Carefree Path of Dreams - ตอนที่ 344
344: อาณาจักรใหม่
บนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ดวงโต
ขณะที่แสงอาทิตย์แผดกล้าส่องลงมายังพื้นดิน ฟางหยวนก็หรี่ตาและเหยียดมือขวาออกมาบังเงาป้องตาไว้
รอบตัว มีดอกไม้มากมายอยู่ทุกที่และยังมีเสียงนกร้องดังมา ยังมีกลิ่นหอมอ่อนจางลอยอยู่ในอากาศ
ที่ใต้ร่างของเขานั้นนุ่ม ฟางหยวนพบว่าร่างใหม่ของตัวเองนั้นนอนอยู่บนหญ้าหย่อมหนึ่ง
“หยวน!”
เสียงหนึ่งดังใกล้เข้ามา ตามมาด้วยเงาร่างของแม่นางน้อยผู้หนึ่ง
นางสวมเสื้อผ้าที่ทามาจากหนังสัตว์และหญ้า และยังปกปิดเพียงแค่ครึ่งร่างของนางเท่านั้น เผยให้เห็นแขนและขา เพราะแขนและขาอยู่นอกร่มผ้าเกือบตลอดเวลาจึงมีสีน้าตาลอย่างสุขภาพดี นางดูคล้ายเสือดาวตัวเมีย ดุดัน สง่างาม มีเสน่ห์ และยังอันตราย
“หยวน? นางเรียกข้างั้นหรือ?”
ฟางหยวนลุกขึ้นและความทรงจาผุดพรายขึ้นภายใต้สัมปชัญญะของเขา
“แคว้นต่าง ๆ… เผ่าของข้า… นักรบ… หยวน! นี่คือตัวตนใหม่ของข้างั้นหรือ?”
ขณะที่เจตจานงเวทย์ของเขาสั่น ฟางหยวนก็มองเห็นตัวเองจากที่ปลายสายตา
เขาคือชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปี ดวงตากลมโตและรูปร่างสูงใหญ่ เขาสวมหนังสัตว์เช่นกันและยังแขวนดาบทองแดงเล่มหนึ่งไว้ที่ข้างเอว
อืม อาณาจักรนี้ยังดูอายุน้อยและยังไม่พัฒนานัก ผู้คนส่วนมากอาศัยอยู่เป็นเผ่าและงานฝีมือยังพื้นฐานเป็นที่สุด ถึงแม้ว่าฟางหยวนจะมีเพียงดาบทองแดง แต่มันก็เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะของเขา มีเพียงนักรบแข็งแกร่งในเผ่าที่มีคุณค่าพอให้ถือดาบ
“เจ้ามานอนเกียจคร้านอยู่ที่นี่อีกแล้ว!”
แม่นางน้อยที่คล้ายเสือดาวไต่โขดหินขึ้นมาและย่นจมูกอย่างไม่ยินดีนัก
“อาหะ…”
ฟางหยวนเหยียดร่างออกแล้วลุกขึ้นยืน “มีอะไรรึ? เว่ย?”
คนส่วนมากในอาณาจักรนี้มีชื่อพยางค์เดียว มันให้ความรู้สึกโบราณจริง ๆ
“หัวหน้าเผ่าเรียกประชุม รีบเข้า!”
แม่นางที่ชื่อเว่ยเร่งฟางหยวน “เพราะน้าหลาก พวกเราต้องย้ายถิ่นเป็นครั้งที่สามแล้ว…”
“น้าหลาก? เอาละ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
ในฐานะนักรบผู้หนึ่ง ฟางหยวนนั้นมีหน้าที่ปกป้องเผ่าของตนเอง เขารีบปัดหญ้าออกจากเส้นผมและก้าวยาว ๆ ออกไป “ไปกันเถอะ!”
แม่นางน้อยเดินตามมาและทั้งสองคนก็เร่งฝีเท้าไปราวกับสายลม ร่างกายของพวกเขานั้นแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ทาให้ฟางหยวนตกใจ
สภาพร่างกายของคนในต้าเฉียนนั้นก็ยอดเยี่ยมมากแล้ว แต่ว่าคนในอาณาจักรนี้กลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า ทุก ๆ คนนั้นมีทักษะมากพอที่จะฆ่าเสือหรือเสือดาวได้ และนี่ไม่ใช่เพราอาณาจักรนี้เหนือกว่า แต่เป็นเพราะการปรับตัวเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทุรกันดารในอาณาจักรนี้
‘นี่เทียบได้กับการที่คนผู้หนึ่งแรกเริ่มนั้นมีอายุขัยหนึ่งร้อยห้าสิบปี แต่ด้วยสภาพแวดล้อมอันลาบากยากเข็ญกว่าทั่วไปถึงสามเท่า ก็นับว่าโชคดีแล้วหากจะมีชีวิตอยู่ได้ห้าสิบปี!’
มองร่างกายอันเปล่งชีวิตชีวาของเว่ยแล้วฟางหยวนก็สงสัย “โลกนี้เพิ่งเริ่มต้น? ด้วยเสื้อผ้าเช่นนี้และฟืนไฟที่ยังไม่พัฒนานัก… โชคร้าย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับพวกเราในตอนที่เพิ่งพัฒนาอย่างช้า ๆ ใครจะรู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือร้ายสาหรับพวกเขา…”
ที่ตีนเนินเขานั้นเป็นที่ตั้งของเผ่าของเขา— เผ่าชางหยาง
บ้านเรือนสร้างจากหวายและหิน และดูเหมือนจะถล่มลงมาได้เพียงแค่สายลมพัดผ่านเบา ๆ บ้านเรือนกระจายกันไปในรูปแบบของหมู่บ้าน รอบ ๆ หมู่บ้านมีไร่นาที่ปลูกข้าวเอาไว้ พวกเขายังใช้อุปกรณ์และวิธีพื้นฐานในการทานา
ผู้ชายจะออกไปล่าสัตว์และผู้หญิงทาไร่นา เด็ก ๆ เล่นอยู่ในไร่นาหรืออาจจะช่วยเหลือทางานบ้าง และยังมีคนแก่น้อยมาก นี่เป็นการยืนยันการคาดเดาของฟางหยวน
“หยวน! พวกเรากาลังรอเจ้าอยู่เลย!”
ทันทีที่ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเห็นฟางหยวน ดวงตาของเขาก็เป็นประกายขณะเริ่มตีกลองที่อยู่ในมือตัวเอง
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้คนกว่าสามสิบคนก็เริ่มมารวมกันที่รอบ ๆ และนั่งลงภายในบ้านของหัวหน้าเผ่า
หัวหน้าเผ่านั้นมีสิ่งต้องรับผิดชอบดูแลอย่างมาก ถึงแม้จะเป็นผู้นา แต่เขากลับไม่มีทรัพย์สมบัติมีค่าและบ้านของเขาก็ใหญ่กว่าคนอื่นเพียงเพราะเพื่ออานวยความสะดวกในการประชุมและปรึกษาหารือกัน ทุกคนนั่งอยู่บนพื้นและมีกองไฟเล็ก ๆ จุดไว้ที่ตรงกลาง ที่บนกาแพง มีเชือกขมวดปมแขวนอยู่รอบ ๆ และยังมีรอยแกะสลักที่น่าจะเป็นตัวอักษรจานวนมาก นับเป็นการตกแต่งของห้องนี้
ฟางหยวนรู้ว่าทั้งหมดนี้น่าจะเป็นวิธีการบันทึกข้อมูล
เป็นที่รู้กันว่าคนสมัยโบราณนั้นใช้การขมวดปมเพื่อบันทึกข้อมูล ที่นี่นั้นมีการพัฒนามากกว่านั้นเล็กน้อยและยังเริ่มมีการใช้อักษรแล้ว แต่ในหนังสือประวัติศาตร์นั้นยังมีวิธีการอื่น ๆ ที่ใช้ในการจดบันทึกอยู่อีก
“ในเมื่อทุกคนมาอยู่ที่นี่แล้ว ข้าแน่ใจว่าทุกคนรู้จุดประสงค์ของการประชุมครั้งนี้…”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเดินไปที่ตรงกลาง เขาคือ หยาง ผู้นาเผ่าชางหยาง!
