เลี้ยงสัตว์อยู่ดีๆ ก็เป็นมหาเทพ - ตอนที่ 205 สัตย์สาบานโลหิตมารจิต!
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น จี้ชางไห่ก็ยิ้มกว้างเต็มใบหน้า วินาทีต่อมาเขาก็หยิบม้วนคัมภีร์สีเทาดำม้วนหนึ่งออกมา แล้วโยนให้กู้หย่วน
“นี่คือสัตย์สาบานโลหิตมารจิต เป็นอาวุธเวทพิเศษชนิดหนึ่งที่ผู้อาวุโสวิถีมารของข้าหลอมสร้างขึ้น มีพลังผูกมัดรุนแรงมาก เพียงแค่เขียนข้อตกลงลงไป จากนั้นหยดโลหิตบริสุทธิ์ทับลงไป ก็ถือว่าตั้งสัตย์สาบานแล้ว”
“เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นผู้ทรงอำนาจระดับหยางเสินที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณ หรือเซียนแท้ระดับหยวนเสิน มิเช่นนั้นหากผิดคำสาบาน ต่อให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับหยินเสินก็ไม่อาจต้านทานได้ จะต้องเผชิญกับเพลิงทั้งห้าแผดเผาหัวใจ มารจิตก่อตัวกำเริบ ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ไม่ทราบว่าสหายเต๋าเคยได้ยินชื่อของสิ่งนี้หรือไม่?”
กู้หย่วนเคยได้ยินชื่อของสิ่งนี้มาจริงๆ มันคืออาวุธเวทนอกรีตในวิถีมารที่หาได้ยากยิ่ง ส่วนผลลัพธ์ของมันก็ไม่ได้ต่างไปจากที่จี้ชางไห่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย
เขาใช้ปราณแท้ห่อหุ้มฝ่ามือเพื่อรับมันเอาไว้ เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าบนนั้นมีข้อตกลงถูกเขียนเอาไว้เป็นข้อๆ แล้ว
ได้แก่ ห้ามเข่นฆ่ากันเอง ห้ามแพร่งพรายข้อมูลของอีกฝ่าย และอื่นๆ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นข้อผูกมัดที่หนักหนาเกินไปนัก
ทว่าชื่อที่อยู่บนนั้น นอกจากจี้ชางไห่แล้ว ยังมีชื่อของคนอีกสองคนอยู่ด้วย
นั่นคือ ซูชิวเยว่และต้วนเฉิน
บังเอิญเหลือเกินที่กู้หย่วนคุ้นเคยกับชื่อของทั้งสองคนนี้เป็นอย่างดี หนำซ้ำคนหลัง เขายังเคยพบหน้าค่าตามาแล้วครั้งหนึ่งด้วยซ้ำ
เมื่อกู้หย่วนแน่ใจว่าบนนั้นไม่มีกับดักใดซ่อนอยู่ เขาจึงใช้เล็บกรีดผิวหนังอย่างไม่ลังเล แล้วใช้เลือดของตนเองเขียนชื่อลงไป
จากนั้น กู้หย่วนก็สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงอันละเอียดอ่อนบางอย่าง ระหว่างตนเองกับสัตย์สาบานโลหิตมารจิตฉบับนี้
ในความเลือนรางเขารู้สึกได้ว่า หากเขาไม่ละเมิดข้อตกลงบนนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่หากละเมิดเมื่อใด ย่อมต้องเกิดเรื่องน่าสะพรึงกลัวขึ้นอย่างแน่นอน
“ดีมาก สหายเต๋าช่างเด็ดขาดยิ่งนัก!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น จี้ชางไห่ก็ปรบมือหัวเราะร่วน
“ดูจากชื่อบนสัตย์สาบานโลหิตมารจิตนี้แล้ว สหายจี้คงไม่ได้ชวนข้าแค่คนเดียวสินะ”
กู้หย่วนส่งสัตย์สาบานโลหิตมารจิตคืนให้จี้ชางไห่ ในใจรู้สึกวางใจขึ้นมาก เพราะคนที่จี้ชางไห่ตามหา ถึงกับมีศิษย์สืบทอดแห่งสำนักกระบี่ดารา และซูชิวเยว่แห่งอารามไท่ซวีรวมอยู่ด้วย สิ่งนี้ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนั้นเป็นความจริง
อารามไท่ซวีไม่ได้ตั้งอยู่ในแคว้นฉิน แคว้นหลิ่ว หรือแคว้นเฟิง ทว่าตั้งอยู่ในแคว้นเหิงที่ห่างไกลออกไป นับเป็นสำนักบำเพ็ญเพียรใหญ่ที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า มีการสืบทอดมายาวนาน หนำซ้ำยังแข็งแกร่งกว่าสามสำนักใหญ่อย่างยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน และสำนักกระบี่ดาราอยู่ไม่น้อย
“หวังว่าสหายเต๋าจะเข้าใจ คนเยอะพลังก็ย่อมเยอะตามไปด้วยอย่างไรเล่า”
แม้ตบะและความแข็งแกร่งของจี้ชางไห่จะสูงส่งกว่ากู้หย่วนมาก ทว่าอารมณ์ของเขากลับดีเยี่ยม เมื่อได้ยินคำถามก็ยิ้มแย้มอธิบายออกมาประโยคหนึ่ง
“สหายจี้ตั้งใจจะออกเดินทางเมื่อใด?”
กู้หย่วนวกเข้าเรื่องสำคัญ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ภายในตำหนักเซียนมังกรชาดมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่ เมื่อเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด อย่างมากที่สุดก็สามารถอยู่ได้เพียงสามเดือนเท่านั้น จากนั้นก็จะถูกส่งตัวออกมา และไม่อาจเข้าไปได้เป็นครั้งที่สอง”
“และตำหนักเซียนมังกรชาดแต่ละครั้งที่ปรากฏขึ้น มักจะคงอยู่เป็นเวลาสองปี เวลานี้การแข่งขันภายในตำหนักเซียนมังกรชาดถือว่าดุเดือดที่สุด และอันตรายที่สุด”
จี้ชางไห่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“วันนี้ตำหนักเซียนมังกรชาดเปิดออก ตามความเห็นของข้า มิสู้พวกเรารออีกสามเดือนค่อยออกเดินทางเถิด”
กู้หย่วนพยักหน้า
“ตกลง เช่นนั้นก็อีกสามเดือนให้หลัง”
ทั้งสองแลกเปลี่ยนป้ายหยกสื่อสารกันอย่างง่ายๆ ขณะที่กู้หย่วนกำลังจะจากไป จี้ชางไห่มองกู้หย่วนแล้วเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“สหายเต๋า ช้าก่อน!”
“สหายจี้ยังมีเรื่องอันใดอีกหรือ?”
กู้หย่วนประหลาดใจเล็กน้อย
จี้ชางไห่กล่าวกลั้วหัวเราะ
“ข้ากับสหายเต๋ารู้สึกคุยถูกคอราวกับสหายเก่า ดูท่าจากนี้ไปเจ้ากับข้าคงได้เป็นสหายร่วมทางกันแล้ว ในเมื่อต้องคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะบอกสหายเต๋า เชื่อว่าสหายเต๋าคงจะสนใจเป็นอย่างยิ่ง”
“โอ้? เรื่องอันใดกัน?”
เมื่อเห็นเช่นนั้นกู้หย่วนก็เกิดความสนใจขึ้นมา
“หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับข้า?”
“ไม่เพียงแค่เกี่ยวข้อง ทว่ายังเกี่ยวข้องกันอย่างมากด้วย!”
จี้ชางไห่กล่าวอย่างหนักแน่น
กู้หย่วนรู้สึกสับสน เขาไม่เคยติดต่อสมาคมกับอีกฝ่ายมาก่อน ด้วยสถานะของทั้งสองคน เรียกได้ว่าแทบไม่มีทางมาบรรจบกันได้เลย ปกติต่างคนต่างเดินบนเส้นทางของตนเอง น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองจึงจะถูก
ดูท่าทางแล้ว จี้ชางไห่ผู้นี้ไปล่วงรู้เรื่องราวบางอย่างของเขามาได้อย่างไร กู้หย่วนประสานมือคารวะ ปรับสีหน้าให้จริงจัง
“ข้าน้อยขอน้อมรับฟัง”
“จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ข้าบังเอิญไปเจอเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ”
สายตาที่จี้ชางไห่มองกู้หย่วนดูคล้ายจะแฝงความนัยบางอย่าง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เล่าเรื่องราวออกมา
“เมื่อสองเดือนก่อน บริเวณใกล้กับตลาดนัดฉงหมิงแห่งนี้ ข้าเห็นกับตาว่า มีคนของยอดเขาโอสถผู้หนึ่งไปพบกับเฒ่ามารไร้รูปลักษณ์”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้หย่วนก็หรี่ตาลง ทว่าไม่ได้เอ่ยปากแทรก ตั้งใจฟังต่อไป
“เฒ่ามารไร้รูปลักษณ์ผู้นั้นเป็นคนในวิถีมารของข้า แม้คนผู้นี้จะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ทว่าตบะกลับล้ำลึกยิ่งนัก เชี่ยวชาญมรรคาแห่งมารไร้รูปลักษณ์ บัดนี้ได้ฝึกฝน มารหยินไร้รูปลักษณ์ สำเร็จถึงสามสิบหกตน และ มารเทวะมีรูปลักษณ์ อีกเจ็ดสิบสองตน ขาดเพียงก้าวเดียว ขอเพียงหลอมรวมมารหยินและมารเทวะเหล่านี้เข้าด้วยกัน กลายเป็น มารเทวะอมตะหมื่นรูปลักษณ์ ก็จะสามารถบรรลุสู่ขอบเขตหยินเสินได้แล้ว”
เมื่อเห็นกู้หย่วนไม่พูดอะไร จี้ชางไห่ก็ยิ้มแล้วกล่าวต่อ
“คนของยอดเขาโอสถผู้นั้น แม้จะจงใจอำพรางใบหน้าและรูปร่าง ทว่ากลิ่นหอมของโอสถบนร่าง ไปจนถึงวิชาเทวะหมื่นกาลเขียวชอุ่มที่เขาฝึกฝน ล้วนไม่อาจปิดบังสายตาข้าได้”
“ข้าสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเร้นกายซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด และได้ยินเรื่องราวบางอย่างเข้า”
พูดมาถึงตรงนี้ จี้ชางไห่ก็มองกู้หย่วน
“คนผู้นั้นเรียกขานตนเองว่านักพรตชิงมู่ เขาได้ร้องขอมารหยินไร้รูปลักษณ์ที่ถูกลบเจตจำนงดั้งเดิมทิ้งไปแล้วหนึ่งตนจากเฒ่ามารไร้รูปลักษณ์ หนำซ้ำยังเอ่ยถึงชื่อของเจ้าด้วย”
นักพรตชิงมู่… กู้หย่วนพรูลมหายใจยาว สีหน้าแผ่ซ่านความเย็นชาออกมาหลายส่วน
ที่แท้ก็เป็นตาเฒ่านี่ที่เล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังจริงๆ!
คราวก่อนบนเรือมังกรเหินเวหา เขาถูกลอบทำร้ายด้วยปราณเซียนเน่าเปื่อยหยินปฐพีมลทินทั้งหกจนเกือบจะถูกทำลายตบะและรากฐานไปแล้ว
หนำซ้ำในตอนนั้น ยังมีมารหยินไร้รูปลักษณ์ซ่อนอยู่ในร่างของศิษย์รับใช้ชิวจื่ออีกด้วย!
ปะติดปะต่อกันได้แล้ว!
ทุกอย่างลงรอยกันหมดแล้ว!
เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนเถิด ตาเฒ่านักพรตชิงมู่นี่สมควรตายจริงๆ มิน่าล่ะตอนที่เจอกันก่อนหน้านี้ คนผู้นี้ถึงได้แผ่เจตนาร้ายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
ทว่า นักพรตชิงมู่ไม่เคยขึ้นไปบนเรือมังกรเหินเวหาเลย ฉากหน้าเขายังคงประจำการอยู่ที่ตลาดนัดฉงหมิงมาตลอด ดังนั้น เรื่องนี้จะต้องไม่ใช่ฝีมือของนักพรตชิงมู่เพียงคนเดียวอย่างแน่นอน
คนผู้นี้อย่างมากก็เป็นเพียงหนึ่งในตัวการใหญ่เท่านั้น!
ไม่ได้ แค้นนี้ไม่ชำระไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นจิตใจคงไม่อาจสงบสุขได้!
ความคิดในหัวกู้หย่วนแล่นฉิว ทว่าภายนอกกลับประสานมือคารวะ
“ขอบคุณสหายจี้มาก ถือว่าข้าติดค้างน้ำใจท่านครั้งหนึ่งก็แล้วกัน”
เวลานี้นักพรตเฮ่อหลิงไม่อยู่เคียงข้าง หากปล่อยให้เขาสืบเรื่องนี้ด้วยตนเอง เกรงว่าสืบไปอีกหลายสิบปีก็คงไม่ได้ความอันใด
ดังนั้นน้ำใจในครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นศิษย์นิกายหยวนหมิง กู้หย่วนก็ต้องยอมรับไว้!
แม้จี้ชางไห่จะมาจากนิกายหยวนหมิง แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ติดค้างอะไรกู้หย่วน
จี้ชางไห่ประหลาดใจเล็กน้อย ค่อนข้างแปลกใจกับสไตล์บุญคุณต้องทดแทนของกู้หย่วน ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น สหายกู้ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอก”
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันต่อให้มากความ และแยกย้ายกันไปอย่างรวดเร็ว กู้หย่วนเองก็กลับไปยังที่พัก
เขาไม่คาดคิดเลยว่า การออกจากบ้านในวันนี้ นอกจากจะได้ซื้อมุกมังกรมายาแล้ว จะยังมีผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิดอีก
ไม่เพียงแต่ได้โควตาป้ายคำสั่งมังกรชาดมาฟรีๆ ทว่ายังได้ข่าวคราวของตัวการใหญ่ที่ลอบทำร้ายตนก่อนหน้านี้อีกด้วย
ทว่ากู้หย่วนกลับดีใจไม่ออก
การถูกผู้อาวุโสในสำนักวางแผนเล่นงาน หนำซ้ำยังหมายเอาชีวิตตน เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยแม้แต่น้อย