Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 214 วิชาดาบปลิดชีพ

  1. Home
  2. ไท่หวง สูบกลืนสวรรค์
  3. ตอนที่ 214 วิชาดาบปลิดชีพ
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

ฟ้าสาง ปี้กงอวี่ก็มาถึง

“คารวะท่านหัวหน้าปรมาจารย์!”

ปี้กงอวี่ทำความเคารพอย่างนอบน้อม หลังจากเข้ามาแล้ว เขาก็ก้มโค้งคำนับราวกับกำลังทำความเคารพต่อผู้อาวุโส

“ไม่ต้องเกรงใจ นั่งลงเถอะ!”

หลิวอู๋เสียผายมือเชิญเขานั่งลงพูดคุย เมื่อวานปี้กงอวี่เสี่ยงชีวิตเข้ามาขัดขวางพวกเส้าตงลี่ เขาซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง

โชคดีที่เขามาถึงทันเวลา ช่วยยืดเวลาออกไปได้ เขาจะจดจำความเมตตาครั้งนี้ไว้ในใจ

ปี้กงอวี่ประหม่าเล็กน้อย เพียงไม่กี่เดือน เด็กหนุ่มที่เคยไม่มีใครสนใจกลับกลายเป็นหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอตันเป่า เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง

“ท่านประมุข ท่านมีแผนอย่างไรต่อไป”

หลิวอู๋เสียเปิดประเด็น เขาต้องออกจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนไม่ช้าก็เร็ว สำหรับผู้มีพระคุณต่อเขา หากช่วยได้ก็จะช่วย จะได้ไม่ต้องกังวลใจภายหลัง

“ข้าจะวางแผนอะไรได้ ในเมื่ออายุก็มากแล้ว ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ในเมืองชางหลัน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขก็พอใจแล้ว”

ปี้กงอวี่พูดความจริง หากไม่มีหลิวอู๋เสียปรากฏตัว บางทีไม่ถึงปี ตำแหน่งประมุขหอของเขาก็คงถูกปลดออกไป หรืออาจถูกส่งตัวไปยังสถานที่ห่างไกลแห่งใดแห่งหนึ่งเพื่อเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถตัวเล็ก ๆ

“อยากเป็นปรมาจารย์หลอมโอสถสี่ดาว รับตำแหน่งหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอตันเป่าในเมืองหลวงหรือไม่”

เมื่อเทียบกับปรมาจารย์เม่าแล้ว ปี้กงอวี่ยังเด็กมาก เพียงแค่สี่สิบกว่าปีเท่านั้น กำลังอยู่ในช่วงวัยหนุ่มแน่น แต่ศักยภาพถูกใช้ไปจนหมดแล้ว ยากที่จะพัฒนาขึ้นอีก

“ท่านหัวหน้า ท่านกำลังจะจากไปหรือ?”

ปี้กงอวี่จับใจความได้ หลิวอู๋เสียเพิ่งจะรับตำแหน่งหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถได้เพียงเดือนกว่า ๆ ก็พูดแบบนี้ออกมา เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งนี้คงอยู่ได้ไม่นาน

ทุกคนรู้ดีว่าหลิวอู๋เสียมีพรสวรรค์สูงส่งเกินไป ราชวงศ์ต้าเยี่ยนคงรั้งเขาไว้ไม่ได้นาน

“อย่างมากสุดก็ครึ่งปี ข้าอาจจะต้องจากไปแล้ว หากเจ้าต้องการ ข้าสามารถฝึกฝนเจ้า ยกระดับเจ้าให้ถึงปรมาจารย์หลอมโอสถสี่ดาวโดยเร็ว”

หลิวอู๋เสียพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

ตำแหน่งปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอตันเป่า สำหรับคนทั่วไปเป็นเรื่องที่ไม่อาจเอื้อมถึงได้ตลอดชีวิต หลิวอู๋เสียผู้นี้… กลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย

“อาจารย์โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย!”

ปี้กงอวี่ทำตัวตรงไปตรงมา คุกเข่าลงคำนับทันที การได้เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถสี่ดาวคือความฝันชั่วชีวิตของเขา

ส่วนเรื่องการดำรงตำแหน่งหัวหน้าปรมาจารย์หลอมโอสถแห่งหอตันเป่านั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ปรมาจารย์หลอมโอสถทุกคนล้วนปรารถนาที่จะเป็นที่สุดอยู่แล้ว

“ลุกขึ้นเถอะ ข้าแค่ชี้แนะเจ้าเล็กน้อย ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาจารย์ศิษย์ อนาคตเจ้าจะบรรลุได้มากเพียงใดล้วนขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง นี่คือเคล็ดลับหลอมโอสถ เจ้าจงลองไปศึกษาให้ดี อย่างมากที่สุดก็หนึ่งเดือน เจ้าก็จะไปถึงระดับสี่ดาวได้ ในห้าวันให้เจ้าออกเดินทางไปกับข้า หอตันเป่าแห่งเมืองชางหลันมอบให้ปรมาจารย์ฮั่วดูแล”

หลิวอู๋เสียเตรียมการไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เขียนเคล็ดลับหลอมโอสถเอาไว้มากมาย ปี้กงอวี่ยังต้องค้นหาคำตอบหลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวเอง

เช่นเดียวกับผู้ดูแลหลาน เขาได้แต่ชี้แนะหนทาง การฝึกฝนล้วนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

“ขอบคุณท่านอาจารย์ ไม่ว่าท่านจะยอมรับข้าเป็นศิษย์หรือไม่ ชั่วชีวิตนี้ข้ายึดมั่นแล้ว ท่านคืออาจารย์ในดวงใจของข้า”

ปี้กงอวี่คุกเข่าลงและรับเคล็ดลับหลอมโอสถเล่มนี้ด้วยสองมือ ราวกับเป็นสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ เขาเก็บเข้าอกอย่างระมัดระวัง เกรงว่าจะเกิดความผิดพลาด

หลิวอู๋เสียไม่ได้บังคับ เรียกเช่นไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอเพียงมีใจเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว

หลังจากกำชับไปสองสามประโยค ปี้กงอวี่ก็จากไปด้วยความตื่นเต้น ยังคงต้องใช้เวลาในการเตรียมการอีกระยะหนึ่ง หอตันเป่าแห่งเมืองชางหลันต่อจากนี้มอบให้ปรมาจารย์ฮั่วดูแล ทางสำนักใหญ่จะส่งปรมาจารย์หลอมโอสถคนใหม่มาแทนที่ปรมาจารย์ฮั่วเอง

สองวันที่ผ่านมา หลิวอู๋เสียมุ่งมั่นฝึกฝนวิชาดาบปลิดชีพอย่างหนัก เขาเริ่มต้นฝึกฝนกระบวนท่าแรกจนเข้าใจในขั้นหนึ่งแล้ว แต่ไม่ว่าจะฝึกฝนอย่างไร ก็ไม่อาจยกระดับไปสู่ขั้นเล็กได้สักที

ส่วนกระบวนท่าที่สองนั้น เขาไม่อาจแสดงออกมาได้เลย ได้แต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก ไม่สามารถสัมผัสถึงจิตวิญญาณของกระบวนท่าได้

เมื่อแสดงออกมาแล้วไม่เป็นรูปเป็นร่าง ปราศจากพลังทำลายล้างใด ๆ น่าจะเป็นเพราะระดับพลังยุทธ์มิเพียงพอ ไม่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์แต่อย่างใด

วิชาดาบนี้จำเป็นต้องบรรลุระดับพลังชำระไขกระดูกจึงจะฝึกฝนได้ หลิวอู๋เสียในเวลานี้เป็นเพียงระดับพลังชำระวิญญาณ การที่เขาฝืนแสดงกระบวนท่าแรกออกมาได้นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว

“ท่านเขย ท่านเจ้าตระกูลให้ท่านไปพบขอรับ!”

พ่อบ้านยืนอยู่ด้านนอกลานเรือน เมื่อเห็นหลิวอู๋เสียก็รีบค้อมศีรษะทักทาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เมื่อหลายวันก่อน ท่านเขยได้แสดงฝีมืออันเก่งกล้า ทำให้ทุกคนในตระกูลสวีต่างยอมรับนับถือจากก้นบึ้งของหัวใจ บ่าวไพร่หลายคนต่างยกย่องเขาดังเทพไปแล้ว

ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่ เมื่อเลี้ยวผ่านหัวมุมทางเดินก็มีเงาร่างสีขาวปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ทั้งสองคนเกือบจะเดินชนกันเข้าอย่างจัง

ผู้ที่เดินตรงเข้ามาคือสวีหลิงเสวี่ย ดูเหมือนว่านางกำลังมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่เช่นกัน ทั้งสองคนพยักหน้าให้กันเล็กน้อย นับเป็นการทักทาย

หลังจากที่หลิวอู๋เสียกลับมาที่ตระกูล ทั้งสองคนก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลย นับตั้งแต่เด็กจนโตต่างก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด คงจะเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

“ท่านพ่อก็เรียกเจ้ามาเช่นกันหรือ?”

ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกัน สวีหลิงเสวี่ยมองสำรวจหลิวอู๋เสียครู่หนึ่ง ก่อนเปิดปากถามขึ้น

“ใช่”

หลังจากนั้นก็เกิดความเงียบขึ้น ไม่มีใครเปิดปากพูดอะไรอีก จนกระทั่งเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่

“คารวะท่านพ่อเจ้าค่ะ!” สวีหลิงเสวี่ยพูด

“คารวะท่านพ่อตาขอรับ!” หลิวอู๋เสียพูด

ทั้งสองคนโค้งคำนับลงพร้อมกัน สวีอี้หลินพักผ่อนไปหลายวันทำให้ตอนนี้มีสีหน้าที่ดีขึ้นมาก

หลังจากจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ภายในตระกูลเสร็จสิ้น เขาก็หาเวลาว่างเพื่อพบกับทั้งสองคนเป็นการส่วนตัว

“วันนี้ที่เขตตะวันออกของเมืองมีงานเทศกาล ข้าได้จองที่นั่งไว้ให้พวกเจ้าที่หอสุราอี้เซียงแล้ว พวกเจ้าคนหนึ่งเอาแต่ฝึกฝน อีกคนก็เอาแต่นั่งอยู่แต่ในเรือนไม่ออกไปไหนเลย วันนี้อากาศดี พวกเจ้าออกไปเดินเล่นด้วยกันเสียหน่อย ไม่ต้องรีบกลับมาก็ได้”

สวีอี้หลินเดินลงมาจากเก้าอี้และตบไหล่ของหลิวอู๋เสียเบา ๆ พร้อมกับส่งสายตาให้เขา นี่เป็นโอกาสที่ดี ควรรีบคว้าเอาไว้

หลายปีมานี้ ทั้งสองคนมีความขัดแย้งกันมากมาย แต่ก็ไม่ใช่ความแค้นที่ฝังลึก ขอเพียงแต่ปฏิบัติต่อกันด้วยดี วันหนึ่งความบาดหมางเหล่านี้ย่อมคลี่คลายได้

“ท่านพ่อ ท่านแม่ยังคุยกับข้าไม่จบเลย”

สวีหลิงเสวี่ยเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน นาน ๆ ทีจะได้กลับมาบ้านสักครั้ง จึงตั้งใจจะอยู่คุยกับมารดาให้นานขึ้นอีกหน่อย

“เรื่องของแม่เจ้า ข้าจัดการเอง รีบไปได้แล้ว การบ่มเพาะพลังต้องผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง รู้จักผ่อนคลายบ้าง”

ไม่ว่าพวกเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ สวีอี้หลินก็พาพวกเขาทั้งสองคนออกมาจากประตูตระกูลสวี บังคับให้พวกเขาออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง อย่าเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในบ้าน

เมื่อเป็นคำสั่งของบิดา พวกเขาไม่อาจขัดขืนได้ จึงเดินเคียงบ่าเคียงไหล่มุ่งหน้าไปทางตะวันออกของเมือง

เนื่องจากเป็นงานเทศกาลฤดูใบไม้ผลิที่จัดขึ้นปีละครั้ง บรรยากาศจึงคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศของเมืองชางหลันหลั่งไหลกันมาจนแน่นขนัด แทบจะเบียดเสียดกันไหล่ชนไหล่ ตอนแรกทั้งสองคนยังเว้นระยะห่างกันอยู่บ้าง แต่ไม่นานนัก ร่างกายก็แทบจะแนบชิดกัน

ทุกครั้งที่สวีหลิงเสวี่ยสัมผัสโดนตัวหลิวอู๋เสีย นางมักจะก้มหน้าลงต่ำเสมอ บนใบหน้าปรากฏรอยแดงระเรื่อจาง ๆ

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาตามลม แทรกซึมเข้าไปในจมูก ทำให้รู้สึกสดชื่นนัก หลิวอู๋เสียเองก็ไม่ได้รังเกียจแต่อย่างใด

ตั้งแต่วินาทีที่สวีหลิงเสวี่ยยืนหยัดปกป้องเขาจากฉินลี่ หลิวอู๋เสียก็รู้สึกหวั่นไหวในใจ

หลิวอู๋เสียไม่กล้าเปิดปากถามออกไป สวีหลิงเสวี่ยไม่กล้าขัดคำสั่งบิดามารดา หรือว่าในใจค่อย ๆ ยอมรับเขาแล้ว หลิวอู๋เสียเองก็ไม่อาจยืนยันได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคสุดท้ายที่สวีหลิงเสวี่ยพูดไว้ ‘เจ้าปกป้องตระกูลสวี บัดนี้เจ้าลำบาก ข้าต้องปกป้องเจ้าเช่นกัน’

นับตั้งแต่วินาทีนั้น หลิวอู๋เสียก็สาบานกับตัวเองว่าจะปกป้องนางในชั่วชีวิตนี้

สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงต่าง ๆ มากมาย ทั้งร้านขายอาหารว่าง ร้านแสดงกายกรรม ร้านเล่านิทานและอีกมากมาย

ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ สวีหลิงเสวี่ยเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปลกใหม่สำหรับนาง

เมื่อเดินมาถึงร้านขายเครื่องประดับ สวีหลิงเสวี่ยก็หยุดชะงักลง นางเลือกดูเครื่องประดับแต่ละชิ้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ความงามเป็นสิ่งที่สตรีทุกคนใฝ่ฝัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พบเจอเครื่องประดับที่งดงาม มันยิ่งทำให้ไม่อาจละสายตาได้ นางเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ย่อมหลีกหนีความปรารถนาในใจไม่พ้น

“ท่านหญิงช่างงดงามยิ่งนัก ปิ่นปักผมอันนี้ช่างเหมาะสมกับท่าน ขอเพียงห้าเหรียญทอง”

สวีหลิงเสวี่ยมีรูปโฉมงดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้ไม่ได้ประดับประดาด้วยเครื่องประดับใด ๆ ก็ยังคงเปล่งประกายโดดเด่นกว่าผู้ใด ส่วนเครื่องประดับต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงสิ่งเสริมแต่งบุคลิกให้ดูดีขึ้นเท่านั้น

เพียงแค่ปิ่นปักผมหยกธรรมดา ๆ อันหนึ่ง กลับถูกตั้งราคาขายไว้สูงถึงห้าเหรียญทอง สวีหลิงเสวี่ยจึงรีบวางมันลงอย่างรวดเร็ว แม้นางจะชื่นชอบมันมากก็ตาม

มิใช่ว่านางไม่มีปัญญาจ่ายเงินห้าเหรียญทอง แต่เป็นเพราะนางรู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าต่างหาก

ร่างบางลุกขึ้นยืนพลางเดินตรงไปข้างหน้า

“ห่อปิ่นปักผมอันนั้นให้ข้า ข้าเอาอันนั้น”

หลิวอู๋เสียควักเหรียญทองห้าเหรียญและวางลงบนแผงขายของ ก่อนจะหยิบปิ่นปักผมที่ห่ออย่างดีขึ้นมา

เขารีบสาวเท้าตามสวีหลิงเสวี่ยไป ด้านหน้ามีผู้คนกำลังมุงดูการแสดงกายกรรมอยู่ ทั้งสองคนหยุดดูการแสดงนั้นด้วยกัน นับตั้งแต่เล็กจนโต สวีหลิงเสวี่ยไม่ค่อยได้ออกไปไหน แม้กระทั่งหลังจากเข้าสำนักศึกษาจักรวรรดิ นางก็ยังคงขลุกตัวอยู่ในเรือนเพื่อฝึกฝนวิชาอยู่เสมอ

โลกภายนอกจึงเต็มไปด้วยสิ่งแปลกใหม่สำหรับนาง

“ข้าให้เจ้า”

หลิวอู๋เสียหยิบปิ่นปักผมที่ห่ออย่างดีออกมาจากอกเสื้อ แล้วส่งให้สวีหลิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยฉายแววประหลาดใจออกมา

“เหตุใดจึงให้ข้า”

สวีหลิงเสวี่ยถามด้วยความสงสัย อยากทราบถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของเขา

“เพื่อเป็นการขอบคุณที่เจ้าช่วยรับดาบแทนข้า”

หากปราศจากสวีหลิงเสวี่ยเข้ามาช่วยรับดาบของเหยียนจวินในวันนั้น ป่านนี้เขาคงต้องตายไปแล้ว หากจะพูดให้ถูกต้อง เขาเป็นหนี้บุญคุณนาง

ชีวิตของเขาเป็นของสวีหลิงเสวี่ย

“ตกลง ข้ายอมรับของขวัญ!”

สวีหลิงเสวี่ยเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยอมรับของขวัญที่หลิวอู๋เสียมอบให้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงผ่อนคลายลง ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนก่อน

กลางลานมีลิงน้อยตัวหนึ่งกำลังแสดงท่าทางแปลกประหลาดภายใต้คำสั่งของแส้ บางครั้งก็ตีลังกา บางครั้งก็เลียนแบบมนุษย์ เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นระยะ

หลิวอู๋เสียปล่อยวางจิตใจ ปล่อยวางภาระในใจ รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก

การฝึกฝนต้องผสมผสานการทำงานและการพักผ่อนอย่างเหมาะสม เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุผลสำเร็จในคราวเดียว หลิวอู๋เสียรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

เมื่อกลับไปที่ตระกูล นอกจากการฝึกฝนแล้ว เขายังทำอะไรได้อีก

ทันใดนั้น!

ดวงตาของหลิวอู๋เสียหรี่ลง เห็นเงาดำพุ่งมาตามหลังม่านของคณะกายกรรมอย่างรวดเร็วและแนบเนียน

ลมปราณที่คุ้นเคย ไอสังหารเลือนรางพุ่งตรงมายังหลิวอู๋เสีย

หากไม่ได้ฝึกฝนวิชาม่านตาภูตก็ไม่สามารถรับรู้ไอสังหารนี้ได้

“พวกเราไปกันเถอะ!”

ขณะที่สวีหลิงเสวี่ยกำลังดูอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นก็มีมือยื่นออกมาจับมือเล็ก ๆ ของนางไว้ แล้วดึงนางออกจากฝูงชน

นักฆ่าจากหอนักฆ่าตามมาถึงเมืองชางหลันแล้ว หากลงมือที่นี่ หลิวอู๋เสียคงหลบเลี่ยงได้ยาก หากนักฆ่าเหล่านั้นปลอมตัวเป็นคนธรรมดาปะปนอยู่ข้างกาย แล้วจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว เขาก็ไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน

เมื่อเลี้ยวไปตามหัวมุมถนนโดยรอบไม่มีใครแล้ว ทันใดนั้นสวีหลิงเสวี่ยก็ดึงมือเล็ก ๆ ออกด้วยสีหน้าโกรธ

“เจ้าทำอะไร!”

นางคิดว่าหลิวอู๋เสียคิดลวนลามนาง ในเมื่อในใจเพิ่งจะเริ่มยอมรับเขาได้ แต่จู่ ๆ เขาก็มาทำแบบนี้อีก

ดวงตากลมโตจ้องไปที่หลิวอู๋เสีย รอฟังคำอธิบายของเขา

“มีนักฆ่าอยู่แถวนี้!”

ดวงตาของหลิวอู๋เสียไม่มีแววหื่นกระหาย เขาระแวดระวังอย่างลับ ๆ ใช้ม่านตาภูตมองทะลุกำแพงหลายชั้นไปยังบริเวณโดยรอบ

“นักฆ่าหรือ?”

สวีหลิงเสวี่ยมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางมองเห็นแววตาที่เคร่งขรึมจากหลิวอู๋เสีย เขาจะแสดงสีหน้าเช่นนี้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือ

“พวกมันมาเพื่อข้า เจ้ากลับไปก่อนเถอะ”

ครั้งนี้นักฆ่าที่บุกมามีฝีมือสูงส่งกว่าทุกครั้ง อีกทั้งยังมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งคน

– โปรดติดตามตอนต่อไป –

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 214 วิชาดาบปลิดชีพ"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย