ข้าคือเขยผู้ยิ่งใหญ่ - บทที่ 781 ผมเป็นนักแสดงชายยอดเยี่ยมนะ
บทที่ 781 ผมเป็นนักแสดงชายยอดเยี่ยมนะ
“ผู้กำกับโค่ว ผมไม่ขอค่าตัวเยอะ ให้แค่ไม่กี่ร้อยล้านก็พอ!”
เสียงสบายๆของเย่เทียนดังขึ้นข้างหู โค่วเฉิงตากระตุกเล็กน้อย ไม่กี่ร้อยล้านเหรอ ค่าตัวเซ่เจียยังไม่สูงขนาดนี้เลย
เซ่เจียอีกด้านก็หมดคำจะพูด เธอก้าวขึ้นมาเล็กน้อยและพูดกับโค่วเฉิง
“ผู้กำกับโค่ว ในเมื่อคู่หมั้นของฉันพูดขนาดนี้แล้ว
ฉันรับเล่นภาพยนตร์ของคุณก็ได้ค่ะ แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะคะ”
โค่วเฉิงปลื้มปิติขึ้นมาในบัดดล เขารีบพยักหน้าตอบ
เรามาคุยกันในส่วนของเงื่อนไขการร่วมงานต่างๆ”
“สบาย ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณหนูเซ่เจียว่างไหม
เย่เทียนเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้าง “เรื่องนี้คุณคุยกับผมก็ได้!”
โค่วเฉิงมีสีหน้ากลัดกลุ้มขึ้นในบัดดล เจ้าคนตรงหน้านี่เป็นพวกหน้าเงินชัดๆ ถ้าคุยกับเขาจริงๆ คงโดนไถเอาตายแน่
แต่เซ่เจียไม่ว่าอะไร เขาก็ไม่อาจปฏิเสธ จึงได้แต่เดินตามเย่เทียนไปอีกด้านด้วยความจนใจ
จนกระทั่งเวลานี้
จะถ่ายภาพยนตร์จริงๆเหรอ ก่อนหน้านี้พี่บอกว่าแค่อยากร้องเพลงเฉยๆไม่ใช่หรือไง ไม่อยากเข้าร่วมงานอื่นไม่ใช่เหรอ”
เจี่ยซือหวี่ถึงรีบมาอยู่ข้างกายเซ่เจีย ขมวดคิ้วพลางเอ่ย “พี่เจียเจีย
“คนเราเปลี่ยนกันได้”
เซ่เจียยิ้มน้อยๆ “อย่างเธอ นี่เพิ่งผ่านมานานเท่าไหร่เอง เธอยังเริ่มชินกับชีวิตในตอนนี้เลย”
ไม่รอให้เจี่ยซือหวี่ตอบ เธอเปลี่ยนเรื่องพูดอีกครั้ง “เรื่องที่ฉันบอกเธอเมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง ด้านสำนักขุนเขาตอบอะไรไหม”
เจี่ยซือหวี่ส่ายหัวเล็กน้อย “ยัง”
“หวังว่าจะทันนะ”
เซ่เจียถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทอดสายตามองเย่เทียนอีกครั้ง นัยน์ตาคู่สวยเปี่ยมความนุ่มนวล
ขณะเดียวกัน เฮ่อจงเทียนที่โดนไล่ออกไปเซ็งถึงขีดสุด เขาไม่สนภาพลักษณ์ดาราของตัวเอง จ้องหน้ายามหน้าสนามกีฬาและด่ากราด
แต่ ยามทั้งหลายไม่สะทกสะท้าน ปล่อยให้เขาด่าเหมือนแม่ค้าตลาด
“ไอ้สารเลว รอก่อนเถอะ เรื่องนี้ฉันไม่ยอมจบแค่นี้แน่!”
ด่าอยู่หลายนาทีเต็ม ในที่สุดเฮ่อจงเทียนก็ยอมหยุด ภาพของเย่เทียนปรากฏขึ้นในหัว โกรธจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ยังไงซะเขาก็เป็นดารา เคยถูกปฏิบัติแบบนี้ซะที่ไหน ถึงขั้นโดนไล่ออกมา หากเรื่องนี้แพร่ออกไปต้องขายหน้าขนาดไหน!
แต่ เขาไม่กล้าพาลโกรธเซ่เจีย ได้แต่ระบายความแค้นเคืองทั้งหมดใส่เย่เทียน
คิดมาถึงนี่ เขาหยิบมือถือออกมาด้วยความเจ็บใจ โทรไปถึงห้องทำงานของสารวัตรตำรวจ
เจียวซินข่ายกำลังนั่งสัปหงกในห้องทำงานด้วยขอบตาดำคล้ำ เสียโทรศัพท์ที่ดังขึ้นกะทันหันส่งผลให้เขาตกใจจนแทบล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เมื่อวานเย่เทียนอาละวาดในสถานีเสียใหญ่โต
ไม่รอให้เขาได้หายเหนื่อย ก็ได้ข่าวว่าเกิดเรื่องกับสวีพานอีก เขาผู้กลัวเหลือเกินว่าแก๊งหวงจี๋จะก่อจลาจล
จึงเครียดจนนอนไม่หลับทั้งคืน
“อาเจียว ด้านคุณยุ่งมากไหมครับ?”
พอรับสายปุ๊บ เสียงของเฮ่อจงเทียนก็ดังเข้ามา
“เสี่ยวเทียนเหรอ
กลับมาแล้วก็มาหากันหน่อยสิ ป้าของนายคิดถึงนายมากนะ”
ทำไมถึงมีเวลาโทรหาฉันล่ะ? กลับมาเมืองจินแล้วเหรอ
พี่น้องของปู่ทวดเฮ่อจงเทียนเป็นน้าของเจียวซินข่าย ถึงแม้ผ่านไปหลายปีเริ่มห่างเหินกันแล้ว
แต่ทั้งสองก็ยังเป็นญาติกัน พอได้ยินเสียงของเฮ่อจงเทียน
เจียวซินข่ายก็ได้แต่เรียกสติ
“อาเจียว คืนนี้ผมไปดื่มเป็นเพื่อนอา แต่…..”
เฮ่อจงเทียนพูดเป็นมารยาท ก่อนจะตรงเข้าประเด็น “ตอนนี้ผมมีเรื่องให้อาช่วย”
เจียวซินข่ายรู้สึกดีกับเฮ่อจงเทียนอยู่มาก จึงไม่ปฏิเสธ
“เสี่ยวเทียน พูดแบบนี้จะห่างเหินเกินไปแล้วนะ มีอะไรก็ว่ามาเถอะ
ขอแค่ไม่ผิดกฎหมาย อาช่วยนายอยู่แล้ว!”
“ไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้วครับ!”
เฮ่อจงเทียนรีบบอก “คือว่ามีคนหนึ่งทำร้ายผม ผมอยากให้อาส่งคนมาจัดการหน่อยครับ จับเขาไปขังสักสามสี่วันยิ่งดีเลยครับ!”
“ทำร้ายนาย?”
เจียวซินข่ายผงะ
อาจำได้ว่านายเคยเรียนมาไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงโดนคนอื่นทำร้ายเอาได้ล่ะ?”
พูดด้วยความฉงน “เสี่ยวเทียน
“อาเจียว อาก็รู้นี่ ยังไงซะผมก็เป็นบุคคลสาธารณะ ถ้ามีเรื่องวิวาทกับคนอื่นกลางถนนคงไม่เป็นผลดี”
เฮ่อจงเทียนตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่กล้าพูดเรื่องที่โดนเย่เทียนถีบไปสองที
“อาเข้าใจ เอาอย่างนี้ นายอยู่ที่ไหน อาจะส่งคนไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เจียวซินข่ายพยักหน้าอย่างถึงบางอ้อ
และไม่ได้พูดอะไรอีก ยังไงซะหากไม่พูดถึงสายเลือดที่มีร่วมกันอันน้อยนิดของทั้งสอง เฮ่อจงเทียนก็เป็นผู้ถูกกระทำเหมือนกัน
การส่งตำรวจไปจัดการเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว
“อาเจียว ตอนนี้ผมอยู่ที่สนามกีฬา ครั้งนี้รบกวนอาด้วยนะครับ เดี๋ยวคืนนี้ผมจะเอาเหล้าอย่างดีไปดื่มกับอาเลย!”
เฮ่อจงเทียนเบิกบานขึ้นมาในบัดดล นัยน์ตาฉายแววคับแค้น รำพึงกับตัวเอง
ฉันจะให้นายได้รู้ว่าล่วงเกินฉันจะมีจุดจบเช่นไร!
: ไอ้สารเลว ในเมื่อนายกล้าอัดฉัน
…..
เย่เทียนไม่รู้หรอกว่าเฮ่อจงเทียนจะผูกใจเจ็บ แล้วยังเรียกคนอื่นมาหาเรื่องตัวเองอีก หลังจากคุยรายละเอียดคร่าวๆกับโค่วเฉิงแล้ว เขาอารมณ์ดีสุดๆ
แต่ เย่เทียนอารมณ์ดี อารมณ์ของโค่วเฉิงกลับต้องใช้คำว่าไม่เหลือน้ำตาจะไหลบรรยาย
เขาในฐานะผู้กำกับชื่อดังระดับโลก ไปขอให้ผู้อื่นมาร่วมงานถ่ายภาพยนตร์ด้วยกัน มีครั้งไหนบ้างที่อีกฝ่ายไม่ซาบซึ้ง
หนนี้สิดี เย่เทียนเป็นแค่เด็กใหม่ไม่เท่าไหร่ ยังไม่นับว่าเป็นคนในวงการบันเทิงด้วยซ้ำ กลับบังอาจต่อรองราคากับเขา
แต่น่าเสียดาย เขาจะเอาเซ่เจียมาเล่นเรื่องนี้ให้ได้ เซ่เจียดันจะเอาเย่เทียนมาเป็นพระเอกให้ได้ เขาไม่เหลือหนทางเลย
“ผู้กำกับโค่ว ผมว่าบทของคุณยังไม่ค่อยดี มีความจำเป็นต้องแก้ครับ”
เย่เทียนเสนอความคิดเห็นกับผู้กำกับโค่วไม่หยุด “อย่างเช่นเราเพิ่มฉากจูบเข้าไป นี่เป็นจูบแรกในจอของผมเลยนะ ผมถือว่าเสียสละเพื่อศิลปะใช่ไหมครับ?”
โค่วเฉิงอัดอั้นจนแทบกระอักเลือด รำพึงไปว่าอย่างนายน่ะเหรอเสียสละเพื่อศิลปะ? ตอนขอเงินไม่เห็นนายพูดแบบนี้เลย
อ้าปากปุ๊บก็ขอกำไรเขา 30% ถ้าไม่ใช่ว่าค่าตัวเซ่เจียรวมอยู่ในนี้แล้ว เขายังจะสะบัดผมเดินออกไปจริงๆ
ในสายตาโค่วเฉิง เย่เทียนเป็นคนต่ำช้าหน้าเงินเต็มร้อย ลูกตาแทบจะหลุดเข้าไปอยู่ในโถเงินแล้ว!
โชคดีที่ราคานี้ไม่สูงกว่าที่โค่วเฉิงคาดการณ์ไว้มากนัก
ยังไงซะตัวเซ่เจียเป็นนักร้องอยู่แล้ว ถึงแม้ก่อนหน้านี้เคยถ่ายซีรี่ส์มาบ้าง แต่ไม่เคยถ่ายภาพยนตร์มาก่อน นี่ถือเป็นครั้งแรก
ย่อมเป็นกระแสร้อนแรงแน่นอน
“ได้! คุณเย่
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่เหมาะจะคุยเรื่องพวกนี้ ฉันว่าเรานัดเวลากัน
แล้วเราค่อยมาคุยรายละเอียดพวกนี้กันดีกว่า”
โค่วเฉิงกลัวเย่เทียนแล้วจริงๆ กลัวเหลือเกินว่าถ้าพูดต่อไปจะเสียเยอะกว่านี้ คิดเพียงออกจากที่นี่ก่อน แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญมาจัดการแทน
เย่เทียนไม่ว่าอะไรกับเรื่องนี้ เขาเสแสร้งไปอีกไม่กี่ประโยค หลังจากเห็นโค่วเฉิงออกไปแล้ว ถึงมาอยู่ข้างกายเซ่เจียด้วยรอยยิ้มกว้าง
จนกระทั่งบัดนี้ เซ่เจียถึงถามขึ้นด้วยความสงสัยอย่างอดไม่ได้ “อยู่ๆทำไมนายถึงอยากถ่ายภาพยนตร์ล่ะ?”
“ไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ก็เลยอยากเหลืออะไรไว้เพื่อพิสูจน์ว่าฉันก็เคยอยู่บนโลกใบนี้”
เย่เทียนยิ้มอย่างเหนื่อยอ่อน
ไม่รอให้เซ่เจียตอบ เขาพูดขึ้นอีกครั้งด้วยความคาดหวัง “อีกอย่าง ยังไงซะในชีวิตจริงฉันก็เป็นนักแสดงชายยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ได้ร่วมถ่ายภาพยนตร์กับเธอ
ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่เลว……”