Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา! - บทพิเศษ ตอนที่ 21.1 เรียกชื่อโดยตรง

  1. Home
  2. กระบี่จงมา Sword of Coming กระบี่จงมา!
  3. บทพิเศษ ตอนที่ 21.1 เรียกชื่อโดยตรง
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

สีท้องฟ้ามืดมัว ฝนตกหนักสอดแทรกด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า

น้ำฝนตกกระทบลงในลานบ้านประหนึ่งน้ำตกที่ไหลลงสู่สระมังกรโบราณ

ด้านบนเสานอกห้องมีเจียวหลงที่แกะสลักด้วยไม้ลงสีเก้าตัวล้อมพัน

คล้ายกับถูกแต้มนัยน์ตา ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดครึ้มก็ยิ่งเหมือนจะขยับเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์

ราวกับว่านาทีถัดมาก็จะโบยบินขึ้นไปบนฟากฟ้า

เฉินผิงอันกำลังสองจิตสองใจว่าควรจะรั้งตัวเซียนกระบี่สวีจวินเอาไว้ดีหรือไม่

ขอบเขตของทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นขอบเขตที่ได้มาใหม่

หากประลองฝีมือกันสักครั้ง ต่างคนต่างก็จะได้รับผลประโยชน์

จำได้ว่าปีนั้นก็เป็นท่ามกลางสายฝนนอกวัดเทียนกงของใบถงทวีปเช่นกัน

ที่มีการถามกระบี่ครั้งหนึ่งกับเผยหมิ่นแห่งเวทกระบี่หนึ่งในสามสุดยอดของไพศาล

เผยหมิ่นที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตสี่เล่มไม่ได้หวังเล่นงานเขาถึงตาย

กลับกลายเป็นว่าจิตสังหารไม่ได้รุนแรงเหมือนกระบี่ที่ชิงปล่อยออกมาก่อนเหมือนเป็นการ “ทักทาย”

เผยหมิ่นเคยใช้ร่มต่างกระบี่ ขว้างเข้าไปในอารามหวงฮวาของนครเซิ่นจึง

เกือบจะแทงทะลุหัวใจของเฉินผิงอัน ปักเขาให้ตายคาอยู่บนผนังแห่งตำรา

ส่วนเรื่องที่ว่าเผยหมิ่นได้อาศัยโอกาสนี้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่หรือไม่

เฉินผิงอันกลับไม่ได้รู้สึกกริ่งเกรงมากนัก แล้วก็ไม่สนใจด้วย

เผยหมิ่นไม่ได้ติดอันดับยี่สิบคนของศาลบรรพจารย์แห่งนั้น นี่ต่างหากที่ค่อนข้างจะน่าประหลาดใจ

เพราะถึงอย่างไรเขากับโจวจื่อต่างก็เป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาให้กับลู่ไถ

พอคิดถึงลู่ไถที่เคยจับคู่กันเดินทางท่องไปในยุทธภพของใบถงทวีป เฉินผิงอันก็รู้สึกสะท้อนใจ

นับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายจากลากันในครั้งนั้นก็ไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว

ยังจำได้ว่าการเดินทางท่องยุทธภพในครั้งนั้นมีทั้งกลิ่นอายแห่งเซียนแล้วก็มีทั้งกลิ่นอายแห่งผี

เพิ่มพูนทั้งความรู้ ประสบการณ์และความเข้าใจที่มีต่อใจคนมากขึ้น

หากไม่มีการปูพื้นเช่นนี้ การเดินทางไปเยือนทะเลสาบซูเจี่ยนต่อจากนั้น

เกรงว่าคงจะยิ่งทุกข์ทรมานมากกว่าเก่า ถึงขั้นที่ว่าเขาอาจเดินออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ

ก็เหมือนตราประทับชิ้นหนึ่งที่วัสดุล้ำค่าหายาก หากด้านล่างแกะสลักตัวอักษรได้ไม่งดงามมากพอ

เนื่องจากเสียดายและเห็นค่าในวัสดุของตราประทับ ยังพอจะลบแล้วแกะสลักใหม่ได้

แต่หากเครื่องกระเบื้องชิ้นหนึ่งพังแตกย่อยยับ ต่อให้ช่างในหมู่ชาวบ้านจะฝีมือดีแค่ไหน

ยังจะเอามาประกอบซ่อมแซมได้อย่างไร? ภูเขาเครื่องกระเบื้องของบ้านเกิดแห่งนั้นพูดได้ไหม? ไม่ได้หรอก

เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วมาที่เรือนชั้นสามก็เห็นอาจารย์พ่อกำลังพ่นควันขโมงอยู่พอดี

ก่อนหน้านี้อยู่ที่ยอดเขาโหยวอวี่ อาจารย์แม่หนิงเหยาได้สั่งความพวกนางเป็นการส่วนตัว

ว่าให้โน้มน้าวอาจารย์พ่อของพวกเจ้าให้เขาสูบยาดื่มเหล้าให้น้อยหน่อย เผยเฉียนหรือจะกล้ารับปากง่ายๆ

แต่กวอจู๋จิ่วกลับพูดจาน่าเชื่อถือ ตบอกรับรองบอกว่านางจะจัดการให้เอง

ผลคือพอลงจากภูเขา กลับมาที่จวนราชครูแห่งนี้

กวอจู๋จิ่วที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารมื้อดึกก็แค่เอ่ยคำกำชับของอาจารย์แม่ซ้ำเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

อาจารย์พ่อคีบอาหารให้นางกับเผยเฉียนพลางยิ้มเอ่ยไปด้วยว่าเขาจะใส่ใจให้มากกว่านี้

กวอจู๋จิ่วก็เลยมอบผลการประเมิน “ยอดเยี่ยม” ให้กับตัวเอง

ทำเอาเผยเฉียนที่มองดูอยู่ข้างๆ พูดไม่ออก จะเอาอย่างก็ทำไม่ลง

เฉินผิงอันคืนสติกลับมา หันหน้ามายิ้มเอ่ย “สวีเซี่ยเพิ่งจะกลับไป ต้องโทษข้า ควรให้เขาได้พูดคุยกับพวกเจ้าสักหน่อย”

เวทกระบี่ของสวีเซี่ยไม่ได้ซับซ้อน แต่ข้าเดาว่าเขาต้องได้ครอบครองเวทกระบี่ยุคโบราณหลายชนิดที่หายสาบสูญไปนานแล้ว

สามารถทำให้ผู้ฝึกกระบี่หลอมลมปราณ หลอมสร้าง ขัดเกลากระบี่ สยบสยบราบ สังหารศัตรูและหล่อเลี้ยงกระบี่ได้สำเร็จในรวดเดียว

ข้าไม่สะดวกจะซักไซ้ถามอะไรเขา แต่พวกเจ้าคือผู้เยาว์ ตอนนี้สวีเซี่ยเป็นเซียนอิสระ

จึงไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในเรื่องข้อห้ามระบบสืบทอดพวกนี้ได้

สวีเซี่ยใจกว้าง นิสัยองอาจกล้าหาญ ทำอะไรเปิดเผยสง่างาม

ไม่แน่ว่าดื่มเหล้าเข้าไปเล็กน้อย พออารมณ์ดีก็อาจจะเป็นฝ่ายถ่ายทอดเวทกระบี่ชั้นสูงให้พวกเจ้าสักบทสองบทก็เป็นได้”

หากเป็นเช่นนี้ การที่สวีเซี่ยเป็นฝ่ายพูดถึงเวทกระบี่ “ตัดหัว” นั้นด้วยตัวเอง

ทั้งยังให้เขากับป่ายจิ่งเสี่ยวโม่ช่วยตรวจสอบช่องโหว่ ช่วยยกระดับวิถีกระบี่ให้สูงขึ้น

ก็ถือเป็นวิธีที่เกื้อกูลมอบผลประโยชน์ให้แก่กัน

แล้วก็เพราะตั้งใจจะใช้วิธีการที่วกวนอ้อมค้อมเช่นนี้ ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับเผยเฉียนด้วยใช่หรือไม่?

