ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - ตอนที่ 678 ออกด่าน (1)
วันที่ 1 ตุลาคม มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้เซี่ยงไฮ้ เฉินอวิ๋นซีถือกระบี่กลับมา ตอนที่มาถึงข้างล่างหอคอยคริสตัลของฟางผิง เฉินอวิ๋นซีก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย บนยอดมีคนอยู่!
ร่างเล็กกำลังเอามือไพล่หลัง ยืนมองท้องฟ้าอยู่บนยอดหอคอย เฉินอวิ๋นซีชะงักนิ่งไปพักใหญ่
ด้านข้างมีอาจารย์คนหนึ่งเดินผ่านมากวาดตามองเธอแวบหนึ่ง ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะส่ายหัวเดินจากไป ฟางผิงไปแล้วเฉินอวิ๋นซีอยู่ บนยอดฟางผิงไม่อยู่ เฉินอวิ่นซีไม่อยู่ น้องสาวกลับเอาอย่างขึ้นไปบ้างแล้ว!
แต่เห็นท่าทีไร้เดียงสาของเด็กสาว ใครจะรู้สึกว่าเธอกำลังเป็นกังวลกับประเทศชาติประชาชนอยู่? ยังเอาสองมือไพล่หลัง… เอามือปิดหน้าไว้ยังจะดีกว่า! ใบหน้ากลมเล็กๆ ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูดีใจมากกว่า
หลังจากนั้นสักพักเฉินอวิ๋นซีก็มาถึงยอดหอคอย พอมาถึงแล้ว ฟางหยวนก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“มาแล้วเหรอ?”
เฉินอวิ๋นซีเหนื่อยใจ ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมา ถามว่า
“หนาวหรือเปล่า?”
ฟางหยวน “…”
ฟางหยวนอัดอั้นตันใจอยู่บ้าง ไม่เล่นตามแผนเลย! ชั่วพริบตานี้เด็กสาวก็เลิกปั้นหน้า ผ่อนคลายลงมา เอ่ยอย่างจนใจว่า
“พี่อวิ๋นซี ไม่ว่าจะยังไงฉันก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองแล้วด้วย! ทำให้หนาวได้ไง!”
“เธอมายืนตรงนี้ทำไม?”
“พี่ชายชอบมายืนที่นี่ไม่ใช่หรือไง? ฉันมาลองดูบ้าง” ฟางหยวนยิ้มอย่างเบิกบาน กระโดดลงมาจากยอดหอคอย เอ่ยด้วยใบหน้าอึดอัดอยู่บ้าง
“ตอนที่ฉันทะลวงขั้นสอง สมาคมบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงเลื่อนขั้นให้ แต่พี่ชายกลับไม่อยู่ ฉันยังวางแผนจะให้เขาช่วยเป็นประธานงานเลี้ยง…”
“งานเลี้ยงเลื่อนขั้น?” เฉินอวิ๋นซีแทบจะไร้คำโต้ตอบ เธอเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองจะจัดงานเลี้ยงเลื่อนขั้น? ฉันอยู่ขั้นห้ายังไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย! เด็กคนนี้เรียนอะไรจากฟางผิงไม่เรียน มาเรียนรู้เรื่องแบบนี้
เฉินอวิ๋นซีไม่รับบทสนทนาเรื่องนี้ต่อ ถามว่า
“ฟางผิงไม่อยู่ในมหาวิทยาลัยเหรอ? ปู่ฉันบอกว่าเขากลับมาแล้ว?”
ฟางหยวนกลุ้มใจเช่นกัน ส่ายหัวว่า
“หายังไงก็หาไม่เจอ สายแร่ใต้ดินนั่น คณบดีหลี่กับอาจารย์ฉินครองห้องฝึกวิชาของพี่ฉันอยู่ บอกว่าพี่ชายให้พวกเขาฝึกวิชา! พี่อวิ๋นซี พวกเขากำลังแอบใช้สายแร่ของพี่ชายใช่หรือเปล่า?
แต่คณบดีหลี่ขั้นเจ็ดแล้ว อาจารย์ฉินก็อยู่ขั้นหก ฉันไล่พวกเขาไปไม่ได้ หรือพี่จะไปไล่พวกเขาดี พี่ชายฉันขี้เหนียวขนาดนั้น จะให้พวกเขายืมใช้สายแร่ได้ยังไง เว้นแต่ช่วงที่เขาอยู่ที่นี่
อีกอย่างคณบดีหลี่ยังแอบขุดสายแร่ของฉันไปด้วย ถูกฉันจับได้แล้วยังบอกว่าเป็นของเขาเอง… หลายวันนี้ฉันเอาแต่เฝ้าตรงนี้มาโดยตลอด กลัวว่าเขาจะมาขนย้ายแร่ไป พี่อวิ๋นซี โชคดีที่พี่กลับมาแล้ว ไม่งั้นสายแร่ของฉันคงไม่เหลือแล้ว”
เฉินอวิ๋นซีกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หน้าเงินขนานแท้! ฟางผิงไม่อยู่ เด็กสาวกลับเฝ้าตาไม่กระพริบ
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกัน ข้างหูก็มีเสียงดังขึ้น หลี่หานซงเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า
“เป็นของฉันจริงๆ ครั้งนี้ลงถ้ำใต้ดินกับฟางผิง หาเงินได้ห้าแสนล้าน ฟางผิงยังไม่ได้เอาให้ฉันเลย ฉันก็ต้องฝึกวิชาไม่ใช่หรือไง? ขุดแร่ไปฝึกวิชานิดหน่อย เด็กคนนี้…” เขาแทบพูดไม่ออกแล้ว!
เขาขุดหินพลังงานไปฝึกวิชานิดหน่อยเท่านั้น ฟางหยวนเด็กสาวคนนี้กลับยืนมือไพล่หลังจ้องมองเขาเท่ายังเป็นขโมย เขาแทบจะหมดคำพูดแล้วจริงๆ ระหว่างที่พูดหลี่หานซงก็เอ่ยต่อว่า
“นี่ก็แล้วไป เด็กคนนี้ยังเซ่อซ่า…”
ฟางหยวนฟองลมแก้ม นายว่าใคร? แต่หลี่หานซงเป็นปรมาจารย์ขั้นเจ็ด เธอสู้เขาไม่ได้ จึงเงียบไปอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉันมีคุณสมบัติให้อยู่ที่นี่ ฉินเฟิ่งชิงเจ้าหมอนั่นต่างหากที่ครอบครองบ้านของคนอื่น ผลปรากฏว่าฉินเฟิ่งชิงพูดไม่กี่ประโยค ส่งขนมให้นิดหน่อย… เด็กนี้นึกไม่ถึงว่าจะเอาห้องฝึกวิชาที่ลึกที่สุดนั้นให้ฉินเฟิ่งชิงแล้ว…”
หลี่หานซงเหนื่อยใจอย่างยิ่ง หากรู้ว่าเด็กสาวจะขายพี่ชายง่ายขนาดนี้ เขาก็คงทำเหมือนกัน ขนมจะเป็นเงินเท่าไหร่เชียว? จ่ายสี่ห้าหมื่นเขาก็ขนให้ได้เป็นลำรถแล้ว ฉินเฟิ่งชิงคนน่าไม่อายนั้น ใช้เงินแค่ไม่กี่พันซื้อขนมให้ฟางหยวน ปรากฏว่าฟางหยวนกลับรับปากจริงๆ ปล่อยให้เขาไปฝึกวิชาในห้องที่ลึกที่สุด
สายแร่ใต้ดินของฟางผิงเปิดห้องฝึกวิชาไว้หลายห้อง หลี่หานซงคนพวกนี้อยากไปก็ไปได้เลยที่ไหน แต่ฟางผิงไม่อยู่ ฟางหยวนเป็นน้องสาวเขานับว่าเป็นเจ้าของครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ฟางผิงมีห้องฝึกวิชาที่อยู่ลึกที่สุดแห่งหนึ่ง ปกติไม่ปล่อยให้ใครเข้าไป ฉินเฟิ่งชิงจ้องตาเป็นมันอยู่นาน ครั้งนี้ถือโอกาสที่ฟางผิงไม่อยู่ตีซี้กับฟางหยวนยกใหญ่ ส่งขนมให้ครึ่งลำรถ เด็กสาวกลับตอบรับอย่างฉับไว
ฉินเฟิ่งชิงเห็นเธอตอบรับแล้ว ไหนยังจะลังเลอีก หลายวันนี้แทบจะคลุกตัวอยู่ในนั้นไม่ไปไหน น้องสาวฟางผิงรับปากแล้ว นั่นก็คือการตอบรับของฟางผิง ฟางผิงมีปัญหาก็ไปคิดบัญชีกับฟางหยวนได้
เฉินอวิ๋นซีหลุดขำ ไม่สนใจเรื่องพวกนี้เช่นกัน ถามว่า
“รุ่นพี่หลี่ ฟางผิงล่ะ?”
