The Ultimate Student สุดยอดนักเรียนสมองอัจฉริยะ - บทที่ 362 - 363
“นายพูดว่าไรนะ!”
จี้เจิ้นผิงขมวดคิ้วมองจี้เฟิงด้วยความประหลาดใจและอดถามไม่ได้ว่า “เสี่ยวเฟิง นายจะตามหาพวกเขาทำไม หรือว่านายจะรับพวกเขามาอยู่ด้วย?”
คำถามของจี้เฟิงทำให้จี้เจิ้นผิงตกใจเด็กคนนี้ขอร้องให้เขาบอกข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนแรกของพี่ใหญ่ แล้วขอร้องให้เขาช่วยส่งคนไปตามหาเธอ!
หลังจากที่จี้เฟิงตบหน้าญาติสาขารองอย่างแรงในวันนั้นเป้าหมายคนต่อไปของเขาก็คือลูกคนแรกของพี่ใหญ่! และนั่นก็เป็นพี่น้องแท้ๆที่มีพ่อคนเดียวกัน!
จี้เฟิงกลัวว่าผู้ที่มีสิทธิ์ในตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นที่3 จะโผล่มาและมาแย่งชิงกับเขา ดังนั้นเขาจึงต้องการที่จะเป็นฝ่ายลงมือก่อน มันเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมที่โหดเหี้ยมมาก! เมื่อได้ยินคำถามของจี้เฟิงนี่คือสิ่งแรกที่จี้เจิ้นผิงนึกถึง!
แต่ไม่นานจี้เจิ้นผิงก็ต้องปฏิเสธความคิดนี้แม้ว่าจี้เฟิงจะโหดเหี้ยมเด็ดขาด แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่จะระรานคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล ถ้าเป็นคนรอบข้าง จี้เฟิงมักจะปฏิบัติตัวดีด้วยเสมอ แต่ถ้าปฏิบัติต่อศัตรู อันนี้ก็ค่อยว่ากันใหม่
ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าจี้เจิ้นผิงจะไม่ได้ติดต่อกับจี้เฟิงบ่อยๆ แต่เขาก็รู้จักนิสัยของจี้เฟิงดีในระดับหนึ่ง จี้เฟิงก็ไม่ใช่คนประเภทที่โหดร้ายจนถึงขนาดลงมือกับครอบครัวตัวเองอย่างแน่นอน!
แล้วจี้เฟิงจะถามเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร
จี้เฟิงยิ้มอย่างขมขื่น“อาสามครับ… ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ ดูเหมือนว่าผมจะกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาอาไปแล้วสินะเนี่ย…”
จี้เฟิงมีความรู้สึกที่เฉียบคมต่อการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าและอารมณ์ของผู้อื่นโดยเฉพาะแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันยิ่งหนีไม่พ้นสายตาของเขา
วินาทีต่อมาดวงตาของจี้เจิ้นผิงก็ฉายแววระแวดระวังทำให้จี้เฟิงประหลาดใจ
“นายบอกมาก่อนว่านายจะเอาข้อมูลของเธอไปทำไม”ถึงแม้จี้เจิ้นผิงจะเชื่อว่าจี้เฟิงไม่ได้โหดร้ายถึงขนาดจะทำร้ายครอบครัวของตัวเอง แต่เขาก็รู้สึกว่ายังไงเรื่องนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจให้ชัดเจน
จี้เฟิงแบมือแล้วพูดว่า“ตอนนั้นเป็นเพราะผู้อาวุโสเฒ่าเธอถึงได้จากไป อาสามว่าเราไม่ควรจะตามหาเธอเหรอครับ” จี้เฟิงทำหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อยและกล่าวต่อว่า “และที่ยิ่งไปกว่านั้นเธอมีลูก ลูกที่มีสายเลือดตระกูลจี้ แน่นอนว่าถ้าเธอมีชีวิตที่สุขสบายดี และไม่อยากให้ใครมารบกวนเธอ ผมจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ แต่ถ้าเธอมีชีวิตที่ไม่ดีเหมือนอย่างผมกับแม่ ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือพวกเขาและทำให้พ่อของผมได้บรรลุความปรารถนานี้!”
จี้เจิ้นผิงจ้องมองเขาไปในดวงตาของจี้เฟิงเขาสามารถมองเห็นถึงความคิดที่แท้จริงที่อยู่ในใจได้จากแววตาของจี้เฟิง ในที่สุดเขาก็พบว่าในสายตาของจี้เฟิงนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าความจริงใจ
เขาอดหัวเราะอย่างโล่งใจไม่ได้“เจ้าเด็กคนนี้ ยังถือว่ามีมโนธรรมอยู่บ้าง!”
จี้เฟิงตกใจ“ห๊ะ! แล้วเมื่อก่อนอาสามคิดว่าผมเป็นคนยังไงเนี่ย? คิดว่าผมเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมเลยเหรอครับ… นี่อาสามเหมือนกำลังด่าผมอยู่เลย”
จี้เจิ้นผิงถลึงตาใส่เขาทันที“ทำไม ฉันด่านายบ้างไม่ได้หรือไง?”