สวีเซี่ยไม่เคยปิดบังความชื่นชมของตัวเองที่มีต่อเผยเฉียน

เป็นทั้งความโปรดปรานที่ผู้อาวุโสมีต่อผู้เยาว์ แล้วก็เป็นทั้งการยอมรับที่ปฏิบัติต่อคนบนเส้นทางเดียวกัน

ปรมาจารย์ “เจิ้งเฉียน” ชื่อเสียงของนางทั้งบนและล่างภูเขาของเกราะทองทวีป ไม่มีอะไรให้ต้องพูดเลยจริงๆ

คาดว่าน่าจะใช้ได้ผลยิ่งกว่าชื่อของอิ่นกวานหรือราชครูต้าหลีอะไรเสียอีก

แรกเริ่มสวีเซี่ยก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าไฉนปรมาจารย์หญิงที่อายุน้อยผู้นี้ถึงได้เคียดแค้นเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างไม่ต่างไปจากเขา

รอกระทั่งได้รู้ชื่อจริงของนาง รู้ว่านางคือลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาของอิ่นกวานคนสุดท้ายแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่

สวีเซี่ยก็ยิ่งรู้สึกเหมือนน้ำมาลำคลองก่อเกิด รู้สึกสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

กวอจู๋จิ่วเอ่ยอย่างหมายมั่นปั้นมือ “อาจารย์พ่อ ว่ากันไปตามเนื้อผ้านะ ข้าบังเอิญมีเคล็ดวิชาวรยุทธที่เป็นสมบัติก้นกรุอยู่บทหนึ่งพอดี”

ข้ามานะตั้งใจฝึกฝนเล่าเรียนมานานหลายปี จนถึงทุกวันนี้ก็ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แล้ว

ท่านช่วยดูให้หน่อยได้ไหม? ดูว่ายังอยู่ห่างจากความชำนาญเข้าขั้นสุดยอดอีกกี่ก้าว?”

เฉินผิงอันรู้สึกใคร่รู้อยู่บ้าง จึงยิ้มเอ่ยว่า “ได้สิ”

กวอจู๋จิ่วยกสองมือขึ้นทำท่าจกดจุดลมปราณลงสู่จุดตันเถียน

“อาจารย์พ่อ ศิษย์พี่หญิงเผย เวทกระบี่บทนี้ของข้าเหมาะจะเอามาใช้ในวันฝนตกมากที่สุด”

จะสอนให้พวกท่านได้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าสาดน้ำไม่เข้า กระบี่เคลื่อนดุจมังกรเลื้อย

ต่อให้เป็นศัตรูที่เชี่ยวชาญศาสตร์การทำนาย ล่วงรู้อนาคตก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ถึงกระบวนท่าถัดไปของข้า

เพียงแค่เพราะแม้กระทั่งตัวข้าเองก็ยังไม่…”

กวอจู๋จิ่วกำลังจะกระโดดเข้าไปในลาน กลับถูกเผยเฉียนยื่นแขนมารัดคอเอาไว้ ลากนางกลับไปที่เรือนชั้นสอง

บอกว่าพวกนางไม่รบกวนการใช้ความคิดของอาจารย์พ่อแล้ว

ที่แท้ตรงประตูด้านข้างก็มีร่างของหรงอวี๋โผล่มา เฉินผิงอันรู้สึกเสียดายอย่างมาก

เวทกระบี่อันบ้าคลั่งบทนี้ของกวอจู๋จิ่วจะสามารถเป็นครามที่เกิดจากต้นครามแต่สีเข้มกว่าครามได้หรือไม่ ต้องเห็นเองกับตาเสียก่อนถึงจะแน่ใจได้

หรงอวี๋ขยับเดินเข้ามาใกล้ ยิ้มเอ่ยว่า “ท่านราชครู ข้ามาผิดเวลาใช่ไหม?”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่มีอะไร”

หรงอวี๋กล่าว “เมื่อครู่นี้ได้รับจดหมายลับจากหลิวเร่าราชครูต้าโช่ว”

เขากับฮ่องเต้อินมี่ได้ลงมือเตรียมการเรื่องของการเดินทางไปเยือนเปลี่ยวร้างอย่างลับๆ แล้ว

แต่หลิวเร่ามีเรื่องขอร้อง หวังว่าท่านราชครูจะสามารถช่วยพูดกับศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง

ขอเอกสารผ่านด่านลับที่ซานจวินสามารถลงน้ำในมหาสมุทรได้มาให้แผ่นหนึ่ง

เหตุผลก็คือซานจวินอินหนีจะคุ้มครองฮ่องเต้ไปส่งอย่างลับๆ ไม่ใช่เทพภูเขาที่ลุยน้าทั่วไป

แต่เป็นการเดินทางไกลข้ามทวีปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทางฝั่งตำหนักอวี้เชียวตอบตกลงแล้ว บอกว่ายินดีจะเดินทางไปเยือนเปลี่ยวร้างด้วยกัน

พวกเขากังวลว่าตัวเองเปิดปากพูดไปแล้ว ทางฝั่งศาลบุ๋นอาจจะไม่ยอมตอบตกลง

เพราะถึงอย่างไรความรู้สึกที่รองเจ้าลัทธิหันมีต่อต้าโช่วก็ธรรมดามาก

หากคำขอร้องของสกุลอินถูกปฏิเสธ แล้วค่อยให้ต้าหลีที่เป็นแคว้นเหนือหัวช่วยส่งเอกสารฉบับที่สองไปให้

ก็มีโอกาสว่าจะทำให้ราชครูเฉินดูเป็นคนแข็งกร้าวกดดันผู้อื่นมากเกินไป จะทำให้ศาลบุ๋นเกิดภาพจำที่เลวร้ายต่อท่าน

ยังไม่สู้ขอให้ราชครูประสานงานเรื่องนี้กับศาลบุ๋นโดยตรง”

เฉินผิงอันร้องเหอะ ยิ้มเอ่ยว่า “หลิวเร่าเข้าใจคนอื่นดีขนาดนี้เลย? ข้าจำเป็นต้องช่วยแล้วยังต้องเขียนจดหมายไปขอบคุณเขาด้วยสินะ”

หรงอวี๋แค่ยิ้มไม่เอ่ยอะไร

เฉินผิงอันกล่าว “เขียนเอกสารราชการฉบับหนึ่งส่งไปให้ศาลบุ๋น บอกว่าแนะนำให้อนุญาตซานจวินอินหนีติดตามฮ่องเต้อินมี่และราชครูหลิวเร่าไปยังเปลี่ยวร้างด้วย”

ลายมือที่ใช้เขียนเอาเป็นตัวอักษรแบบก่วนเก๋อของต้าหลี

เขียนเสร็จแล้วเจ้าก็ไปเอาตราประทับราชครูและตราประทับเอกสารราชการที่ห้องหนังสือมาประทับเองได้เลย”

หรงอวี๋เอ่ยอย่างลังเล “ท่านราชครู ตามระเบียบแล้วไม่เหมาะ ข้าไม่อาจใช้ตราประทับราชครูได้เองโดยพลการ”

ต่อให้มีท่านราชครูมองดูอยู่ด้วย ข้าเองก็ไม่อาจแตะต้องมันได้

จำเป็นต้องให้ราชครูประทับตาด้วยตัวเองถึงจะถูกต้องตามกฎระเบียบ”

เฉินผิงอันโบกมือ “กฎระเบียบไม่มีชีวิต แต่คนกลับมีชีวิต”

แต่หรงอวี๋ก็ยังไม่ยอม นางยืนกรานในความคิดตัวเองด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว

“ท่านราชครู นี่ไม่ใช่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอะไรที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม”

เฉินผิงอันจึงได้แต่อธิบายว่า “อีกเดี๋ยวข้าจะกลับมาฝึกตนอีกครั้ง ถึงเวลานั้นต้องปิดด่านเป็นประจำ”

ห้าขอบเขตกลาง หรือควรจะพูดว่าสามขอบเขตแรก ทุกขอบเขตล้วนมีความจำเป็นที่ต้องปิดด่านของทุกขอบเขต

ถึงเวลานั้นจะทำอย่างไร? จวนราชครูสามารถบันทึกเรื่องนี้ลงในเอกสารลับได้

หรงอวี๋ ทุกครั้งที่เจ้าจับตราประทับก็ให้กวอจู๋จิ่วมองดูอยู่ข้างๆ

พวกเจ้าแต่ละคนต่างก็บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรคนละฉบับ

หลังจากข้าออกจากด่านจะมาตรวจสอบเทียบเคียงกัน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีข้อผิดพลาด

ข้าก็จะจดบันทึกลับเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้หนึ่งฉบับ ไม่ต้องกลัวว่าฮ่องเต้หรือราชครูคนต่อไปจะมาตรวจสอบ”

หรงอวี๋สีหน้าซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้ารับเงียบๆ

เฉินผิงอันพูดเบี่ยงประเด็นไปว่า “หรงอวี๋ เจ้าเคยได้ยินเรื่องราวของฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของสกุลอินหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับซานจวินหญิงผู้นั้น”

หรงอวี๋ครุ่นคิด รีบพลิกค้นความทรงจำอย่างรวดเร็ว

เพียงไม่นานนางก็เอ่ยว่า “ว่ากันว่าก่อนที่ฮ่องเต้ไท่จู่ของสกุลอินจะกรีฑาทัพขึ้นเหนือ”

ตอนนั้นใจคนในเมืองหลวงของราชวงศ์ก่อนปั่นป่วนโกลาหล ต่างร่ำลือกันว่าภายในกองทัพคิดตั้งผู้ตรวจการขึ้นเป็นฮ่องเต้เพื่อชิงแผ่นดินจากแม่ม่ายและเด็กกำพร้า

ไท่จู่ได้ยินก็เป็นกังวล หวนกลับบ้านไปพูดคุยกับคนในครอบครัว ถามว่าข่าวลือโหมกระหน่ำเช่นนี้ ควรจะรับมืออย่างไร?

พี่สาวของไท่จู่อยู่ในห้องครัวพอดี นางใช้ไม้คลึงแป้งตีไท่จู่ ขับไล่เขาพลางกล่าวว่า

บุรุษเมื่อเผชิญเรื่องใหญ่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง เหตุใดจึงกลับมาทำให้สตรีในเรือนหวาดหวั่นเล่า?”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “อินหนีกลับตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยวยิ่ง”

หรงอวี๋มีสีหน้าลำบากใจ “ท่านราชครู แน่นอนว่าข้าเองก็เป็นสตรี เพียงแต่ว่าจะเอาอย่างนางด้วยการยุแยงให้ท่านราชครูแย่งชิงบัลลังก์ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิไม่ได้หรอกนะ”

เฉินผิงอันใช้กระบอกยาสูบชี้ไปที่ม่านฝน แล้วค่อยชี้มาที่นาง เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “พูดล้อเล่นในวันที่ฝนตกแรงใช่ไหม เจ้าหนาวหรือไม่?”

หรงอวี๋เม้มปากยิ้มจนตาหยี

เฉินผิงอันเอ่ย “เขียนรายการสมบัติทั้งหมดในคลังสมบัติของต้าหลีออกมา โดยภาพรวมแล้วสามารถแบ่งออกเป็นห้าธาตุ เรียบเรียงเป็นตำราห้าเล่ม”

แล้วแยกเล่มหนึ่งออกมาโดยเฉพาะ เลือกสมบัติที่ดีที่สุดและมีค่ามากที่สุดไว้ในตำราเล่มนี้

ช่วงนี้ข้าจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียด”

หรงอวี๋พยักหน้า “พรุ่งนี้ต้นยามเฉิน (ช่วงเวลาประมาณเจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้า) จะต้องเอาสมุดหกเล่มมาวางไว้ที่โต๊ะของราชครูอย่างตรงเวลา”

เฉินผิงอันให้คำแนะนำว่า “เจ้าเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธเต็มตัว สามารถไปประลองฝีมือกับเผยเฉียนได้”

ลูกศิษย์ใหญ่เปิดภูเขาของข้าคนนี้เรียนหมัดเร็ว สอนหมัดก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”

หรงอวี๋ไม่มีทางปฏิเสธเรื่องดีใหญ่เทียมฟ้าเช่นนี้อยู่แล้ว นางขอบคุณราชครู ยอบกายคารวะ

แล้วเปลี่ยนเรื่องมาพูดเรื่องเป็นการเป็นงาน “ทางฝั่งของจวนจินหลูลำคลองจื่อแยนได้ผลลัพธ์แล้ว”

ตามคำกล่าวของหรงอวี๋ โจวก้งผู้บังคับกองของเรือข้ามฟาก หลังจากได้รับคำสั่งจากราชครู

เขาก็นำขบวนลูกน้องทำการสอบสวนสามครั้งเสร็จภายในครึ่งวัน

ครั้งหนึ่งอยู่บนเรือข้ามฟาก อีกสองครั้งหลังอยู่ในศาลบรรพจารย์ของจวนจินหลูลำคลองจื่อแยน เป็นการ “ขึ้นศาล” ไต่สวนคดีความ

นอกจากแยนโย่วผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองที่ต้องการถามหมัดกับราชครูแล้ว

ยังมีผู้ฝึกตนหญิงที่ตอนนั้นชมเรื่องสนุกอยู่ไกลๆ อีกหลายคน รวมไปถึงบรรพจารย์จินกวาน และยังมีพันธมิตรอีกหลายคนของลำคลองจื่อแยนอย่างพวกหลันถิง ฯลฯ

ที่ต่างก็มอบคำให้การของตัวเองมาให้ และสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์

หลังจากนั้นกองงานภูเขาสายน้าของกรมพิธีการ กองตรวจสอบของกรมอาญาและกองลาดตระเวนของภูเขาพีอวิ๋นต่างก็มีการตอบกลับอย่างเป็นกลาง

ทั้งสามฝ่ายนอกจากจะมีการตรวจค้นคัดสรรเอกสารแล้ว ยังได้ลอบไปสอบถามสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้าและเทพอภิบาลเมืองในท้องถิ่นอย่างลับๆ มาด้วย

ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแยนโย่วแค่หัวร้อนเท่านั้น ไม่ได้มีคนคอยบงการอยู่เบื้องหลัง

แค่อยากจะโอ้อวดให้สตรีคนหนึ่งที่เขาชื่นชอบเท่านั้นจริงๆ

เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด มีเซียนกระบี่และจอมยุทธผู้กล้ากี่มากน้อยที่ถูกคำว่ารักทำให้หัวหมุน เว่ยจิ้นเป็นเช่นนี้ ฟ่านต้าเช่อก็เป็นเช่นเดียวกัน

หรงอวี๋เอ่ย “สามพรรคที่นอกเหนือจากลำคลองจื่อแยน บรรพจารย์ของแต่ละฝ่ายแค่ตกอกตกใจกันไปเองเท่านั้น”

แยนโย่วได้รับโชคหลังเคราะห์ร้าย ได้ติดตามโจวก้งมาที่เมืองหลวง อีกเดี๋ยวก็จะรับหน้าที่เป็นเลขาธิการฝ่ายบู๊ของกระโจมทัพอย่างเป็นทางการแล้ว

เนื่องจากเขาคือผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทอง ตามธรรมเนียมของกองทัพชายแดนแล้ว จุดเริ่มต้นในวงการขุนนางย่อมไม่ต่ำ

แค่ต้องผ่านการฝึกขัดเกลาประสบการณ์สักช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็จะได้บรรดาศักดิ์ทางทหารอันเป็นเพียงนามไร้อำนาจจริงมาครองแล้ว”

“แต่ว่าจากรายงานที่ทางกรมพิธีการและกรมอาญาส่งมาให้ พอรู้ว่าบรรพจารย์และเจ้าประมุขของบ้านตนถูกกองทัพชายแดนต้าหลีเรียกตัวไปสอบถาม”

ก็มีผู้ฝึกตนทำเนียบสิบกว่าคนแอบออกจากสำนัก กลัวว่าจะเจอจุดจบที่ว่าเมื่อรังถูกทำลายแล้ว ไข่หรือจะรอดพ้นความเสียหาย

คาดว่าเวลานี้พวกเขาอาจจะถูกจับตัวกลับไปนั่งคุกเข่าอยู่ที่ศาลบรรพจารย์ของสามตระกูลแล้ว”

บทพิเศษ ตอนที่ 21.2 เรียกชื่อโดยตรง
กล่าวมาถึงตรงนี้ หรงอวี๋ก็ถอนหายใจ เหตุพลิกผันที่เกิดขึ้นในตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์

ซึ่งพัฒนาต่อมาจากที่ทะเลสาบเหล่าอิง มาจนถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมชั้นสูงของแจกันสมบัติทวีปอย่างตำหนักฉางชุน จนมาถึงจวนเซียนลำดับสองอย่างลำคลองจื่อแยน

อันที่จริงก็พอจะมองเห็นปัญหาได้มากมายแล้ว ไม่ไปแตะต้องก็มองดูเหมือนยุคสันติสุขที่อบอวลไปด้วยเสียงร้องรำทำเพลง

โชคชะตาแคว้นสืบเนื่องยาวนานไปพันปี ไปแตะต้อง ขอแค่มีคนฉีกกระชากมันออก ก็มีแต่หนองเน่าเฟะที่ถูกความสงบสุขปิดทับเอาไว้

ด้านในมีแต่เลือดไหลนอง โชคดีที่ยังทันการณ์

หรงอวี๋ทั้งเชื่อมั่นในราชครูชุย แล้วก็เชื่อมั่นในราชครูเฉิน และยิ่งเชื่อมั่นในรากฐานของราชสำนักต้าหลี

ทั้งเชื่อมั่นในตัวของผู้เฒ่าที่เปี่ยมไปด้วยความหวังอย่างท่านผู้เฒ่ากวานเจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่น ฯลฯ

ยิ่งเชื่อในตัวคนหนุ่มที่วันนี้ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในใจกลางของราชสำนัก ยังไม่ได้เป็นขุนนางคนสำคัญ

ว่าจะต้องทำให้บนถึงล่าง ในถึงนอก ใจทหารถึงใจปวงประชาของราชสำนักต้าหลีล้วนขยับขึ้นสู่ที่สูง มุ่งหาความก้าวหน้า เปลี่ยนมาเป็นดีได้มากกว่าเดิม

โดยทั่วไปแล้วเฉินผิงอันไม่ค่อยซักไซ้ถึงรายละเอียดของเรื่องที่ได้ข้อสรุปแน่นอนแล้วเท่าใดนัก

แต่เรื่องของลำคลองจื่อแยน เห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างใส่ใจ จึงถามว่า

“ในศาลบรรพจารย์ของจวนจินหลูลำคลองจื่อแยน ไม่มีคนรุ่นเยาว์ที่กล้ายืนหยัดโต้แย้งโดยยึดเหตุผลอย่างเต็มกำลังกับผู้บังคับกองโจวบ้างเลยหรือ?”

หรงอวี๋ส่ายหน้า “เพราะถึงอย่างไรคนอย่างเฝิงเจี้ย เหวยหรุย ฯลฯ ที่มีทั้งความคิดแล้วก็ทั้งลงมือทำก็มีอยู่ไม่มาก”

เฉินผิงอันกล่าว “แรงใจและวิสัยทัศน์ของคนคนหนึ่งก็ต้องค่อยๆ ปลูกฝังมาทีละน้อย”

เล่ห์กลทางใจและชั้นเชิงกลอุบายในการดำเนินการล้วนค่อยๆ ขัดเกลาประสบการณ์จากเหตุการณ์ทั้งหลาย ไม่ต่างจากการป้อนหมัดของผู้ฝึกยุทธเท่าไร”

“ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ เรื่องบางอย่างต้องใช้ดาบสะบั้นปมเชือกยุ่งเหยิงอย่างว่องไว การโค่นสิ่งใหญ่ทำลายสิ่งแข็งย่อมต้องค่อยเป็นค่อยไป”

วางแผนอย่างรอบคอบ ราชสำนักจะจัดการตำหนักฉางชุนอย่างไร ล้วนต้องทำให้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมใหญ่ๆ อย่างสำนักโองการเทพ สกุลเจียงอวิ๋นหลินดู

และจวนเซียนที่มีศักยภาพอย่างลำคลองจื่อแยนนี้ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นคนหมู่มาก ความอดทนของทางราชสำนักจะต้องเหมาะสมสักหน่อย

ถึงอย่างไรก็ไม่กลัวว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดอะไร มองเห็นเลือดในความเข้าใจผิดย่อมทำให้คนมีชีวิตจดจำบทเรียนได้ง่ายขึ้น”

หรงอวี๋พยักหน้า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตามหาคนที่อยู่ท่ามกลางดงของคนฉลาด ตามหาคนฉลาดในหมู่คนโง่ ล้วนไม่ง่ายทั้งสองอย่าง”

หรงอวี๋ครุ่นคิดถึงเจตนาในประโยคนี้ของราชครูอย่างจริงจัง คิดว่าจะตวัดดาบใส่คนฉลาดที่อยู่ในถิ่นไหนอย่างนั้นหรือ?

เฉินผิงอันอดไม่ไหวยิ้มเตือนว่า “หรงอวี๋ ไม่ต้องรู้สึกว่าทุกคำพูดของข้าต้องมีความหมายลึกซึ้งอะไร ไม่ได้เกินจริงขนาดนั้นหรอก”

หรงอวี๋ “ยิ่งใช้สมอง สมองก็ยิ่งเฉียบแหลมนี่นา”

เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “นี่คือลักษณะการพูดคุยของศิษย์พี่ข้าและอาจารย์เจิ้ง”

หรงอวี๋ไม่รู้จะรับคำต่ออย่างไรดี

เฉินผิงอันสูบยา หรี่ตามองม่านฟ้า คล้ายกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

หรงอวี๋มองตามสายตาของราชครูไป แต่ก็มองอะไรไม่ออก

ปีนั้นที่ริมอาณาเขตทางเหนือของภูเขาพีอวิ๋นซึ่งยังไม่ได้กลายเป็นมหาบรรพตอุดรของต้าหลี

มีจวนเซียนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมหลายแห่งที่มีหนึ่งก่อกำเนิดสามโอสถทองซึ่งค่อนข้างจะมีพลังอำนาจ

หลังจากที่ถ้ำสวรรค์หลีจูปริแตกแล้วหล่นร่วงลงพื้น หร่วนฉงแห่งสำนักการทหารก็มารับหน้าที่เป็นอริยะผู้บัญชาการแทนที่ฉีจิ้งชุน

และเพียงไม่นานก็มีเซียนซือกลุ่มหนึ่งมาหยั่งเชิงนิสัยใจคอของหร่วนฉง หรือควรจะพูดว่าเส้นขีดจำกัดของต้าหลี

บรรพจารย์ที่มีชื่อเสียงคุณธรรมสูงส่ง ทั้งยังมีพลังตบะลึกล้าอย่างพวกบรรพจารย์จินกวงนำพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดส่วนหนึ่งเดินทางท่องเที่ยวไปตามภูเขาสายน้า ละเมิดคำสั่งเข้ามาในอาณาเขต

ผลคือถูกหร่วนฉงที่ออกจากร้านตีเหล็กมุ่งหน้าไปยังทะเลเมฆสังหารผู้ฝึกตนหญิงรวดเดียวหลายคน

สตรีโตเต็มวัยที่เป็นผู้นำประดับปิ่นสีทองบนศีรษะ นางยังเป็นเจ้าประมุขของจวนเซียนแห่งหนึ่งด้วย

ภายหลังบรรพจารย์จินกวานของลำคลองจื่อแยนเอ่ยขอร้องวิงวอนไปหลายหน แต่ศีรษะก็ยังถูกหร่วนฉงบีบจนระเบิดแตก

เรือนกายที่มีเลือดเนื้อถูกทำลายย่อยยับ จิตวิญญาณหลบหนีกลับไปยังลำคลองจื่อแยน

หร่วนฉงไม่ได้ตามไปซ้ำเติมอีกฝ่าย หลังจากนั้นผู้ฝึกตนหญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าหลันถิง

แล้วก็เป็นบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของจวนเซียนบ้านนางเองก็ยังถูกกระบี่บินแทงทะลุศีรษะ

หลงเหลือไว้เพียงคนผู้หนึ่งที่รู้กาลเทศะที่สุด หนีได้เร็วที่สุดและยังถือว่าพอจะมีน้ำใจ

ไม่ลืมเอ่ยเตือนหลันถิงถึงความร้ายกาจของวิชาอภินิหารของกระบี่บินหร่วนฉงไปหลายประโยค

น่าเสียดายที่จุดจบสุดท้ายของหลันถิงก็ยังสู้บรรพจารย์จินกวานไม่ได้ ตะเกียงแห่งชะตาชีวิตที่ตั้งไว้ในศาลบรรพจารย์ของนางดวงนั้นถูกจุดไฟเผาไปโดยตรง

วิธีการของสำนักการทหาร หากละเมิดข้อห้ามก็คือต้องลงโทษ จะมามัวพร่ำพูดจุกจิกกับเจ้า ยกเอาเรื่องน้ำใจความสัมพันธ์หรือเรื่องศักดิ์ศรีหน้าตามาพูดเสียที่ไหน

ผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไป ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเซียนซือบนภูเขาของต้าหลีรู้สึกเช่นไร

พูดถึงแค่เด็กชายชุดเขียวที่เคยมีความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ กับอริยะหร่วนก็ยิ่งกลัวหร่วนฉงมากกว่าเดิม คิดถึงปีนั้น ชีวิตของตนแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ นะ

โชคดีที่ตนขับเรือตามกระแสลม ใช้ไหวพริบที่มีมาแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

อย่าเห็นว่าภายหลังเฉินหลิงจวินถูกเจ้าลัทธิลู่ที่ยิ้มหน้าทะเล้นหยอกเย้าอยู่หลายครั้ง

และก็อย่าเห็นว่าใน ‘รวมเล่มคนผ่านทาง’ ขอบเขตของหร่วนฉงถือว่าค่อนไปทางต่ำหากเทียบกับคนอื่นในเล่ม

แต่บรรพจารย์จิ่งชิงกลับวางอริยะหร่วนไว้ในหน้าที่สองของรวมเล่มคนผ่านทางเชียวนะ

แน่นอนว่าหลบอยู่ในภูเขาบ้านตัวเอง บางครั้งก็คุยโวโดยไม่ต้องร่างคำพูดกับพวกหมี่ลี่น้อย ป่ายเสวียน

เฉินหลิงจวินยังกล้าที่จะตั้งฉายาให้กับหร่วนฉงว่า “หร่วนปั้งเหยี่ยน” ด้วย (อันดับที่สองในการสอบเคอจวี่รองจากจ้วงหยวน)

เด็กชายชุดเขียวดื่มเหล้าในงานเลี้ยงที่ยอดเขาโหยวอวี่จนเมา ดื่มจนใบหน้าแดงก่ำราวกับลิง ได้แวะไปดื่มสุราคารวะหร่วนฉงที่โต๊ะประธานอยู่หลายครั้ง

เป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เด็กชายชุดเขียวตะเบ็งเสียงดังพูดความในใจประมาณว่าอริยะหร่วนเป็นวีรบุรุษผู้เก่งกล้าเหนือใครในโลกา

คนปากเสียพูดจาตามประสาคนเมาแล้วยังคอยยกนิ้วโป้งให้หร่วนฉงเป็นระยะ….

ในที่สุดหร่วนฉงก็แน่ใจแล้วว่าไอ้หมอนี่ไม่ได้พูดจาเหน็บแนม บนใบหน้าก็มีรอยยิ้ม

ก็จริงนะ จะต้องไปคิดเล็กคิดน้อยกับเจ้าโง่น้อยผู้นี้ทำไมกัน

แล้วนับประสาอะไรกับที่ส่วนลึกในใจของหร่วนฉงยังรู้สึกว่าเด็กชายชุดเขียวมีรากฐานแห่งปัญญาอย่างมาก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนั้นยังมีแม่นางน้อยชุดดายืนอยู่ข้างกายเขา เขย่งปลายเท้า มือหนึ่งกำเชือกของกระเป๋าผ้าฝ้ายสะพายข้าง

มืออีกข้างป้องอยู่ข้างปากซุบซิบพูดกับเขา บอกว่าจิ่งชิงดื่มจนเมาแล้ว อริยะหร่วนอย่าได้ถือโทษโกรธเคือง

ก็ต้องโทษที่วันนี้เหล้าหมักเซียนของงานสมรสรสชาติดีเกินไป

หร่วนฉงเอียงหัวน้อยๆ ยิ้มอธิบายกับแม่นางน้อยว่าเขาเข้าใจ สุรารสชาติพอใช้ได้ พอใช้ได้ แค่หมี่ลี่น้อยชอบก็พอ

คุยกันไปคุยกันมาหร่วนฉงก็มองออกถึงคำกระซิบบางอย่างที่นางไม่สะดวกจะเปิดปากจากดวงตาที่สุกสกาวของแม่นางน้อยผู้พิทักษ์ฝ่ายขวาแห่งภูเขาลั่วพั่ว

หร่วนฉงจึงแหงนหน้าดื่มเหล้าชามใหญ่ ลูบศีรษะของแม่นางน้อย ถือเป็นการขอบคุณนางแล้ว

ก็ไม่รู้ว่าขอบคุณที่แม่นางน้อยเคยเล่าเรื่องราวแห่งภูเขาสายน้าบางอย่างกับคนบางคน หรือว่าขอบคุณเรื่องอะไร

หร่วนฉงที่ทั้งชีวิตแทบไม่เคยโอภาปราศรัยตามมารยาทกับใคร บอกกับหมี่ลี่น้อยว่าวันหน้าหากได้รับความอยุติธรรมก็ให้มาหาเขา

เขาจะทวงความเป็นธรรมให้นางเอง

ตอนนั้นเพื่อนเจ้าบ่าวคนหนึ่งหันมามองเพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่ง เพื่อนเจ้าสาวกลับยิ้มอ่อนโยนมองหมี่ลี่น้อย

แล้วนางจึงผงกศีรษะให้กับหร่วนฉงที่ความคิดจิตใจละเอียดอ่อนดุจเส้นผม

หร่วนฉงเองก็พยักหน้าให้หนิงเหยา แล้วจึงมองเพื่อนเจ้าบ่าวคนนั้นแวบหนึ่ง ในใจคิดว่าเจ้าตะพาบน้อยผู้นี้มักจะโชคดีเช่นนี้เสมอ

เฉินผิงอันสูบยา พ่นควันออกมาเบาๆ คอยมองม่านฝนที่เหมือนห้อยย้อยอยู่ระหว่างฟ้าดินนั้นตลอดเวลา

“ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับโจวก้งเท่านั้น สำหรับเศษซากเละเทะอย่างลำคลองจื่อแยนนี้ เขาคือปลายดาบ”

“สำหรับกองกำลังจวนเซียนระดับกลางของต้าหลีโจวก้งกับแยนโย่วต่างก็เป็นแบบอย่างของภูเขาและสายน้ำ ถือเป็นแนวทางอันดีในการใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับราชสำนัก”

“นอกจากนี้ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกตนสำนักการทหารสายของร่องต้าหนีเท่านั้น เชื่อว่าตลอดทั้งศาลลมหิมะก็น่าจะมอบการสนับสนุนที่ใหญ่ที่สุดให้กับโจวก้งด้วยเช่นกัน”

หรงอวี๋รู้ดีว่าศาลลมหิมะฝากความหวังไว้ที่โจวก้ง อยากจะเรียกตัวเขากลับภูเขาให้มารับหน้าที่เป็นมือรองของสายผู้คุมกฎมาโดยตลอด

โจวก้งผู้ฝึกตนสำนักการทหารที่เป็นคอขวดขอบเขตโอสถทองแล้ว ในฐานะลูกศิษย์ผู้สืบทอดของบรรพจารย์สกุลฉินร่องต้าหนี

ความฝันที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ของเขาไม่ใช่การเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนอะไร แต่เป็นการได้ดูแลเรือกระบี่ลำหนึ่งของต้าหลี

รับหน้าที่เป็น “เจ้าของเรือ” ของเรือกระบี่ต้าหลีที่ได้ทั้งการโจมตีและป้องกัน

แน่นอนว่าต้องดึงดูดใจคนได้ดียิ่งกว่าการเป็น “เจ้าของเรือ” ของเรือข้ามฟากขุนเขาที่เอาไว้ใช้ขนกองกำลังทหารโดยเฉพาะ

ต่งหูแห่งกรมพิธีการเคยบอกว่าอิงตามคุณความชอบทางทหาร ผู้บังคับกองโจวก้ง เป็นรองแม่ทัพประจำมณฑล

หรือไม่ก็เป็นเจ้ากรมกลาโหมของแคว้นใต้อาณัติสักแห่ง ล้วนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม

แน่นอนว่าคือถ้อยคำอันไพเราะที่กล่าวอย่างพอดิบพอดี เพียงแค่เพราะศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่มีผู้ฝึกตนสำนักการทหารจำนวนมากที่หากต้องเลือกระหว่างกองทัพต้าหลีกับการเป็นผู้ฝึกตนบนทำเนียบก็มักจะเลือกอย่างแรก

และศาลบรรพจารย์ทั้งสองแห่งก็มักจะแค่รั้งตัวไว้ให้พอเป็นพิธีเท่านั้น ไม่เคยมีกรณีของการย้ายออกที่ทำให้พวกหวงเหมยเซียนต้องลำบากใจ ดังนั้นราชสำนักต้าหลีจึงต้องเห็นแก่น้ำใจในส่วนนี้

ไปเป็นแขกที่ตำหนักฉางชุนกับต่งหู ตอนนั้นเรือกองทัพต้าหลียี่สิบกว่าลำจอดลงที่หมิงตี จวนราชครูก็เลือกเรือลำของโจวก้ง

ผู้เฒ่าที่ฝึกตนอยู่ในหน่วยงานราชการจนโชกโชนจัดเจนอย่างต่งหู มีหรือจะไม่เข้าใจ

ราชครูกับหลิวเสี้ยนหยางมีความสัมพันธ์แบบใด สำนักกระบี่หลงเฉวียนกับศาลลมหิมะล่ะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

แล้วนับประสาอะไรกับที่ก่อนหน้านี้ไม่นานราชครูได้ใช้นามของเรื่องส่วนตัวทำการค้าครั้งนั้นกับภูเขาเจินอู่สำเร็จ ทางฝ่ายของกรมพิธีการก็ต้องมีการจดลงบันทึกตามระเบียบ

อันที่จริงเฉินผิงอันยังลังเลว่าควรจะแยกเอาเรือกระบี่และเรือข้ามฟากขุนเขาออกมาจากกรมกลาโหม แบ่งแยกกิจธุระบางส่วนของบนภูเขาออกมาจากกรมพิธีการโดยเฉพาะดีหรือไม่

เพียงแต่ว่ากระตุกผมเส้นเดียวสะเทือนทั้งร่าง ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

เฉินผิงอันเอ่ย “ตอนอยู่ที่ยอดเขาโหยวอวี่ ข้าได้เจอกับบรรพจารย์ผู้คุมกฎของศาลลมหิมะ ตอนที่ดื่มสุราคารวะก็ได้พูดคุยกันไปสองสามประโยค”

นางอยากจะเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบอย่างมาก เพียงแต่ว่ามีภาระหน้าที่ให้ต้องรับผิดชอบ ไม่อาจโยนภาระทิ้งไปได้

ข้าจงใจพูดถึงโจวก้ง นางก็ไม่ปิดบังการให้ความสำคัญที่ตัวเองมีต่อโจวก้งเลยแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุนี้หากผ่านไปอีกสี่สิบห้าสิบปี แล้วโจวก้งกลับภูเขาไปรับตำแหน่งผู้คุมกฎ ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”

หรงอวี๋สามารถจินตนาการได้เลยว่า ราชครูเป็นฝ่ายไปดื่มสุราคารวะ

ยอดฝีมือของสำนักการทหารอย่างศาลลมหิมะและภูเขาเจินอู่ตอนที่พูดคุยกับราชครูต้องไม่ได้ผ่อนคลายอย่างแน่นอน

ในเมื่อขนาดเจียงไท่กงแห่งศาลบู๊ยังปรากฏตัวแล้ว อย่างน้อยที่สุดพวกเขาที่มาจากศาลบรรพจารย์ของสำนักการทหารสองแห่งในแจกันสมบัติทวีปก็ควรจะเข้าใจในเรื่องสองเรื่อง

ผู้ฝึกตนในทุกวันนี้ นอกจากคนที่ปิดด่านแล้วต่างก็เคยเห็นการเชื่อมโยงฟ้าดินครั้งนั้นกับตาตัวเอง

แต่โลกมนุษย์จะมีคนแบบใดที่สร้างวีรกรรมเช่นนี้ได้ นอกจากผู้ฝึกตนบนยอดเขาส่วนน้อยแล้วก็ไม่ค่อยมีใครรู้มากนัก

ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็ควรจะลดทอนความสำคัญของเรื่องนี้ลง อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการป่าวประกาศความจริงแก่ใต้หล้า

ก่อนหน้านี้นานกว่านั้น พันธมิตรเฉพาะกิจสามคนที่ร่วมมือกันสังหารเจียงเซ่อ เฉินผิงอัน เจิ้งจวีจง อู๋ซ่วงเจี้ยง

เฉินผิงอันกล่าว “มอบผลท้อตอบแทนผลหลี ตอบแทนไมตรีอย่างมีมารยาท”

หรงอวี๋ยิ้มบางๆ “ความเข้าใจอยู่ไม่ไกลนัก”

หมอกควันลอยอบอวล มองข้ามฝนตกกระหน่ำ ทะยานขึ้นฟ้าไป ต่อให้หรงอวี๋จะโง่เขลาแค่ไหนก็ยังมองความผิดปกติออก

ซ่งอวิ๋นเจียนเผยกายออกมาจากความว่างเปล่า ระยะห่างแค่ไม่กี่ก้าวก็ยังร่ายวิชาอภินิหารหดย่อพื้นที่ นี่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของเขา

เฉินผิงอันเอ่ย “อีกเดี๋ยวเจ้าจำไว้ว่าพยายามปกป้องเมืองหลวงต้าหลีให้ดี”

ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า “เกี่ยวพันกับชีวิต เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ราชครูโปรดวางใจ ข้ารู้หนักเบาดี”

เฉินผิงอันเอ่ยสัพยอก “หวาดกลัวลึกไปถึงกระดูกและจิตวิญญาณเลยหรือ?”

ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเจื่อน “ไม่ได้สุขุมสงบนิ่งทุกครั้งที่เจอเรื่องใหญ่อย่างราชครูจริงๆ”

เฉินผิงอันกระตุกมุมปาก “นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ได้ด้วยหรือ?”

ซ่งอวิ๋นเจียนรู้สึกกังขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “นี่ยังไม่ถือว่าใช่อีกหรือ?!”

เฉินผิงอันกล่าว “อีกเดี๋ยวร่ายเวทอำพรางตาด้วย อย่าให้ชาวบ้านของเมืองหลวงต้องตื่นตกใจ”

บทพิเศษ ตอนที่ 21.3 เรียกชื่อโดยตรง
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า “จะทำอย่างสุดกำลังความสามารถ”

หรงอวี๋มึนงง

เผยเฉียนกับกวอจู๋จิ่วพากันมาที่นี่ เฉินผิงอันโบกมือ ยิ้มเอ่ยว่า

“พวกเจ้ากลับไปอยู่ในห้อง แค่ต้องทำจิตแห่งมรรคาและลมปราณให้มั่นคงก็พอ”

พวกนางก็พากันกลับไป เนื่องจากเคยผ่านสนามรบของที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ สนามรบที่เกราะทองทวีปและเมืองหลวงสำรองของต้าหลีมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ถามอาจารย์พ่อว่าเพราะอะไร

หรงอวี๋ถาม “ต้องแจ้งให้เสินจวินของห้าบรรพตทราบหรือไม่?”

เฉินผิงอันพยักหน้า “ให้พวกเขาทาลมปราณในอาณาเขตการปกครองของตัวเองให้มั่นคงก็พอ”

หรงอวี๋ถามต่อ “ทางฝ่ายของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางล่ะ?”

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ไม่จำเป็น”

หรงอวี๋ก้าวเร็วๆ จากไป

เฉินผิงอันสัมผัสได้ถึงลมปราณที่คุ้นเคยขุมหนึ่งซึ่งขยับเข้ามาใกล้เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว

สวีเซี่ยที่กำลังจะออกจากพื้นดินของแจกันสมบัติทวีปข้ามทะเลเดินทางไกลไปยังอุตรกุรุทวีปย้อนกลับมาทางเดิม ไม่เสียแรงที่เป็นเซียนกระบี่สวีจวิน

สวีเซี่ยยืนอยู่บนยอดเขาของภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่ในชานเมือง อันที่จริงเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แค่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ทำให้คนหายใจไม่ออก เหมือนกับว่า ‘มรรคา” ได้เปิดทาง คิดจะทำลายตราผนึกของฟ้าดินแล้วบุกเข้ามาในฟ้าดินแห่งนี้

สวีเซี่ยใช้เสียงในใจถามมาไกลๆ ว่า “อิ่นกวาน คือศัตรูหรือมิตร?”

หากเป็นอย่างแรกกลับจะง่ายเลย

เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตอนนี้ยังบอกได้ยากว่าเป็นศัตรูหรือมิตร สวีจวินแค่รอดูไปก็พอ”

สวีเซี่ยเอ่ย “หากต้องการให้ช่วยคุมเชิง จำไว้ว่าบอกกล่าวกันสักคำ”

เฉินผิงอันเอ่ย “ได้เลย”

ระหว่างฟ้าดินมีเสียงเคาะเบาๆ ดังมา

แล้วก็เหมือนมีเสียงคล้ายผ้าฉีกขาด แต่ฟังอีกทีก็คล้ายเสียงแผ่วเบายามที่เครื่องกระเบื้องปริร้าว

ซ่งอวิ๋นเจียนเพ่งมองไปสุดสายตา มองไกลๆ ไปยัง “ประตูใหญ่” บานนั้น

คนที่เดินนำออกมาก่อนคือสตรีร่างสูงโปร่งที่สวมชุดกระโปรงยาวสีเขียว รูปโฉมของนางพร่ามัว

เรือนกายอรชนมีวงแสงเอ่อท้นอยู่รอบกาย วงแสงเป็นชั้นๆ เหมือนริ้วน้ำที่กระเพื่อมแผ่ออกไป

ต่อให้มองไม่เห็นหน้าตา แต่กระนั้นก็ยังรู้ได้ว่านางงดงามจนเหมือนเทพธิดาหญิงในภาพวาดฝาผนังที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลก

ผ่านชีวิตมานานพันปีหมื่นปี แต่เสน่ห์เฉพาะตัวก็ยังคงอยู่ดังเดิม

จากนั้นก็มีหอสูงสีขาวหิมะที่คล้ายประกอบกันจากเงินเกล็ดหิมะจำนวนนับไม่ถ้วนลอยออกมา

มีบุคคลประหลาดผู้หนึ่งที่ปล่อยเส้นผมแผ่สยายบดบังศีรษะทั้งหมดเอาไว้ เขาคุกเข่าอยู่บนพื้น

กางแขนที่ผอมแห้งสองข้างออก แขนทั้งสองสั่นระริก ข้างเท้าคือแท่นบูชาเทพที่ล้มคว่ำ

รอบพื้นคือเครื่องบูชาในยุคบรรพกาลที่กองเกลื่อนกระจัดกระจาย

กระดูกขาวร่างหนึ่งสวมชุดคลุมสีม่วง นั่งขัดสมาธิอยู่บนเรือที่ทำมาจากไม้ท่อนเดียว

เขาแค่กวาดตามองไปรอบด้าน สะบัดชายแขนเสื้อของชุดคลุมอาคม

มือกระดูกขาวแวววาวที่มีเส้นแสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนข้างหนึ่งโผล่ออกมา ทำมุทราคำนวณอย่างรวดเร็ว

“เป็นฟ้าดินเชื่อมโยง ต่อเชื่อมทางที่ขาดสะบั้นไปแล้วได้ ถึงกับมีคนทำได้สำเร็จจริงๆ ร้ายกาจ ร้ายกาจเหลือเกิน”

ทุกคำที่นักพรตกระดูกขาวชุดม่วงเอ่ยออกมาล้วนดังกัมปนาทเหมือนเสียงฟ้าผ่า

บุรุษร่างใหญ่กายาที่คิ้วยาวมากคนหนึ่ง ในมือถือง้าวใหญ่ เขามีท่าทีประหนึ่งคนวิกลจริต

สีหน้าเต็มไปด้วยความอ้างว้างเศร้าสร้อย แต่ดวงตากลับเปลี่ยนมาเป็นร้อนแรง

เพียงแค่จ้องมองคนชุดเขียวที่อยู่ในลานบ้านบนพื้นดินผู้นั้นแล้วพึมพากับตัวเองว่า

“ได้เจอเจ้าแล้ว ในที่สุดก็ได้เจอเจ้าแล้ว ทำร้ายข้าให้ลำบากเหลือเกิน ลำบากเหลือเกิน คุ้มค่า คุ้มค่าแล้ว”

“ยามเช้าได้สดับรู้ซึ่งสัจธรรม ต่อให้ยามเย็นต้องตายก็ไม่เสียดาย แม้ต้องตายก็คุ้มค่าแล้ว”

เขาจ้องเขม็งไปยังบุรุษชุดเขียวอยู่พักใหญ่ มีอยู่หลายครั้งที่ทำท่าจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่กล้าพอที่จะแพร่งพรายความลับสวรรค์

เขาแค่กางแขนข้างนั้น ขว้างง้าวใหญ่ลงไปยังมหาสมุทรอย่างแรง

ง้าวยาวหอบหุ้มเอาแรงปะทะมหาศาลแหวกลมผ่าคลื่นปักเอียงตรึงอยู่ใต้ก้นทะเล

เมื่อขว้างง้าวไปแล้วตัวเขาเองก็เซลงไปนั่งกับพื้น แล้วร่างก็กลายเป็นเถ้าธุลีที่ปลิวหายไปท่ามกลางลมฝน ตายทั้งที่นั่งอยู่อย่างนี้

นักพรตกระดูกขาวส่ายหน้า เจ้าคนดื้อรั้น

คงเป็นเพราะแปดพันปีให้หลังทุกสิ่งก็จะเวียนกลับมาเป็นวัฏจักรเดิมอีกครา ไยต้องลำบากเช่นนี้ด้วยเล่า?

แค่เพราะต้องการได้กลับไปเจอกับคนในอดีตอีกครั้งเท่านั้นหรือ? ไยไม่ยอมเอาโฉมหน้าของคนใหม่ไปพบกับคนเก่าเล่า?

สุดท้ายคือสตรีสวมกวานหยก สวมเสื้อแขนกว้าง รัดผ้าคาดเอวพลิ้วไหว ไม่มีคิ้ว นางยกหลังมือขึ้นตามความเคยชิน

ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที มหามรรคาไหลหายไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เลวร้ายกว่าผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งคาดการณ์ไว้อยู่หลายส่วน

แต่ก็ช่างมันเถิด ได้หลุดพ้น ได้กลับมาเห็นแสงตะวันอีกครั้งก็ถือเป็นความโชคดีมหาศาลในความโชคร้ายแล้ว

ก้มหน้าลงมองนครแห่งนั้น นางก็อดไม่ไหวรู้สึกประหลาดใจว่าโลกมนุษย์ในยุคหลังเจริญรุ่งเรืองได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ?

ต่อให้ขอบเขตถดถอย จิตแห่งมรรคาของนางแค่ขยับไหวเล็กน้อยก็รับฟังทุกคำพูดทุกเสียงในใจที่อยู่ในนครทั้งแห่งเข้าหู

จิตแห่งมรรคาขยับอีกครั้งก็พอจะเข้าใจ สถานการณ์ปัจจุบัน ได้คร่าวๆ แล้ว

เก้าทวีปของไพศาล แจกันสมบัติทวีป ราชสำนักต้าหลี ราชครูเฉินผิงอัน…

นางใช้ภาษาทางการต้าหลีได้อย่างคล่องแคล่ว ถามด้วยท่าทีอ่อนหวานว่า

“ทางฝ่ายของพวกเจ้ายังคงเป็นบัณฑิตพกกระบี่และจอมปราชญ์น้อยผู้นั้นที่ดูแลกิจธุระต่างๆ ใช่ไหม?”

นางน้ำตาคลอเจียนจะหยด “เฉินผิงอัน ทุกวันนี้ไม่มีชิงชิวอีกแล้วจริงหรือ?”

แล้วนางก็พลันเผยร่างจริง ตวาดกร้าว “เจ้าคนแซ่เฉิน ตอบคำถามข้ามา?!”

สวีเซี่ยได้เปิดโลกกว้างแล้ว แค่มองอยู่ข้างๆ ก็สัมผัสได้ถึงความร้ายกาจของนาง “สตรีออกเรือนแล้ว” ผู้นี้เปลี่ยนสีหน้าเร็วเกินไปแล้ว

อีกทั้งยังมีเสน่ห์ยั่วยวนดุจจิ้งจอก ต่อให้เป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่เฉยชาต่อความรักชายหญิงอย่างยิ่งเช่นสวีเซี่ย

แค่มองนางไม่กี่ทีก็ยังมีลางว่าจะรักษาจิตแห่งมรรคาไว้ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เพราะนางจงใจทำอย่างแน่นอน

นี่ก็คือวิชาอภินิหาร และสวีเซี่ยเองก็อ่านตำรามาไม่น้อย

เมื่อก่อนเคยเห็นคำกล่าวทำนองที่ว่า “ความงามเป็นภัยแก่บ้านเมือง” “หญิงงามผู้ก่อภัยพิบัติ” ก็แค่รู้สึกว่าน่าขัน

วันนี้เขาเชื่อแล้ว ได้เห็นกับตาตัวเอง ไม่เชื่อไม่ได้แล้ว

สวีเซี่ยมิอาจจินตนาการได้เลยว่าสภาพการณ์ของเฉินผิงอันในเวลานี้จะเป็นเช่นไร

ก่อนหน้านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เจิ้งจวีจงกับศิษย์พี่ใหญ่ แลกแต้ม” กัน ลู่เฉินเคยเดินทางไปเยือนแม่น้ำแห่งกาลเวลารอบหนึ่งเพื่อตามหาหุนเจ่อผู้นั้น

หนึ่งในหน้าที่ของอีกฝ่ายก็คือรับผิดชอบเฝ้า “ผู้ที่ตายภายหลัง” และ “ผู้ที่ละเมิดเบื้องสูง” ในแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลา

ลู่เฉินเคยเห็นคนผู้นี้มาก่อนจริงๆ ตอนหลังก็ได้เจอกับเจิ้งจวีจง แน่นอนว่ายังมีหวงเจิ้นผู้ฝึกกระบี่ที่มาจาก “ในอนาคตอีกสามพันปี”

และก็ได้เจอกับบุคคลประหลาดในปฏิทินเหลืองใหม่เก่าสองเล่มที่ถูกขังมานานหลายคนบน “พื้นผิวกระจก’ ที่กว้างใหญ่ไพศาล

ซึ่งเกิดจากการทับซ้อนกันหลายชั้นของกรวดทรายเม็ดเล็กบนดวงดาว

บนเรือราตรี เจิ้งจวีจงเคยพูดถึงเรื่องนี้

น่าจะเป็นเพราะฟ้าดินเชื่อมโยงได้ทำลายตราผนึกบางอย่างโดยที่มองไม่เห็น ทำให้บุคคลเหล่านี้ได้กลับคืนมามีอิสระในระดับหนึ่ง

สวีเซี่ยเห็นจิ้งจอกขาวตัวใหญ่โตมโหฬารโอบล้อมรอบเมืองหลวงต้าหลีเอาไว้ หางจิ้งจอกใหญ่ยักษ์หลายหางส่ายเบาๆ

หัวของมันก้มลงต่ำ จ้องมองมาที่จวนราชครู

เฉินผิงอันยื่นกระบอกยาสูบส่งให้ซ่งอวิ๋นเจียน “ช่วยถือให้หน่อย”

ตำราหมื่นปีของโลกมนุษย์ บัญชีน้ำไหลหนึ่งเล่ม

บัญชีน้ำไหลหนึ่งเล่ม ตำราหมื่นปีของโลกมนุษย์

เฉินผิงอันถาม “ดอกท้อต้นนั้น จำนวนดอกท้อเพิ่มขึ้นหรือลดลง?”

ซ่งอวิ๋นเจียนกลุ้มใจยิ่งนัก ยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “ราชครูท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ?”

เฉินผิงอันที่สองมือว่างเปล่า ยืนเปลือยเท้าอยู่ในระเบียง ด่าประโยคหนึ่งเอาอย่างปรมาจารย์มหาปราชญ์

ข้างกายสวีเซี่ยมีลมเย็นระลอกหนึ่งพัดโชย พอหันหน้าไปมองก็เห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง

สวีเซี่ยยิ้มถามด้วยความประหลาดใจอย่างมาก “เฉาสือ เจ้าก็เป็นยันต์สามภูเขาเหมือนกันหรือ?”

เฉาสือผงกปลายคางไปทางเมืองหลวง ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าหมอนั่นสอน เขาบอกว่าหากประลองฝีมือกันช้ากว่านี้ เกรงว่าข้าจะมีจุดจบเหมือนครั้งที่ถามหมัดในสวนกงเต๋อ ข้าเลยหัดเรียนยันต์สามภูเขา รีบมาขอบคุณเขาที่นี่ให้ดีๆ”

สีหน้าสวีเซี่ยปั้นยาก เคยได้ยินเรื่องศึกเขียวขาวที่เป็นการถามหมัดระหว่างเฉาและเฉินมาก่อน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดกลับไม่ใช่ว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คือการที่คนแพ้ไม่ได้แพ้และคนชนะก็ไม่ได้ชนะ

เรื่องที่ทำให้สวีเซี่ยรู้สึกเหลือเชื่อมากกว่าก็คือเฉาสือในวันนี้ ถึงกับ…มีใจอยากเอาชนะมากถึงเพียงนี้!

ในถ้อยคำที่พูด ในแววตา ในพลังอำนาจ เฉาสือล้วนแสดงท่าทีของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา

ถามหมัดกับคนที่ไม่ค่อยมีคุณธรรมในการต่อสู้เช่นนี้ จะพิถีพิถันในเรื่องคุณธรรมในการต่อสู้มากเกินไปไม่ได้จริงๆ

สวีเซี่ยยิ้มถาม “ยังเอาชนะได้อย่างมั่นคงไหม?”

เฉาสือคิดแล้วก็ส่ายหน้า “บอกได้ยาก”

เมื่อเทียบกับจิ้งจอกชิงหูที่เรือนกายใหญ่โตราวขุนเขาตัวนั้นแล้ว เรือนกายที่เล็กราวเมล็ดงาค่อยๆ ลอยขึ้นช้าๆ เขาม้วนชายแขนเสื้อเบาๆ

เขามองศีรษะนั้น ยิ้มตาหยีถามว่า “เรียกข้าทำไม?”

นักพรตกระดูกขาวสวมชุดม่วงลุกขึ้นยืนจากบนเรือไม้ท่อนเดียว

เขาเองก็เรียนรู้ภาษากลางของแจกันสมบัติทวีปได้อย่างว่องไว เขาพ่นเสียงหัวเราะ เอ่ยว่า

“เห็นได้ชัดว่าเป็นม้าตีนปลายแล้ว เศษสวะที่ถอยร่วงลงมาอยู่ที่ตีนเขา ยังมีหน้ามาทำท่าลึกลับซับซ้อนอยู่ที่นี่”

“ต่อให้เรือนกายผู้ฝึกยุทธของเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่จะแข็งแกร่งเกินกว่าเจ้าคนหยาบกระด้างเจียงเซ่อได้หรือ? เจ้าคนแซ่เฉิน เป็นจั้วถึงได้ต้องมาพบเจ้าก่อนอย่างไรล่ะ!”

เฉินผิงอันไม่สนใจนักพรตกระดูกขาวที่รูปร่างเหมือนราวตากผ้าซึ่งไม่มีทั้งฉายาและพลังตบะผู้นี้

แค่เรียกชื่อจริงของอดีตผู้ครองชิงชิวออกมาตรงๆ เช่นกัน

ศีรษะของจิ้งจอกใหญ่เหมือนถูกกดข่มลงไปในเสี้ยววินาที ไม่มากไม่น้อย สัมผัสกับหัวกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองหลวงต้าหลีพอดี

มันยกหัวขึ้นอย่างยากลำบาก “เฉิน…”

แล้วศีรษะก็ต้องลดลงต่ำอีกครั้งเหมือนคนกำลังโขกหัว

มันดิ้นรนไม่หยุด หางจิ้งจอกหลายสิบหางสะบัดอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับทำได้เพียงโขกหัวอีกครั้ง

นักพรตกระดูกขาวร้องเอ๊ะ ไอ้หมอนี่รู้จักชื่อจริงของนางจิ้งจอกผู้นั้น นี่ไม่ได้น่าประหลาดใจอะไร

แต่ทั้งไม่มีวิชาอภินิหารไร้เทียมทานติดตัว แล้วก็ไม่มีความสามารถในการเอ่ยวาจาคาถาตามติด

ไฉนถึงทำให้นางต้องก้มหัวครั้งแล้วครั้งเล่าได้? ต่อให้ขอบเขตถดถอย จะดีจะชั่วนางก็ยังเป็นขอบเขตบินทะยาน…

เรือนกายกระดูกขาวที่ถูกหล่อหลอมให้แข็งแกร่งไร้ผู้ใดเปรียบมานานแล้ว อยู่ดีๆ กลับระเบิดแตกกลางอากาศอย่างไม่มีลางบอกเหตุไปทั้งอย่างนี้

ไม่รู้ว่าเป็นวิชาอภินิหารบทไหน แล้วก็ไม่มีการดึงเอาปราณวิญญาณมาใช้ นักพรตชุดม่วงกลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิมในจุดที่ห่างไปไกล แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ

สวีเซี่ยใช้เสียงในใจถาม “มองรากฐานมหามรรคาออกหรือไม่?”

เฉาสือยิ้มเอ่ย “สวีจวิน ข้าคือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวนะ”

สวีจวินเปลี่ยนคำถาม “บินทะยานทั่วไปจะรับได้กี่หมัด?”

เฉาสือกล่าว “ทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้รับสักหมัดเดียว”

สวีเซี่ยถามอีกว่า “แล้วเจ้าล่ะ?”

เฉาสือเอ่ย “ต้องลองต่อสู้กันก่อนถึงจะบอกได้”

บุคคลที่อยู่บนหอสูงสีขาวหิมะยื่นมือออกมาปัดเส้นผมที่บดบังใบหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่แต่งแต้มเต็มไปด้วยสีสัน

เหมือนการแต่งหน้าในการแสดงงิ้วผีของโลกยุคหลัง พึมพำซ้ำไปซ้ำมาด้วยภาษาโบราณฟังยากว่า ไม่ใช่ ไม่ใช่

ส่วนสตรีสวมชุดกระโปรงสีเขียวที่ใบหน้าพร่าเลือนตลอดเวลาผู้นั้น

อยู่ดีๆ นางก็คิดถึงภาพเหตุการณ์บนเส้นทางของโลกมนุษย์ในยุคบรรพกาล

ผู้แสวงหามรรคา ผู้ศึกษามรรคาและผู้ถ่ายทอดมรรคาเรียงแถวยาวคดเคี้ยวเหมือนมังกร

แต่กลับมีผู้ฝึกกระบี่ไม่ทราบนามคนหนึ่งยืนอยู่ห่างไปไกล

นางเคยออกห่างกลุ่มคนในช่วงระยะทางสั้นๆ พูดคุยกับอีกฝ่ายสองสามประโยค

ผู้ฝึกกระบี่ที่แทบไม่เคยเปิดปากพูดกับใคร ก่อนจะจากลาเขาได้บอกว่า

ในอนาคตหากมีโอกาสก็ช่วยแวะไปดูศิษย์น้องเล็กของเขาแทนเขาหน่อย แล้วก็ถือโอกาสช่วยนำความไปบอกด้วย

“อย่าได้เกียจคร้านในการศึกษาเล่าเรียน ฝึกกระบี่ก็ไม่จำเป็นต้องดึงดันมากเกินไป นิสัยก็อย่าได้ดีเกินไป”

นางเห็นเพียงว่าบุรุษชุดเขียวผู้นั้นสะบัดข้อมือ แล้วเริ่มม้วนชายแขนเสื้อข้างที่สอง

ไม่เห็นดูเหมือนคนนิสัยดีเลยนะ

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทพิเศษ ตอนที่ 21.1 เรียกชื่อโดยตรง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย