ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 688 มาโจมตี (1)
ชั่วพริบตาเดียววันที่ 10 ตุลาคมก็มาถึง
เช้าตรู่ ฟางผิงยังไม่ทันออกเดินทาง ข่าวก็ถูกส่งมาแล้ว
“เจ้าเมืองเย่าขุย เจ้าเมืองเย่าเฟิ่ง ปีศาจเฟิ่งขั้นเก้าทั้งสามร่วมมือกัน กำลังไล่ตามเขามาทางเมืองความหวัง…”
พ่านหัวที่เพิ่งกลับมาจากถ้ำใต้ดินเอ่ยอย่างรีบร้อน “ผู้เฒ่าเพ่ยและพวกพี่กัวแทบจะต้านไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่แค่สามคนนี้ ส่วนลึกยังมีขั้นเก้าออกมาโจมตี! อธิการ คณบดี ตอนนี้จะทำยังไงดี?”
หลี่ฉางเชิงถอนหายใจว่า “เร่งด่วนจริงๆ”
อู๋ขุยซานเอ่ยอย่างเรียบนิ่งว่า “คาดการณ์ไว้นานแล้ว สามคน… ฉันว่าสามคนคงไม่พอ อย่างน้อยต้องมาห้าคน ยังมีอีก! ฟางผิงระวังตัวด้วย พวกเราอาจจะกลับมาไม่ทันเสมอไป”
“ผมเข้าใจแล้ว” ฟางผิงขานรับ
ตาเฒ่าหลี่กวาดตามองไปรอบ ๆ ถามว่า “ฉินเฟิ่งชิงล่ะ?”
“เขาทะลวงด่านแล้วออกไปอวดแถว ๆ นี้ เดี๋ยวก็น่าจะกลับมาแล้ว”
ระหว่างที่พูด ฉินเฟิ่งชิงก็กลับมา กระโดดลงจากอากาศ หัวเราะเสียงดัง “ฟิน! กลายเป็นปรมาจารย์แล้ว เป็นคนละเรื่องจริงๆ ฟินจนไม่รู้จะพูดยังไง!”
ตาเฒ่าหลี่ถลึงตาใส่เขา ขมวดคิ้วเล็กน้อย “อย่าเอาตัวเองไปตายล่ะ! ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเธอ อย่าถ่วงแข้งถ่วงขาคนอื่นก็พอ!”
ฉินเฟิ่งชิงหมดคำพูด เอ่ยอย่างอัดอั้นว่า “ผมเป็นคนแบบนั้นหรือไง?”
ฉินเฟิ่งชิงเหนื่อยใจ ไม่อยากพูดแล้ว
ตาเฒ่าหลี่ไม่สนใจเขา มองไปทางฟางผิงว่า “จะพยายามกลับมาให้เร็วที่สุด จำไว้ให้ดี รักษาชีวิตของตัวเองเป็นอันดับแรก!”
“แน่นอน”
ตาเฒ่าหลี่เอ่ยอีกครั้ง “ตอนนี้คนอื่น ๆ ไม่อยู่ ฉันจะพูดตามความเป็นจริงสักหน่อย ทำลายลัทธินอกรีตไม่ใช่ความรับผิดชอบของเธอคนเดียว ทั้งไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเธอด้วย! นี่เป็นเรื่องที่ยอดฝีมือทั่วโลกควรต้องตระหนัก บางครั้งจำเป็นต้องมีคนเสียสละ แต่ไม่ใช่กับเธอ คนอื่น ๆ ตายแล้วนั่นก็คือตาย แค่พวกตาเฒ่ากลุ่มหนึ่งตายไปก็ไม่เป็นไร คนหนุ่มสาวควรตายน้อยลงหน่อย ฉันไม่ได้มีความหมายลำเอียงใคร ตอนนี้ไม่ทุ่มเทเพื่อคนหนุ่มสาว หลังจากนี้ทายาทลูกหลานของพวกเราประสบความสำเร็จแล้ว ใครจะช่วยคุ้มกันลมฝนให้ทายาทพวกเขากัน? ความรุ่งเรืองของเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์ก็มาจากเรื่องนี้!”
