตาราโบราณในมือเขานั้นทั้งรุ่งริ่งและสกปรก แต่เขากลับบอกที่มาของมันได้คร่าว ๆ
“ข้าเคยอ่านเกี่ยวกับมันมาก่อนในหนังสือประวัติศาสตร์ มันบันทึกเอาไว้โดยผู้ฝึกตนคนหนึ่งในยุคโบราณที่รู้จักกันในนาม ‘หวงชือกง’ ในบันทึก เขาบรรยายถึงเต๋าของฮวงจุ้ยและหยินหยาง… ดูลายมือพวกนี้สิ มันดูเหมือนเขียนขึ้นโดยคนที่มีทักษะในด้านการคัดลายมือและนี่ก็น่าจะมีค่าทีเดียว…”
ฟางหยวนเปิดตาราออกดูโดยไม่ได้สนใจกับลายมือมากไปกว่านี้ และพลิกไปที่หลายหน้าที่ดูไม่ปกติ
“เหอเหอ…”
ตาราหลายหน้านี้บางเบาราวกับปีกแมลงปอ มันเรียบรื่นและมีอักษรกลุ่มหนึ่งอยู่บนนั้น บรรยายถึงตารานี้
“แค่ตัวอักษรเพียงอย่างเดียวข้าก็สามารถบอกได้ว่าทุกคาล้วนเต็มไปด้วยความหมายและพลัง หากได้อ่านบ่อยครั้ง ข้าอาจจะสามารถฝึกฝนพลังขึ้นมาได้…”
ฟางหยวนพลิกไปที่หลายหน้าที่ผิดปกตินั้นและถ้อยคาที่เขียนเอาไว้ก็เปิดสู่สายตา
“นี่คือ… ตาราแพทย์?”
เมื่อพิจารณาดูแล้วฟางหยวนก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง
นี่เป็นบันทึกเต๋าของฮวงจุ้ยและเต๋าแห่งหยินและหยาง และยังมีตาราการฝึกตนแบบโบราณอยู่ในนั้น นี่เป็นบันทึกฉบับปรับปรุงของหมอที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่เขาเคยใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยและยังยืดอายุขัยของตนเอง!
“หรือข้าอาจจะบอกได้ว่า… นี่เป็นการผสานวิชาแพทย์และการฝึกตน? นี่เหมาะสมกับข้าทีเดียว…”
พื้นฐานของร่างกายฟางหยวนนั้นยังขึ้นอยู่กับคาถาฝึกพลังธาตุ แต่ว่า ชิงหนางจิงเล่มนี้ให้ความสาคัญกับเคล็ดวิชาและการใช้งานซึ่งเข้ากับได้กับร่างกายของเขา
“แต่ว่า มันก็ยังน่าเสียดาย… ถึงแม้ว่าตอนนี้ข้าจะสามารถดูดซับหยาดพลังได้ ความก้าวหน้าก็ยังช้ามากและข้าก็ทาได้เพียงปลุกสัมผัสพลังของข้าเท่านั้น มันก็ยังยากเกินไปที่ข้าจะทาการฝังเข็มโดยพึ่งพาพลังในตัว!
ฟางหยวนเหลือบมองหน้าต่างสถานะของตัวเอง
“ชื่อ: ฟางหยวน
พลังกาย: 0.8
พลังลมปราณ: 0.3
พลังเวทย์: 1.0
สายวิชา: ???
การฝึกตน: ???
วิทยายุทธ์: [คาถาฝึกพลังธาตุ (ระดับ 1 (13 ใน 100 ส่วน)]
ทักษะ: [การรักษา (ระดับ 3)], [การดูแลพืช (ระดับ 5)], [เนตรเพลิงสีทอง (ระดับ 1)]”
“ข้ายังคงต้องเรียนรู้อีกมากเกี่ยวกับการดูดซับและการควบคุมหยาบพลัง!”
ฟางหยวนกาหมัดแน่นและถอนหายใจ
ในสามปีนี้เขามีความก้าวหน้าในด้านการฝึกฝนและทาความคุ้นเคย เมื่อนับความรู้ที่เขามีในการต่อสู้ เขาก็ยังเอาชนะเจ้าต้าหนิวสองคนได้พร้อมกัน
โชคร้าย นั่นก็เพียงแค่ทาให้เขาถูกจัดอยู่ในระดับทหารกองกาลังพิเศษในกองทัพได้เท่านั้น
“ปัง!”
เขาทุบตุ๊กตากระเบื้องให้แตกโดยไม่คิดมาก เผยให้เห็นสมบัติที่ซ่อนอยู่ภายใน
ในตุุ๊กตากระเบื้อง มีรูปสลักจากไม้กฤษณาของพระศรีอาริยเมตไตรย วัตถุดิบที่ใช้นั้นก็นับได้ว่าทรงคุณค่าแล้ว และฟางหยวนก็ยังบอกได้ด้วยว่าฝีมือที่ใช้ในการสลักนั้นยังเป็นระดับสูงมาก เมื่อรวมเข้าด้วยกัน รูปสลักนี่จึงนับเป็นสมบัติล้าค่าอย่างแท้จริง และฟางหยวนก็น่าจะทาเงินได้หลายเท่ากว่าที่ใช้ไปในการซื้อตุ๊กตากระเบื้อง
ส่วนตุ๊กตากระเบื้องอีกสองตัว ข้างในนั้นเป็นทองและหยก และยังมีเหรียญเงินของประเทศอื่น และดูเหมือนมันจะถูกเก็บเอาไว้โดยรัฐบาลในช่วยเวลาแห่งความวุ่นวายระหว่างหลายปีที่ประเทศจีนกาลังพัฒนา
แต่ว่า น่าเสียดายที่มรดกกลับไม่ถูกส่งต่อ ทายาทของเหล่าบรรพชนนั้นหลงลืมเกี่ยวกับขุมทรัพย์นี้ไปแล้ว ซึ่งที่สุดก็กลายมาเป็นประโยชน์แก่ฟางหยวน
“ข้าจะเก็บรูปสลักพระศรีอาริยเมตไตรยเอาไว้ก่อน… ส่วนเหรียญเงินต่างประเทศนั้นข้าจะขายมันในตลาดมืดและรวบรวมเงินเพื่อใช้ในการฝึกตนของข้า…”
ตั้งแต่ที่ฟางหยวนเริ่มดูดซับหยาดพลังได้ เขาก็พบว่าความอยากอาหารของเขาเพิ่มมากขึ้น
ทรัพยากรที่เหอเทียนหมิงมอบให้เขาได้ย่อมไม่เพียงพอ และก็ไม่ใช่เรื่องดีนักที่จะรบกวนเขามากกว่านี้
“ช่างเป็นวันที่ดีที่สามารถเก็บเกี่ยวสมบัติเหล่านี้มาได้! แล้วจะยังมีอันใดให้ข้าไม่พอใจอีก?”
ฟางหยวนสูดลมหายใจลึก เขาเก็บของมีค่าทั้งหมดลงกระเป๋าแล้วเริ่มการฝึกฝน
เคล็ดวิชาที่เป็นทักษะชี้นาถูกร่ายออกมาช้า ๆ
ในเวลาเดียวกัน สัมผัสพลังอันอ่อนแอในร่างของเขาก็เริ่มถูกกระตุ้น จุดชีพจรหลายจุดเริ่มมีอัตราการดูดซับหยาดพลังเพิ่มขึ้น
เมื่อเขาก้าวหน้าขึ้น เขาก็สามารถรู้สึกได้ว่าเคล็ดวิชาและกายเนื้อของเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างช้า ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนน่าพอใจ
“ซ่า! ซ่า!”
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ในที่สุดฟางหยวนก็ลืมตาขึ้น ผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ออกมา หูของเขากระดิก “มีคนอื่นอยู่แถวนี้?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พระจันทร์ส่องสว่างลอยสูงขึ้นบนท้องฟ้าราตรี “ดึกมากแล้ว ทาไมถึงยังมีคนมาที่นี่ในเวลาแบบนี้? พวกเขาคงไม่ได้…”
ที่ที่ฟางหยวนเลือกนั้นเป็นมุมอันสงบริมทะเลสาบของมหาวิทยาลัย อยู่ภายในป่าเล็ก ๆ
ถ้าเป็นคู่รักสักคู่ออกมาที่นี่ในเวลานี้ อย่างนั้นก็ดูเป็นไปได้
แต่ว่า ฟางหยวนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีคนเพียงผู้เดียว
“คนผู้นี้อาจจะเสียสติไปแล้ว!”
หลังจากสรุปออกมาได้ ฟางหยวนก็คว้ากระเป๋าไปซ่อนอยู่หลังต้นไม้และมีท่าทางตื่นเต้น
“ฮู่! ฮู่!””
เสียงหายใจดังมาขณะที่นักศึกษาคนหนึ่งวิ่งผ่านป่าไป เขาดูอายุราวยี่สิบปี หนวดเคราโกนสะอาด เขาดูไม่กลัวความหนาวเย็นทั้งยังถอดเสื้อออกขณะวิ่ง เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อ เขาดูราวกับเป็นเสือดาวตัวหนึ่ง
“การฝึกฝนในยามกลางวันนั้นไม่เพียงพอ…”
ชายหนุ่มคนนั้นราพึงกับตัวเอง เมื่อร่างกายพร้อมแล้วเขาก็เริ่มฝึกวิทยายุทธ์ของเขาเหมือนรอบด้านไม่มีผู้อื่นอยู่
“ฮู่! ฮู่!”
เท้าของเขาว่องไว หมัดของเขามีเสียงคารามของสัตว์ร้ายที่ทาให้ทุกคนที่ได้ยินตกตะลึงได้อย่างแน่นอน
“เขาเป็นคนธรรมดา แต่ว่านี่… วิทยายุทธ์?”
ฟางหยวนรู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนธรรมดาเพียงแค่มองครั้งเดียว แต่ว่ากล้ามเนื้อของเขาพัฒนาไปอย่างดีและยังดูเหมือนได้เรียนวิทยายุทธ์ตั้งแต่ยังเยาว์และในตอนนี้ เขาก็ดูเหมือนจะชะงักอยู่ในระดับนี้
ในป่าทึบ มีเสียงคารามของเสือและสิงโต เสียงร้องของนกกระเรียน และเสียงของวานร หลังจากนั้นเป็นนาน ก็มีเพียงเสียงถอนหายใจ
“นี่ก็ยังไม่พอ!”
“หมัดห้าอสูรร้ายของฉันยังขาดบางอย่าง ฉันไม่สามารถรวมพลังทั้งร่างให้บรรลุระดับ ‘เปิดพลัง’ ได้… ปู่บอกว่าผู้เยาว์ที่มีทักษะแข็งแกร่งล้วนอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้ ทาไมฉันถึงยังไม่เจอพวกเขาสักคนเลย?”
ขณะที่แสงจันทร์สาดส่องลงมา ชายหนุ่มก็มองขึ้นไปด้วยสายตาแน่วแน่ เครื่องหน้าของเขาโดดเด่น และรูปลักษณ์ภายนอกก็ทาให้เขาดูเป็นผู้ที่มีสัญชาตญาณของสัตว์ป่า
“ฉัน เฉินป๋อ ไม่ได้มาที่มหาวิทยาลัยนี้เพื่อเล่าเรียน! ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปฉันจะท้าทายเหล่าจอมยุทธ์ในเมืองหลวงและสร้างชื่อให้กับหมัดห้าอสูรร้ายของตระกูล!”
‘ในยุคสมัยแบบนี้เนี่ยนะ? ทาไมความคิดของเขาถึงยังคร่าครึอย่างนี้ได้?’
ฟางหยวนยืนอยู่ด้านข้างและอึ้งงันไป ‘เจ้าหนุ่มผู้นี้อ่านนิยายกาลังภายในมากเกินไปแล้ว และยังไม่มีใครสักคนช่วยเขาเลย แต่ว่า หมัดห้าอสูรร้ายนี่ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน’
ด้วยเนตรเพลิงสีทองของฟางหยวน ฟางหยวนจึงไม่เพียงได้ดูเคล็ดวิชายุทธ์ของเขาเท่านั้น แต่ยังได้เห็นการหมุนเวียนของพลังในร่างเขาด้วย
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้รู้ตัวเลย ว่าตอนนี้ที่เขาร่ายวิทยายุทธ์ของเขาออกมาต่อหน้าฟางหยวน เขาก็ได้สอนหมัดห้าอสูรร้ายทั้งหมดแก่ฟางหยวนไปด้วย
‘วิทยายุทธ์จากตระกูลจอมยุทธ์พวกนี้ยังใช้การได้อยู่หรือ?’
ฟางหยวนสังเกตและสามารถระบุพื้นฐานของหมัดห้าอสูรร้ายได้ มันเป็นเคล็ดวิชาที่เลียนแบบสัตว์ร้ายห้าชนิดที่พบได้ในธรรมชาติ เป็นเคล็ดวิชาที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กระดูกของผู้ฝึก ใช้พลังในสายเลือด ทาลายขีดจากัดทางกายของผู้ฝึก
‘แน่นอนว่า เมื่อไม่มีหยาดพลังหล่อเลี้ยง เขาย่อมทาได้เพียงใช้พลังในโลหิตอย่างผิด ๆ และย่อมไม่สามารถบรรลุระดับได้ไปตลอดชีวิต นอกจากนี้ หลังจากอายุสี่สิบ สภาพร่างกายของเขาก็จะเริ่มทรุดโทรมลง… ไม่แปลกใจเลยที่วิทยายุทธ์เหล่านี้ไม่ถูกถ่ายทอดลงมา ดูไปแล้ว เฉินป๋อดูจะอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้ว…”
ถึงแม้ว่าระดับเปิดพลังจะไม่นับเป็นอะไรเลยในสายตาของฟางหยวน เขาก็ยังทานายเส้นทางเบื้องหน้าของวิชายุทธ์ชุดนี้ได้
ที่ระดับการฝึกฝนสูงสุดของหมัดห้าอสูรร้าย ผู้ฝึกจะสามารถใช้พลังจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวและดูดซับหยาดพลังแล้วเริ่มต้นเส้นทางการเป็นยอดมนุษย์ได้
“แน่นอนว่า ผู้ใดก็ตามที่อยู่ในระดับเปิดพลังล้วนนับได้ว่ามีทักษะสูง ระดับที่ข้าคาดเอาไว้ว่าน่าจะต้องการให้ผู้ฝึกตนฝึกวิชาสาเร็จก่อน และนั่นก็ยากเย็นยิ่งนัก! ยาก!! ยากมาก!!!”
ฟางหยวนส่ายหน้า “ต่อให้เป็นผู้ที่ครอบครองพลังแท้จริงและสามารถดูดซับหยาดพลังเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการเป็นยอดมนุษย์ได้ พวกเขาก็ยังอยู่
ที่ระดับต้นของคาถาฝึกพลังธาตุเท่านั้น แน่นอนว่า ข้าก็ต้องยอมรับว่านั่นก็ยังมีประโยชน์ในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายของผู้ฝึก…”
เฉินป๋อที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าที่ตัวเองได้ร่ายวิทยายุทธ์ออกมานั้น ก็ได้เป็นการเผยมรดกของตัวเองออกไปและยังส่วนที่เป็นความลับของเคล็ดวิชาที่ปู่ของเขาก็ไม่รู้มาก่อนก็ล้วนถูกเปิดเผยออกไปหมดแล้ว
‘อืม… ดูเหมือนว่าข้าจะชะตาต้องกับเมืองหลวงนี้ทีเดียว หรือไม่ก็เป็นกรรมดีที่สะสมมาสามปีถูกใช้ในวันเดียวนี้แล้ว…’
เขาได้ประโยชน์จากการซื้อตุ๊กตากระเบื้องและตารานั่นและตอนนี้เขายังมีโอกาสได้เห็นเคล็ดวิชายุทธ์อันยอดเยี่ยม ทั้งหมดนี้ทาให้ฟางหยวนพึงพอใจมาก
‘ในเมื่อข้าได้ประโยชน์จากการชมวิทยายุทธ์ของตระกูลเจ้า เช่นนั้นก็จะช่วยเจ้าสักหน่อย!’
เมื่อคิดแล้วฟางหยวนก็คลี่คอปกเสื้อขึ้นปิดครึ่งหนึ่งของใบหน้าเอาไว้ เขาย่อขาลงเล็กน้อยแล้วก็พุ่งตัวออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่
“นั่นใคร?”
ทันทีที่ฟางหยวนเคลื่อนไหว เฉินป๋อก็รู้สึกตัวทันทีและก็ตกใจมาก
ในฐานะจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง ปฏิกริยาของเขาก็คือตอบโต้กลับไป หมัดของเขาเปลี่ยนเป็นกรงเล็บขณะตวัดออกไปทางเงาร่างเล็ก ๆ สีดาพร้อมกับเสียงคารามของเสือ
มันเทียบได้กับหนึ่งในเจ็ดบาปมหันต์ในการแอบดูผู้อื่นฝึกวิทยายุทธ์และยังเป็นเหตุผลเพียงพอให้จัดการกับคนที่แอบดูนั้นเสีย
แต่ว่า เงาร่างสีดานั้นไม่ได้หลบกลับตอบกลับมาด้วยหมัดหนึ่ง
“โฮก! โฮก!”
ทันใดนั้น ก็มีการระเบิดออกมาจากเงาร่างเล็กนั่น หมัดของเขาพุ่งมากลางอากาศ เสียงคารามของสิงโตและเสือดังออกมา
‘หมัดห้าอสูรร้าย! เสียงลั่นจากกระดูกและเส้นเอ็น! เสียงคารามพร้อมเพรียงของเสือและสิงโต! เปิดพลัง! นี่เป็นไปไม่ได้!’
ดวงตาของเฉินป่อเบิกกว้างและเขาก็นิ่งอึ้งไป
เช่นนี้ย่อมหมายความว่าคนผู้นี้นั้นสามารถผสานพลังของทั้งร่างและปล่อยมันออกมาในหมัดเดียว พลังของหมัดเดียวเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า กระทั่งต่อหน้าผู้อาวุโสในยุทธภพ หมัดนี่ก็ยังหมายความว่าคนผู้นั้นเก่งกาจพอที่จะนับได้ว่าเป็นจอมยุทธ์ระดับสูง
“ปัง!”
ไม่ต้องสงสัยเลย เฉินป๋อปลิวถอยหลังไป
ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ห่างจากระดับเปิดพลังเพียงก้าวเดียว แต่มันก็เป็นก้าวใหญ่สาหรับเขา!
“ทาไมแกถึงรู้เคล็ดวิชาลับ หมัดห้าอสูรร้าย ของตระกูลของฉัน!”
ถึงแม้ว่าร่างของเขาจะรู้สึกราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เขาก็รู้ว่าตัวเองต้องถามคาถามนี้ออกไปขณะที่ไตร่ตรองอย่างหนักว่าคนตรงหน้าเขาผู้นี้จะเป็นใครได้บ้าง
โชคร้าย แสงจันทร์ในป่านั้นสลัวรางเกินไป และคนผู้นั้นก็จงใจปิดบังใบหน้าเอาไว้ครึ่ง ๆ ฟางหยวนใช้น้าเสียงแหบแห้งพูดออกมา “ระดับเปิดพลังของหมัดห้าอสูรร้ายนั้นผู้ฝึกต้องกล่อมเกลากระดูกสันหลังมังกรและยังต้องควบคุมพลังแห่งโลหิตในตาแหน่งหน้าผากได้อย่างละเอียดละออ ระวังอย่าได้เดินทางผิด… มุ่งมั่นกับการฝึกรูปแบบกระเรียนของเจ้าเสีย!”
เสียงนั้นก้องอยู่ในป่า เพียงแค่พริบตาเดียว เงาร่างนั้นก็หายไป
เฉินป๋อยังตกอยู่ในภวังค์ราวกับสายฟ้าเส้นหนึ่งฟาดเข้าใส่กระหม่อมของเขา “รูปแบบกระเรียน? สันหลังมังกร? หน้าผาก?”
“คนผู้นั้นคือใครกัน? ทาไมเขาถึงได้คุ้นเคยกับหมัดห้าอสูรร้ายของตระกูลเฉิน? เขาเป็นผู้อาวุโสในตระกูลเหรอ?”
เขานอนลงบนพื้นด้วยท่าทางไร้ซึ่งความสง่างามอยู่เป็นนานก่อนที่จะบังคับให้ตัวเองลุกขึ้น เขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือว่าร้องไห้ดี “ปู่พูดถูก มีจอมยุทธ์เช่นนี้อยู่ทั่วไปจริง ๆ!”