“เขา?” ร่างของหลี่หานซงไปปรากฏตัวบนยอดหอคอยอย่างว่องไว มองไปทางริมทะเล หัวเราะแห้งๆ ว่า “ไปเข้าด่านแล้ว”
“เข้าด่านที่ไหน?”
“เอ่อ… ตอนนี้พวกเธอไปก็ไม่มีประโยชน์ หาเจอก็พูดคุยกันไม่ได้อยู่ดี”
เฉินอวิ๋นซีขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟางหยวนพึมพำว่า
“ฉันถามหลายครั้งแล้วเขาไม่พูดอะไรเลย ดีที่ฉันรู้ว่าพี่ชายฝีมือร้ายกาจ ไม่งั้นฉันคงสงสัยแล้วว่าถูกพวกนายลักพาตัวไป…”
หลี่หานซงใบหน้าดำคล้ำ ใครจะลักพาตัวเจ้านั่น? ฉันกำลังปกป้องภาพลักษณ์ของฟางผิงอยู่เข้าใจหรือเปล่า? ฉันบอกได้เหรอว่าตอนนี้เขากำลังลอยอยู่ในทะเล? อีกอย่างตอนนี้ลอยอยู่แถวทะเลหรือเปล่ายังพูดยาก บางทีอาจจะลอยไปไกลแล้ว
แน่นอนว่าต่อให้ไกลก็ไมอาจไกลเกินไป ยังต้องอยู่ใกล้ๆ พื้นที่ทะเลอย่างแน่นอน ทุกคนไม่กังวลเรื่องนี้เหมือนกัน คนหนึ่งเทียบได้กับยอดฝีมือขั้นเก้า อีกคนมากด้วยวิธีการ ขั้นเก้ายังหลอกฆ่ามาแล้วสองคน นี่หากเกิดเรื่องขึ้นใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้นั่นถึงจะเป็นเรื่องแปลก
เฉินอวิ่นซีเอ่ยอีกครั้ง
“เขาไม่อยู่มหาวิทยาลัยงั้นเหรอ? รุ่นพี่หลี่ เขาเข้าด่านพวกเราคงไม่รบกวนเขาหรอก แต่หลายวันแล้วไม่มีข่าวคราวเลย หากรู้ว่าอยู่ที่ไหนก็จะอุ่นใจบ้าง”
“ในทะเล” หลี่หานซงเห็นเฉินอวิ่นซีจะเอาคำตอบให้ได้ ทำได้แค่พูดไปว่า “เข้าด่านใต้ทะเล วางใจเถอะ รอเขาทะลวงขั้นแล้ว ไม่นานก็จะออกจากด่านเอง”
“ใต้ทะเล?” เฉินอวิ่นซีแปลกใจอยู่บ้าง ทำไมถึงไปเข้าด่านใต้ทะเลแล้ว? แม้จะเต็มไปด้วยความสงสัย กลับไม่ได้พูดอะไรมาก รู้ว่าฟางผิงอยู่ที่ไหนก็เพียงพอแล้ว
ด้านฟางหยวนกลับเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันเข้าใจแล้ว! พี่ชายต้องการยืมแรงกดดันจากทะเล ทะลวงขีดจำกัดร่างกายตัวเองแน่นอน! อัจฉริยะทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว หลังจากนี้ฉันจะไปเข้าด่านใต้ทะเลบ้าง!” พูดจบก็เอ่ยอย่างสงสัยว่า “พี่ชายฉันพรสวรรค์หกร้อยเก้าสิบเก้า ตอนนี้ไม่รู้ว่าเต็มเจ็ดร้อยหรือยัง ไม่งั้นจะฝึกวิชาเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?”
เมื่อก่อนไม่ค่อยเข้าใจความยากของการฝึกวิชาเท่าไหร่ เธอยังคงมั่นใจในตัวเองอย่างมาก แต่ตอนนี้รู้ความหมายของปรมาจารย์แล้ว พี่ชายตัวเองยังเป็นอันดับหนึ่งของขั้นเจ็ด นี่จะเร็วเกินไปแล้ว พรสวรรค์เต็มเปี่ยมสินะ?
หลี่หานซงเผยสีหน้างุนงง หกร้อยเก้าสิบเก้าอะไรกัน? เจ็ดร้อยอะไรกัน?
เฉินอวิ่นซีสับสนอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ยังคงเอ่ยไปว่า
“พรสวรรค์ของฟางผิงต้องแข็งแกร่งอยู่แล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ที่หลอมกระดูกสามครั้งได้ พรสวรรค์ล้วนแข็งแกร่ง ทั้งมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้มีแค่ฟางผิงและเซียเหลยที่หลอมกระดูกสามครั้ง มหาวิทยาลัยปักกิ่งตอนนี้มีแค่หานซวี่เท่านั้น หานซวี่ลงถ้ำใต้ดินไม่บ่อยครั้ง ทรัพยากรฝึกวิชาก็ไม่ได้มาก แต่หานซวี่ยังคงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เข้าสู่ขั้นห้าแล้ว ขั้นห้าตอนกลางน่าจะอีกเร็วๆ นี้ พรสวรรค์ของฉันด้อยกว่าหานซวี่อยู่เล็กน้อย แต่ฉันสิ้นเปลืองทรัพยากรนับไม่ถ้วน เพิ่งจะทะลวงถึงขั้นห้าตอนปลายเหมือนกัน…” เฉินอวิ่นซีเอ่ยพึมพำอยู่บ้าง บางครั้งพรสวรรค์ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ
ตอนที่ 678 ออกด่าน (2)
หานซวี่จากมหาวิทยาลัยปักกิ่งมีทรัพยากรมากมายหรือไง? มีผลไม้ชุ่ยหรือเปล่า? มีดอกหลอมเส้นเอ็นปราณ? มีหินพลังงานจัดสรรให้อย่างไร้ขีดจำกัด? มีน้ำแร่ชีวิตและสสารไม่แตกดับ? เขาไม่มีสักอย่าง! แต่หานซวี่ยังคงเข้าสู่ขั้นห้าอย่างรวดเร็ว แม้มหาวิทยาลัยปักกิ่งจะสนับสนุนให้บางส่วน แต่ก็ไม่ได้นับว่ามากมาย นี่ก็คือพรสวรรค์
ตอนนี้เซียเหลยเป็นอันดับหนึ่งของขั้นห้า ขั้นหกน่าจะอีกไม่นานแล้ว บางทีกลับมาก็อาจจะขั้นหก นักศึกษาขั้นหกที่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์เกิดใหม่ในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ จนถึงตอนนี้มีกี่คนกัน?
พูดถึงเรื่องพรสวรรค์หลี่หานซงก็พยักหน้าเช่นกัน
“ฟางผิงมีพรสวรรค์แข็งแกร่งจริงๆ แต่พูดขึ้นมาแล้ว คนที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ปกติพรสวรรค์ไม่อาจอ่อนด้อยอยู่แล้ว อย่างมีพรสวรรค์ทั่วไปแต่สามารถเดินได้ไกลกว่า คนประเภทนี้ควรค่าให้นับถือมากกว่า ยังไงหนทางข้างหน้าก็ลำบากอยู่แล้ว หลายคนเดิมทีก็เดินไม่ถึงจุดนั้น อันดับหนึ่งของขั้นสี่อย่างจ้าวเสวี่ยเหมย อันดับหนึ่งขั้นหกฉินเฟิ่งชิงก็อยู่ในจำพวกนั้นเหมือนกัน
แต่จะว่าไปแล้ว นักศึกษากลุ่มนี้ของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ตอนนี้ แม้จ้าวเสวี่ยเหมยจะฝีมือไม่สูงมาก แต่ฉันกลับคิดว่าในอนาคตต้องมีหนทางที่สวยงามอย่างแน่นอน…” ตอนนี้หลี่หานซงก็เป็นปรมาจารย์ขั้นเจ็ดเหมือนกัน ยังคงมีคุณสมบัติที่แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่คนหนึ่งสามารถเข้าตาเขาได้ ถือว่าไม่ง่ายเหมือนกัน
“เสวี่ยเหมย…” พูดถึงจ้าวเสวี่ยเหมย เฉินอวิ่นซีรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาเช่นกัน
“จ้าวเสวี่ยเหมยพยายามอย่างหนักจริงๆ ครั้งนี้กลับมาน่าจะมีโอกาสเข้าสู่ขั้นห้าแล้ว ตอนแรกที่เข้าเรียน ฉันจำได้ว่าจ้าวเสวี่ยเหมยเคยพูดไว้ ความหวังที่ใหญ่ที่สุดของเธอก็คือจบการศึกษาด้วยฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่ กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสี่เธอก็จะสามารถกลับตงหลินไปรับช่วงต่อกิจการที่พ่อเธอเหลือเอาไว้ได้แล้ว…”
พูดถึงเรื่องไม่กี่ปีก่อนขึ้นมาเฉินอวิ่นซีรู้สึกสะท้อนใจเหมือนกัน เวลานั้นทุกคนต่างนึกไม่ถึงว่าจะมาอยู่จุดนี้ได้ เวลานั้นเธอ หยางเสี่ยวม่าน จ้าวเสวี่ยเหมย ในนี้เธอพรสวรรค์สูงที่สุดแล้ว หยางเสี่ยวม่านรองลงมา จ้าวเสวี่ยเหมยเป็นคนที่ต่ำสุด เธอและหยางเสี่ยวม่านต่างอยากจะจบการศึกษาด้วยฐานะผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลาง จ้าวเสวี่ยเหมยอิจฉาอย่างยิ่ง บอกว่าการกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกลางนั้นเป็นได้แค่ในฝัน
แต่ตอนนี้จ้าวเสวี่ยเหมยเป็นอันดับหนึ่งของขั้นสี่ กลับเดินในเส้นทางที่ไร้คู่ต่อสู้แล้ว ขั้นหกอยู่ตรงหน้าอีกก้าวเดียว ขั้นหกอาจไม่ไกลเสมอไป
เฉินอวิ่นซีและหลี่หานซงต่างมองข้ามตัวเลขของฟางหยวนไป ฟางหยวนกลับละล่ำละลักว่า
“รุ่นพี่เสวี่ยเหมยงั้นเหรอ? ฉันรู้จักรุ่นพี่เสวี่ยเหมย เธอมีพรสวรรค์เท่าไหร่?”
“หลอมกระดูกหนึ่งครั้ง…”
“ไม่ใช่ ฉันหมายถึงค่าพรสวรรค์” ฟางหยวนรีบเอ่ยว่า “ค่าพรสวรรค์ของฉันอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบ พี่ชายบอกว่าฉันกินของล้ำค่าไปแล้ว ตอนนี้พรสวรรค์กำลังเพิ่มขึ้น อย่างน้อยก็ใกล้สองร้อยแล้ว รุ่นพี่เสวี่ยเหมยค่าพรสวรรค์สูงเท่าไหร่เหรอ?”
หลี่หานซงชะงักไปพักใหญ่ เอ่ยอย่างแปลกใจว่า
“ค่าพรสวรรค์?”
“ใช่แล้ว หรือพวกนายไม่รู้?” ฟางหยวนถามอย่างแปลกใจ พวกนายก็ไม่รู้งั้นเหรอ? ก่อนหน้านี้เธอเอาไปพูดกับคนมากมาย ทุกคนต่างไม่รู้เหมือนกัน มักจะใช้การหลอมกระดูกมาวัดพรสวรรค์ แต่ตอนแรกเห็นได้ชัดว่าวัดออกมาได้ นึกถึงตรงนี้ ฟางหยวนก็รีบเอ่ยว่า “หมวกกันน็อกที่สวมบนหัวในบ้านพักคณบดีหลูนั่นไง ใช้วัดค่าพรสวรรค์โดยเฉพาะ”
เมื่อคำพูดนี้ออกมาเฉินอวิ่นซีก็เข้าใจแล้ว ชั่วพริบตานั้นจึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง ฟางผิงหลอกได้ยังไงกัน? ฟางหยวนอยู่ขั้นสองแล้วจนถึงตอนนี้ นึกไมถึงว่ายังเชื่อสนิทไม่สงสัย ความรู้ในเส้นทางผู้ฝึกยุทธ์นี้แทบจะเรียนเสียเปล่า!
หลี่หานซงก็ไร้คำจะโต้ตอบเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยว่า
“ถ้าเธอหนึ่งร้อยหกสิบ งั้นจ้าวเสวี่ยเหมยหนักเป็นหนึ่งร้อยเถอะ”
“งั้นพี่อวิ่นซีล่ะ?”
“ฉันเหรอ ฉันสูงกว่าเธอเล็กน้อย ไม่ต่างกับเธอตอนนี้เท่าไหร่ สองร้อยละกัน”
รุ่นพี่จ้าวเสวี่ยเหมยที่เป็นอันดับหนึ่งของขั้นสี่แค่หนึ่งร้อย พี่อวิ่นซีสองร้อยไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ พูดแบบนี้อีกไม่นานเธอก็สามารถเข้าสู่ขั้นห้าได้แล้วสิ แต่ขั้นห้ายังคงอ่อนแอกันไป ทางที่ดีต้องถึงขั้นหก เด็กสาวยังกำลังครุ่นคิดเรื่องนี้
หลี่หานซงกลับมองไปทางริมทะเล แววตาวูบไหวเล็กน้อย ส่วนเรื่องที่ฟางผิงหลอกน้องสาว เขาคร้านจะเปิดโปง ป้องกันไม่ให้โดนฟางผิงหาเรื่องอีก ในเมื่อฟางหยวนเชื่อแบบนั้น งั้นก็ปล่อยให้เชื่อต่อไปเถอะ
ในเวลาเดียวกับที่หลี่หานซงมองไปทางริมทะเล ใต้ทะเล แกนสมองของฟางผิงจากขนาดเท่าแสงหิ่งห้อยตอนนี้กลายเป็นขนาดใหญ่เท่าหลอดไฟแล้ว ข้างบนนั้นมีสสารไม่แตกดับหมุนเวียนอยู่! สสารไม่แตกดับนั้นสามารถหลอมแกนสมองได้
แต่เวลานี้ฟางผิงกลับไม่ได้หลอมแกนสมองและซ่อมแซมตัวแทนพลังจิตใจต่อ แต่กำลังโจมตีห้องคริสตัลอย่างไม่หยุดหย่อน ระหว่างที่โจมตีก็ตะโกนไปด้วย
“เหล่าหลี่ พร้อมกันสิ! คุณแข็งแกร่งกว่าผม เจ้านี่แทงกระบี่เดียวก็เป็นรูได้แล้ว!”
ตาเฒ่าหลี่หมดคำจะพูด
“เธอจะรีบร้อนออกไปทำไม? นี่เพิ่งไม่กี่วันเอง…”
“พลังจิตใจผมถึงสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าเฮิรตซ์แล้ว!” ระหว่างที่ฟางผิงโจมตีก็เอ่ยว่า “ใช้สสารไม่แตกดับหลอมเร็วขึ้นจริงๆ ด้วย แค่ไม่นานก็ถึงด่านใหญ่แล้ว ผมต้องออกไปข้างนอก” พูดจบก็เอ่ยเสริมว่า “ไม่ใช่แค่พลังจิตใจถึงขีดจำกัดแล้ว ร่างกายก็เหมือนกัน!”
เอ่ยถึงเรื่องนี้ฟางผิงก็ปราณพลุกพล่านขึ้นมา เอ่ยด้วยสีหน้าดีใจ
“ทั้งสองอย่างต่างเท่ากันแล้ว ก่อนหน้านี้ผมก็บอกแล้วว่า ร่างกายแข็งแกร่งขนาดนี้ จะมีปราณแค่สองหมื่นกว่าแคลได้ไง นี่เพิ่งจะกี่วันเอง เกือบจะถึงขีดจำกัดหลอมร่างกายขั้นหนึ่งแล้ว!”
เสร็จสิ้นการหลอมร่างกายขั้นหนึ่ง ปราณสามารถแตะถึงห้าหมื่นแคล ทั้งก่อนหน้านี้ฟางผิงยังทำได้ไม่ถึงครึ่ง เหตุผลหลักๆ เพราะว่าพลังจิตใจของเขามีช่องโหว่ จำกัดการเพิ่มขึ้นของปราณ หรือจะพูดว่าไม่ใช่จำกัด แต่เป็นการปรับสมดุลอย่างหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ปราณแข็งแกร่งเกินไป เขาควบคุมพลังไม่ไหว เกิดพลังเสียสมดุลได้
ไม่ได้เดินในหมื่นวิถีรวมเป็นหนึ่งหรือหมื่นวิชารวมเป็นหนึ่ง พลังจิตใจและพลังปราณก็ไม่สามารถเสียสมดุลเกินไปได้ ร่างกายของเขาแข็งแกร่ง พลังจิตใจกลับรั้งอยู่ข้างหลังมาโดยตลอด ขีดจำกัดปราณก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
แต่ครั้งนี้พลังจิตใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงสิบวัน ถึงขีดจำกัดสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าเฮิรตซ์ นี่ทำให้ปราณเขาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดเช่นกัน
ทรัพย์สิน : 178,000,000 จุด (เปลี่ยนแปลง)
ปราณ : 39,000 แคล (41,200 แคล)
จิตใจ : 2,900 เฮิรตซ์ (2,999 เฮิรตซ์)
พลังทำลายล้าง : 2? (2)
หลอมกระดูก : 177 ชิ้น (100%) , 29 ชิ้น (90%)
ช่องเก็บของ : 1,000 ตารางลูกบาศก์เมตร (+)
ม่านพลังงาน : หนึ่งจุดต่อนาที (+)
เลียนแบบกลิ่นอาย : สิบจุดต่อนาที (+)
ครั้งนี้สิ้นเปลืองค่าทรัพย์สินกว่ายี่สิบล้านจุด ไม่ใช่เพราะการฝึกวิชา แต่เป็นการซ่อมแซมตัวแทนพลังจิตใจ ในส่วนของการฝึกวิชาอย่างแท้จริงสิ้นเปลืองไม่เยอะ แม้ว่าจะเป็นแบบนี้ ฟางผิงก็รู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งจนน่ากลัวแล้ว
ก่อนหน้านี้ปราณสองหมื่นกว่าแคล ตอนนี้ถึงสี่หมื่นกว่าแคลแล้ว ชกออกไปหนึ่งหมัดอานุภาพเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ไม่น้อย แทนที่จะพูดว่าเพิ่มขึ้น ไม่สู้บอกว่าเป็นการปลดปล่อยพลังต่อสู้อย่างหนึ่ง
ร่างทองของฟางผิงสว่างไสวยิ่งขึ้น ระหว่างที่โจมตีม่านพลังงานก็เอ่ยว่า
“เหล่าหลี่ ผมรู้สึกว่าผมสามารถปะทะกับขั้นแปดได้แล้ว สู้กันตัวต่อตัว รอผมถึงขั้นแปดแล้ว คุณว่ายอดฝีมือที่หลอมสี่ขั้นห้าขั้นแล้ว อาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผมเสมอไป” ระหว่างที่พูดก็พึมพำว่า “เมื่อก่อนไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนี้ค้นพบจุดๆ หนึ่ง ยอดฝีมือร่างทองของถ้ำใต้ดินเหมือนจะหลอมร่างกายไม่ค่อยลึกล้ำเท่าไหร่”
“อืม”