“ครับๆได้สิครับยังไงคุณอาก็เป็นผู้อาวุโส การดุด่าผู้น้อยเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว!” จี้เฟิงลูบจมูกและยิ้มอย่างขมขื่น อาสามนี่ช่างแถได้อย่างไร้ยางอายจริงๆ อย่างไรก็ตามจี้เฟิงไม่กล้าพูดความคิดนี้ออกไป ไม่เช่นนั้นถ้าไม่ถูกอาสามทุบตีก็คงจะแปลกแล้ว!
“ฮ่าฮ่า!!”จี้เจิ้นผิงหัวเราะเสียงดังพร้อมกับตบไหล่จี้เฟิงอย่างแรง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไอ้หนู อย่าโทษฉันที่เป็นคนคิดมากเกินไปเลย จริงๆแล้วเป็นเพราะเรื่องแบบนี้ฉันเคยเห็นมานักต่อนักแล้ว พอได้ยินแบบนี้ฉันก็ต้องกลัวไว้ก่อนน่ะสิ!”
มันเป็นแบบนี้นี่เอง
จี้เฟิงตระหนักได้ทันทีไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสายตาที่อาสามมองเขาเมื่อครู่นี้ถึงได้ดูระแวดระวังเป็นพิเศษ อาสามคงคิดว่าเขาต้องการเป็นฝ่ายลงมือก่อน เพื่อเป็นการกำจัดเสี้ยนหนามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
จี้เฟิงกลอกตาอย่างช่วยไม่ได้ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“อาสามแบบนี้ไม่ได้เรียกว่าคิดนะครับ แต่ต้องเรียกว่ามองโลกในแง่ร้ายสุดๆไปเลยต่างหาก ที่ผ่านมาอาสามมองผมเป็นคนยังไงกันแน่เนี่ย…” จี้เฟิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์
ไม่ว่าใครก็ตามที่จู่ๆก็ถูกสงสัยว่าเป็นคนชั่วเป็นคนที่โหดร้ายจนไม่สามารถให้อภัยได้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกไม่พอใจ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอาของเขาก็ตาม “ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนที่เธอจากไป ลูกในท้องของเธอเป็นเด็กผู้ชายหรือผู้หญิงก็ไม่รู้ หรือต่อให้เป็นผู้ชาย ฉันจำเป็นจะต้องกลัวเขามาแย่งตำแหน่งด้วยเหรอ ทำไมไม่คิดว่าเราควรจะร่วมมือกันล่ะ ทำไมต้องตั้งตัวเป็นศัตรูอย่างเดียวด้วย?”
ในความเป็นจริงจี้เฟิงเองก็ไม่ได้สนใจตำแหน่งผู้นำตระกูลมากนักแต่เหตุผลที่เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่เพื่อเป็นผู้นำของตระกูล แต่เพื่อช่วยให้พ่อของเขาได้ผ่อนคลายความกดดันลงมาบ้าง และทำให้แม่ของเขาสบายใจขึ้น และอยู่ที่นี่ได้โดยที่ไม่มีใครกล้ามาดูถูกอีก!
ส่วนผู้นำตระกูลรุ่นที่สามจะเป็นใครเขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก จะเป็นตัวเขาเองก็ดี หรือจะเป็นพี่ใหญ่จี้ช่าวตงก็ไม่ติด ขอเพียงแค่สามารถนำพาตระกูลไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ จี้เฟิงก็พร้อมที่จะสนับสนุน
แล้วถ้าเขาตามหาผู้หญิงคนเก่าของพ่อจนเจอแล้วพบว่าลูกของเธอเป็นผู้ชาย จี้เฟิงก็ไม่ติดอะไรหากจะต้องมอบตำแหน่งนี้ให้กับเขา
ด้วยความสามารถอย่างจี้เฟิงทำไมเขาจะต้องต่อสู้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตำแหน่งผู้นำตระกูลด้วย
เขาจ้องไปที่จี้เจิ้นผิงด้วยแววตาเจ็บปวดปนกับความโกรธเคืองอาสามคิดว่าเขาเป็นคนโหดร้ายที่น่ารังเกียจแบบนั้น… ช่างน่าผิดหวังจริงๆ
“เจ้าเด็กตัวแสบทำไมจ้องฉันแบบนั้น อยากมีเรื่องเหรอ?!” จี้เจิ้นผิงรู้สึกไม่สบายใจกับสายตาของจี้เฟิงที่จ้องมองมา เขาจึงได้แต่พูดดุๆข่มออกไปเพื่อแสดงบารมีในฐานะอา
“ช่างเป็นคนที่ไร้เหตุผลจริงๆ!”จี้เฟิงพูดเบาๆพร้อมกับเบ้ปาก และไม่พูดเรื่องนี้อีก เขาถามเข้าประเด็นอีกครั้งว่า “อาสาม บอกข้อมูลที่จำเป็นของป้าคนนั้นมาก็พอ ผมรับปากว่าถ้าความเป็นอยู่ของพวกเขาสุขสบายดี ผมจะไม่รบกวนพวกเขาอย่างแน่นอน!”
“นิสัยของนายเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นฉันเชื่อใจนายอยู่แล้วหน่า!” จี้เจิ้นผิงส่งบุหรี่ให้จี้เฟิงมวนหนึ่งแล้วพูดขึ้นมาว่า “ในตอนนั้นฉันเองอายุยังไม่ถึงยี่สิบดีเลยมั้ง แถมเป็นวัยที่กำลังเกเรทีเดียว ก็เลยไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก จนกระทั่งเธอจากไปแล้ว ฉันถึงเพิ่งจะรู้เรื่องรู้ราวกับเขา!”
จี้เฟิงไม่ได้ตอบอะไรเขาเพียงแค่รับฟังเรื่องที่จี้เจิ้นผิงเล่าอย่างเงียบๆ
“ป้าของนายเธอชื่อ หลีเยี่ยฉิน ในตอนนั้นดูเหมือนว่าเธอจะเป็นหัวหน้าแผนกของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในหยานจิง ส่วนบ้านเกิดของเธอเหมือนจะอยู่ในภูเขาหรือ…” จี้เจิ้นผิงขมวดคิ้วพยายามคิดทบทวนอย่างละเอียด “เฮ้อ ฉันเองก็จำรายละเอียดไม่ได้แล้ว เท่าที่พอจะนึกออกก็มีเพียงแค่นี้นี่แหละ!”
“หลีเยี่ยฉินจากเขตภูเขาเคยทำงานที่ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของหยานจิง…” จี้เฟิงขมวดคิ้ว “อาสามครับ… อาบอกข้อมูลแค่นี้มันก็แทบไม่ต่างจากอาไม่บอกอะไรเลย! ประเทศจีนกว้างใหญ่ขนาดนี้ แต่อาเล่นให้ข้อมูลมาแบบนี้ แม้แต่บ้านเกิดก็ยังไม่รู้ แล้วจะให้ผมไปหาจากไหนดีล่ะ!”
“นายก็พูดไม่คิด!”จี้เจิ้นผิงแค่นเสียง “แล้วนายคิดว่าฉันรู้แต่ฉันกั๊กไม่ยอมบอกนายทั้งหมดหรือยังไง!”
จี้เฟิงยิ้มอย่างขมขื่นและกล่าวว่า“อย่างน้อยอาก็ต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สักหน่อยไม่ใช่เหรอ อาคิดว่าในประเทศจีนมีกี่คนที่ชื่อหลีเยี่ยฉินที่มาจากพื้นที่เขตภูเขา ผมว่าอย่างน้อยไม่แปดร้อยก็พันคนอ่ะ!”
“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ได้มาง่ายดายขนาดนั้น!”จี้เจิ้นผิงแค่นเสียงฮึดฮัด “แต่ในทางกลับกัน มันก็ไม่มีอะไรที่นายจะทำไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับว่านายจริงใจและตั้งใจที่จะทำมันมากแค่ไหน! แต่พูดกันตามหลัก นายเป็นคนพูดเรื่องนี้ออกมาก่อนก็ดีเหมือนกัน เพราะดูๆแล้วนายเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด ครั้นจะให้พ่อกับแม่นายเป็นฝ่ายออกหน้าก็คงจะไม่เหมาะ แล้วในตอนนี้ถ้าพวกเขาต้องอยู่กันอย่างยากลำบากจริงๆ ถ้านายตามหาพวกเขาพบเร็วขึ้นหนึ่งวันพวกเขาก็จะทนทุกข์ทรมานน้อยลงไปอีกหนึ่งวันเช่นกัน!”
“อาสามทำไมต้องพูดจนกดดันผมขนาดนั้นด้วยล่ะ!” สิ่งที่อาสามพูดทำให้จี้เฟิงรู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย มันทำให้เขานึกถึงชีวิตของเขาและแม่เมื่อก่อน “แต่อาสามไม่ต้องห่วง ไม่ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน ผมจะพยายามหาพวกเขาให้เจออย่างแน่นอน!”
แววตาของจี้เจิ้นผิงฉายแววชื่นชมเขาหัวเราะหึหึ “ไอ้หนู ถึงแม้ข้อมูลที่ฉันมีจะไม่มาก แต่การจะหาเธอจากข้อมูลเท่านี้มันไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่นายคิดหรอกนะ…”
ดวงตาของจี้เฟิงเป็นประกายด้วยความหวังขึ้นมาทันที“ยังไงเหรอครับ”
“ทะเบียนบ้าน!”จี้เจิ้นผิงพูดออกมาสองคำอย่างช้าๆและชัดๆ
ทันใดนั้นจี้เฟิงก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีเขาลุกยืนขึ้นทันที “ใช่! ที่สถานีตำรวจมีแผนกทะเบียนบ้านอยู่ ถ้าไปตามหาจากทะเบียนบ้านที่อยู่ที่นั่นก็น่าจะเจอ!” แต่ไม่นานนักคิ้วของจี้เฟิงก็ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง“ไม่สิ ผมเคยได้ยินมาว่าการจะตรวจสอบทะเบียนบ้านของคนอื่นจะต้องได้รับอนุญาตบางอย่าง หรือจะใช้อิทธิพลของตระกูลจี้ไปตรวจสอบ พ่อจะต้องรู้และเขาจะต้องตกใจมากแน่ๆ!”
จี้เจิ้นผิงแค่นเสียง“ดูเหมือนว่านายจะลืมใครบางคนไปนะ!” เขาพูดพร้อมกับชี้ไปข้างนอก “คนที่เพิ่งถูกพาไปแผนกรักษาพยาบาลเมื่อกี้นี้ไง!”
“พี่รองน่ะเหรอ”จี้เฟิงเข้าใจทันที “อาสามจะบอกว่า ให้พี่รองพาผมไปตรวจสอบเหรอ?”
“อื้ม!”จี้เจิ้นผิงยิ้ม “เมื่อก่อนพี่รองของนายไม่ธรรมดา ความเสเพลของเขาในหยานจิงเรียกได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร เส้นสายของเขาในหยานจิงไม่ใช่สิ่งที่นายจะจินตนาการได้ อย่าคิดว่าตระกูลเฉียวมากระโดดโลดเต้นต่อหน้าเขาได้จะทำให้เขาดูเป็นรอง นั่นมันเป็นกรณีพิเศษและเป็นบางคนเท่านั้น พวกเด็กเสเพลส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเขา นอกจากนี้พี่รองของนายจะรู้จักกับผู้คนมากหน้าหลายตาหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อนของเขาเยอะมากจึงทำให้เส้นสายของไม่ใช่เล็กๆเลย!”
“ว้าวว!”จี้เฟิงยิ้มกว้างทันที “ดูเหมือนว่าการที่ผมพาเขามาจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว!”
จี้ช่าวเหลยมีเรื่องที่ต้องการให้จี้เฟิงช่วยเหลืออยู่พอดีแถมเรื่องนี้เขาก็ดูจะต้องการมันมากๆอีกด้วย ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่กันล่ะที่เขาจะได้สำเร็จวิชากังฟู ชาติหน้า?
ในตอนนั้นเองจี้ช่าวเหลยที่เพิ่งเดินออกมาจากแผนกรักษาพยาบาลหลังจากที่จัดการกับอาการบาดเจ็บบนใบหน้าของเขาจู่ๆก็จามขึ้น เขาอดไม่ได้ที่จะถูจมูกและบ่นพึมพำ “สงสัยมีคนกำลังบ่นถึงฉันอยู่แน่ๆ!”
“ไอ้หนูในเมื่อนายหาทางออกเรื่องนี้ได้เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องคิดมาก พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ฉันจะพานายไปที่ที่หนึ่ง!” จี้เจิ้นผิงยืนขึ้น “เจ้าพวกเด็กเวรพวกนั้น คิดว่าฝึกจนเก่งแล้วฝีมือจะอยู่ยงคงกระพันตลอดไป ทำตัวอวดดีอวดเก่งไปวันๆ ฉันจะให้นายไปสั่งสอนบทเรียนให้กับเจ้าพวกนั้นเสียหน่อย ให้พวกเขารู้ซึ้งถึงคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า!”
เมื่อเห็นท่าทางที่ดุดันของอาสามจี้เฟิงก็ทำได้แค่เพียงยิ้มเจื่อนๆและเดินตามหลังของเขาไป
พวกเขาเพิ่งลงจากอาคารสำนักงานก็เห็นจี้ช่าวเหลยนั่งอยู่บนรถจิ๊ปโดยมีฮุ่ยอี้เป็นคนขับ
“ขึ้นรถ!”จี้เจิ้นผิงขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง “ฮุ่ยอี้ ไปที่โซนฝึกซ้อม!”
“อาสามจะไปทำอะไรที่เขตฝึกแล้วช่าวหยินล่ะ?” จี้ช่าวเหลยอดถามไม่ได้
ในตอนที่จี้ช่าวเหลยกับจี้เฟิงมาถึงที่นี่บาดแผลบนใบหน้าของจี้ช่าวเหลยทำให้จี้เจิ้นผิงตกใจ เขาจึงถูกสั่งให้ไปรับการรักษาบาดแผลบนใบหน้าที่แผนกการรักษาพยาบาลของค่ายทหาร ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ฉันจะให้เสี่ยวเฟิงไปสั่งสอนพวกที่อยู่ในทีมซักหน่อย!”จี้เจิ้นผิงพ่นลมออกจมูกอย่างไม่พอใจ
จี้ช่าวเหลยเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันทีสิ่งที่เขารู้สึกชื่นชมมากที่สุดก็คือทักษะอันน่าสยดสยองของจี้เฟิง บวกกับความตื่นเต้นที่จะได้เอาชนะเซียงยี่โหรวเร็วๆนี้ มันเลยยิ่งทำให้ความสนใจในตอนนี้ของเขาที่มีต่อกังฟูเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว!
ฮุ่ยอี้ที่ขับรถอยู่ด้านหน้าอดไม่ได้ที่จะไว้อาลัยให้เหล่าทหารที่เป็นเป้าหมายในครั้งนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ คนพวกนั้นกำลังจะพบกับความโชคร้าย….
อาคารสำนักงานของจี้เจิ้นผิงอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ฝึกของค่ายทหารมากนักแน่นอนว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของค่ายทหาร แม้จะเป็นการขับรถโดยที่ไม่ต้องประสบกับปัญหาการจราจรเหมือนอย่างบนท้องถนน แต่พวกเขาก็ใช้เวลา 20 นาทีกว่าจะมาถึงเขตฝึก ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในประตูของพื้นที่ฝึกสิ่งแรกที่จี้เฟิงได้ยินก็คือเสียงตะโกนที่ดังกึกก้องฟังดูหนักแน่นและเจือไปด้วยลมหายใจหอบเหนื่อย
จากระยะไกลจี้เฟิงสามารถมองเห็นพื้นที่ฝึกซ้อมที่กว้างขวางและเสียงตะโกนที่ดังมาจากด้านใน
“อาสามปกติแล้วทหารพิเศษของอาสาม พวกเขาจะฝึกกันที่นี่เหรอครับ” จี้เฟิงขมวดคิ้วและถามว่า “ไม่มีการต่อสู้กับหมาทิเบตันจอมโหด หรือการบำเพ็ญตบะอะไรแบบนี้เหรอ?”
ค่ายทหารแห่งนี้ไม่ใช่เล็กๆเมื่อมองออกไปก็แทบจะมองไม่เห็นสุดขอบ อย่างไรก็ตามนอกจากห้องฝึกซ้อมแล้ว จี้เฟิงยังเห็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการฝึกขั้นพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น บันไดเชือก สะพานที่ทำจากโซ่ ฯลฯ สำหรับส่วนอื่นๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไร
จี้เฟิงรู้สึกประหลาดใจมากเขาจำได้ว่าในตอนที่เขาดูการฝึกฝนของเหล่าทหารในทีวี มันดูตื่นเต้นเร้าใจและเท่มาก ไม่ว่านั่งสมาธิอยู่ในน้ำแข็ง การไต่โซ่เหล็กเส้นเดียว การต่อสู้กับสุนัขพันธุ์ทิเบตันหรืออะไรทำนองนั้น มันทำให้จี้เฟิงรู้สึกว่าการฝึกทหารพิเศษนี่สุดยอดไปเลย และทำให้เขารู้สึกหลงใหลมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ฉากที่เขาเห็นตอนนี้นั้นแตกต่างไปจากสิ่งที่เคยเห็นในทีวีเมื่อตอนเด็กๆอย่างสิ้นเชิงมันทำให้เขารู้สึกผิดหวังอย่างช่วยไม่ได้
จี้เจิ้นผิงยิ้มและพูดว่า“เจ้าเด็กตัวเหม็น นายคิดว่านายกำลังดูการฝึกฝนของกองกำลังพิเศษจริงๆน่ะเหรอ อย่าลืมสิว่านายเป็นแค่คนนอก การฝึกของทีมเรดแอร์โรว
์
นั้นถูกเก็บไว้เป็นความลับอย่างเคร่งครัดแล้วนายคิดว่าคนนอกจะสามารถมองเห็นได้ง่ายๆอย่างนั้นเหรอ”
“งั้นก็หมายความว่าโปรแกรมการฝึกที่ผมเคยได้ยินมามันเป็นเรื่องจริง”
“นั่นก็ไม่แน่!”จี้เจิ้นผิงส่ายหน้าเล็กน้อยและพูดยิ้มๆว่า “อย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่ฉันสามารถบอกนายได้ว่าปกติแล้วที่คนทั่วไปอย่างนายเห็นฉากการฝึกของหน่วยรบพิเศษในทีวี โดยเฉพาะทหารที่ถูกนักข่าวสัมภาษณ์ จริงๆแล้วพวกเขาถูกยืมตัวมาจากกองกำลังอื่นเพื่อเป็นการตบตาผู้คน!”
“หมายความว่าไง”ใบหน้าของจี้เฟิงแสดงออกถึงความแปลกใจ “อาสาม อาไม่ได้จะบอกว่าสิ่งที่เราเห็นกันมาโดยตลอดมันเป็นของปลอมใช่มั้ย?”
“ก็ไม่ทั้งหมด!อย่างไรก็ตาม เหล่าทหารที่พวกนายสามารถเห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจนจะต้องเป็นคนของกองกำลังด้านล่างอย่างแน่นอน แม้ว่าการฝึกซ้อมในตอนนั้นจะมีกองกำลังพิเศษเข้าร่วมอยู่ด้วยจริงๆ แต่พวกเขาก็ไม่ใส่ใจ!” จี้เจิ้นผิงหัวเราะหึหึ เจ้าเด็กจี้เฟิงคนนี้ ปกติแล้วจะดูสุขุมอย่างกับผู้ใหญ่วัยกลางคนอยู่เสมอ แต่ตอนนี้ได้มาเห็นเขาแสดงท่าทางประหลาดใจออกมา จี้เจิ้นผิงก็ดีใจมาก
จี้เฟิงสังเกตเห็นข้อบกพร่องในคำพูดของอาสามเขาจึงถามขึ้นทันที “อาสาม อาหมายถึงกองกำลังพิเศษที่แท้จริงเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่หลังกล้องเหรอ”
จี้เจิ้นผิงยิ้มน้อยๆ“ตอนที่นายดูทีวีเวลาเขาถ่ายทอดเกี่ยวกับกองกำลังพิเศษ นายเคยสังเกตไหมว่าในกล้องมีทหารอยู่สองประเภท”
โอ้ว!!
แววตาของจี้เฟิงเป็นประกายเขาเข้าในทันที “คนที่มีลายพรางอยู่บนหน้า.. เป็นกองกำลังพิเศษที่แท้จริง”
จี้เจิ้นผิงอมยิ้มไม่พูดไม่จานี่เป็นข้อมูลที่เขาสามารถเปิดเผยได้มากที่สุดแล้ว หากยังพูดต่อไปก็เท่ากับเป็นการทำให้ข้อมูลลับต้องรั่วไหลออกมา แม้จะเป็นหลานชายของเขาเอง จี้เจิ้นผิงก็ยังรักษากฎของกองทัพอย่างเคร่งครัด
แต่จี้เฟิงเข้าใจแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกครั้งที่เขาดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับทหารคนที่ถูกสัมภาษณ์มักจะเป็นทหารที่ไม่มีของอาสามเขาจึงถามขึ้นทันที “อาสาม อาหมายถึงกองกำลังพิเศษที่แท้จริงเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่หลังกล้องเหรอ”
จี้เจิ้นผิงยิ้มน้อยๆ“ตอนที่นายดูทีวีเวลาเขาถ่ายทอดเกี่ยวกับกองกำลังพิเศษ นายเคยสังเกตไหมว่าในกล้องมีทหารอยู่สองประเภท”
โอ้ว!!
แววตาของจี้เฟิงเป็นประกายเขาเข้าในทันที “คนที่มีลายพรางอยู่บนหน้า.. เป็นกองกำลังพิเศษที่แท้จริง”
จี้เจิ้นผิงอมยิ้มไม่พูดไม่จานี่เป็นข้อมูลที่เขาสามารถเปิดเผยได้มากที่สุดแล้ว หากยังพูดต่อไปก็เท่ากับเป็นการทำให้ข้อมูลลับต้องรั่วไหลออกมา แม้จะเป็นหลานชายของเขาเอง จี้เจิ้นผิงก็ยังรักษากฎของกองทัพอย่างเคร่งครัด
แต่จี้เฟิงเข้าใจแล้วไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกครั้งที่เขาดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับทหารคนที่ถูกสัมภาษณ์มักจะเป็นทหารที่ไม่มีการปิดบังอะไรเลย ทำไมพวกเขาถึงกล้าขนาดนี้ ที่ไหนได้ทหารพวกนั้นเป็นแค่คนที่คอยดึงดูดความสนใจ เพราะทหารหน่วยรบพิเศษที่แท้จริงถึงแม้พวกเขาจะติดกล้องออกไป แต่ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยสีหรือการพรางตัว!
จี้เฟิงอดยิ้มไม่ได้เขาโดนรายการทีวีห่วยๆหลอกมาตลอดหลายปี
“น้องสามนายไม่ต้องกลุ้มใจไป ถ้านายรู้สึกอัดอั้นตันใจจริงๆ ตอนที่นายสั่งสอนพวกเขาก็จัดเต็มไปเลย ถือซะว่าได้ระบายความโกรธไปด้วยในตัว!” เมื่อเห็นท่าทางของจี้เฟิง จี้ช่าวเหลยก็หัวเราะออกมาเสียงดังและตบไหล่เขาอย่างแรง
จี้เฟิงหัวเราะ“ไอ้ที่หลอกผมคือรายการทีวีพวกนั้นต่างหาก ไม่ใช่เหล่าทหารซักหน่อย!”
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันพวกเขาก็มาถึงประตูของห้องฝึกซ้อมห้องหนึ่ง
มียามสี่คนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูและเมื่อพวกเขาเห็นจี้เจิ้นผิงพวกเขาก็ทำความเคารพทันที
จี้เจิ้นผิงทำความเคารพตอบและพาพวกจี้เฟิงเดินเข้าไป
ทันทีที่พวกเขาเข้าไปในห้องฝึกซ้อมดวงตาของจี้เฟิงก็เบิกกว้างขึ้น ห้องฝึกซ้อมห้องนี้เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มันมีขนาดพอๆกับสนามฟุตบอล ทั้งห้องถูกสร้างขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กและโครงเหล็ก สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องฝึกซ้อมมากมายจนทำให้จี้เฟิงตาพร่ามัว
ในเวลานี้มีอย่างน้อยก็300-400 คนที่กำลังฝึกซ้อมกันอยู่อย่างดุเดือด ส่วนใหญ่แล้วเป็นการแบ่งกลุ่มและต่อสู้กันประมาณกลุ่มล่ะ 3-4 คน แต่ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนการซ้อม เหมือนพวกเขากำลังต่อสู้กันอย่างจริงจังมากกว่า
จี้เฟิงยังพบอีกว่าแม้แต่ครูฝึกที่ลาดตระเวนไปมาก็ถูกโจมตีเป็นครั้งคราวหรือแม้แต่เป็นการถูกรุมโดยทหาร 3-4 คนต่อครูฝึก 1 คน
อย่างไรก็ตามมีครูฝึกเพียงไม่กี่คนที่ถูกโจมตีเพราะส่วนใหญ่คนที่ถูกตอบโต้กลับจนกระเด็นออกไปจะเป็นเหล่าทหารเสียมากกว่า
จี้เฟิงสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของทหารเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายแต่จี้ช่าวเหลยนั้นแตกต่างออกไป เขามองเห็นเป็นเหมือนภาพที่พร่ามัว เขารู้เพียงแต่ว่าเงาร่างของคนคนนั้นกำลังเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและเกิดเสียงต่อสู้ที่ดังติดต่อกัน ส่วนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ก็มองไม่เห็นอะไรเลย
เขาอ้าปากค้างอย่างช่วยไม่ได้“เอ่อ… อาสาม พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่”
“พวกเขากำลังฝึกต่อสู้ระยะประชิดเป็นหนึ่งในโปรแกรมการฝึกอบรม” จี้เจิ้นผิงตอบและพาพวกเขาเข้าไปใกล้ๆ และอธิบายเสริมสั้นๆว่า “มีการจัดการแข่งขันใหญ่ของเหล่าทหาร นี่ก็เป็นหนึ่งในโปรเจกต์นั้น เด็กๆพวกนี้กำลังเตรียมตัวเพื่อที่จะเข้าร่วมการแข่งขันใหญ่ที่ว่านั่นแหละ!” “รายงานหัวหน้าหน่วยพิเศษหน่วยพิเศษทีมเรดแอร์โรว์กำลังฝึกซ้อมอยู่ ท่านหัวหน้าหน่วยโปรดชี้แนะด้วยครับ!” ทันใดนั้นก็มีทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาทักทายและพูดเสียงดัง
“ไปบอกให้พวกเขาหยุดฝึกซ้อมชั่วคราว!”จี้เจิ้นผิงกล่าว
“ครับ!”นายทหารตอบเสียงดัง จากนั้นเขาก็โบกมือให้กับทหารคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล และทหารคนนั้นก็กดกริ่งสัญญาณทันที
“กริ๊งงงงงงงงงงง———!!!”เสียงกริ่งสัญญาณดังขึ้น ทุกคนรวมทั้งครูฝึกหยุดกะทันหันและกลับเข้าแถวอย่างรวดเร็ว
การเคลื่อนไหวที่พร้อมเพรียงรวดเร็วแถมยังเป็นระเบียบเรียบร้อยจากผู้คนหลายร้อยคนวิ่งเข้ากลับตำแหน่งและทีมของตัวเองฉากนี้ทำให้จี้เฟิงและจี้ช่าวเหลยรู้สึกชื่นชม
“สุดยอด—!”คำนี้ผุดขึ้นมาในหัวของพวกเขาทั้งสองคน
จี้เจิ้นผิงเดินไปด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาพอใจกับผลงานในหน่วยของเขามาก
ทุกคนจ้องไปที่จี้เจิ้นผิงอย่างพร้อมเพรียงกันแน่นอนว่าพวกเขารู้จักหัวหน้าทีมของพวกเขา
“เด็กๆทั้งหลายอีกหนึ่งเดือนก็จะเริ่มมีการประลองใหญ่แล้ว พวกเขาฝึกกันเป็นยังไงบ้าง” จี้เจิ้นผิงถามด้วยรอยยิ้ม
“หัวหน้าใหญ่การแข่งขันใหญ่ครั้งนี้แทบไม่ส่งผลอะไรกับพวกเราเลย แม้ว่าพวกเราจะชนะ คนอื่นก็จะคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะต้องชนะอยู่แล้ว!” ครูฝึกคนหนึ่งกล่าว
“แล้วถ้าแพ้ล่ะ”จี้เจิ้นผิงถาม
“รายงานหัวหน้าใหญ่!ไม่มีแนวคิดของความล้มเหลวอยู่ในพจนานุกรมของเราครับ!” ครูฝึกคนเดิมตอบด้วยเสียงที่ดังฟังชัด
จี้เจิ้นผิงยิ้ม“พวกคุณมั่นใจได้แบบนี้ฉันก็ดีใจ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเตือนพวกคุณก็คือ การประลองครั้งนี้เป็นเพียงแค่การทดสอบเท่านั้น เพราะอีกหนึ่งปีให้หลัง เขตทหารทั่วทั้งประเทศจะมีการแข่งขันใหญ่ร่วมกัน และชัยชนะของการแข่งขันนั้นคือเป้าหมายของพวกเรา แล้วแบบนี้พวกคุณยังจะมีความมั่นใจอยู่มั้ย!”
“มีครับ!”
เสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและแข็งแกร่งของทหารทุกคนดังขึ้น
“โอ้!ดีๆ! การมีความมั่นใจเป็นสิ่งดี แต่อย่าให้มันกลายเป็นความประมาทล่ะ!” จี้เจิ้นผิงพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ชี้ไปที่จี้เฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆเขาและพูดว่า “แต่เพื่อให้พวกคุณมีความมั่นใจมากขึ้น ผมได้เชิญอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้มา ดังนั้นโอกาสดีๆแบบนี้ พวกคุณอย่าได้พลาดเชียวนะ!”
โอ้ววว
ทุกคนหันสายตาไปตามทางที่จี้เจิ้นผิงชี้แต่เมื่อพวกเขาเห็นจี้เฟิง แววตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง ครูฝึกผู้เชี่ยวชาญคนนี้น่ะเหรอ เขาไม่ดูเด็กเกินไปหน่อยเหรอ?อายุแค่นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้แล้วจริงๆน่ะเหรอ?!
“ผมรู้ว่าพวกคุณบางคนไม่เชื่อและบางคนก็อาจจะไม่ยอมรับ..” จี้เจิ้นผิงยิ้มที่มุมปาก “เอาอย่างนี้แล้วกัน ตอนนี้ผมให้โอกาสพวกคุณมาท้าสู้เขาได้ตามสบายเลย หรือจะจับคู่จับทีมมาสู้กับเขาเลยก็ได้นะ ขอแค่พวกคุณเอาชนะเขาได้ พวกคุณจะไม่ต้องเข้ารับการแข่งขันคัดเลือกเพื่อไปเป็นตัวแทนระดับประเทศ แต่ผมจะให้คุณผ่านไปเป็นตัวแทนได้เลยทันที แต่ถ้าแพ้…”
ก่อนที่จี้เจิ้นผิงจะพูดจบสายตาของทุกคนก็เริ่มเปล่งประกาย พวกเขาจะได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศครั้งต่อไปโดยที่ไม่ต้องผ่านการคัดเลือก!
ต้องขอแจ้งให้ทราบก่อนว่าเพียงแค่เข้าร่วมการประลองใหญ่ของเขตทหารในหยานจิง พวกเขาก็ต้องผ่านการแข่งขันกันอย่างดุเดือดจากคนในทีมของตัวเอง แล้วไหนจะต้องไปแข่งกับทีมอื่นๆอีก ถึงจะสามารถเอาชนะและคว้าสิทธิ์เข้าร่วมการประลองได้
เห็นได้ชัดว่าการแข่งขันระดับชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งต่อไปมันจะต้องเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน!
สำหรับความล้มเหลวน่ะเหรอไม่มีทาง! ทหารเหล่านี้ไม่เคยมีคำว่าล้มเหลวอยู่ในความคิดของพวกเขา!
ตอนนี้จี้เฟิงรู้สึกได้ถึงพลังการต่อสู้ที่รุนแรงรวมตัวกันบนร่างกายของเขาแต่ใบหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เนื่องจากอาสามต้องการให้เขาช่วยสั่งสอนทหารพวกนี้ งั้นเขาก็จะทำตามอย่างที่อาสามต้องการ
ส่วนจี้ช่าวเหลยที่ยืนอยู่ข้างๆได้แต่ฟังจนอ้าปากค้าง ไม่ว่าจะเข้ามาสู้กับจี้เฟิงกี่คนก็ได้…. ตรงหน้าของพวกเขาตอนนี้มีทหารอยู่ประมาณ300- 400 คน และแต่ละคนก็เป็นทหารที่อยู่ในกองกำลังพิเศษขั้นยอด อย่าว่าแต่พวกเขาจะเข้ามาพร้อมๆกันเลย แม้ว่าจะเข้ามาทีละคน ต่อให้จี้เฟิงเก่งแค่ไหน แต่อย่างมากก็คงจะหมดแรงข้าวต้มสู้ได้ไม่ถึงคนที่ห้าด้วยซ้ำ!
อาสามจะให้น้องสามสั่งสอนทหารกองกำลังพิเศษเหล่านี้หรือจะให้ทหารเหล่านี่สั่งสอนน้องสามกันแน่
แค่นี้จี้ช่าวเหลยก็ตกตะลึงมากแต่สิ่งที่ได้ยินจากนี้ทำให้เขายิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่ เพราะจู่ๆจี้เจิ้นผิงก็พูดเสริมขึ้นว่า “ครูฝึกก็สามารถเข้าร่วมได้เหมือนกัน ถ้าชนะก็จะได้รับรางวัลเช่นเดียวกันกับทหารทั่วไป ไม่ต้องแข่งขันคัดเลือก สามารถไปเข้าร่วมการแข่งขันครั้งใหญ่ระดับชาติของทหารในครั้งต่อไปได้เลย!”
“รับทราบ!”
ทุกคนตอบเสียงดังกึกก้อง
จี้เจิ้นผิงโบกมือเล็กน้อย“เริ่มได้แล้ว!”
ทันใดนั้นทุกคนก็จ้องเขม็งไปที่จี้เฟิงดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกระตือรือร้น
รางวัลของจี้เจิ้นผิงทำให้พวกเขามีความกล้าหาญและความมุมานะอย่างแรงกล้าทันทีที่เสียงของจี้เจิ้นผิงลดลง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ฉันจะขอประลองกับอาจารย์ฝึกสอนคนนี้ดูก่อน!”
ที่ด้านหน้าของแถวมีทหารจากหน่วยรบพิเศษที่มีส่วนสูงประมาณ 180 เซนติเมตรก้าวยาวๆออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับจ้องมองไปที่จี้เฟิง “โปรดชี้แนะ!”
จี้เฟิงมองไปที่ใบหน้าของจี้เจิ้นผิงแต่เมื่อเห็นเพียงแค่รอยยิ้มของอาสามโดยที่ไม่ได้บอกอะไรเขาเลย จี้เฟิงก็ทำได้เพียงแค่หันกลับมา เขายิ้มน้อยๆและพยักหน้า “เตรียมตัว!”