Carefree Path of Dreams - ตอนที่ 391
391: ทดสอบร่างกาย
กลางดึก ในห้องแน่นขนัดและร้อน
ฟางหยวนนั้นกาลังนอนอยู่ในเตียงสองชั้นหลังหนึ่ง ในห้องใหญ่ห้องนี้มีเด็กกาพร้านอนด้วยกันยี่สิบสามคน เสียงกรนและเสียงขยับตัวนั้นเป็นเรื่องปกติและบางครั้งยังมีเสียงกัดฟัน ทั้งหมดนี้ทาให้ฟางหยวนนึกถึงสิ่งที่ครูผู้หญิงคนนั้นพูดพร่าอยู่ตลอดทั้งบ่าย การศึกษาในอุดมคติ
“ข้านอนไม่ได้ ข้านอนไม่ได้…”
เขาลุกขึ้นจากเตียงและหรี่ตา
ทันใดนั้น ห้องมืด ๆ ก็กลายเป็นสว่างขึ้นในทันที
“ดีที่ข้ายังคงเก็บเนตรเพลิงสีทองของข้าเอาไว้ได้…”
นี่เป็นความสะดวกสบายหนึ่งสาหรับฟางหยวน เมื่อตั้งสมาธิมากขึ้น ฟางหยวนก็สามารถมองเห็นภาพคล้ายกับการเอ็กซเรย์ เขามองเห็นโครงกระดูกมากมายนอนอยู่บนเตียง มันค่อนข้างน่ากลัว
“อืม ดูเหมือนว่าทักษะนี้ของข้าพัฒนาขึ้นอีกแล้ว เนตรเพลิงสีทองของข้าสามารถมองทะลุสิ่งต่าง ๆ ได้แล้วตอนนี้?”
ในครรลองสายตาของเขา เขามองเห็นเด็กทุกคนเต็มไปด้วยชีวิตและพลังที่ส่องสว่างราวหิ่งห้อย
“เอ๋?”
ในตอนนี้เอง ที่ด้านนอกหน้าต่าง มีแสงสว่างดวงเล็ก ๆ ที่สะดุดความสนใจของฟางหยวน
“ตรงนั้นมีคน?! มันใหญ่มาก! หรือว่าอาจารย์กาลังเดินตรวจเวร?”
เขาปีนลงจากเตียงอย่างว่องไวและในตอนนี้เอง เขาก็มองเห็นโครงกระดูกน่าสงสัยพลิกตัวข้ามรั้วและกาแพงที่ด้านนอก ดูจากความเชี่ยวชาญของโครงกระดูกแล้ว นี่น่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่มันทาอะไรอย่างนี้
“เอ๋? ทาไมพวกเด็ก ๆ ถึงได้มีพลังชีวิตแข็งแกร่งกว่าผู้ใหญ่เล่า?”
ฟางหยวนกองหมอนไว้บนเตียงแล้วเอาผ้าห่มคลุม เขาใช้ลวดเส้นหนึ่งแหย่เข้าไปในล็อกของประตู
“แกร็ก!”
ด้วยความช่วยเหลือของดวงตาเอ็กซเรย์ ล็อกประตูเปิดออกแล้วฟางหยวนก็รีบร้อนออกไป
สายลมกลางคืนเย็นและฟางหยวนก็รู้สึกเป็นอิสระ
“หึ…”
ดวงตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เงาร่างน่าสงสัยขณะตามไปด้านหลัง
ด้านนอกศูนย์เลี้ยงเด็กกาพร้า มีลาธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง เงาร่างเล็ก ๆ ถือท่อนไม้ไผ่เอาไว้ในมือยืนอยู่ริมน้าแล้วจับเพ่งมอง
ทันใดนั้น เขาก็ปล่อยมือ ไม้ไผ่พุ่งลงไปในน้าและแทงเข้าที่ปลาสีเขียวตัวใหญ่
ฟางหยวนอึ้งไป ความเร็วและกาลังขนาดนั้นหาได้ยากกระทั่งในหมู่ผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าปลาสีเขียวตัวนั้นจะถูกแทงทะลุเข้า เกล็ดของมันก็ยังเป็นประกายและหางของมันก็ยังสะบัดไปรอบ ๆ
เงาร่างนั้นอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น ตอนที่มันกาลังจะเก็บปลาขึ้นมา มันก็ได้ยินเสียงจากด้านหลัง “เฮ้ เจ้าต้าหนิว นายกาลังทาอะไรน่ะ?”
“อ๊ะ!”
เงาร่างนั่นกระตุกแล้วหันกลับมาช้า ๆ จากนั้นเขาก็มองเข้าไปในเงาที่ฟางหยวนโผล่ออกมา เพราะตกใจ ปลาในมือของเขาก็เลยดิ้นหลุดและหล่นลงไปที่พื้น
“ฉัน… ฉัน… ฉันไม่ได้ตั้งใจ และฉันก็ไม่ได้ขโมยอะไร…”
เจ้าต้าหนิวนั้นมีดวงตากลมโตและตอนนี้ยังดูโง่เง่า เขาตกใจจนแทบจะร้องไห้แล้ว
‘เขาเป็นแค่เด็กบริสุทธิ์คนหนึ่งและไม่เคยคิดจะสังหารข้าเพียงเพราะข้ามารู้เข้าว่าเขากาลังทาอะไร…’
ฟางหยวนถอนหายใจก่อนจะอธิบายตัวเอง “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพราะปลา แต่เพราะนาย ฉันเห็นว่านายกาลังทาอะไร ความแข็งแกร่งของนายสุดยอดไปเลยและความเร็วของนายก็ด้วย! นายดูไม่เหมือนคนทั่วไป…”
“ฉัน… ฉันไม่ใช่ปิศาจนะ!”
สิ่งที่ฟางหยวนเพิ่งพูดถึงนั้นดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนของเขา เจ้าต้าหนิวตัวสั่นและร้องออกมา
“เฮ้ นายไม่ใช่ปิศาจอยู่แล้ว นายเป็นยอดมนุษย์ ยอดมนุษย์ที่สามารถทาประโยชน์แก่ประเทศจีนเรา!”
ฟางหยวนยิ้ม ”ดังนั้น… ฉันก็อยากจะให้นายได้ทุ่มเทเพื่อประเทศ!”
“ฮะ!?”
เจ้าต้าหนิวกะพริบตาถี่ ๆ และมีสีหน้างงงวย
พวกเขาจะยังเป็นเพื่อนกันได้ไหมเนี่ย? มิตรภาพของพวกเขาอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ แล้ว
…
หลังจากนั้นหลายนาที ในหลุมหลบภัย
เดิมทีมันถูกสร้างขึ้นในตอนสงครามแต่ว่าตอนนี้มันถูกทิ้งเอาไว้ มันเป็นฐานทัพเล็ก ๆ ที่เจ้าต้าหนิวหาเจอ
ฟางหยวนจุดกองไฟ ขอดเกล็ดปลา ควักไส้ของมันออกแล้วเริ่มย่างบนกองไฟ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีเกลือและน้ามัน แต่วิธีการย่างก็ยังสามารถเอากลิ่นคาวออกจากเนื้อปลาได้ กลิ่นหอมของปลาย่างลอยอวลและทาให้เจ้าต้าหนิวน้าลายไหล
“เสร็จแล้ว! แบ่งกัน!”
หลังจากย่างปลา ฟางหยวนก็แบ่งมันออกเป็นสองส่วน เขายกส่วนหนึ่งให้เจ้าต้าหนิวและเริ่มกินอีกส่วนหนึ่ง
เฮ่ย… เมื่อไม่มีอาหารเพียงพอ ร่างกายของเขาก็อ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง
“ฮู่… นี่ยอดเยี่ยมไปเลย! อร่อยมาก!”
เจ้าต้าหนิวไม่สนใจว่าปลายังร้อนมากตอนที่กินลงไปอย่างมีความสุข “ถ้าฉันรู้ว่าปลาย่างจะดีขนาดนี้ ฉันคงไม่กินปลาดิบ ๆ มาตลอดเวลาหรอก…”
ฟางหยวนพูดไม่ออก เมื่อก่อนเจ้าต้าหนิวดารงชีวิตมายังไงกันนะ?
แน่นอนว่า หลังจากข่มขู่จะส่งตัวเจ้าต้าหนิวให้กับรัฐบาลแล้ว เจ้าต้าหนิวก็ตกลงกับฟางหยวนและสัญญาว่าต่อไปจะแบ่งปลากับเขา
ความลับนี้อยู่กับเจ้าต้าหนิวมานานและเขาก็รู้สึกโล่งอกเมื่อได้เปิดเผยมันกับฟางหยวน
“ตอนที่ฉันอายุแปดขวบ ฉันก็กินเก่งขึ้นแล้วก็แข็งแรงขึ้น ดวงตาของฉันยังเปลี่ยนไปแล้วก็มองเห็นหลายอย่าง…”
“ฮือ… ฉันไม่ใช่ปิศาจนะ ฉันแค่ไปที่นั่นเพื่อหาอาหารเพราะว่าอาหารในโรงอาหารมันไม่พอ…”
“เด็กทุกคนไม่มีใครอยากเล่นกับฉันแล้วพวกเขาก็รังแกฉันด้วย… ฉันไม่กล้าตอบโต้อ้ะ… โฮ….”
…
“เอาละ นายนี่มันน่าสงสารจริง ๆ!”
มองต้าหนิวที่สะอึกสะอื้นแล้วฟางหยวนก็พูดไม่ออก
แต่ว่า เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปกป้อง “มานี่ ให้ฉันดูหน่อย!”
มันยากมากที่จะได้พบคนที่มีพลัง แล้วฟางหยวนจะปล่อยโอกาสนี้หลุดมือไปได้อย่างไร?
“อืม… ร่างกายของนายมันก็ปกติและก็ดูเหมือนทุก ๆ คน กล้ามเนื้อของนายก็แค่ใหญ่กว่านิดหน่อยและนายก็แข็งแรงกว่าผู้ใหญ่ แต่ว่า นายก็ไม่ได้มีอวัยวะอะไรเกินมาเสียหน่อย…”
ด้วยทักษะการรักษาและเนตรเพลิงสีทองของเขา ฟางหยวนก็ตรวจร่างกายเขาอย่างละเอียดก่อนที่จะเงียบไป “นอกจากที่ความคิดของนายเป็นผู้ใหญ่กว่าคนที่อายุเท่า ๆ กันและนายแข็งแรงกว่า นายก็ไม่ได้ต่างไปจากคนอื่น ๆ เลยนะ… มันอาจจะเป็นเพราะวิวัฒนาการของนายไม่เด่นชัดมากพอ?”
คาอธิบายเดียวก็คือนี่เป็นกรณีพิเศษในตัวเอง
สาหรับฟางหยวน นี่เป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าเจ้าต้าหนิวนั้นเป็นผู้ใหญ่เกินไปในวัยนี้ซึ่งทาให้เขากลัวตัวเอง
“ข้าไม่เห็นความผิดปกติในตัวเขา ข้าเกรงว่าพวกเราก็คงไม่เห็นความแตกต่างจากผลการทดสอบร่างกายของวันพรุ่งนี้…”
หลังจากกินแล้วเขาก็พาเจ้าต้าหนิวกลับไปที่ศูนย์เลี้ยงเด็กกาพร้า ฟางหยวนล้มตัวลงนอนบนเตียงของเขาแล้วก็จมสู่ภวังค์ “นอกจากนี้… ข้ายังไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติอะไรทั้งนั้น ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของอาณาจักรนี้… ข้าต้องแสดงให้คนอื่นรู้ว่าข้ามีความรู้และให้ได้เรียนมากเท่าที่จะสามารถ”
…
“เด็ก ๆ พวกเธอจงพยายามให้มากที่สุดในการทดสอบร่างกายครั้งนี้และทาให้ศูนย์เลี้ยงเด็กของเราภาคภูมิใจ!”
ในวันที่สอง เด็กกว่าพันคนมารวมตัวกันที่ในสนาม ทุกคนมองไปที่ผู้อานวยการที่มีท่าทางภาคภูมิใจที่ตะโกนใส่ไมโครโฟนอยู่ เมื่อเห็น ฟางหยวนก็รู้ว่าคนผู้นี้นั้นกาลังพูดให้ฟังดูง่าย
“… การทดสอบร่างกายนี้ก็เพื่อคัดเลือกคนที่ดีที่สุดเข้าร่วมกับองค์กรพิเศษของรัฐบาล พวกเธอทุกคนต้องทาให้ดี ถ้าเธอได้รับเลือก เธอก็จะได้กินขนมปัง เนื้อ บะหมี่ และหมูย่างทุกวัน!”
ที่ตรงหน้าพวกเขา ครูผู้ดูแลก็ใช้ไมโครโฟนเหมือนกัน
“อึก!”
ทุกคนกลืนน้าลาย
หมูย่างนั้นเย้ายวนมากในเวลาหิวโหยเช่นนี้ อันที่จริง กระทั่งขนมปังธรรมดา ๆ ก็พอที่จะล่อลวงไม่แค่เด็ก ๆ แต่ผู้ใหญ่ก็ด้วยเช่นกัน
“เอาละ! การทดสอบจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ทุกคน ไปเข้าแถวตามชั้นเรียน แล้วเดินออกมาเมื่อฉันขานชื่อของเธอ!”
“พวกเราจะวัดส่วนสูงและชั่งน้าหนักพวกเธอก่อน ตามมาด้วยการวัดสมรรถภาพร่างกาย!”
…
หมอหลายคนในชุดคลุมยืนอยู่กับรถบรรทุกหลายคันขณะติดตั้งอุปกรณ์การแพทย์ของพวกเขาอย่างพิถีพิถัน
มันเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมากซึ่งทาให้ฟางหยวนสงสัยบางอย่าง “นี่น่าจะเป็นทหารของกองทัพ?… นอกจากนี้ ในยุคนี้ ทุกคนกลับล้วนได้รับการตรวจเลือด ราคาของอุปกรณ์แต่ละชิ้นก็ไม่ใช่ถูก ๆ ดูเหมือนว่าประเทศนี้จะกาลังมองหา…”
ฟางหยวนเดินตรงไปแล้วก็รับการเก็บเลือด ระหว่างการตรวจสายตา ฟางหยวนนั้นทาได้ดีกว่าทุกคนได้คะแนนเต็ม 2.0 อย่างไม่ยากเย็นซึ่งทาให้เขามีคุณสมบัติดีพอที่จะเป็นนักบินของกองทัพ
“เอาละ ต่อไปเป็นการตรวจสมรรถภาพทางกาย!”
แน่นอนว่า หมอเหล่านี้ดูจะรู้ว่าการทดสอบนั้นไม่ได้ให้ผลอะไรและดูเหมือนจะมีปัจจัยตัดสินใจสุดท้ายอยู่แล้ว
“วิ่งหนึ่งกิโลเมตร วิ่งแข่งหนึ่งร้อยเมตร กระโดดสูง ยกน้าหนัก ดันพื้น ลุกนั่ง… ทุกคนต้องทาตามนี้!”
“ถ้าสมรรถภาพร่างกายของเธอดี เธอก็จะได้รับเลือกให้เข้าร่วมกลุ่มพิเศษและกลุ่มอัจฉริยะ ที่นั่นเธอจะได้รับการดูแลดีขึ้น!”
“ถ้าพวกเธอคนไหนได้เข้าร่วมกลุ่มเหล่านี้ เธอก็จะนาความภาคภูมิใจมาให้ศูนย์ของเรา เด็ก ๆ พยายามให้เต็มที่!”
…
“ฟางหยวน พวกเรามีข่าวแหละ!”
ที่ข้าง ๆ เขา เด็กสองคน หวังอ้ายกั๋ว และเกาเจียนจวินมองเขาด้วยสายตามีลับลมคมในและพูดด้วยน้าเสียงจริงจัง “ครูบอกว่า… รัฐบาลกาลังเลือกนักกีฬา พวกเราสามารถเข้าร่วมโอลิมปิกได้ในอนาคตและทาให้ประเทศภูมิใจ!”
“ใช่!”
ฟางหยวนกลอกตาแล้วประเมินเด็ก ๆ ที่รอบตัว
ภายใต้ความเย้ายวนของการได้รับทรัพยากร ชื่อเสียง และเกียรติ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่าเขาต่างออกไป แต่เขาจะเก็บซ่อนความต้องการผลประโยชน์เช่นนั้นเหมือนกันไว้ได้อย่างไร?
เขามองหาเจ้าต้าหนิวเพียงเพื่อจะพบว่าเจ้านั่นกาลังยืนอยู่ตรงด่านทุ่มน้าหนักด้วยสีหน้าไม่ยินยอมนัก
แต่เพียงครู่เดียว สีหน้าของเจ้าต้าหนิวก็เปลี่ยนไป เขารวบรวมกาลังทั้งหมดแล้วทุ่มตุ้มออกไปราว ๆ สี่ร้อยเมตร?
‘หึ… ทักษะการแสดงของเขาก็เหมือนข้าเลย…’
ฟางหยวนเหงื่อตก
“ฝุบ!”
ทันใดนั้น ในลู่วิ่งก็มีเสียงอุทานอื้ออึง
“11.7 วินาที! 11.7 วินาทีแหละ!”
หมอในชุดคลุมสีขาวร้องออกมา “เธอคือหลิวเฟยใช่ไหม? ลองอีกที!”
บนลู่ เด็กชายร่างผอมผิวสีเข้มวิ่งเร็วราวกับสายลมและวิ่งผ่านเส้นชัยไปในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
“11.6 วินาที!”
จากนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้นในหมู่หมอ ๆ พวกเขาทั้งหมดมาล้อมอยู่รอบตัวหลิวเฟย “เธอเก่งมาก… นี่เป็นมาตรฐานของนักวิ่งแข่งระดับชาติเลยนะ! เขาเพิ่งอายุแค่สิบสามปีเอง นี่ไม่น่าเชื่อเลย!”
“เอาละ! หลิวเฟย เธอทาได้ดีมาก!”
จางไห่หมานลูบหัวเด็กชาย ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ฟางหยวนมีความรู้สึกว่าหลิวเฟยคนนั้นกาลังจะถูกพาไปที่ไหนสักที่