สิ้นเสียง ในอากาศก็มีคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉางเชิง ไม่จำเป็นต้องให้นายสอนพวกเราหรอก!”
หลี่ฉางเชิงเงยหน้ามอง แค่นเสียงว่า “หนานอวิ๋นผิง เธอเป็นยอดฝีมือขั้นแปดหลอมห้าขั้นแล้ว ควรต้องออกแรงหน่อย! ยายแก่อายุร้อยปีตายแล้วก็ตายเถอะ ถ้าฟางผิงตายเธอไม่ตาย งั้นเธอก็คือคนทรยศ!”
“หลี่ฉางเชิง!” หนานอวิ๋นผิงที่ใบหน้าเยียบเย็นเผยสีหน้าดำหน้าแดง แค่นเสียงว่า “ฉันยังจำเป็นต้องให้นายสอนหรือไง!”
ตาเฒ่าหลี่แค่นหัวเราะ มองไปทางฟางผิงว่า “ยายแก่คนนี้นับว่าฝีมือแข็งแกร่งในขั้นแปด อายุก็มากแล้ว ช่วงเวลาสำคัญเกี่ยวพันกับความเป็นความตาย ให้เธอบุกไปก่อน…”
ฟางผิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยังไม่ทันพูดจบ หลี่ฉางเชิงก็เอ่ยต่อ “ผู้เฒ่าเฉิน นี่หลานเขยคุณ ครั้งนี้ต้องทุ่มสุดตัวแล้ว! นายสนใจแค่เรื่องตัวเองเถอะ ฉันไม่กำชับสักหน่อย ใครจะรู้ว่าพวกนายจะออกแรงกันหรือเปล่า…”
“หุบปากไปซะ!” คนพูดไม่ใช่ใครอื่น เป็นอู๋ขุยซาน
อู๋ขุยซานประสานมือคารวะให้ทุกคน “ครั้งนี้รบกวนทุกคนแล้ว!”
“อธิการอู๋ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ควรทำอยู่แล้ว” หนานอวิ๋นผิงยังคงเกรงอกเกรงใจ อู๋ขุยซาน เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “วางใจเถอะ ไม่เกิดเรื่องหรอก”
อู๋ขุยซานไม่พูดมากอีก สูดลมหายใจลึก เอ่ยว่า “งั้นพวกเราขอตัวเข้าไปก่อน พวกผู้เฒ่าพ่านไม่อาจต้านนานเกินไปได้!”
ตาเฒ่าหลี่ไม่พูดแล้วเช่นกัน ทะยานขึ้นฟ้า ไม่นานก็หายวับไปจากที่เดิม
ทั้งสองคนเพิ่งจะออกไป กลางอากาศพวกหวังจินหยางและเหยาเฉิงจวินก็เข้ามาแล้ว
ข้างล่าง ลู่เฟิ่งโหรว ถังเฟิง หวงจิ่ง ทั้งสามคนก็สาวเท้าเข้ามาข้างกายฟางผิง ยังมีหลี่หานซงและฉินเฟิ่งชิง รวมกับหนานอวิ๋นผิง หลิวพัวหลู่ เฉินเย่าถิง ทั้งหมดเป็นสิบคนพอดี
ฟางผิงมองไปทางพวกลู่เฟิ่งโหรว เอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “อาจารย์ พวกคุณอย่าไปเลย!”
ลู่เฟิ่งโหรวเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันถึงจะเป็นอาจารย์ของเธอ ตอนนี้เธอทำอย่างกับหลี่ฉางเชิงเป็นอาจารย์ของเธอ เจ้าคนอกตัญญู ฉันฝีมือด้อยหน่อยเธอก็จะเปลี่ยนครูเปลี่ยนอาจารย์แล้ว? เป็นอะไรขัดหูขัดตา? ขัดหูขัดตาก็อย่าเลือกฉันเป็นอาจารย์ตั้งแต่แรกสิ…”
ฟางผิงเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “ตอนแรกไม่ใช่เพราะคุณพยายามบีบบังคับให้เป็นลูกศิษย์หรือไง…”
“เธอว่าอะไรนะ? ลองพูดอีกครั้งสิ?”
ฟางผิงยักไหล่ เอ่ยว่า “รัฐมนตรีหวังจากกระทรวงศึกษาจะตามเข้ามาเหมือนกัน คนอื่น ๆ ผมไม่ได้เรียกแล้ว ขั้นเจ็ดคิดจะสกัดขั้นเก้า… นั่นอันตรายเกินไปจริงๆ! ถ้าลัทธินอกรีตส่งขั้นเจ็ดขั้นแปดเข้ามาโจมตี ทุกคนรับมือกับขั้นเจ็ดขั้นแปดก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องสกัดขั้นเก้าพวกนั้นให้ได้…”
ทุกคนขมวดคิ้ว หนานอวิ๋นผิงเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “งั้นขั้นเก้าใครจะเป็นคนต่อกร?”
ฟางผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูสถานการณ์ก่อน… หากไม่ไหวจริงๆ ผมก็จะหาโอกาสหนี ทุกคนระวังตัวด้วย เป้าหมายของพวกเขาคือผม ผมหนีแล้วงั้นปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีก”
ระหว่างที่พูด จู่ ๆ ฟางผิงก็คลี่ยิ้มว่า “อันที่จริงทุกคนค้นพบหรือยัง? จุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง พวกเราและลัทธินอกรีตต่างรู้เป้าหมายของกันและกัน กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย ยังกลัวจะบอกกันและกันอีก อันที่จริงผมรู้เป้าหมายของพวกคุณ…”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ทุกคนก็ทยอยหัวเราะ เฉินเย่าถิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร สิ่งที่ทุกคนต้องการก็คือโอกาสเท่านั้น! พวกเขาไม่กล้าโจมตีเซี่ยงไฮ้อย่างเปิดเผย หากทำให้คนหลายล้านตายจริงๆ… รอดเอาเถอะ ขั้นสุดยอดที่แกล้งหูหนวกตาบอดกลุ่มนี้ล้วนไม่อาจเลิกราง่าย ๆ แน่! ในหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ขั้นสุดยอดหลายแห่งไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ กลับไม่มีใครส่งเสียงอะไร บางเรื่องต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่หากกลายเป็นการฆาตกรรมที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของหลายล้านคน ต่อให้แกล้งหูหนวกตาบอดยังไงนั่นก็ไม่ไหวอยู่ดี”
ฟางผิงหัวเราะขึ้นมาก่อนจะสูดลมหายใจลึกว่า “งั้นก็ลงมือกันเถอะ! ผมจะไปเอาหินพลังงานมาให้พวกคุณใช้เพิ่มพลังสักหน่อย…”
ทุกคนต่างพยักหน้า ไม่นานฟางผิงก็เดินเข้าไปใต้ดิน หลังจากนั้นสักพักฟางผิงก็แบกกล่องสีทองออกมา
พวกหนานอวิ๋นผิงแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด พวกหวังจินหยางกลับไม่ใส่ใจอะไร เวลานี้ข้างกายมีคนมาเพิ่มอีกห้าคนแล้ว
หนานอวิ๋นผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังห้าคน รู้สึกไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ ฟางผิงไม่พูดมากเหมือนกัน มองไปทางคนพวกนี้ว่า “อย่าห่างผมเกินพันเมตร ติดตามกันเอาเองเถอะ!”
ทั้งห้าคนพยักหน้าไม่พูดอะไร ฟางผิงกลับทะยานขึ้นฟ้า ตะโกนเสียงดังว่า “อาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ อย่าเข้าไปพื้นที่ทางทะเล ครั้งนี้การทะลวงด่านจะสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ คลื่นยักษ์ถาโถม ผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ใช่ระดับสูงไม่อาจต้านไหว! ทุกคนรั้งตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย คนที่ควรฝึกวิชาก็ฝึกไป คนที่จะดูทีวีก็ดูไป อย่ามาตายในน้ำมือผมแทนที่จะไปตายในถ้ำ!”
เห็นหลัวอี้ชวนและจางเจี้ยนหงทะยานขึ้นอากาศอยู่ไม่ไกลนั้น ฟางผิงก็เอ่ยเสียงดังว่า “คณบดีสองคนนั่งรักษาการณ์ที่นี่เถอะ ป้องกันเผื่อผมออกไปแล้วมหาวิทยาลัยถูกคนแฝงตัวเข้ามาขโมยแหล่งแร่ไป!”
หลัวอี้ชวนและจางเจี้ยนหงมองหน้ากันกลับไม่พูดอะไรอีก ไม่นานก็กระโดดลงพื้น
ฟางผิงกำชับอีกยกใหญ่ ไม่ไกลนั้นบนหอคอยคริสตัล เฉินอวิ๋นซีจับตัวฟางหยวนไว้ ตะโกนว่า “จะรอนายกลับมา!”
“ไป!” ฟางผิงขานรับแล้วก็ตะโกนเสียงดัง ลอยไปทางทะเลเขตทางใต้ทันที ทุกคนทยอยตามไป ไม่นานก็ทะยานออกไปไกล
ในเวลาเดียวกัน เมืองหลวง
จางเทาคลี่ยิ้มว่า “แต่ละพื้นที่ต่างมีเหนือราชามารวมตัว เพื่อฟางผิงคนเดียวใช้ค่าตอบแทนไม่น้อยจริงๆ”
หนานอวิ๋นเยวี่ยแค่นเสียงว่า “บอกไปตั้งนานแล้ว ไม่รีบฉวยโอกาสกำจัดลัทธินอกรีตตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่นานจะเป็นภัยแฝง…”
จางเทาเอ่ยอย่างปวดหัวว่า “เอาเถอะ ฉันไม่อยากกำจัดเร็ว ๆ หรือไง? แต่เทียบกับคนอื่น ตกลงเจ้าลัทธิใหญ่คือใครนั้นสำคัญกว่า ไม่มีข้อมูลของเจ้าลัทธิใหญ่จะถอนรากถอนโคนได้อย่างไร? ในเมื่อเขาอยากงัดข้อกับฉัน งั้นก็มาลองดูสักตั้ง! หนูใต้ดินแบบนี้ยังจะเอาชนะฉันได้?”
ด้านข้างนั้นหลี่เจิ้นเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “อย่ามั่นใจในตัวเองเกินไป! ระวังอีกฝ่ายจะจู่โจมในสิ่งที่คาดไม่ถึง เป้าหมายอาจไม่ใช่ฟางผิงแต่เป็นทางเดินแต่ละแห่ง นั่นถึงจะเป็นปัญหาจริงๆ!”
“วางใจ เตรียมการณ์มานานแล้ว หากเป้าหมายของพวกเขาคือทางเดินจริงๆ นั่นถึงจะดี!” จางเทาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กลัวก็แต่ว่า… เป้าหมายของคนพวกนี้จะเป็นฟางผิงจริงๆ นั่นต้องมีไม่น้อย หากฟางผิงเจ้าเด็กนั้นจบเห่ พวกหลี่ฉางเชิงยังต้องมาคิดบัญชีกับฉัน…”
หลี่เจิ้นชำเลืองมองเขา ขมวดคิ้วว่า “ไม่ได้เตรียมแผนอะไรเลยจริงๆ?”
“ไม่ต้องมาถาม ถามฉันนายก็เป็นเจ้าลัทธิใหญ่หลอกให้ฉันรายงานข้อมูล”
หลี่เจิ้นเผยสีหน้าหมดคำพูด ผ่านไปสักพักจึงแค่นเสียงว่า “ถ้าฉันเป็นเจ้าลัทธิใหญ่ คงจะฆ่าคนอย่างนายไปนานแล้ว”