Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

World’s Best Martial Artist - ตอนที่ 114 ฉันคือตัวเอกที่แท้จริง!

  1. Home
  2. World’s Best Martial Artist
  3. ตอนที่ 114 ฉันคือตัวเอกที่แท้จริง!
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

  บนสนามประลอง
  ผู้ชมข้างเวทีตกใจ บนเวทีฟางผิงหลับตาอยู่พักนึงก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วพูด “ต่อ!”
  สายตาของโจวเหยียนเปลี่ยนไป เธอพูดเสียงแหบแห้ง “ไม่อยากพักสักหน่อยหรือ?”
  “ผมจองตั๋วแล้ว!”
  เมื่อได้ยินคำพูดฟางผิง ในฐานะผู้ตัดสินที่ยุติธรรม โจวเหยียนไม่พยายามแนะนำเขาอีก กลับกันเธอหันไปมองทั้งสองที่กำลังยืนอยู่ข้างสนามประลองแทน “พวกคุณสองคนยังอยากประลองกับเขาอยู่ไหม?”
  ทั้งสองคนที่อยู่ข้างเวทีไม่ได้ดูมั่นอกมั่นใจเหมือนตอนแรก เมื่อหมอและสมาชิกชมรมวิถียุทธแบกศพของจางกั๋วเวยเดินผ่านพวกเขาไปอีกครั้ง สายตาของพวกเขาก็มืดลง
  หลังจากนั้นสักครู่ หนึ่งในสองคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ “ฉันยอมแพ้ จากวันนี้ไป ฉันจะฝึกค่อยเป็นค่อยไป ขั้นหนึ่งก็ดี ขั้นสองก็ดี วิชายุทธ…”
  “บางที…คงไม่เหมาะกับฉัน…”
  คำพูดประโยคสุดท้ายเบาบางจนแทบไม่ได้ยิน
  เขาหวาดกลัว!
  พวกเขาเป็นขั้นหนึ่งเหมือนกัน เขาเป็นขั้นหนึ่งสูงสุด ส่วนฟางผิงพึ่งเป็นขั้นหนึ่ง
  อย่างไรก็ตามเนื่องจากฟางผิงสังหารผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งสูงสุดสองคนต่อเนื่อง เขาจึงไม่กล้าขึ้นเวที
  พอพูดจบ เขาก็หันหลังจากไป
  หลังเขาเดินลับสายตาไป ก็ยังเหลือคนเดียวเท่านั้นที่ยังอยู่ข้างเวที
  คนสุดท้ายไม่ใช่ผู้ชายแต่เป็นผู้หญิง
  เวลานี้หญิงสาวดูลังเลเล็กน้อย เธอหันหน้ามองหลิวหย่งเหวินก่อนจะกัดฟันเตรียมขึ้นเวที  ข้างๆเวลาทีหลิวหย่งเหวินพูดขึ้น “ช่างเถอะ ยอมแพ้!”
  “หย่งเหวิน!”
  หญิงสาวดูไม่เต็มใจ เธอกัดฟันพูด “ฉันไหว!”
  หลิวหย่งเหวินส่ายหน้าและมองฟางผิง “เธอยอมแพ้”
  “หย่งเหวิน…”
  เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวกับหลิวหย่งเหวินมีความสัมพันธ์กันบางอย่าง มันพูดยากว่าแววตาของเธอดูโล่งอกหรือเสียใจ เธอหันมามองฟางผิงและพูดอย่างไม่พอใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะใช้อาวุธไม่ได้…”
  ฟางผิงตอบอย่างเย็นชา “หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว ถ้าอยากสู้ก็ขึ้นมาบนเวที มาดูกันว่าผมจะฆ่ารุ่นพี่ได้ไหม!”
  “แก!”
  “คนแบบรุ่นพี่จะถือเป็นผูฝึกยุทธได้ยังไง! ไม่จำเป็นต้องพูดจาไร้สาระบนสนามประลอง ถ้ารุ่นพี่อยากสู้ก็สู้ ถ้าไม่อยากสู้ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ซะ!”
  “ถ้ารุ่นพี่ไม่เห็นด้วยก็ขึ้นมา ผมใช้ปราณและเลือดส่วนใหญ่ไปแล้ว บางทีผมอาจไม่ฆ่ารุ่นพี่!”
  “บ้าเอ้ย…ฉัน…”
  “พอ!”
  หลิวหย่งเหวินตะคอกเสียงเบา ส่วนจางกั๋วหรูก็พูดโดยที่คิ้วขมวดอยู่ “ฉีเวย พอแล้ว ถ้ายอมแพ้ก็ลงมา!”
  สำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว เรื่องต้องห้ามที่สุดคือพูดเก่งแต่แข็งแกร่งไม่พอ
  ฝีปากฆ่าคนได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง
  ฉินเฟิ่งชิงพูดได้ตามใจปาก เพราะมีคนไม่มากที่ฆ่าเขาได้ นอกจากนี้คนที่ฆ่าเขาได้ก็ไม่เลือกที่จะทำ
  ตรงกันข้ามคู่ต่อสู้ของฉีเวยคือฟางผิง คนที่พึ่งทะลวงขั้นหนึ่งได้ไม่นาน อย่างไรก็ตามถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็สังหารผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งสูงสุดไปสองคน ไม่ว่าฉีเวยจะดื้อรั้นแค่ไหน เธอก็ไม่สามารถปกปิดความจริงที่ว่าเธอยอมแพ้และไม่กล้าสู้ด้วย
  สีหน้าของฉีเวยดูมืดลง เธอก้มหัวลง เดินออกนอกสนามประลองไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
  เธอยังกล้าประลองกับเขาอีกเหรอ?
  อาจไม่!
  ถ้าหลิวหย่งเหวินร้องขอเธออย่างจริงจัง ต่อให้ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย เธอก็จะทุ่มสุดตัว อย่างไรก็ตามหลิวหย่งเหวินยอมแพ้แทนเธอแล้ว ความกล้าหาญในใจลดลงไปมาก เธอรู้ว่าถ้าเธอก้าวขึ้นเวที ความเป็นไปได้ที่เธอจะถูกสังหารมีสูงมาก!
  เมื่อผู้ท้าประลองที่ยังเหลือสองคนยอมแพ้ไปแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่า’การประลองกระชับมิตร’จึงจบลง
  หลิวหย่งเหวินจ้องมองฟางผิงอย่างล้ำลึกและลุกขึ้นยืน “เมื่อฝีมือสู้คู่ต่อสู้ไม่ได้ งั้นการพ่ายแพ้ก็เป็นธรรม”
  “แม้จะเป็นแบบนั้น ตอนแรกน้องชายฉันมีมีพรสวรรค์ไม่ต่างจากนาย พ่อฉันคาดหวังเขาไว้สูง พ่อฝากความหวังไว้ที่เขามากกว่าฉันเสียอีก พวกเขาหวังว่าเขาจะจบการศึกษาด้วยขั้นสี่”
  “แต่จนถึงวันนี้ บาดแผลก็ยังไม่หายดี เขารักษาระดับขั้นหนึ่งสูงสุดไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ปราณและเลือดเขาตกลง มันตกลงไปจนถึงระดับเดียวกับผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งที่ทะลวงขั้นใหม่”
  “จบการศึกษาด้วยขั้นสอง เขาก็ทำได้ยากแล้ว นับประสาอะไรกับขั้นสี่ เขาอาจอยู่ที่ขั้นหนึ่งไปตลอดกาล…”
  เมื่อเขาพูดจบ หลิวหย่งเหวินก็หัวเราะเยาะตนเอง “ฉันไม่ได้หมายถึงอะไร ฉันแค่อยากให้นายรู้ว่าในการต่อสู้บนเส้นทางยุทธ มันไม่มีถูกผิด จะมีก็แค่ความแข็งแกร่ง!”
