ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 27 ฉีกสัญญาหมั้น
กลับมาถึงตระกูลสวี ยังไม่ทันเข้าใกล้ตระกูล กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็ปกคลุมทั่วฟ้าเหนือตระกูลสวี
“ยอดฝีมือ!”
หลิวอู๋เสียพึมพำเบา ๆ กลิ่นอายนั้นมาจากห้องโถงใหญ่ เหล่าบ่าวไพร่ต่างพากันหวาดกลัว ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อพบเจอหลิวอู๋เสีย เหล่าบ่าวไพร่จะสุภาพอ่อนน้อม แต่วันนี้กลับแปลกประหลาดมาก ต่างพากันเงียบกริบ รีบเดินผ่านไป
“ท่านเขย ใต้เท้าให้ท่านรีบไปห้องโถงใหญ่”
ผู้ดูแลวิ่งมาหา หลิวอู๋เสียหาหลิวอู๋เสียหลายรอบแล้ว หาไม่พบ
ตามผู้ดูแลไปยังห้องโถงใหญ่ ก้าวเข้าไปเพียงก้าวเดียว ดวงตาหลายคู่ก็จ้องมองมาที่เขา
ดวงตาคู่หนึ่งเหมือนลูกธนู เต็มไปด้วยพลังการโจมตีอันรุนแรง
จากนั้น กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวก็ปกคลุมทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ หวังจะกดดันเขาให้ยอมจำนน นี่เป็นการข่มขวัญทางวิญญาณ
หากเป็นคนอื่น จะถูกข่มขวัญทางวิญญาณจนตัวสั่นขาอ่อน แต่หลิวอู๋เสียกลับสงบนิ่ง ไม่มีใครเข้าใจการใช้ปราณวิญญาณได้ดีไปกว่าเขา
“คารวะท่านพ่อตา!”
เดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ มองเห็นสามร่าง พ่อตาสวีอี้หลิน สวีหลิงเสวี่ย และหญิงวัยกลางคนโฉมงามคนหนึ่ง
ดวงตาอันดุดันนั้นมาจากหญิงวัยกลางคน เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หลิวอู๋เสียงงงวยเล็กน้อย ดูเหมือนเขาไม่เคยเจอนางมาก่อน ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน ทำไมจึงแสดงท่าทีเป็นศัตรูอย่างรุนแรงเช่นนี้
“หลิวอู๋เสีย มาเร็วเข้า รีบมาพบอาจารย์ไป๋หลี่ชิง” สวีอี้หลินพูดด้วยใบหน้านอบน้อม บอกให้หลิวอู๋เสียรีบไปข้างหน้าทำความเคารพ อย่าให้ปรมาจารย์ต้องรอนาน
“ไป๋หลี่ชิง?”
หลิวอู๋เสียคิ้วขมวดมุ่น อาจารย์ของสวีหลิงเสวี่ย ผู้เป็นรองอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาจักรวรรดิ ได้ยินมาว่านางเย็นชาไร้หัวใจ วันนี้ได้เห็นก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ
“ไม่ต้องแล้ว เรียกเจ้ามาก็แค่ประกาศเรื่องหนึ่ง นั่นคือยกเลิกการหมั้นกับสวีหลิงเสวี่ยเสีย ข้ามาได้ทันเวลาพอดี สวีหลิงเสวี่ยยังไม่เสียพรหมจรรย์”
น่าจะเป็นเพราะได้รับข่าวการแต่งงานของสวีหลิงเสวี่ย จึงรีบมาตรวจสอบว่าสวีหลิงเสวี่ยยังบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ แล้วก็ต้องโล่งใจ
ตามข้อตกลงระหว่างพวกนาง รอให้ถึงปลายปีเมื่อสำนักศึกษาจักรวรรดิเปิดรับสมัครนักศึกษา สวีหลิงเสวี่ยจึงจะเดินทางไปสำนักศึกษาจักรวรรดิ แต่นางมาเร็วกว่ากำหนด
“ผู้อาวุโสไป๋หลี่ แบบนี้คงไม่เหมาะสม!” สวีอี้หลินรีบลุกขึ้นยืน
เป็นเขาเองที่จัดการเรื่องแต่งงานนี้ เมื่อหลายปีก่อนทั้งสองครอบครัวตกลงกันว่าเมื่ออายุครบสิบแปดปีก็จะแต่งงานกัน จะมายกเลิกการหมั้นกันได้อย่างไร
“ไม่เหมาะสมอะไร เรื่องนี้ตัดสินไปแล้ว สวีหลิงเสวี่ยมีพรสวรรค์สูงมาก ร่างกายของนางเหมาะกับการฝึกคัมภีร์หัวใจดรุณีหยกของสำนักศึกษาจักรวรรดิที่สุด จะไม่ปล่อยให้สวะชิ้นหนึ่งมาทำลายอนาคตของนาง”
ก่อนมา ได้สืบประวัติของหลิวอู๋เสียมาหมดแล้ว เขาเป็นสวะชื่อดังแห่งเมืองชางหลัน
เยาะเย้ยหลิวอู๋เสียอย่างเปิดเผยว่าเป็นคนไร้ค่า คู่ควรกับสวีหลิงเสวี่ยได้อย่างไร ช่างไร้หัวใจ บังคับให้พวกเขาสองคนแยกจากกัน
ตลอดทั้งเรื่อง หลิวอู๋เสียไม่ได้พูดอะไรเลย เขาเข้าใจความหมายโดยรวมแล้ว
ไม่มีอะไรมากไปกว่าการดูถูกว่าเขาไร้ค่า ดึงรั้งสวีหลิงเสวี่ยไว้ ทำให้นางเสียอนาคต
มองไปทางสวีหลิงเสวี่ย นี่เป็นคำสั่งของไป๋หลี่ชิง หรือเป็นคำสั่งของนาง เรื่องนี้สำคัญมาก
“เจ้าก็คิดอย่างนั้นหรือ?” ดวงตาใสสะอาดจับจ้องใบหน้างดงามของสวีหลิงเสวี่ย หลิวอู๋เสียรอคำตอบของนาง
ใบหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าอาจารย์จะพูดออกมาแบบนี้ นางไม่เคยปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหลิวอู๋เสียเลย ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะยกเลิกการหมั้น
นางรู้สึกว่าเช่นนี้ก็ดีแล้ว ทั้งไม่ผิดสัญญาของบิดา และก็ไม่ได้ขัดขวางการฝึกตนของตน ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างสมดุล ทำให้ทุกคนต่างก็อยู่อย่างสงบสุข
“ข้า… ข้าไม่ต้องการ…”
สวีหลิงเสวี่ยรู้สึกวุ่นวายในใจ ไม่กล้าสบตากับดวงตาที่เปิดเผยและร้อนแรงของหลิวอู๋เสีย ทำให้นางรู้สึกกระวนกระวายใจ
คำตอบนี้อยู่ในความคาดหมายของหลิวอู๋เสีย ความคิดทั้งหมดล้วนเกิดจากหญิงสาวผู้งดงามที่อยู่ตรงหน้า นางกำลังแทรกแซงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอย่างรุนแรง
“ไม่ต้องถามหลิงเสวี่ยแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจะไม่ใช่สามีภรรยากันอีกแล้ว”
ไป๋หลี่ชิงหยิบสัญญาแต่งงานขึ้นมาในมือ บีบมือแน่น สัญญาแต่งงานจึงกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ร่วงหล่นบนพื้น
“อาจารย์ อย่านะเจ้าคะ…”
สวีหลิงเสวี่ยต้องการที่จะหยุดยั้ง แต่สายเกินไปแล้ว น้ำตาสองหยดไหลลงมาบนแก้มนาง
หลิวอู๋เสียกำหมัดแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ของตน หญิงผู้ชั่วร้ายผู้นี้ฉีกสัญญาแต่งงานระหว่างเขากับสวีหลิงเสวี่ย แม้จะไม่มีสถานะสามีภรรยา แต่ก็มีสถานะเป็นคู่หมั้นกัน เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา หากจะยกเลิกสัญญาแต่งงาน ก็ต้องเป็นสวีหลิงเสวี่ยที่เป็นคนบอก ไม่ใช่นาง
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สวีอี้หลินตกตะลึงไปโดยสิ้นเชิง ไป๋หลี่ชิงอยู่ในขอบเขตสูงสุดของการฝึกชำระไขกระดูก พลังอันแข็งแกร่งแผ่กระจายไปทั่วทั้งห้องโถง หลิวอู๋เสียจึงถูกเหวี่ยงออกไป
“นางแม่มดอัปลักษณ์ผู้นี้ สักวันหนึ่งข้าจะทำให้เจ้าคุกเข่าลงและยอมรับว่าสิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ล้วนเป็นความผิด”
หลิวอู๋เสียคุกเข่าอยู่บนพื้น เลือดไหลออกจากมุมปาก เขาเกลียดตัวเองที่ไร้ความสามารถ แม้แต่สัญญาแต่งงานก็ปกป้องไม่ได้ กลับถูกคนมาทำลายอย่างรุนแรง
ความรู้สึกที่มีต่อสวีหลิงเสวี่ยนั้นไม่ได้ลึกซึ้งนัก แต่เป็นศักดิ์ศรีที่ถูกเหยียบย่ำอย่างไร้ความปรานี
“เจ้ากล้าด่าข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเจ้าด้วยฝ่ามือเสียตอนนี้เลย”
การสังหารนักสู้สั่งสมฟ้าสำหรับบุคคลระดับนาง เทียบเท่ากับการเหยียบมดตัวหนึ่งให้ตาย พายุหมุนอันน่าสะพรึงกลัวก่อตัวเป็นฝ่ามือกดลงบนศีรษะหลิวอู๋เสีย หากฝ่ามือลงมาถึง ชีวิตของเขาจะต้องสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน
“อาจารย์ โปรดอย่าฆ่าเขาเลยเจ้าค่ะ”
สวีหลิงเสวี่ยคุกเข่าลงต่อหน้าไป๋หลี่ชิง และอ้อนวอนไม่ให้นางสังหารหลิวอู๋เสีย
“วันนี้ข้าจะยกโทษให้เจ้า เพราะเห็นแก่หลิงเสวี่ย แต่หลังจากนี้ไป เจ้าจะต้องเป็นสวะให้นางเหยียบย่ำ”
นางสะบัดแขนเสื้อ พลังลมปราณก็หายไป ฝ่ามือที่กดลงบนศีรษะหลิวอู๋เสียก็หายไปเช่นกัน
พรึ่บ!
หลิวอู๋เสียพ่นเลือดออกมา ดวงตาของเขาเหมือนสัตว์อสูรในตำนาน ร่างของเขาลุกขึ้นยืน ฉากนี้เขาจะต้องจดจำไว้ตลอดไป
“ผู้อาวุโสไป๋หลี่ การกระทำเช่นนี้ออกจะเกินไปหน่อย”
สวีอี้หลินทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว สวีหลิงเสวี่ยเป็นบุตรสาวของเขา และหลิวอู๋เสียก็เหมือนลูกชายของเขาอีกผู้หนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เขารู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก
“เกินไปหรือ?” ไป๋หลี่ชิงหัวเราะเย็นชา “เจ้ายอมให้บุตรสาวของเจ้าอยู่กับสวะไปตลอดชีวิตเช่นนั้นหรือ”
นางดูแคลนสวีอี้หลิน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นบิดาของสวีหลิงเสวี่ย นางก็ไม่มีทางให้ความเคารพเขา ไป๋หลี่ชิงคือผู้อาวุโสแห่งสำนักศึกษาจักรวรรดิ ฉายาของนางคือ นางมารแห่งสำนักศึกษาจักรวรรดิ
“ท่านเป็นอาจารย์ของหลิงเสวี่ย ข้าควรเคารพท่าน แต่การบังคับให้พวกเขายกเลิกการหมั้นหมายกัน มันก็เกินไปหน่อย เรื่องนี้ควรปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง แทนที่เราจะเข้าไปแทรกแซง”
สวีอี้หลินพูดถูกแล้ว เหล่าผู้ใหญ่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเด็ก
“เจ้ากำลังสอนข้าว่าควรทำอย่างไร!”
ความเย็นยะเยือกแผ่กระจายไปทั่วห้องโถง สายตาของนางมองไปที่สวีหลิงเสวี่ยเพียงคนเดียว
เช่นเดียวกับที่เซวียอวี้พูดไว้ ถึงแม้ว่าตระกูลสวีจะถูกทำลาย แต่ไป๋หลี่ชิงก็คงไม่ช่วยตระกูลสวีอย่างแน่นอน เพราะว่านางรู้จักนิสัยของไป๋หลี่ชิงเป็นอย่างดี
“ท่านพ่อตา ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว ทุกอย่างที่สูญเสียไปในวันนี้ ข้าจะทวงคืนเป็นร้อยเท่า ให้นางรู้ซึ้งว่าการตัดสินใจในวันนี้ช่างโง่เขลาเพียงใด” หลิวอู๋เสียขัดขวางพ่อตาของตนไม่ให้พูดต่อ
“หวังว่าข้าจะได้เห็นวันนั้น”
ไป๋หลี่ชิงหัวเราะเยาะ อายุสิบแปดแล้วยังไม่บรรลุขั้นกำเนิดฟ้า หากไปเรียนที่สำนักศึกษาจักรวรรดิ ก็ไร้ค่าไม่ต่างจากสวะ
ห้องโถงเงียบสงัด ไม่มีใครพูดอะไร ไป๋หลี่ชิงกลับไปที่ตำแหน่งเดิม ใบหน้าเขียวคล้ำ
“ขอโทษ ข้าไม่อยากเป็นแบบนี้”
สวีหลิงเสวี่ยเดินมาหาหลิวอู๋เสีย เสียงเบาดุจเสียงแมลงหวี่ น้ำตาค่อย ๆ ไหลริน นางกัดริมฝีปากแน่น กลั้นไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
“ไม่เป็นไร ไปเรียนที่สำนักศึกษาจักรวรรดิให้ดี ๆ ไม่นานนัก ข้าจะไปหาเจ้า จะทำให้แม่มดเฒ่านั่นรู้ว่าสิ่งที่ทำในวันนี้ช่างไร้สติปัญญาเพียงใด” หลิวอู๋เสียปลอบสวีหลิงเสวี่ย ไม่ให้นางมีแรงกดดันทางจิตใจ เป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวเท่านั้น การฉีกขาดไปไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสิ้นสุดลง
เมื่อพูดจบ ไป๋หลี่ชิงก็ยิ่งมีจิตสังหารมากขึ้น พยายามระงับความโกรธภายใน อยากจะตบหลิวอู๋เสียให้ตายด้วยมือเดียว
“อาจารย์… นางเป็นคนดีมาก เจ้าอย่าด่านางว่าแม่มดเลย”
ไป๋หลี่ชิงเอ็นดูสวีหลิงเสวี่ยมาก แต่กับคนอื่นก็เย็นชาไร้ความปรานี
“ดีหรือ?” หลิวอู๋เสียหัวเราะเยาะ “การบำเพ็ญเพียรควรทำตามใจตัวเอง ค้นหาแก่นแท้ของตัวเอง แต่นางคิดว่าการตัดขาดจากเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา 1 จะบรรลุหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ ช่างโง่เขลายิ่งนัก”
ไป๋หลี่ชิงบำเพ็ญเพียรด้วยวิธีทำลายเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ทำให้บุคลิกของนางเปลี่ยนไป กลายเป็นคนเย็นชาไร้ความปรานี หลิวอู๋เสียสามารถมองทะลุได้ ทำให้ไป๋หลี่ชิงจ้องเขม็งไปที่หลิวอู๋เสียราวกับเข็มพิษ เขารู้ได้อย่างไร
“เวลาไม่มากแล้ว หลิงเสวี่ยเก็บของแล้วตามข้าไปที่เมืองชางหลัน ไปเรียนที่สำนักศึกษาก่อน จะได้ไม่พลาดบทเรียน”
พูดอย่างรำคาญใจ ไม่อยากอยู่ที่เมืองชางหลันแม้แต่นาทีเดียว รีบกลับไปที่สำนักศึกษาของจักรวรรดิให้เร็วหน่อย
“ผู้อาวุโสไป๋หลี่ชิง เชิญพักที่ตระกูลสวีสักสองสามวัน ข้าจะได้แสดงความเป็นเจ้าบ้านให้เต็มที่”
ไม่ว่าอย่างไร นางก็เป็นอาจารย์ของหลิงเสวี่ย อย่างไรสวีอี้หลินก็จะต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ดี เรื่องที่เสียใจที่สุดในวันนี้ก็คือหลิวอู๋เสีย
“ช่างเถอะ โอกาสหน้ายังมี รีบเก็บของเร็วเข้า ข้ารออยู่ที่ประตูเมือง”
ไป๋หลี่ชิงพูดจบก็หายตัวไปจากหน้าโถงใหญ่ ออกจากตระกูลสวีไป
เหลือเพียงพวกเขาสามคนในห้องโถงใหญ่ สวีอี้หลินหัวเราะขื่น ๆ ตบไหล่หลิวอู๋เสียเบา ๆ แล้วยิ้มอย่างขมขื่น
“ท่านพ่อตา ข้ายังมีธุระ ขอตัวกลับไปก่อนแล้ว!”
เขาไม่ต้องการปลอบใจ หมาป่าที่ได้รับบาดเจ็บ มันจะหาที่เงียบ ๆ เลียแผลของมัน สักวันหนึ่งราชาหมาป่าจะกลับมา เหยียบย่ำทุกคนที่เคยดูถูกและเยาะเย้ยมัน
มองดูร่างหลิวอู๋เสียที่เดินจากไป สวีอี้หลินถอนหายใจยาว
“บุตรสาวเอ๋ย หลายวันมานี้อู๋เสียเปลี่ยนไปมาก พลังยุทธ์ก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่าเพิ่งฉีกสัญญาแต่งงานระหว่างพวกเจ้า กาลเวลาจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง”
สวีอี้หลินพูดอย่างจริงจัง เขามีประสบการณ์มากมาย การเปลี่ยนแปลงของหลิวอู๋เสียในไม่กี่วันนี้ เขาเห็นอยู่เต็มตา
“ท่านพ่อ ข้ารู้เจ้าค่ะ”
สวีหลิงเสวี่ยพยักหน้า ฉากในแท่นประลองทำให้นางประทับใจมาก เขาเปลี่ยนไปจริง ๆ นิสัยสงบเสงี่ยม สายตาฉลาดเฉลียว ทำอะไรก็รอบคอบ
“ถึงที่สำนักศึกษาแล้ว ฝึกฝนอย่างหนัก อย่าให้ทุกคนผิดหวัง เรื่องของตระกูล ไม่ต้องเป็นห่วง ข้ากับอู๋เสียจะจัดการให้ดี”
สวีอี้หลินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หลิวอู๋เสียกลับไปยังที่พัก นั่งนิ่งอยู่ในห้องสักพักหนึ่ง สูดดมลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วดวงตาก็ฉายแววความแน่วแน่ออกมา
“ความล้มเหลวเล็กน้อยเช่นนี้ ไม่สามารถทำลายความมั่นใจของข้าได้ ข้าจะฝึกฝนโอสถเชื่อมชีพจร”
หยิบหม้อโอสถออกมา ฝึกฝนโอสถเชื่อมชีพจร เชื่อมเส้นเลือดหัวใจให้กลับมาเป็นปกติ และทะลวงระดับพลังกำเนิดฟ้า
– โปรดติดตามตอนต่อไป –
1 เจ็ดอารมณ์หกปรารถนา (七情六欲) เจ็ดอารมณ์ ยินดี โกรธ เศร้า กลัว รัก เกลียด ใคร่ หกปรารถนา ปรารถนาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