เกิดใหม่เป็นตัวร้ายโหลยๆแล้วทำไม? - ตอนที่ 329
< < 203 Sec1 > >
‘แดนนรกกินคน’ คือชื่อเรียกของแถบทะเลทราบสีแดงแห่งหนึ่งภายในทวีปเกรล ที่แห่งนั้นถูกขนานนามว่าสถานที่ที่อันตรายที่สุดบนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับ— ‘ป่าอาถรรพ์’ ศูนย์รวมความชั่วร้ายของโลก ‘มหาสมุทรเบอร์มิวด้า’ มหาสมุทรไร้ทางออก ‘มหาเขาวงกต’ ดันเจี้ยนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปแซร์อิซ
สถานที่ทั้งหมดล้วนถูกขนานนามว่าพื้นที่อันตรายสูงสุดบนโลก เหตุผลที่ถูกเรียกอย่างนั้นก็ง่ายแสนง่ายเลย
ดังภาพที่ผมเห็นจากบนท้องฟ้า
ทะเลทราบสีแดง–เต็มไปด้วยมอนสเตอร์ระดับ B ถึง A ยั้วเยี้ยไปหมด มองด้วยตาเปล่าจากบนผืนทะเลทรายเฉยๆ ไม่นับตัวที่อยู่ข้างใต้ก็ปาไปหลายสิบตัวได้แล้ว
แค่คิดว่าต้องเดินเท้าบนแดนนรกกินคนก็สยองแล้ว ต่อให้เป็นผมแต่ถ้าเยอะขนาดนี้ก็แอบเหนื่อยเหมือนกันนะจะบอกให้
เอาเถอะ ยังไงๆผมก็ไม่จำเป็นต้องเดินเท้าน่ะนะ ก็เพราะว่าผมมีผู้ถือครองอำนาจของมหามังกรอยู่—หนิงนั่นเอง
ขณะนี้ตัวผม เรเซอร์ ดราแคล์ นั่งอยู่บนหลังของมหามังกรเพลิง พร้อมกับอัศวินข้างกาย ‘ชิน’ และเหล่าสหายอย่าง มหามังกรเพลิง ‘ฟัฟนิร์’ เพื่อนพระเอก ‘เรย์’ แล้วก็แขกที่ได้รับเชิญมาโดยผมเอง เทพแห่งธรรมชาติ ‘เอโด-เวโด้’ หรือ ‘คาร่า’ ตามด้วยบริวารของคาร่า ผู้ถือของวิญญาณระดับเทพ ‘การ์ป’
พวกผมลอยอยู่เหนือจากพื้นดินบนหลังของหนิงราวสองกิโลเมตรได้ ระหว่างที่รอให้ไปถึงจุดมุ่งหมายคัลเซเรมก็นั่งแวะชมวิวทิวทัศน์ไปด้วย
“นี่ถ้าไม่มีท่านหนิงแย่เลยนะขอรับ ท่านฟัฟนิร์ด้วยพลังที่น้อยนิดอย่างในปัจจุบันทำให้ไม่สามารถกลับคืนสู่ร่างมังกรได้”
“ก็ประมาณนั้นแหละนะ”
ถ้าต้องเดินทางบนพื้นดิน ผมมั่นใจว่าอาจต้องใช้เวลาหลายวันทีเดียว ไม่ใช่แค่ต้องคอยเคลียร์มอนสเตอร์ตามทางตลอดเวลา ผมยังต้องเลือกเดินทางที่ปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าราชันย์มอนสเตอร์ ‘อีสเตอร์’ อีกด้วย ถึงอีกใจจะอยากลองเผชิญหน้าโดยตรงสักครั้งก็เถอะ แต่นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นพิเรณทร์ ผมจึงยับยั้งความตั้งใจนี้เอาไว้ และเดินทางโดยกะให้ไว และปลอดภัยที่สุด
กระนั้น
“หนุ่มน้อย เหมือนว่าจะมีตัวอะไรบางอย่างไล่ตามมาจากข้างหลังแหน่ะ”
เทพแห่งธรรมชาติ คาร่ากล่าวเตือนผมพร้อมรอยยิ้ม ผมหันไปมองข้างหลังก็ไม่เห็นจะมีตัวอะไรบินตามมา
“…ไม่เห็นจะมี—”
พริบตาเดียว เหนือศรีษะของผมและร่างมังกรของหนิงก็มีหางตะขาบขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน หางนั้นพุ่งลงมาตามแรงโน้มถ่วงโลก หมายจะกระแทกเข้ากับร่างของมหามังกร
“ตะ ตัวบ้าอะไรเนี่ย!!!?”
“อะ อะ อะ อะ อะ!!!!”
เรย์กรี๊ดร้องเสียงดัง ฟัฟนิร์ติดสตั้นอย่างรุนแรง–ผมถีบเรย์ไปทางชินให้หมอนั่นรับตัวเรย์เอาไว้ ก่อนจะพุ่งไปหิ้วตัวฟัฟนิร์เหมือนกับหิ้วแมว จากนั้นพวกเราทุกคนตัดสินใจกระโดดลงจากร่างของหนิงทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น
เหตุผลที่ไม่คิดจะสู้สวนเป็นเพราะ–การโจมตีด้วยหางของเจ้าสิ่งนี้มันสุดจะบรรยาย
“บัดซบบบบบ!!!!!!”
โชคร้ายที่หนิงที่หมดทางหนีก็ไม่พ้นโดนเล่นงาน
ตู้ม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เสียงร้องพร้อมกับเสียงตวัดหางลากร่างมังกรของหนิงลงไปกับพื้นนั้นดังสนั่นไปทั่วทั้งผืนทะเลทราย บนพื้นดินเกิดรอยยุบขนาดยักษ์ซึ่งเป็นที่รองร่างของหนิง
ผมที่ลอยกลางอากาศได้เปิดใช้งานคทาเวทย์เรลันดาฟ เอาผ้าคลุมออกจากคทาเวทย์ และขึ้นขี่บนคทาเวทย์พร้อมกับหิ้วฟัฟนิร์ไว้ใต้แขน อีกฝั่งก็อาศัยวิญญาณระดับเทพที่สามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงได้ของการ์ปให้ทุกคนอยู่ในสถานะที่บินได้
เจ้าสิ่งนั้นที่จู่โจมพวกผม—คือตัวตนที่คล้ายตะขาบสีดำขนาดยักษ์ใหญ่ จากบนฟ้าตั้งสองกิโลเมตร ไล่ตั้งแต่หางที่มันใช้ฟาดลงมา ผมยังไม่เห็นหัวของมันเลยด้วยซ้ำ ใหญ่ยาวขนาดนั้นเชียวละ
ราวกับเรียกร้องตามคำขอ
หัวของมันผุดขึ้นจากผืนดิน แต่ดันไม่ใช่เรื่องดีนักที่มันพุ่งเข้าใส่หนิง
“อย่ามาอวดดีนะย่ะ!!!!!”
เสียงร้องของเธอนั้นดังฟังชัด
หนิงร่างมังกรลุกขึ้นยืน พร้อมกับเปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมา หล่อนคำรามออกมาจากปากขนาดยักษ์ เพลิงทำลายล้างพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของเจ้าสิ่งนั้น ทว่า—วงแหวนเวทย์ปรากฏขึ้นตรงหน้าของมัน อำนาจของมหามังกรได้ถูกกลืนกินไปจนหมดในพริบตาเดียว อย่างกับว่าพลังของหนิงถูกดูดไป
ทั้งๆที่มหามังกรมีมานาที่ไร้ขีดจำกัด แต่หนิงกลับเรียกเพลิงออกมามากกว่านี้ไม่ได้
เปลวเพลิงที่ปกคลุมทั่วทั้งร่าง และปีกที่หุ้มด้วยเพลิงดับสิ้นไม่เหลืออะไร หนิงในร่างมังกรตัวเปล่าๆถูกเจ้านั่นตวัดหางใส่หน้าท้องอย่างจัง
ตู้ม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ร่างมังกรสลายไปกลายเป็นร่างมนุษย์ตามเดิม หนิงกลิ้งไปมากับพื้นหลายตลบ และสลบไปทั้งอย่างนั้น
‘คุรรรรรรรร!!!!’
มันส่งเสียงร้อง และพุ่งเช้าใส่หนิง—ผมไม่รอช้า หันหัวของเรลันดาฟไปทางมัน และ
“[เฟรมบาสเตอร์]!!!!!!!!!”
เพลิงทำลายล้างสูงสุดขั้นบรรลุพุ่งออกจากปลายคทา ตรงไปที่สัตว์ประหลาดร่างคล้ายตะขาบ
เป็นอีกครั้งที่วงแหวนเวทย์ได้ปรากฏบนหัว เฟรมบาสเตอร์ถูกกลืนกินเหมือนกับเพลิงของหนิง ไม่ใช่แค่นั้นตัวของมันก็ค่อยๆผุดแสงสีแดง ก่อนที่มันจะระเบิดเป็นเปลวเพลิง
“หา!!!!?”
ตัวบ้าอะไรวะเนี่ย!!
“..อีสเตอร์”
ฟัฟนิร์ที่ถูกผมอุ้มอยู่จู่ๆก็ตัวสั่นขึ้นมา หล่อนจ้องมองไปที่สัตว์ประหลาดตนนั้นด้วยแววตาสิ้นหวังสุดจะบรรยาย
“มันคืออีสเตอร์!!!!!”
ผู้กลืนกินมนุษย์ ‘อีสเตอร์’ ราชันย์มอนสเตอร์ตัวสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่ในปัจจุบัน จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในแดนนรกกินคน
“อีสเตอร์? เหวอก็ว่าโหดจริง เล่นซัดหนิงไม่กี่ทีสลบเนี่ย”
ไอแบบนั้นต่อให้ผมจัดเต็มก็ไม่รู้จะทำไหวรึเปล่าเลยนะเว้ย อุตส่าห์มั่นใจในพลังทำลายของตัวเองแล้วแท้ๆ
“เห้ย!! ชินฟังนะ เหมือนว่าไอนี่จะชื่ออีสเตอร์แหละ!!!!”
ผมตะโกนบอกชินที่อยู่ห่างกันในระดับหนึ่ง เจ้าตัวพยักหน้ารับก่อนจะดิ่งลงพื้นไปด้วยพลังของการ์ป เห็นอย่างนั้นผมก็ตั้งเรลันดาฟชี้ไปทางหนิง และบินตรงไปทันที
โอ๊ะ—ระหว่างที่บินตรงไปอยู่นั้น เจ้าอีสเตอร์ก็ปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาตามร่างกาย กระสุนเพลิงนับพันพุ่งออกจากร่างของมัน ตรงเข้าใส่ทั้งผม และทางพวกชิน รวมถึงทางหนิงด้วย มันกะโจมตีรอบทิศเลย
นั่นคงจะเป็นเพลิงที่ได้จากการกลืนกินเวทมนตร์ของผมไป เพราะหลังจากมันปลดปล่อยเพลิงออกมา เปลวเพลิงในตัวของมันก็หายไปทันทีเลย
เป็นความสามารถที่ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว
ผมบินหลบกระสุนเพลิงทั้งหลาย บ้างก็ใช้เวทมนตร์ปัดป้อง บ้างก็ใช้ความเร็วของเรลันดาฟในการหลีกเลี่ยง รู้สึกเหมือนกำลังเล่น คอนoร้า อยู่เลยแฮะ
“ฮึบ!!”
ใช้เวลาไม่กี่วิผมก็มาถึงพื้นดินซึ่งหนิงนอนสลบอยู่ได้ทัน ทว่าอีสเตอร์ก็พุ่งมาติดๆ ด้วยตัวที่ใหญ่ยักษ์ และความเร็วของมัน ผมคิดว่ามันยากที่จะหลบให้ทันน่ะนะ
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอีสเตอร์ตรงๆ ฟัฟนิร์ก็สติแตกเละเทะ
“พวกเราทุกคนกำลังจะตายกันหมด!!!”
“หนวกหูจริง ถ้าจะไม่ทำอะไรก็ช่วยเงียบหน่อยเถอะน่า”
ช่วยไม่ได้แฮะ อาจจะต้องเจ็บตัวหน่อยแต่แลกก็แลกวะ
ผมชี้เรลันดาฟใส่อีสเตอร์ แต่ก่อนที่เวทมนตร์จะประทุขึ้น ดาบเรเปียร์ที่ห่อหุ้มด้วยเพลิงมหามังกรก็พุ่งกระแทกเข้าด้างข้างศรีษะของอีสเตอร์ จนส่วนหัวของมันถึงกับกลิ้งไปมากับพื้น
“เป็นพระคุณอย่างยิ่ง!”
“ด้วยความยินดีขอรับ!”
ชินตวัดเรเปียร์ไปมากับอากาศ เปลวเพลิงปะทุขึ้นอย่างกับกลจักรเพลิง เจ้าตัววิ่งเข้าใส่อีสเตอร์อย่างห้าวหาญ พร้อมกับส่งข้อความให้ผม
“จะถ่วงเวลาให้ขอรับ เชิญท่านเรเซอร์วางแผนจัดการอีสเตอร์ก่อนเลยขอรับ”
“เข้าใจแล้ว ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น อย่าฝืนตัวเองเชียวละ”
เจ้าตัวพยักหน้ารับ ก่อนจะระเบิดแรงถีบของขาพุ่งใส่อีสเตอร์ประหนึ่งสปริง
นอกจากชินก็มี การ์ป คาร่า แล้วก็เรย์ที่ตามมาด้วย
“การ์ปช่วยไปสนับสนุนชินที คาร่ารู้อะไรเกี่ยวกับอีสเตอร์บอกมาให้หมด เรย์อยู่ที่นี่แหละ”
“เข้าใจแล้ว”
การ์ปใช้พลังของตัวเองเร่งบินตามชินไปทันที คาร่ากับเรย์จ้องมาทางผมตามที่ขอ
“นอกจากที่หนุ่มน้อยรู้ทางนี้ไม่รู้หรอกนะจ๊ะ ถ้ารู้เดี๊ยนคงจะบอกตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว”
“นั่นสินะ ถ้านั้นก็ฝากเฝ้าหนิงที เรย์ด้วย ถ้าฉุกเฉินอะไรให้บอกฉัน จะรีบตรงมาช่วยทันที”
ผมควงเรลันดาฟหนึ่งจังหวะ ขึ้นไปยืนอยู่บนมันอีกครั้ง
“ฟัฟนิร์ตามฉันมา”
“มะ มะ ไม่เอา ไม่เอาอีสเตอร์ ไม่เอาอีสเตอร์ อะไรก็ได้แต่ไม่เอาอีสเตอร์!!”
“มาเถอะน่า หล่อนรู้เกี่ยวกับอีสเตอร์มากที่สุดเลยไม่ใช่รึไง?”
“..อะ อีสเตอร์ก็เหมือนตะขาบนั่นแหละ แค่กลืนกินความสามารถคืนอื่นมาเป็นพลังให้ตัวเองได้ กับเร็วมากๆ ตัวใหญ่มากๆ ถึกมากๆด้วย นอกเหนือจากนั้นก็–”
“ต่างกับตะขาบไปไกลละโว้ย!!”
ผมขืนใจฟัฟนิร์อุ้มเธอขึ้นมาบนไหล่ ยัยมหามังกรดิ้นไม่หยุด เห็นแล้วก็อยากจะปล่อยนางลงแต่นี่สถานการณ์ฉุกเฉิน ช่วยพยายามอีกสักหน่อยละกันเนอะ จากนั้นก็เร่งความเร็วสูงสุดออกบินด้วยเรลันดาฟตามพวกชินไปทันที
เพียงพริบตาเดียวผมก็มาถึงจุดที่ชินกับการ์ปไปสู้กับอีสเตอร์
ชินเป็นตัวหลักในการต่อสู้ เขาเข้าไปปะทะกับอีสเตอร์ด้วยดาบเรเปียร์ และพุ่งหลบไปมาอย่างรวดเร็ว พลางได้รับการสนับสนุนจากการ์ป ควบคุมแรงโน้มถ่วงหลายๆจังหวะให้รอดพ้นจากอีสเตอร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น
สมกับเป็นชิน หมอนั่นใช้วิธีต่อสู้ที่ฉลาดที่สุดสำหรับการถ่วงเวลากับศัตรูที่สู้ตรงๆไม่น่าจะไหว ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวไม่มีส่วนไหนที่สูญเปล่าเลย ผมละประทับใจในอัศวินข้างกายของผมคนนี้จริงๆ
เอาเป็นว่า ทางนี้ก็ต้องช่วยด้วย
เวทมนตร์เพลิงไม่ได้ผลกับอีสเตอร์ คิดว่าเวทมนตร์อื่นๆเองก็ไม่น่าจะไหว เพราะอีสเตอร์เท่าที่เจอมันสามารถกลืนกินมานาได้ กระทั่งเพลิงทำลายล้างของมหามังกรมันยังกินได้เลย ให้พูดก็คือมันกลืนกินมานาได้
ขอบเขตุความสามารถกว้างขนาดไหนกัน? นี่คือเรื่องที่ต้องพิสูจน์
ผมปล่อยให้ชินกับการ์ปถ่วงเวลาอีสเตอร์เอาไว้ โชคดีที่มันรับมือกับศัตรูตัวเล็กๆได้ไม่ค่อยดี
“ฮึบ”
ผมชี้เรลันดาฟขึ้นไปบนท้องฟ้า ใช้เทคนิครวบรวมมานาขั้นสูงผนวกกับวิหคอมตะที่พวยพุ่งอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อที่จะเร่งประสิทธิภาพการรวบรวมมานาให้ดีที่สุด จากนั้นผมก็ทำการแปลงมานาที่ได้เป็นเวทมนตร์ที่ต้องการ
ถ้าเกิดเวทมนตร์ธรรมดาไม่ได้ผลก็ต้องใช้–ขั้นสูงสุดของเปลวเพลิง อย่าง ‘เพลิงสีน้ำเงิน’ ดังที่เคยใช้ตอนที่สู้กับยูจิ
เวทมนตร์มีแยกเป็นขั้น ต่ำ กลาง สูง และบรรลุแล้วก็จริง แต่ในรายละเอียดลึกลงไปแต่ละธาตุก็จะมีความตื้นลึกแตกต่างกันไปอีกที ตามสีของเวทมนตร์ อาทิเช่นเปลวเพลิง สีที่ตื้นที่สุดคือแดง ลึกลงไปคือส้ม และห้วงลึกสุดของเพลิงคือสีน้ำเงิน
เพลิงสีน้ำเงินจะมีพลังทำลายที่น่าหวาดกลัวกว่าเดิมมาก มันเป็นเพลิงที่สามารถทำลาย และทะลุผ่านมานาได้ เป็นขั้นสูงสุดของธาตุเพลิง ซึ่งแม้แต่ราชาจอมเวทย์ก็ยังมาไม่ถึง
ให้พูดพวกที่มาถึงได้ก็มีแต่พวกกดสูตรโกงเป้นผู้ถือครองมณีธาตุอย่างผมเท่านั้นนี่แหละ
แต่ว่าถ้าเกิดพลาดมาล่ะ? ควรจะเผื่อในหลายๆกรณีเอาไว้ เพราะอย่างนั้นจะใช้แค่ระดับ ‘เพลิงสีส้ม’ พอ
“ถ้ามีอะไรจะแนะนำก็พูดมาได้เลย”
ผมพูดกับฟัฟนิร์ แต่หล่อนตัวแข็งไม่พูดไม่จาด้วยเลย …ช่วยไม่ได้แฮะ
เริ่มเลยละก็
ปรี๊ดดดด… อากาศเกิดการสั่นสะเทือนกับบีบอัด มานาจำนวนมหาศาลได้แปรเปลี่ยนเป็นปรากฏการณ์ที่ผมต้องการ เปลวเพลิงสีส้มพวยพุ่งออกมาจากปลายคทาเรลันดาฟ ทั้งหมดรวมกันเป็นก้อนเพลิงทรงกลมอันใหญ่ยักษ์
ไอความร้อนของมันแทบจะเผาอากาศบริเวณนี้ไปจนหมด
ผมแสยะยิ้มออกมา จากนั้นก็ตะโกนสุดเสียง
“ช่วยหลีกทางให้ที!”
ชินกับการ์ปพยักหน้ารับ และกระโดดถอยไปคนละทางกัน ผมอาศัยจังหวะนั้น—
“[เฟรมบาสเตอร์]”
อัดเวทมนตร์ขั้นบรรลุเพลิงสีส้มเข้าใส่อีสเตอร์ มันกางวงแหวนเวทย์ตามที่คาดเอาไว้ พริบตาที่เพลิงได้ปะทะกับวงแหวนเวทย์ สิ่งนั้นก็แตกออก และเพลิงสีส้มก็อัดเข้ากับอีสเตอร์
‘คุรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!’
มันส่งเสียงร้องน่าเวทนาออกมา
ได้ผลแฮะ!!
ผมแสยะยิ้ม และเตรียมใช้เพลิงสีส้มอีกครั้ง
ทว่า เจ้าอีสเตอร์มันก็ชูคอขึ้นฟ้า ทำท่าส่ายหัวไปมา และถุยอะไรบางอย่างออกมาจากลำคอ—ทำจบมันก็พุ่งหัวลงดินด้วยความเร็วที่ยากจะเชื่อ
“ใครจะปล่อยให้หนีกัน”
เปลวเพลิงสีส้มแปรเปลี่ยนเป็น [เฟรมบาสเตอร์] ผมยิงซ้ำตามหลังไปอีกครั้ง
ตู้ม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
แต่ก็ไม่ทันการ มันมุดเข้าดินหนีไปก่อนแล้ว อยากจะตามไปอยู่หรอก แต่ว่าจะให้ทิ้งทุกคนไว้ที่นี่ก็ไม่น่าดี
ข้างหลังของผมมีหนิงที่นอนสลบอยู่ ข้างหน้าผมเองก็มีชินกับการ์ปที่เหนื่อยจัดอยู่ด้วย ให้ผมไปฉายเดี่ยวคนเดียวก็อาจพลาดโดนลูกเล่นอะไรบางอย่างของมันเข้าถึงตายได้ง่ายๆเหมือนกันอีก ทางที่ดีจึงคอยจะตั้งหลักก่อนแหละนะ
“หวังว่าจะไม่โผล่หัวมาอีกเป็นครั้งที่สองละกัน”
โผล่มาแค่แปปเดียวแต่เล่นหนิงซะหมดสภาพ แล้วทำพวกผมเหนื่อยใช่เล่นเลย สมกับเป็นหนึ่งในราชามอนสเตอร์แหละมั้ง? ที่เขาว่าดาบมังกรเหล็กเคยสู้แล้วไม่รู้ผลดูท่าน่าจะจริง
ว่าแต่ว่า
ผมจ้องไปที่คราบน้ำลายที่อีสเตอร์มันถุยออกมา รู้สึกแปลกๆเล็กน้อยเลยควบคุมเรลันดาฟบินไปทางนั้น เมื่อมาถึงผมก็ต้องแปลกใจ …
“ดะ เดี่ยวนะ”
เจอ— ‘คน’ ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้ชายที่กำลังนอดขดตัวแก้ผ้ากุมไอนั่นของตัวเองเอาไว้
นอกเหนือจากนั้น
“มะ…มาเจล?”
ไอปัญญาพระเจ้าขี้คุยตอนงานประชุมโลกไม่ใช่เรอะนั่น!? แล้วไปทำอีท่าไหนถึงโผล่มาที่นี่ได้วะเนี่ย!?
นับว่าเป็นการพบกันอีกครั้งที่น่าประหลาดใจซะจริงๆ