  “ถ้าหวังจินหยางทำน้องฉันพิการได้ ฉันก็หาคนมาทำนายพิการได้!”
  “แน่นอน มันมีเงื่อนไขหนึ่ง นั่นก็คือกฏ ภายใต้สถานการณ์ที่กฏอนุญาต ฉันยินดีที่จะทำให้นายได้รู้สึกเหมือนที่น้องชายฉันรู้สึก”
  “ตอนนี้ความแข็งแกร่งของนายเทียบเท่ากับขั้นหนึ่งสูงสุด ดังนั้นฉันจะลืมเรื่องวันนี้ไปก่อน”
  “รอจนนายขั้นสาม…เราจะคุยกัน!”
  สิ้นเสียง จู่ๆก็มีคนเข้ามาในสนาม คนๆนั้นพูดออกมาเสียงดัง “ไม่จำเป็นต้องรอจนเขาขั้นสาม ฉันก็ขั้นสามเหมือนกัน หลิวหย่งเหวิน ฉันขอท้านายประลอง!”
  ปัง…
  ในสนาม เกิดเสียงดังขึ้นมาเบาๆ
  “เป็นนาย!”
  “หวังจินหยาง!”
  “แกยังกล้าเข้ามาโม๋อู่อีกนะ!”
  “…”  เกิดความโกลาหลขึ้นที่สนามประลอง นักศึกษาที่หลิวหย่งเหวินพามาถลึงตามองหวังจินหยางอย่างโกรธแค้น
  หวังจินหยางยืนอยู่ข้างประตูสนามประลอง ท่าทีไม่แยแสตามปกติ เขาพูดขึ้นมาอย่างเฉยเมย “หลิวหย่งเหวิน นายยอมรับการท้าประลองไหม?”
  “แก!”
  “นายกล้ารับไหม?”
  หวังจินหยางพูดต่ออย่างใจเย็น “ขึ้นมาบนเวที ถ้าฉันฆ่านายไม่ได้ในสามกระบวนท่า ฉันจะคุกเข่าอยู่หน้าประตูมหาลัยโม๋อู่หนึ่งเดือนเพื่อยอมรับว่าฉันพ่ายแพ้ให้กับคนที่อยู่ขั้นเดียวกันในโม๋อู่!”
  “หวังจินหยาง!”
  อาจารย์กระชากเสียงใส่อย่างเย็นชา “นี่คือโม๋อู่ ไม่ใช่หนานอู่!”
  (ผู้แปล : หนานอู่ : มหาลัยวิชายุทธหนานเจียง)   สายตาของหวังจินหยางเบนไปทางอาจารย์ที่เป็นคนพูด เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงใจเย็นเหมือนเดิม “ในสามวัน ฉันจะทะลวงขั้นแน่นอน ในหนึ่งเดือน คุณมาประลองกับฉันได้ แต่คุณต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง!”
  “โอหัง!”
  อาจารย์ขั้นสี่โกรธมาก!
  “ปากแข็งไปก็ฆ่าใครไม่ได้หรอกนะ!”
  “ฉันไม่ได้ดูถูกใคร แต่ฉันก็ไม่กลัวใคร! ฉันเสียสละไปมากกว่าพวกคุณกว่าจะมาถึงจุดนี้!”
  หวังจินหยางพูดอย่างใจเย็น “ตอนนี้ ด้วยความแข็งแกร่งขึ้นสาม ฉันจะขอท้าประลองกับสหายขั้นสามในโม๋อู่! นายยอมรับไหม?”
  “โอหัง!”
  “ยอมรับคำท้า ให้ผู้ฝึกยุทธขั้นสามสูงสุดประลองกับเขาซะ!”
  “…”  บางคนก็เต็มไปด้วยความแค้นเคืองต่อความไม่เป็นธรรม ส่วนอีกส่วนก็เปี่ยมไปด้วยความขุ่นเคืองใจ
  สีหน้าของหลัวหย่งเหวินเปลี่ยนไปอย่างมาก อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้พูดอะไร
  นอกจากนี้ยังมีอาจารย์สองสามคนที่ขมวดคิ้วจนแทบชนกัน แต่ไม่มีใครพูดอะไร
  หวังจินหยางที่เป็นขั้นสามสูงสุดก่อนหน้านี้ได้หายตัวไปสักพัก ทุกคนคิดว่าเขากำลังปิดด่านฝึกฝนเพื่อทะลวงขั้นสี่
  ใครจะรู้ล่ะว่าเขายังไม่ได้ทะลวงขั้น กลับกันเขาโผล่มาที่เซี่ยงไฮ้แทน
  หวังจินหยางเป็นขั้นสามสูงสุด อยู่ห่างจากความแข็งแกร่งของขั้นสี่เพียงครึ่งก้าว มีนักศึกษาในโม๋อู่หลายคนที่อยู่สถานการณ์ที่คล้ายๆกัน แต่พวกเขาจะประมือกับหวังจินหยางได้หรือ?
  การกวาดล้างขั้นหนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นเรื่องขำขัน  กลับกันคนที่อยู่ขั้นสามล้วนเป็นนักศึกษาชั้นยอด ถ้าหวังจินหยางชนะทุกคน โม๋อู่จะเสียหน้าหนัก บางทีหลังจากนี้ พวกเขาอาจต้องเผชิญปัญหาใหญ่อย่างแท้จริง!
  เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ หวังจินหยางก็ไม่ได้ผิดหวัง อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจเช่นกัน เขาพูดต่ออย่างไม่แยแส “เนื่องจากไม่มีใครขึ้นมาประลอง ฉันก็ไม่บังคับ!”
  “อย่างไรก็ตาม ฉันก็คือฉัน คนอื่นก็คือคนอื่น!”
  “ฟางผิงเป็นนักศึกษาโม๋อู่ ไม่ใช่หนานอู่ โม๋อู่ปฏิบัติต่อนักศึกษาใหม่แบบนี้ นี่เป็นวิธีการของมหาลัยดังเหรอ?”
  “หวังจินหยาง นี่เป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม ฟางผิงยอมรับด้วยตัวเอง!” หลิวหย่งเหวินขมวดคิ้ว
  หวังจินหยางหันหน้ามาทางเขา “ได้ งั้นครั้งนี้ช่างเถอะ แต่ฉันจะท้าประลองอย่างยุติธรรมเช่นกัน!”   “ตอนนี้ฉันอยู่ขั้นสาม แต่ไม่มีใครยอมรับคำท้าของฉัน!”
  “พอฉันทะลวงเข้าขั้นสี่ ฉันจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้จนกว่าฉันจะเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นสี่สูงสุด หลังจากนั้นฉันก็จะกลับมาที่หน้าประตูโม๋อู่ ฉันอยากจะเห็นว่ามันยุติธรรมไหมถ้าฉันสังหารนักศึกษาขั้นสี่ของคุณ?”
  “น่ารังเกียจ!”
  จางกั๋วหรูคำรามด้วยความโกรธ “นายคิดเหรอว่าโม๋อู่ไม่มีใครแล้ว?”
  “งั้นก็มาสู้กัน!”
  หวังจินหยางพูดออกมาฉับพลัน “วันนี้ฉันหวังจินหยางจะขอท้าประลองกับนักศึกษาขั้นสามของโม๋อู่ ไม่มีใครปฏิเสธได้!”
  “คุณคิดจริงเหรอว่าฉันไม่กล้าฆ่านักศึกษาโม๋อู่ของคุณ!”
  “แก…”
  “หุบปาก!”
  หลู่เฟิ่งโหรวที่เงียบมาตลอดพลันคำรามออกมาด้วยความโกรธและถลึงตามองจางกั๋วหรู!
  หวังจินหยางกวาดผู้ฝึกยุทธขั้นสามของทางเหนือ แม้แต่รองประธานชมรมวิถียุทธหลายคนของมหาลัยวิชายุทธปักกิ่งก็แพ้ให้กับเขา แล้วพวกเขาจะสู้ได้ยังไง?
  ในปักกิ่ง หวังจินหยางไม่ได้สังหารใครเลย
  วันนี้ถ้าเขาจัดการสังหารฟางผิง ดูเหมือนเลือดของนักศึกษาขั้นสามจะเจิ่งนองไปทั่วโม๋อู่
  สีหน้าของจางกั๋วหรูแดงก่ำ แต่เขาไม่ได้เปิดปากอีก
  หวังจินหยางไม่สนใจเขาและหันไปมองฟางผิงที่อยู่บนเวที “ครั้งหน้า ถ้านายรู้สึกว่ามันเป็นการประลองที่อันตราย นายก็ปฏิเสธไปซะ!”
  “เรื่องของฉันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับนาย!”
  “ไม่ต้องห่วงเรื่องแก้แค้น แค่รอจนฉันขั้นสี่ ถ้าโม๋อู่พยายามทำอะไรแบบนี้อีก ฉันจะสังหารนักศึกษาขั้นสี่โม๋อู่ให้หมด!”
  “พอฉันขั้นห้า ฉันก็จะสังหารนักศึกษาขั้นห้าโม๋อู่ให้หมด!”
  แม้ว่าคำพูดเขาจะมีความเย่อหยิ่งแฝงไว้อยู่ แต่หวังจินหยางก็พูดราวกับมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เขาทำให้อาจารย์อับอายมาก
  หลู่เฟิ่งโหรวขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดขึ้นมา “หวังจินหยาง ก่อนอื่นเลยฟางผิงเป็นศิษย์ฉัน ฉันย่อมดูแลเขา”
  “มาพูดเรื่องนายก่อน นายคิดจริงเหรอว่าไม่มีใครที่อยู่ขั้นเดียวกับนายล้มนายได้?”
  “ลองดูสิ!”
  “มั่นใจดี สมกับเป็นตัวป่วนของพันธมิตรมหาลัยวิชายุทธ”
  หลู่เฟิ่งโหรวหัวเราะ “ในฐานะผู้ฝึกยุทธ การยอมรับการท้าประลองเป็นเรื่องทั่วไปมาก…”
  “ฉันไม่ได้สนใจเรื่องนั้น!”   หวังจินหยางขัดจังหวะ “ไม่ว่าฟางผิงจะเป็นหรือตายก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ไม่ว่าเขาจะยอมรับการประลองหรือไม่ก็ไม่ใช่ธุระของฉัน!”
  “แต่นั่นเป็นเส้นทางของเขาเอง ฉันไม่ได้มีอิทธิพลต่อเขา”
  “โม๋อู่ใช้เรื่องของฉันเพื่อบังคับเขามันไม่ถูกต้อง!”
  “เรื่องของฉัน ฉันหวังจินหยางจะรับผิดชอบเอง ถ้ามีใครไม่พอใจหรือไม่ยินยอม งั้นก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อ ถ้ามีครั้งถัดไป ฉันจะทำตามคำสัญญาแน่นอน!”
  หลู่เฟิ่งโหรวพยักหน้าเล็กน้อย “ที่จริงคำพูดของนายไม่ผิด ยังไงนี่ก็เป็นเรื่องไร้สาระที่กลุ่มขยะที่มีแต่ปราณและเลือดที่พ่ายแพ้ให้กับนายเป็นตัวต้นคิด”
  “ไม่มีคนชั้นยอดคนไหนในโม๋อู่ที่ทำเรื่องแบบนี้”
  “ฉินเฟิ่งชิง เซี่ยเหล่ย โจวเหยียน…พวกเขาไม่มีใครเลยที่แค้นฟางผิงเพราะพวกเขามีความภาคภูมิใจของตนเอง”
  หวังจินหยางกล่าวอย่างเย็นชา “พวกเขาไม่มีความกล้าเช่นกัน!”
  โจวเหยียนยืนอยู่ข้างๆ เธอมุมปากกระตุก และบ่นพึมพำ “นายพูดหยั่งกับว่าพวกเราจะกลัวนายอย่างนั้นแหละ”
  หวังจินหยางได้ยินแบบนั้น เขาก็หันหน้าไปมอง “เธอรับคำท้าฉันได้!”
  “นายมันบ้า…”
  โจวเหยียนรีบพูด “เลิกอวดดีได้แล้ว นี่เป็นชมรมวิถียุทธโม๋อู่! ใครปล่อยให้นายเข้ามากัน?”
  “ฉัน!”
  เวลานั้นเอง ก็มีน้ำเสียงที่ฟังดูดเกลียดคร้านดังขึ้น
  ฉินเฟิ่งชิงถือดาบเดินเข้ามาอย่างไม่แยแส “ฉันบังเอิญเจอเขาที่สถานีรถไฟ ฉันเลยเชิญเขามาดูมหาลัย ฉันไม่คิดเลยว่าจะเห็นการแสดงดีๆแบบนี้”
  “อย่างที่ฉันพูดไปก่อนหน้า เลิกพูดอะไรไร้สาระ”
  “ไม่เหมือนกับไอ้โง่ที่ตายไป เขายังมีชีวิตอยู่ ถ้าเธออยากฆ่าเขา งั้นก็ท้าเขาประลองไปเลย จะพูดอ้างอะไรมากมาย!”
  “ฉันเอาชนะเขาไม่ได้เหมือนกัน ไม่งั้นฉันท้าเขาไปนานแล้ว…”
  ทันใดนั้นฟางผิงที่ไม่ได้พูดอะไรสักคำจู่ๆก็พูดออกมาเบาๆ “พี่หวัง ฉินเฟิ่งชิงก็บอกเหมือนกันว่าเขาจะรอให้ผมขั้นสามก่อนแล้วเขาจะท้าผมประลอง…” ไอลีนโนเวล
  ฉินเฟิ่งชิงมุมปากกระตุก เขาก่นด่าในใจ “ฉะ…ฉันพูดไปงั้นแหละ!”
  หวังจินหยางมองเขาแวบนึง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร สุดท้ายเขาก็หันไปมองหลิวหย่งเหวินที่มีสีหน้าน่าเกลียด “นายเป็นขั้นสาม แต่ถ้านายไม่อยากรับคำท้าฉันตอนนี้ งั้นก็ไม่เป็นไร อย่าคิดว่าพอฉันถึงขั้นสี่ ฉันจะหาทางจัดการกับนายไม่ได้!”
  “พ่อนายขั้นสี่เหมือนกัน ถ้ามีครั้งต่อไป ฉันจะไปประลองเป็นตายกับพ่อนาย!”
  “หวังจินหยาง!”
  หลิวหย่งเหวินสีหน้ามืดลง ฝีปากเขาลดลงไม่เหมือนตอนแรก เขากัดฟันพูด “ถ้าไม่ใช่เพราะ…”
  “ถ้าไม่ใช่เพราะอะไร? ถ้าไม่ใช่เพราะฉันมีปรมาจารย์มาด้วย พ่อนายคงลงมือกับฉันไปนานแล้วสินะ?”
  หวังจินหยางหัวเราะอย่างเย็นชา “นั่นเป็นเพราะฉันมีค่า! เมื่อเทียบกับคนอย่างนาย ฉันหวังจินหยางมีค่ามากกว่า นายแค่รับไม่ได้!”
  หลังพูดจบ หวังจินหยางก็หันหน้าจากไปพร้อมกับพูดว่า “ฉันจะอยู่เซี่ยงไฮ้อีกสองสามวัน พวกนายที่เป็นขั้นสามมาหาฉันได้โดยไม่เกี่ยงสถานที่ จะโม๋อู่หรือที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น!”
  “อีกสามวัน ฉันจะไม่รับคำท้าจากขั้นสามอีก แน่นอนถ้าได้ ถ้าอยากตายก็มาหาได้เช่นกัน!”
  …..
  เมื่อเหล่าหวังพูดจบ เขาก็ลับสายตาไปแล้ว อย่างไรก็ตามฟางผิงถอนหายใจไม่หยุด
  ‘เขาแย่งซีน’
  ‘ในการประลองครั้งแรกของฉัน ฉันสังหารผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งสูงสุดไปสองคน มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม’
  เมื่อเหล่าหวังมาถึง เขาก็ข่มทุกคนจนอับแสง แม้แต่หลู่เฟิ่งโหรวก็ลืมเรื่องเขา ไม่ต้องพูดเลยว่าเขาเป็นศิษย์เธอ แต่เธอจ้องมองเหล่าหวังตลอด
  ก่อนหน้านี้จ้าวเสวี่ยเหมยกับหยางเสี่ยวม่านมองเขาด้วยสายตาหวาดกลัวปนชื่นชม อย่างไรก็ตามพอเหล่าหวังมาดูเหมือนผู้หญิงสองคนนี้จะลืมไปเลยว่าเขายังอยู่บนเวที
  “อะไรกันเนี่ย?”
  ฟางผิงพึมพำ แต่เขาก็ยังรู้สึกโล่งอกหน่อยๆ
  เขาไม่เคยคิดเลยว่าหวังจินหยางจะมาในเวลานี้ ยิ่งกว่านั้นเขายังรอคำท้าประลองของผู้ฝึกยุทธขั้นสามทุกคนของโม๋อู่ด้วยความแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ
  แม้แต่อาจารย์ขั้นสี่ หวังจินหยางจะทะลวงขั้นในสามวันและรับคำท้าประลองในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไร
  หวังจินหยางมีชื่อผ่านการต่อสู้!
  ตอนขั้นหนึ่ง เขากวาดไปทั้งเซี่ยงไฮ้ ตอนขั้นสามเขากวาดไปทั้งฝั่งเหนือ!
  แม้ว่าเขาจะพึ่งเข้าสู่ขั้นสี่ แต่อาจารย์ระดับขั้นเดียวกันจะประมือกับเขาได้อย่างไร?
  คนที่อยู่ขั้นสี่ถือเป็นบุคคลสำคัญ!
  ถ้าพวกเขามีความสามารถ พวกเขารับตำแหน่งผู้บัญชาการของเมืองได้ ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าหาญประลองเป็นตาย
  เมื่อหวังจินหยางจากไปแล้ว ฉินเฟิ่งชิงจึงยิ้มและเดินลับหายไปเช่นกัน
  โจวเหจียนมอง’เทพแห่งความฉิบหาย’ทั้งสองจากไปพร้อมกับก่นด่าในใจ ไอ้โง่ฉินเฟิ่งชิงนั่นสมองมีแต่ขี้เลื่อยรึไง เขาถึงกับพาหวังจินหยางเข้ามาในชมรมวิถียุทธ!
  ตอนแรกเธอยังคิดถึงฟางผิงที่กำลังยืนอยู่บนเวที อย่างไรก็ตามด้วยเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น เธอจึงไม่ได้คิดถึงฟางผิงอีก
  การสังหารผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งสองคนที่จริงก็เป็นเรื่องยุ่งยากหน่อย
  กระนั้นมันก็เป็นการตัดสินใจของพวกเขาเองที่ประลองกับฟางผิง มันเป็นการประลองผลัดกันสู้ แต่พวกเขาก็ยังถูกฆ่า พวกเขาสมควรแล้ว เช่นกัน
  เมื่อพวกเขากลับไป พวกเขาก็แค่รายงานไปว่าพวกเขาเสียชีวิตจากการฝึกซ้อม มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก
  ปัญหาใหญ่คือหวังจินหยางกำลังทะลวงขั้นเป็นขั้นสี่ และประธานของพวกเขาก็กำลังปิดด่านฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา ทั้งสองจะสู้กันไหม?
  ผู้ฝึกยุทธขั้นกลางอายุน้อยแบบนี้ ถ้าเกิดมีฝ่ายไหนเสียชีวิต มันจะน่าเสียดายยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งตายนับร้อยเท่า
  ความคิดของทุกคนไม่ได้อยู่บนเวทีอีก ดังนั้นหลิวหย่งเหวินกับพรรคพวกจึงใช้โอกาสนี้จากไปอย่างเร่งรีบโดยไม่ได้พูดอะไรสักคำ
  อาจารย์คนอื่นก็รีบจากไปเช่นกัน แถมยังไม่มีใครพูดถึงฟางผิงอีก
  …..
  หลังจากนั้นสักครู่
  นอกชมรมวิถียุทธ
  ฟางผิงถามเสียงเบา “อาจารย์ ผมควรทำอะไรต่อไป?”
  “นาย?”
  หลูเฟิ่งโหรวพูดอย่างฉุนๆ “นายจองตั๋วรถไฟไว้ตอนบ่ายไม่ใช่รึไง? กลับบ้านไป นายจะทำอะไรได้อีก?”   “กลับบ้านเวลานี้ก็ดีเหมือนกัน มันเป็นครั้งแรกที่นายฆ่าคนใช่ไหม?”
  “อืม”
  “นายทำได้ไม่เลว แต่จิตใจนายยังไม่มั่นคงแน่นอน กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ปล่อยให้จิตใจได้พักสักหน่อย พอนายชินก็ไม่เป็นไรแล้ว”
  “พอหมดวันหยุด นายก็มาหาฉันอีกครั้ง ฉันจะวางแผนให้”
  “แล้วหวังจินหยาง…”
  “เขา?”
  หลู่เฟิ่งโหรวคิดสักครู่แล้วพูด “เขาประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง สามขั้นล่างยังไม่เท่าไหร่ แต่พอเข้าสามขั้นกลางเมื่อไหร่ เราจะถือว่าเป็นบุคคลสำคัญ”
  “แผนของเจ้าเด็กนี่ไม่ใช่เล็กๆ เขามาเซี่ยงไฮ้ก็หมายความว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เขากำลังหาโอกาสเตรียมทะลวงขั้นสู่สามขั้นกลาง”   “พอเขามาถึงสามขั้นกลาง ถ้าเขาไม่ยินยอม ก็มีคนไม่มากแล้วที่ใช้งานเขาเป็นเบี้ยได้”
  “กลับเรื่องเดิม…”
  หลู่เฟิ่งโหรวมองฟางผิงและพูดด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายหน่อยๆ “พวกนายสองคนต่างกันปีเดียวใช่ไหม? ความแตกต่างกว้างใหญ่เกินไป นักศึกษาโม๋อู่ที่ถูกเขากดดันไม่กล้าเปิดปากด้วยซ้ำ นายจำเป็นต้องวางแผนขนาดนี้เพื่อจัดการกับอีแค่ผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งสูงสุดงั้นเหรอ?”
  ฟางผิงตะลึง เขาคิด ‘ฉันกำลังโดนดูถูก? โดนวิจารณ์?’
  ‘ฉันพึ่งเข้ามหาลัยวิชายุทธ และฉันก็เอาชนะและสังหารผู้ฝึกยุทธขั้นหนึ่งสูงสุดไปสองคน ฉันเป็นตัวเอกที่แท้จริง!’

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 114 ฉันคือตัวเอกที่แท้จริง!"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย