Carefree Path of Dreams - ตอนที่ 383
383: อดีต
หลังจากนั้นหลายวัน
ผู้ส่งสารที่มาแสดงความยินดีต่อฟางหยวนก็กลับไป เหลือเพียงผู้อาวุโสของสมาพันธ์แห่งอาณาจักรไม่กี่คนที่ยังอยู่
ในห้องโถงหลัก มีโต๊ะกลมหยาบ ๆ ตัวหนึ่ง เด็ก ๆ ที่มีรัศมีพลังต่างกันออกไปนั่งอยู่รอบ ๆ โต๊ะนั่น
“เอาละ! ฟางหยวน ให้ข้าแนะนาพวกเขาให้เจ้า นี่คือเจ็ดผู้อาวุโสของสมาพันธ์แห่งอาณาจักร ข้าแน่ใจว่าเจ้าเคยพบซีเฉินและชิงมู่แล้ว ถัดไปก็คือ เฮยฉุย โฮ่วถู รุ่ยจิน และจี๋อิน!”
เด็กมังกรเพลิงของผู้อาวุโสนักหลอมเริ่มแนะนาพวกเขาทุกคน ถึงแม้ว่าน้าเสียงจะแห้งแหบแต่ก็ดูภาคภูมิใจ
“ผู้น้อยฟางหยวน ขอผู้อาวุโสได้โปรดรับการคารวะจากข้า!”
ดวงตาของฟางหยวนมีเงาสีทองพาดผ่านไปชั่วแวบหนึ่ง
เด็ก ๆ เหล่านี้ล้วนมีรัศมีพลังที่ต่างกันออกไป และยังสวมหน้ากากที่ต่างกันเอาไว้ อย่างเช่น บนร่างของเด็กมังกรเพลิง มีมายาภาพใบหน้าของผู้อาวุโสนักหลอมอยู่
เพราะรู้ว่าผู้อาวุโสทั้งเจ็ดนี้ส่งส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณตนเองมากับผู้ส่งสารเหล่านี้ ฟางหยวนจึงต้องให้ความเคารพ
เขาเคยพบซีเฉินมาก่อน ถึงแม้ว่าจะเพียงเคยพบในร่างของราชาเซี่ยแห่งอาณาจักรโบราณ รูปร่างแท้จริงของเขาก็ยังดูคล้ายคลึงเดิมมาก เมื่อเห็นซีเฉินมองมาที่เขา เขาก็ยิ้มกลับอย่างเป็นมิตร
ตรงกันข้าม สีหน้าของผู้อาวุโสชิงมู่กลับดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก
ฟางหยวนเดาได้เพียงว่านี่น่าจะเป็นเพราะฝักฝ่ายตรงข้ามของชิงมู่นั้นตอนนี้มีร่างสวรรค์แท้จริงเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ล้วนมีความสามารถพิเศษของตนเองและรัศมีพลังยังทรงอานาจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้อาวุโสจี๋อิน ในฐานะสตรีเพียงคนเดียว นางปกปิดตัวตนด้วยหมอกสีดาชั้นหนึ่งและทาให้ฟางหยวนรู้สึกถูกคุกคามที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมด นางยังก่อให้เกิดความกลัวต่อผู้อาวุโสคนอื่น ๆ และนั่งออกไปไกลจากทุกคนอีกด้วย
“อืม เจ้าไม่เลวทีเดียว! ไม่มีใครคิดเลยว่าเจ้าจะสามารถสร้างร่างสวรรค์ได้เร็วเช่นนี้ หลังจากปรึกษากันระหว่างผู้อาวุโสแล้ว พวกเราตัดสินใจเพิ่มระดับการเข้าถึงของเจ้าเป็นผู้ฝึกตนบรรณที่เจ็ด ตอนนี้เจ้านับเป็นผู้คุมกฎของสมาพันธ์!”
ผู้อาวุโสซีเฉินพยักหน้าและพูดด้วยน้าเสียงนุ่มนวล
แต่ว่า ด้วยเจตจานงเวทย์อันน่าตะลึงของฟางหยวนและเนตรเพลิงสีทองของเขา เขาพบจุดอ่อนของซีเฉินได้ทันที เช่นเดียวกับผู้อาวุโสชิงมู่
พวกเขาล้วนได้รับบาดเจ็บหนักจากการเผชิญหน้ากันก่อนหน้านี้ที่อาณาจักรโบราณเมื่อพวกเขาไม่สามารถหนีออกมาได้ทันเวลา
“… ฮ่าฮ่า ถูกต้อง! ฟางหยวน เจ้ายังต้องพยายามให้มากขึ้นอีก! น่าเสียดายที่เจ้าบรรลุระดับในด้านวิทยายุทธ์ ดังนั้น พวกเราจึงไม่สามารถสนับสนุนให้เจ้าขึ้นรับตาแหน่งผู้อาวุโสได้ แต่ว่า ข้าเชื่อว่านั่นก็เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ เท่านั้น เมื่อคิดถึงความสามารถของเจ้า ข้าแน่ใจว่าสมาพันธ์ของพวกเราน่าจะได้ผู้อาวุโสคนใหม่ในไม่ช้า!”
เดิมทีสีหน้าของผู้อาวุโสชิงมู่ค่อนข้างหดหู่ แต่ตอนนี้ เขากลับยิ้มอย่างยินดี
ผู้อาวุโสนักหลอมกลับมีสีหน้าละอายเล็ก ๆ
ฟางหยวนสังเกตพวกเขาแล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมา “ข้าเพียงเพิ่งบรรลุระดับและยังใช้พลังไปจนหมดแล้ว แล้วข้าจะคิดถึงการบรรลุระดับอื่นอีกได้อย่างไร? แล้วก็ ท่านเจ้าสมาพันธ์อยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่? ตั้งแต่ข้าเข้าร่วมสมาพันธ์แห่งอาณาจักรมา ข้าคิดว่าข้ายังไม่ได้เข้าไปคารวะท่านเจ้าเลย”
ฟางหยวนรู้สึกได้ว่าผู้อาวุโสระดับสวรรค์มายาขั้นที่เจ็ดนั้นแข็งขันกันอยู่ในทีในด้านพลัง
ผู้อาวุโสจี๋อินนั้นแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้ ฟางหยวนเดาว่านางน่าจะเป็นจ้าวแห่งฝันระดับสวรรค์มายาขั้นที่เก้า พลังมืดนั้นหมุนวนอยู่รอบตัวนางอย่างไม่หยุดนิ่ง และฟางหยวนก็รู้สึกเหมือนว่าเขากาลังมองท้องฟ้าเย็นเยียบยามราตรีและพระจันทร์สุกสว่างเมื่อมองไปที่นาง
ถัดมาน่าจะเป็นซีเฉิน ผู้อาวุโสผู้นี้ดูจะเป็นจ้าวแห่งฝันระดับสวรรค์มายาขั้นที่แปด เขาเป็นศิษย์สายตรงของปราชญ์ จึงมีสถานะที่พิเศษยิ่ง
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ น่าจะอยู่ในระดับสวรรค์มายาขั้นที่เจ็ด เทียบเท่ากับผู้อาวุโสนักหลอมและผู้อาวุโสชิงมู่ แต่ว่า ความขัดแย้งภายในของพวกเขาทาให้ฟางหยวนพูดไม่ออก
“ท่านเจ้าสมาพันธ์นั้นมีงานสาคัญที่ต้องไปดู แต่ว่า ในฐานะผู้ทรงพลังคนใหม่ของสมาพันธ์ เขาย่อมต้องยินดีให้เจ้าได้พบเป็นแน่!”
เป็นเรื่องปกติที่สมาชิกใหม่ควรจะไปคารวะเจ้าสมาพันธ์
ซีเฉินอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนตอบคาถามฟางหยวน
‘ดูเหมือนแผนการรับมือกับต้าเฉียนจะถึงจุดสาคัญที่พวกเขาต้องการจ้าวแห่งฝันระดับสวรรค์สูงสุดแล้วใช่หรือไม่?’
ฟางหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจับใจความสาคัญได้จากถ้อยคาของซีเฉิน
“เอาละ ในเมื่อตอนนี้เจ้าก็เป็นผู้คุมกฎของสมาพันธ์แล้ว เจ้าก็จาเป็นต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ในเมื่อเจ้าชอบผืนดินมั่งคั่งจินหยาง พวกเราก็ตัดสินใจมอบสิทธิ์ทั้งหมดเหนือที่นั่นให้กับเจ้า พวกเราจะลดระยะเวลาที่เจ้าไม่ต้องรับภารกิจใดลงเหลือครึ่งปี เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ผู้อาวุโสหลายคนแลกเปลี่ยนสายตากันขณะจี๋อินพูดเรื่องนี้
น้าเสียงอย่างสตรีของนางนั้นฟังลึกลับและยังน่าขนลุก ราวกับมันจะสามารถแช่แข็งจิตวิญญาณได้
“ในเมื่อนี่เป็นคาร้องขอของผู้อาวุโส ข้าก็ทาได้เพียงรับเอาไว้แล้ว”
ฟางหยวนถอนหายใจกับตนเอง
เขาเตรียมการเอาไว้แล้วว่าเรื่องนี้คงจะต้องเกิดขึ้น เมื่อเกิดสงคราม ผู้อาวุโสทั้งหมดล้วนวุ่นวาย แล้วจะปล่อยให้เขาอยู่เฉย ๆ โดยต้องให้ความร่วมมือใดได้อย่างไร?