เขาอายุราวสามสิบปี มีผิวสีน้าตาล เขายังมีรอยแผลเป็นเต็มไปหมดและยังมีประกายสีแดงทึบอยู่ที่ผิว แสดงถึงอานาจและความสามารถสูงสุดของเขา
ในฐานะหัวหน้าเผ่า เขาย่อมมีความสามารถในการต่อสู้สูงและยังมีประสบการณ์ที่ทาให้สามารถนาทุกคนรอดอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมอันลาบากนี้!
หยางเริ่มพูด “หลายวันมานี้… แม่น้าที่อยู่ใกล้พวกเราที่สุดเริ่มไหลเชี่ยวแล้ว ข้าส่งคนที่ว่ายน้าเก่งที่สุดของพวกเราไปตรวจสอบดู เขารายงานว่าระดับน้าสูงขึ้นประมาณหนึ่งช่วงตัวคน หากพวกเรายังไม่อพยพ น้าที่มากเกินไปนี้อาจจะหลากท่วมผืนดินนี้และทาลายเผ่าของเราในปีหน้า!”
“จาเป็นต้องอพยพจริง ๆ หรือ?”
ถึงแม้จะมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง พวกเขาทั้งหมดหากไม่ใช่นักรบก็เป็นกลุ่มผู้นาเผ่า เป็นผู้มีพลัง ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังลังเลขณะพูด “มันไม่ใช่
เรื่องง่ายที่จะหาที่ที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ที่ไม่มีสัตว์ป่าดุร้ายและเผ่าอื่น!”
“พวกเราต้องลงแรงและทรัพยากรอีกมากหากต้องอพยพอีกครั้ง!”
“แต่พวกเราจะทาอย่างไรได้หากไม่อพยพ? คอยมองน้าในแม่น้าทาลายบ้านของเรา ซัดพาคนที่พวกเรารักไปอย่างนั้นหรือ?”
…
ในเผ่าถือเสียงข้างมาก ดังนั้น ต่อให้เป็นหัวหน้าเผ่าก็ไม่มีอานาจตัดสินใจ ดังนั้น คนในเผ่าจึงเริ่มโต้เถียงกัน
“แค่ก แค่ก…”
เมื่อเห็นเช่นนี้ หยางก็โบกมือและหยุดการโต้เถียงเผ็ดร้อน “แล้วก็… เผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในที่ราบ เผ่าเซี่ย ก็ได้ส่งผู้ส่งสารมาที่นี่เพื่อพูดคุยเรื่องปัญหาน้าหลาก หยวน! ข้ามอบหมายเรื่องต้อนรับผู้ส่งสารให้เจ้า!”
“ได้ขอรับ!”
ฟางหยวนตกใจเมื่อจู่ ๆ ชื่อของเขาก็ถูกขานขึ้น แต่ว่าเขาก็ตอบรับโดยไม่ลังเล
“แล้วค่อยสรุปว่าจะอพยพหรือไม่หลังจากพบผู้ส่งสารแล้ว ทุกคนกลับไปได้!”
…
ที่ด้านนอกบ้านมุงจากมีรั้ว ในบ้าน นอกจากหนังสัตว์และฟางข้าวกองเอาไว้ก็ไม่มีอย่างอื่นอีก
เห็นอย่างนี้แล้วฟางหยวนก็ยิ้มแหย “นี่ข้า… จนถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
เขาไม่สนใจเรื่องนี้ไปก่อนได้ เขานาเอาอาหารที่ได้รับปันส่วนออกมา มีกระต่ายครึ่งตัวกับผลไม้อีกเล็กน้อย เขาเริ่มกินผลไม้ ก่อกองไฟเพื่อย่างกระต่าย
“อาณาจักรนี้…”
ขณะที่เขากิน ข้อมูลสาคัญเกี่ยวกับอาณาจักรนี้ก็ปรากฏขึ้น
“อาณาจักรนี้ สมาพันธ์แห่งอาณาจักรเรียกว่า ‘อาณาจักรโบราณ’ มันเต็มไปด้วยพลังแห่งอาณาจักรที่หนาแน่นและเป็นรองเพียงอาณาจักรต้าเฉียน… นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่า ปราชญ์ผู้นาสมาพันธ์แห่งอาณาจักรนั้นเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากอาณาจักรนี้ให้ตนเองได้มากพอที่จะขึ้นเป็นปราชญ์เลยทีเดียว! แน่นอนว่า… นี่เป็นเพียงข่าวลือหนึ่งเท่านั้น”
“แต่ว่า มันกลับน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ข่าวลือบอกว่าตอนที่ปราชญ์ผู้นั้นมาถึงอาณาจักรนี้ เขาเข้าครอบครองร่างของหัวหน้าเผ่า ‘กู่’ และเริ่มสงครามกับแม่มดเผ่าจิ่วลี่ คนในเผ่าจิ่วลี่นั้นชาญฉลาดมาก หัวหน้าเผ่าของพวกเขา ‘อู่’ นั้นมีสามหัวหกกร หัวแข็งราวทองแดง หน้าผากทาจากโลหะ เขาฟันแทงไม่เข้าและยังกินโลหะเป็นอาหาร เขามีความสามารถอันไร้ที่เปรียบ นอกจากนี้ ยังมีแม่มดตนอื่นในเผ่า ทั้งเจ้าแห่งลมและฝนที่สามารถควบคุมสภาพอากาศได้”
“เดิมที เผ่าชางหยางนั้นเกือบจะถูกกาจัดแล้ว ในตอนนั้น ปราชญ์ยังไม่ได้บรรลุสู่ระดับสวรรค์สูงสุด แต่ก็ยังคงมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เขาสามารถปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและสร้างมังกรและจิตวิญญาณแห่งไฟช่วยเขาสังหารเจ้าแห่งลมและฝนก่อนที่จะตัดหัวอู่ด้วยตัวเอง… เมื่อไม่มีหัว เลือดที่ไหลจากตัวอู่ก็กลายเป็นป่าเฟิง เขากวัดแกว่งดาบทองแดงของตนอยู่อีกเจ็ดวันทั้งที่ปราศจากศีรษะก่อนที่จะตายตกไป…”
หลังจากคิดแล้ว ฟางหยวนก็มีท่าทีเคร่งขรึมขึ้น
มันมีบันทึกของอาณาจักรอื่น “… ฉีโหยวโจมตีราชา เพื่อแก้แค้น ราชานาสงครามไปถึงแคว้นจี ฉีโหยวเชิญเจ้าแห่งลมและฝนมาสร้างพายุ จากนั้นราชาก็เชิญเทพนาม ‘ปิศาจแห้งแล้ง’ มาหยุดฝนและสังหารฉีโหยว!”
“ความคล้ายคลึงกันนี้เป็นเพราะว่า ทุกอารยธรรมล้วนเป็นเช่นนี้ หรือว่า ความฝันคือความจริงและความจริงก็คือความฝันกันแน่?”
ด้วยความคล้ายคลึงกันเช่นนี้ ฟางหยวนจึงเริ่มคิดถึงบางอย่าง “เป็นไปได้ไหมว่า… ความก้าวหน้านั้นนาไปสู่การกลายพันธุ์?”
แน่นอนว่า ไม่มีข้อมูลในส่วนนั้น
กู่เอาชนะอู่ได้สาเร็จและกลายเป็นผู้นาแห่งอาณาจักรนี้ จากนั้นเขาก็ดารงตาแหน่งผู้นาของตนเองและออกเดินทางไปทั่วอย่างอิสระมากกว่าเดิม
จากนั้นเป็นต้นมา ตาแหน่งผู้นาก็สืบทอดมาอีกเจ็ดชั่วอายุก่อนที่จะมาถึงคราวของเซี่ย
ในตอนนี้ ทั้งอาณาจักรนั้นกาลังเกิดภัยพิบัติน้าหลากและผู้คนล้วนลาบาก ดังนั้น เซี่ยจึงเริ่มศึกษาสภาพน้าและควบคุมเหล่าปิศาจทั่วทั้งอาณาจักร ด้วยวิธีนี้ เขาจึงขยายอิทธิพลไปทั่วทุกแห่งและยังครองตาแหน่งราชาของแคว้น หลังจากนั้น เขาก็รับทองคาจากทั้งเก้าแคว้นและยังหม้อโอสถเก้าใบเป็นสัญลักษณ์ว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นชะตาฟ้าลิขิตของเขา
เซี่ยน่าจะเป็นร่างต้น ที่ปราชญ์แห่งสมาพันธ์แห่งอาณาจักรเข้าครอบครอง!
นี่หมายความว่าหลังจากกู่จากไป ปราชญ์ผู้นี้ก็กลับมาที่อาณาจักรนี้อีกครั้งเพื่อเก็บเกี่ยวพลังจากที่นี่มากขึ้น!
“อาณาจักรนี้เป็นสถานที่ที่ถูกเก็บเกี่ยวและมาเยือนก่อนแล้ว…”
ฟางหยวนดูจะงุนงงไปเล็กน้อย
พูดให้เข้าใจโดยง่าย รางวัลของอาณาจักรนี้นั้นถูกฉวยไปตั้งนานแล้ว ดังนั้น จึงเหลืออะไรให้เก็บเกี่ยวอีกไม่มาก
“นี่ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น… ใช่หรือไม่?”
ฟางหยวนรู้สึกถึงวี่แววความไม่พอใจในใจตัวเอง
เขารีบย่างกระต่ายให้เสร็จและเดินออกไปจากเผ่า
“ค่าสถานะ!”
เจตจานงเวทย์ของเขาสั่น ค่าสถานะใหม่ปรากฏขึ้น
“ชื่อ: ฟางหยวน
พลังกาย: 2 (48.0)
พลังลมปราณ: 2 (48.0)
พลังเวทย์: 30 (60.0)
สายวิชา: ผู้ป้องฝัน
การฝึกตน: สวรรค์มายา (???), อู่จง (???)
วิทยายุทธ์: [อินทรียักษ์กายาเหล็ก (???)], ร่างทองคาร้อยพิษ (???), [ค่ายกลดาบแปดประตู (???)]
ทักษะ: [การรักษา (ระดับ 3)], [การดูแลพืช (ระดับ 5)]”
“อาณาจักรนี้ถูกพิชิตไปแล้วและยังเป็นประโยชน์เก็บเกี่ยวต่อจ้าวแห่งฝันของสมาพันธ์แห่งอาณาจักร มันน่าสนใจว่าข้ากลับยังสามารถคงระดับพลังเวทย์กึ่งหนึ่งเอาไว้ได้!”
“ด้วยความช่วยเหลือของค่าสถานะคงที่ของข้า มันจะใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งหรือสองวันเท่านั้นในการเรียกคืนค่าสถานะอื่น…”
ฟางหยวนไปถึงที่ชายป่าและมองลึกเข้าไปข้างใน
“โฮก! โฮก!”
ในตอนนี้เอง ผืนหญ้าสั่นสะเทือน เสือร้องคาราม และเสือเขี้ยวดาบตัวหนึ่งก็กระโจนออกมา
“อาหารมื้อต่อไปของข้าอยู่ตรงนี้แล้ว!!”
เห็นอย่างนี้ฟางหยวนก็ไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับยินดี