ข้าคือเขยผู้ยิ่งใหญ่ - บทที่ 689 พลาดแล้วพลาดเลย
พอเห็นเย่เทียนล้มลูกสมุนตัวเองได้อย่างง่ายดาย เติ้งเจี้ยนข่ายสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
เวลานี้เขาหมดสิ้นหนทาง ไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์แล้วจริงๆ!
“เซวฟู่ยี่ นายอย่าให้มันเกินไปนัก”
“ฉันทำเกินไปเหรอ?”
เซวฟู่ยี่ไม่ใส่ใจเลยสักนิด เขาแสยะยิ้ม “เมื่อกี้ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันไม่ต้องการกีบหมูของนาย แค่นายถอดหมดแล้วเดินออกจากที่นี่ก็พอ!”
“วางใจเถอะ ฉันไม่อำมหิตเหมือนนาย ฉันอนุญาตให้นายเหลือกางเกงในไว้ได้!”
“เซวฟู่ยี่ นี่นายยังไม่เกินไปอีกเหรอ”
เติ้งเจี้ยนข่ายเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ถ้าฉันออกไปในสภาพเปลือยจริงๆ ฉันจะมีหน้าออกสังคมได้ยังไงอีก? ถ้านายจะเหยียดหยามฉันถึงเพียงนั้น เท่ากับเป็นการบีบบังคับให้ตระกูลเติ้งของฉันเปิดศึกกับตระกูลเซวของนายอย่างไม่ต้องสงสัย!”
“เปิดศึก? นายสำคัญตัวเองเกินไปรึเปล่า”
เซวฟู่ยี่หัวเราะ ยักไหล่พลางกล่าว “สุดท้ายแล้วความแค้นระหว่างเราเป็นเพียงเรื่องบาดหมางของเด็กๆ ขอเพียงฉันไม่ทำร้ายนายถึงชีวิต คนระดับอาวุโสก็จะไม่ยุ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ร้ายแรงถึงขั้นตระกูลเปิดศึกกัน”
“เติ้งเจี้ยนข่าย ภาพที่นายดูถูกฉันเมื่อครึ่งเดือนก่อนปรากฏในหัวฉันตลอดมา วันนี้ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องให้นายได้ลิ้มรสแบบนั้นบ้าง!”
พูดจบ เขาหันไปสบตากับเย่เทียน ส่งเสียงหัวเราะร้ายๆออกมาพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน พวกผู้หญิงกลุ่มหลู่ซีซานยังคุยเรื่องลับๆกันอยู่
“ก่อนหน้านี้ยัยหนูเซ่เจียอันตรธานหายจากวงสังคมไปโดยไม่บอกกล่าว จนกระทั่งหลายวันก่อนเพื่อนสาวคนหนึ่งของเธอมาหาฉัน ฉันถึงรู้ว่าเย่เทียน….”
หลู่ซีซานส่ายหัวอย่างเอือมระอา กำลังจะพูดต่อให้จบ กลับมีคนมาเคาะประตูห้อง จึงปิดปากเงียบทันที
คิ้วเรียวของชิวอวี้ขมวดเล็กน้อย เธอเดินไปเปิดประตูอย่างรู้หน้าที่ เพื่อไม่ไปรบกวนสองสาวในห้อง
แต่ในไม่ช้า ชิวอวี้ก็เดินกลับมาฉับไวด้วยสีหน้าร้อนใจ และพูดอย่างร้อนรน “คุณหนู คุณหนูเติ้ง แย่แล้ว มีคนก่อเรื่องกันด้านนอก!”
“ก่อเรื่อง?!”
เติ้งเหวินผงะ คิ้วขมวดเป็นปมในบัดดล “คนฝ่าย รปภ ล่ะ? เรื่องเล็กแค่นี้ทำไมถึงพาลมาถึงที่นี่”
“คุณหนูเติ้ง เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับคุณค่ะ อีกอย่าง….”
ชิวอวี้หัวเราะเฝื่อนๆ เงยหน้ามองหลู่ซีซานหงอยๆ ไม่ยอมพูดให้จบ
หลู่ซีซานที่รู้จักนิสัยชิวอวี้ดีจะเดาไม่ออกได้ยังไงว่าเธอคิดอะไรอยู่ จึงอึ้งไปเล็กน้อย “ชิวอวี้ เธอคงไม่ได้หมายความว่าคนที่ก่อเรื่องคือเย่เทียนหรอกนะ?”
“คุณหนูเดาไม่ผิดค่ะ”
ชิวอวี้พยักหน้า รีบบอกต่อข้อมูลที่คนใต้บัญชาแจ้งมาให้กับสองสาวฟัง
“ไอ้หมอนี่เป็นตัวซวยจริงๆ ไปถึงไหนมีเรื่องถึงนั่น”
หลังจากหลู่ซีซานทราบเรื่องทราบราวทุกอย่างแล้วส่ายหัวอย่างเอือมระอา ยิ้มเฝื่อนๆพลางเอ่ย “น้องเติ้งเหวิน ถ้าฉันจำไม่ผิดเติ้งเจี้ยนข่ายน่าจะเป็นญาติผู้น้องของเธอใช่ไหม?”
“ฉันไปดูหน่อยแล้วกัน”
เติ้งเหวินพยักหน้าเล็กน้อย ในเมื่อแจ้งเรื่องมาถึงเธอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเติ้งเจี้ยนข่าย แค่ในฐานะผู้จัดการงานแข่งม้า เธอก็ต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“รอเดี๋ยว ฉันจะไปดูด้วย”
หลู่ซีซานยกยิ้มมีเลศนัยที่มุมปาก รีบเดินไปอยู่ตรงหน้าเติ้งเหวินในไม่กี่ก้าว ก่อนจะคล้องแขนเธออย่างสนิทสนม เดินออกไปข้างนอกพร้อมกัน
ส่วนชิวอวี้ผู้เป็นคนรับใช้ย่อมไม่ว่าอะไร รีบตามฝีเท้าของสองสาวไป ทั้งสามคนออกจากห้องอย่างรวดเร็ว และเดินไปที่สถานที่เกิดเหตุพร้อมกัน
ส่วนสถานที่เกิดเหตุในตอนนี้กลับเงียบเชียบ สายตาทุกคนในที่นี้พากันจับจ้องที่เย่เทียน เซวฟู่ยี่ และเติ้งเจี้ยนข่ายสามคน
เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้ เกินกว่าที่พวกเขาคาดไปไกล
แต่ใครก็ตามที่ตาดีย่อมดูออกว่าตั้งแต่เริ่มการพนันของคนสองคนในตอนแรก เติ้งเจี้ยนข่ายก็โดนเย่เทียนจูงจมูกอยู่ตลอด
เริ่มจากเชอร์ชิลที่ได้ที่โหล่มาตลอดครองแชมป์อย่างผิดปกติ จากนั้นเย่เทียนล้มลูกสมุนของเขาอย่างง่ายดาย จนตอนนี้ยังนอนครวญคราวอย่างเจ็บปวดอยู่บนพื้น
ส่งผลให้สายตาที่คนฉลาดเหล่านี้มองเย่เทียนหนักหน่วงขึ้น และลอบตัดสินใจว่าต้องสืบที่มาที่ไปของเย่เทียนมาให้ได้ คนแบบนี้หากเป็นเพื่อนได้ก็อย่าเป็นศัตรูกันเด็ดขาด!
ยังไงซะ ดูจากสติปัญญา พลังรบที่เย่เทียนแสดงให้เห็น รวมถึงภูมิหลังของเขาก็ชวนจับตามองเช่นกัน
หน้าตาเติ้งเจี้ยนข่ายเลิ่กลั่กเล็กน้อย บัดนี้เขากลายเป็นเหยื่อรอโดนเชือด รุกก็ไม่ได้ รับก็ไม่ไหว
เซวฟู่ยี่ที่มีเย่เทียนหนุนหลังองอาจสุดๆ เขาหัวเราะเย็นๆพลางเอ่ย “เป็นยังไง นายตัดสินใจได้หรือยัง ให้ฉันถอดเสื้อผ้านายหรือนายจะถอดเอง?”
“นาย….”
เติ้งเจี้ยนข่ายโกรธจนหน้าแดงก่ำ อึดอัดใจจนแทบกระอักเลือด
ตั้งแต่เขามาอยู่ที่เมืองจิน มีแต่เขาไปดูถูกคนอื่น คิดไม่ถึงว่าบัดนี้จะลงเอยเช่นนี้ อย่างที่เขาว่ากันว่าเล่นกับหมา หมาเลียปาก!
“นายอย่าแตะฉันนะ ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่”
“นายเคยปล่อยฉันด้วยเหรอ”
“เซวฟู่ยี่ไม่คิดจะปล่อยเติ้งเจี้ยนข่ายไป ครึ่งเดือนก่อนเขาเองก็อับอายแทบตาย เติ้งเจี้ยนข่ายยอมปล่อยเขาเหรอ?
ขณะที่พูด เขาก้าวออกไปหาเติ้งเจี้ยนข่ายอย่างเด็ดเดี่ยว
เซวฟู่ยี่ไม่ใช่นักบู๊ แต่ก็เคยโดนอารองเซวและคนอื่นๆฝึกมา เทียบกับคนธรรมดายังถือว่าได้เปรียบอยู่ บัดนี้ข้างกายเติ้งเจี้ยนข่ายไม่มีลูกสมุน เขาจะกลัวเติ้งเจี้ยนข่ายได้ยังไง?
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ไม่มีทางที่เขาจะทำเกินเหตุขนาดนี้ แต่ตอนนี้มีเย่เทียนยุยง เขาก็มีความคิดอยากล้างแค้นอยู่บ้าง
มาถึงขั้นนี้แล้ว เย่เทียนไม่มีทีท่าจะเข้าไปช่วย เขาอยู่เมืองจินมาไม่นาน แต่ก็พอรู้นิสัยของสองพี่น้องตระกูลเซวแล้ว และคาดเดาความคิดของเซวซิวเหวินอย่างใจกล้า
แม้ว่าเซวฟู่ยี่จะไม่เคยฝึกพลังบู๊มา แต่หัวไวกว่าเซวซิวเหวิน หากเดาไม่ผิด ในภายภาคหน้าเซวซิวเหวินต้องส่งมอบตำแหน่งเจ้าบ้านให้กับเซวฟู่ยี่แน่ๆ
ประเด็นสำคัญคือ นิสัยของเซวฟู่ยี่คิดเยอะเกินไป ห่วงนู่นห่วงนี่ หากได้เป็นเจ้าบ้านตระกูลเซวจริงๆ เกรงว่าอาจจะทำได้แค่ค้ำจุนตระกูลเซวไม่ให้ถอยหลังลงคลอง อย่าไปพูดถึงเรื่องก้าวหน้าเลย
และเพราะเหตุนี้ เย่เทียนถึงแกล้งกระตุ้นเซวฟู่ยี่ ให้เขาเข้าใจว่าคนบางคนยอมไม่ได้ มิฉะนั้นรังแต่จะปล่อยให้อีกฝ่ายได้คืบจะเอาศอก นี่ก็ถือว่าตอบแทนที่เซวฟู่ยี่ดูแลเขาในช่วงนี้
“เซวฟู่ยี่ นายจะทำให้มันแตกหักกันไปเลยจริงๆใช่ไหม”
เมื่อเห็นเซวฟู่ยี่เดินหน้าเข้ามา เติ้งเจี้ยนข่ายถอยหลังไปหลายก้าวอย่างอดไม่ได้ และพูดด้วยสีหน้าอึมครึม “นายคิดให้ถี่ถ้วนนะ ถ้าฉันต้องเสียหน้าขนาดนี้ หลังจากนี้รับรองว่าฉันจะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนายทุกอย่าง นายคิดเอาเองแล้วกันว่าคุ้มไหม”
“ฟู่ยี่ นายเป็นคนที่ดีทุกอย่าง แต่บางครั้งคิดมากเกินไป”
ไม่รอให้เซวฟู่ยี่พูดอะไร เย่เทียนชิงเตือนขึ้นก่อน “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คุณชายเติ้งขายหน้าขนาดนี้ หลังจากนี้ต้องอยากหาทางกู้หน้าแน่ๆ”
“ยังไงซะก็มีผลลัพธ์เหมือนกัน ไม่ต้องกลัวว่าจะล่วงเกินเขาเกินไปหรอก อย่างน้อยต้องให้พวกปลาซิวปลาสร้อยที่เหลือรู้ว่ายังไงซะนายก็เป็นคุณชายรองเซว ไม่ใช่ใครก็มาแหยมด้วยได้”
“นี่เป็นโอกาสดีที่จะเชือดไก่ให้ลิงดู พลาดแล้วพลาดเลยนะ”
เซวฟู่ยี่ตรึกตรองคำพูดของเย่เทียน คิดแล้วก็ใช่หลักการนี้จริงๆ ในเมื่อแตกหักไปแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าเรื่องจะใหญ่กว่านี้!
คิดได้ดังนั้น นัยน์ตาเขานิ่งค้างไป และตัดสินใจได้ทันที!