การลดระยะเวลาเหลือครึ่งปี นี่ถือว่าเป็นการประนีประนอมที่สุดของสมาพันธ์แล้ว
หากไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้เขาเป็นร่างสวรรค์แท้จริงและยังมีชื่อเสียงจากการสังหารชางซวนเชิง ก็น่าสงสัยว่าเขาจะยังได้รับข้อเสนอเช่นนี้อยู่หรือไม่
‘ครึ่งปี… ดูเหมือนว่าสงครามกาลังจะเกิดเร็ว ๆ นี้แล้ว… ไม่สิ มันเริ่มต้นขึ้นแล้ว ครึ่งปีให้หลังน่าจะเป็นการต่อสู้สุดท้าย!’
ดวงตาของฟางหยวนเป็นประกายราวกับเข้าใจในบางอย่างได้
“ดี!”
ผู้อาวุโสสบตากันอีกครั้ง หลังจากจัดการทุกอย่างแล้วพวกเขาก็กลับออกไปจากร่างของเด็ก ๆ
เด็ก ๆ ล้วนมึนงง หลังจากคารวะฟางหยวนแล้วพวกเขาก็ขอตัวกลับเช่นกัน
“เคล็ดการประชุมเวทย์เช่นนี้… อย่างแรกเลย พวกเขาต้องมีสิ่งให้สิงสู่อยู่ ตัวอย่างเช่น เด็ก ๆ เหล่านี้ที่พวกเขาคงจะเตรียมการอันใดเอาไว้ก่อน
แล้ว อย่างที่สอง พวกเขาไม่สามารถส่งความสามารถเข้ามาในตัวเด็ก ๆ เหล่านี้ได้มากนัก… ก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าเหล่าผุ้อาวุโสจะมีรัศมีพลังสูงส่ง แต่อย่างมากก็เทียบได้กับจ้าวแห่งฝันระดับสวรรค์มายาขั้นที่หกเท่านั้น ข้าสามารถทาลายพวกเขาทั้งหมดได้ด้วยซ้า!”
ฟางหยวนเริ่มวางแผนการล่วงหน้า “เอาละ… ภายในครึ่งปีนี้ ข้าควรจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของท่านอาจารย์ ข้าอยากรู้นักว่าสหายเก่าของท่านเป็นอย่างไรบ้าง…”
…
รัฐเยี่ย ภูเขาเมฆหยก
รัฐนี้เป็นรัฐเล็ก ๆ และมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก แต่ว่าชาวิญญาณที่ผลิตจากภูเขาเมฆหยกนั้นมีชื่อเสียงและยังได้รับการอุปถัมภ์จากราชวงศ์ต้าเฉียน ดังนั้น พวกเขาจึงดาเนินชีวิตด้วยการค้าใบชาและสามารถสร้างเมืองเล็ก ๆ อยู่รอบ ๆ ภูเขาเมฆหยกได้
ผู้ฝึกตนหลายคนนั้นตั้งรกรากอยู่ที่นี่และดาเนินชีวิตอันสงบสุข
บนถนน รถลากเทียมวัวเคลื่อนไป ฟางหยวนสวมชุดหลวมสบายและสวมหมวกไม้ไผ่เอาไว้บนศีรษะ เขาเอนตัวอยู่อย่างผ่อนคลายและเกียจคร้าน
เขาได้รับมรดกทั้งหมดจากอาจารย์ของเขา อาจารย์เหวินซิน มาแล้ว นอกจากค่ายกลดาบแปดประตูของผู้ป้องฝัน ยังมีคาอธิบายพื้น ๆ เกี่ยวกับบ้านเกิดของเขาอยู่ด้วย
‘ฉายาของข้าคือ ‘เจว๋ซิน’ ข้ามาจากภูเขาเมฆหยก รัฐเยี่ยในอาณาจักรต้าเฉียน ข้ามาจากตระกูลเยี่ยและฝึกวิชาดาบตั้งแต่ยังเยาว์ ผู้อาวุโสมอบชื่อ ‘หลี่’ ให้ข้า… ข้าบรรลุระดับอู่จงตอนอายุสิบห้า และยังสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองได้เล็กน้อย ตอนที่ข้าเดินทางไปยังรัฐต่าง ๆ ข้าได้พบกับมรดกของจ้าวแห่งฝันผู้หนึ่งเข้าตอนอายุสิบแปด ตั้งแต่นั้น ข้าก็กลายเป็นจ้าวแห่งฝันอย่างเป็นทางการและได้รับคัดเลือกเข้าสู่ราชสานักในฐานะองครักษ์มังกรซ่อน’
อาจารย์เจว๋ซินนั้นเป็นองครักษ์มังกรซ่อน ผู้คุมกฎของราชสานักต้าเฉียน!
โชคไม่ดี ฟางหยวนไม่ต้องการเดินตามรอยเท้าของอาจารย์ในเรื่องนี้ นอกจากนี้ เขายังเพียงแค่ถูกบีบให้ต้องหาผู้สนับสนุนเบื้องหลังเพราะว่าได้ไปขัดแย้งกับลัทธิบัวสวรรค์เข้า และจัดการกับความขัดแย้งนั้นผ่านสมาพันธ์แห่งอาณาจักร
หากฟางหยวนเข้าร่วมกับราชสานักกลับจะเป็นการหาปัญหาใส่ตัวมากขึ้นเพราะราชสานักนั้นไม่ถูกกับลัทธิบัวสวรรค์
“ในฐานะองครักษ์มังกรซ่อน อาจารย์ได้รับทรัพยากรจากราชสานักในการฝึกตน เขาทรงพลังเป็นอย่างยิ่งและด้วยค่ายกลดาบแปดประตูของเขา เขาสังหารคนไปมากมายนับไม่ถ้วนและจากนั้นยังสร้างความเป็นอริกับสานักชั่วร้ายทั้งสอง… หลังจากสร้างค่ายกลดาบแปดประตูสาเร็จ เขาก็
เป็นรองแต่เพียงจ้าวแห่งฝันระดับสวรรค์สูงสุด เขายังสังหารศิษย์สายตรงของปราชญ์ไปหลายคนอย่างไร้ปรานี ตั้งแต่นั้น เขาก็ได้ฉายา ‘เจว๋ซิน’…”
ฟางหยวนถอนหายใจเมื่อนึกถึงข้อมูลที่เขาได้อ่านจากที่ในมรดก
“แม้จะมีการปกป้องจากราชสานัก ข้าก็ยังมีศัตรูมากมายเกินไป เมื่อรวมกับจ้าวแห่งฝันบ้าคลั่งอีกหลายคน พวกเขาก็ทาให้เกิดหายนะที่ภูเขาเมฆหยก พวกเขาสังหารศิษย์ของอาจารย์ข้าทั้งหมดในคืนเดียวและยังทาร้ายกายเนื้อของอาจารย์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดี อาจารย์สามารถหลบหนีมาได้แต่ว่าระดับการฝึกตนของเขานั้นกลับได้รับผลกระทบรุนแรงนัก ดังนั้นราชสานักจึงเริ่มปฏิบัติต่อเขาอย่างเย็นชา… เพราะอย่างนั้น อาจารย์จึงสิ้นหวังกับองครักษ์มังกรซ่อน หลังจากสร้างความวุ่นวายให้พวกมันแล้ว เขาก็จากมาและเดินทางสู่แผ่นดินใหญ่ที่เขาได้รับอุปการะข้าเอาไว้…”
ฟางหยวนเอนหลังพิงรถม้าสีหน้านิ่งเฉยเมื่อนึกถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นั่น
เพราะอย่างนี้ หากฟางหยวนเผยค่ายกลดาบแปดประตูของเขาออกไป เขาย่อมทาให้ทั้งโลกหันดาบเข้าใส่เขาเป็นแน่!
“จ้าวแห่งฝันที่สังหารศิษย์ของอาจารย์คือเจ้าสานักไป๋เจ๋อซาน เขาเป็นที่รู้จักในนามพู่กันสวรรค์การาบมาร หลี่ชิงเมี่่ยน หลี่ชิงเมี่ยนนั้นเป็นจ้าวแห่งฝันระดับสวรรค์สูงสุด! เขามีพลังในการสร้างสิ่งต่าง ๆ ตามใจ
ปรารถนา! ด้วยพู่กันด้ามหนึ่ง เขาสามารถสร้างโลกทั้งใบ มีดอกไม้หนึ่งดอก เขาสร้างสรวงสวรรค์ได้!”
ศัตรูผู้นี้แข็งแกร่งเกินไป ถึงแม้ว่าฟางหยวนจะเป็นร่างสวรรค์แท้จริงแล้วก็ตาม
“แน่นอนว่า ข้าไม่สามารถทาอันใดต่อไป๋เจ๋อซานได้ แต่ว่า ระหว่างสงครามระหว่างห้าสานักยิ่งใหญ่และราชสานักต้าเฉียนที่กาลังจะมาถึงนี้ ข้าอาจจะสามารถฉวยสักโอกาสได้…”
ฟางหยวนถอนหายใจ “ส่วนตอนนี้ ข้าต้องปิดบังตัวตนและไปดูสถานที่ที่อาจารย์เคยพูดถึง…”
หลบซ่อนและลงมือเมื่อศัตรูปรากฏตัวนั้นเป็นแนวทางที่จ้าวแห่งฝันล้วนตระหนัก
คนของตระกูลเยี่ยของท่านอาจารย์นั้นหนีหายไปหมดแล้ว พวกเขาใช้เคล็ดวิชาลับป้องกันการทานายทายทักและยังเปลี่ยนชื่อแซ่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา
จนกระทั่งตอนนี้ ก็ยังคงมีผู้รอดชีวิตสายเลือดตระกูลเยี่ยอยู่
ขณะรถลากเทียมวัวเคลื่อนที่ไป ฟางหยวนก็มาถึงเมืองใหญ่ในเวลาไม่นาน
นี่คือเมืองเมฆหยกที่ครั้งหนึ่งตระกูลเยี่ยอาศัยอยู่
ฟางหยวนแต่งตัวแบบพ่อค้า ขยับกล้ามเนื้อเล็กน้อยแล้วก็เปลี่ยนรูปลักษณ์ไป ใช้รูปลักษณ์ของพ่อค้าใบชาวิญญาณที่มาจากรัฐอื่น หลังจากเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย เขาก็ไปถึงฝั่งตะวันออกของเมือง
บริเวณนี้นั้นต่างไปจากส่วนที่เหลือ มันมีภูมิประเทศเปลี่ยนไปยังเชื่อมต่อกับทะเลสาบ มีพืชพรรณหลากชนิดปลูกไว้ที่นี่ด้วย เป็นทิวทัศน์ที่พื้นที่อื่นของเมืองไม่มี
“ที่นี่… น่าจะเป็นที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย…”
มองทะเลสาบใสราวผลึกแล้วฟางหยวนก็รู้สึกอารมณ์ต่าง ๆ ท่วมท้นขึ้นมา
เมื่อพบว่ามีร้านน้าชาเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เขาก็เดินตรงไปและสั่งชาหนึ่งกา
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ชาวิญญาณ แต่เพราะว่ามันอยู่ใกล้กับภูเขาเมฆหยกจึงสามารถอวดโอ่ถึงคุณภาพและกลิ่นหอมของชาได้
“ชาดี!”
ฟางหยวนทาท่าประหลาดใจ ดวงตาเป็นประกาย
“ฮ่าฮ่า… ถึงแม้ว่าชาของข้าจะเทียบกับชาวิญญาณไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นชาที่ดีที่สุดในบรรดาชาทั่วไป วิชาชงชาของข้านั้นก็ฝึกฝนมานานปีตอนที่ยังทางานอยู่กับร้านชาของตระกูลเยี่ย ในบรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักชงชาแล้ว ข้าก็เป็นหนึ่งในสุดยอดฝีมือเหมือนกัน…”
เจ้าของร้านที่มีผมสีดอกเลาทั่วศีรษะแล้ว เขามองไปที่ไกล ๆ เหมือนนึกถึงบางอย่าง “โชคร้ายนัก… ตระกูลเยี่ยถูกทาลายลงภายในค่าคืนเดียวและป่าชาก็ถูกเผา กระทั่งเมืองเมฆหยกกึ่งหนึ่งยังถูกทาลาย นั่นเป็นค่าคืนที่เลวร้ายที่สุด…”
ฟางหยวนรับฟังเงียบ ๆ ขณะดื่มชาของตัวเองด้วยท่าทางสงบ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็วางเหรียญเงินเอาไว้บนโต๊ะแล้วจากไป