เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ - บทที่ 495 คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ฝึกตนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์
- Home
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 495 คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ฝึกตนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 495 คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ฝึกตนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์
วางรากฐานสมบูรณ์
ลวี่หยางได้ก้าวสู่จุดสูงสุดของชีวิตในสิบชาติอีกครั้ง
“แม้จะเป็นเช่นนั้น แท้จริงแล้วข้ายังขาดอยู่เล็กน้อย”
วางรากฐานสมบูรณ์
สกัดกลั่นแก่นแท้ทองคำ ทะยานแดนมงคล จึงจะสามารถ
แสวงหาโอสถทองคำ
ก้าวสู่ตำแหน่ง และสร้างถ้ำสวรรค์ได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือแก่นแท้ทองคำและแดนมงคล
“แดนมงคลข้าไม่ต้องกังวล แดนมงคลเสวียนตูย่อมสอดคล้องกับจิตใจข้า เพียงใช้
วิชาเทพ
หลอมรวม นำมันผสานเข้ากับรากฐานแห่งมรรคของข้า ก็สามารถใช้งานได้ เมื่อเทียบกับสิ่งนั้นแล้ว แก่นแท้ทองคำกลับยุ่งยากกว่า จำต้องใช้
วิชาเทพ
ค่อยๆสกัดกลั่นออกมาจากวิญญาณ หาใช่สำเร็จเพียงวันเดียวได้”
แน่นอนว่าก็มีวิธีลัดเช่นกัน
นั่นคือการใช้ตำแหน่งขุนนางชั้นหนึ่งของ
ราชสำนักเต๋า
ในการสกัดกลั่น
เพียงแต่หลังจากลวี่หยางครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว ก็ยังเห็นว่าการพึ่งพาตนเองสกัดกลั่นแก่นแท้ทองคำย่อมมั่นคงกว่า
“ยิ่งไปกว่านั้น… ก็หาได้ทำให้ฝั่ง
สวรรค์แห่งความมิมี
ล่าช้าไม่”
ลวี่หยางความคิดผันแปร จิตเทวะก็จมลงสู่ภายใน
ธงหมื่นวิญญาณ
ในบัดดล ก็เห็นบรรพชนถิงโยวประทับนั่งอยู่ในธง รอบกายมี
วิชาเทพ
สี่สายโอบวนหมุนอยู่แล้ว
“
แก่นแท้แห่งมวลบุปผา
,
ทะเลโศกาท่วมท้น
,
ข้ามสายน้ำแห่งความหลง
,
เพลงแห่งห้วงแค้นนิรันดร์
!”
ลวี่หยางมองเห็นอย่างชัดเจน
วิชาเทพ
ทั้งสี่สายนี้ล้วนเป็นวิชาเทพคู่ควรกับ
สวรรค์แห่งความมิมี
ครึ่งปีที่ผ่านมาได้ทำให้บรรพชนถิงโยวสามารถรวบรวมมันได้ครบถ้วนแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของลวี่หยางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมา
“แก่นแท้แห่งมวลบุปผา… บรรพชนช่างอึดทนเสียจริง”
อย่าดูว่าครั้งนั้นลวี่หยางได้แก่นแท้แห่งมวลบุปผามาโดยไม่เสียแรงแม้แต่น้อย นั่นก็เพราะเขามีข้อได้เปรียบพิเศษ อาศัยเพียงพรสวรรค์จึงสามารถทนผ่านมหาค่ายกลเทพธิดาได้
ทว่าหนทางที่เขาผ่านนั้นเป็นวิธีเฉพาะตัว หาใช่วิธีของคนทั่วไปไม่ วิธีที่ถูกต้องควรเป็นการหาช่องโหว่ของ
ค่ายกล
ท่ามกลางการพันตวัดของมหาค่ายกลเทพธิดา แล้วจึงใช้การควบคุมเพื่อทำลายกลได้ เมื่อเทียบกันแล้ว วิธีของลวี่หยางแทบจะไม่มีการควบคุมใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงตัวเลขพลังล้วน ๆ
ในขณะนั้นเอง บรรพชนถิงโยวก็ลืมตาขึ้น เอ่ยเสียงแผ่วว่า
“…ถึงเวลาแล้วหรือ?”
ตั้งแต่กว่าเดือนก่อน เขาก็ฝึกสำเร็จ
วิชาเทพ
ทั้งสี่ของสวรรค์แห่งความมิมีแล้ว เพียงเพราะลวี่หยางยังมิได้ทะลวง จึงเลือกที่จะรอคอย
บัดนี้ลวี่หยางทะลวงแล้ว สรรพสิ่ง…พร้อมสรรพ
ชั่วขณะถัดมา ลวี่หยางประสานมือคารวะหนึ่งที “ต้องรบกวนบรรพชนแล้ว”
“ไม่ ต้องเป็นข้าที่ควรขอบคุณเจ้า”
บรรพชนถิงโยวส่ายศีรษะ แม้ความจริงเมื่อพิสูจน์
สวรรค์แห่งความมิมี
แล้ว เขาจะกลายเป็นศัตรูของเจินจวินทั่วหล้า ก่อภัยยืนนาน แต่แล้วอย่างไรเล่า?
ถึงอย่างไรก็ยังเป็น
เจินจวิน
!
สถานที่บัดซบแห่งนี้ผ่านมาหลายปีแล้วที่ไม่อุบัติ
เจินจวิน
แม้เพียงหนึ่งตำแหน่งเจินจวินก็เพียงพอให้เหล่าผู้
วางรากฐาน
นับไม่ถ้วนคลุ้มคลั่ง ใครเล่าจะไม่ใฝ่หา?
โดยเฉพาะบรรพชนถิงโยว เขาย่อมรู้ว่าตนมีพรสวรรค์ไม่น้อย ทว่าหากเผชิญหน้ากับเจินจวินเล่า? เพียงกระบี่หนึ่งเล่มจากระยะไกลนับหมื่นลี้ก็ยังทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงต้านทาน ช่องว่างระหว่าง
มรรคผลโอสถทองคำ
กับวางรากฐานนั้น เขาสัมผัสได้ชัดที่สุด ดังนั้นจึงยิ่งหวงแหน ยิ่งตระหนักถึงค่าของตำแหน่งเจินจวิน
ยิ่งตระหนักชัด ก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้งต่อ
ลวี่หยาง
“บรรพชนอย่าได้วางใจ การเดินทางครั้งนี้หาใช่ไร้ความแปรผัน” ลวี่หยางเอ่ยเสียงขรึม “หากข้าไม่คาดผิด จงกวง… เจ้าเฒ่าชั่วผู้นั้น ก็คงจะปรากฏตัว”
“จงกวง?”
บรรพชนถิงโยวฟังแล้วชะงัก “เจ้ามิใช่ทำการค้ากับเขาแล้วหรือ? ก็จริงอยู่ พวกเจ้าล้วนเป็นผู้ฝึกตนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นข้า ข้าก็ย่อมไม่วางใจอยู่ดี”
ไม่รักษาสัญญา คือคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ฝึกตนแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งไปกว่านั้น ลวี่หยางย่อมรู้จักจงกวงอย่างลึกซึ้ง รู้ดีว่าหลักความเชื่อของผู้นี้ แม้จนตรอกแล้ว ก็ไม่มีวันฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนนอก
เขาต้องแสวงหาสวรรค์แห่งความมิมี!
และไม่แน่ว่าต้องการพิสูจน์สวรรค์แห่งความมิมีจริง หากแต่อยากเผื่อทางถอยไว้ เพื่อป้องกันข้าไม่รักษาสัญญา แล้วสุดท้ายกลับกลายเป็นแตกหักกัน
และความกังวลเช่นนี้… แท้จริงแล้วก็ถูกต้องยิ่งนัก
เพราะก่อนหน้านี้ ลวี่หยางก็เคยทำการค้ากับอั้งเซียวเรื่อง
ตะเกียงดับแสง
มาแล้ว ทั้งยังขายซ้ำสองฝ่าย ใครจะถูกหลอกนั้น สำหรับเขาก็มิใช่เรื่องใหญ่
คิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางจึงรีบเตือนว่า “โดยสรุป บรรพชน การพิสูจน์สวรรค์แห่งความมิมีครั้งนี้ เจ้าเฒ่าจงกวงมีความเป็นไปได้สูงที่จะช่วงชิงกับท่านในเงามืด”
“อย่าได้ประมาทเด็ดขาด”
แม้ผลลัพธ์สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดที่พิสูจน์สวรรค์แห่งความมิมี ลวี่หยางก็หาได้เสียเปรียบไม่ ทว่าลึก ๆ แล้วยังมีใจเอนเอียงอยู่ เจ้าเฒ่าจงกวงไม่ยอมเข้ามาใน
ธงหมื่นวิญญาณ
ย่อมไม่มีทางใกล้ชิดได้เท่ากับบรรพชนถิงโยว ตำแหน่งมรรคผลชั้นเยี่ยมเช่นนี้ ย่อมมอบให้คนของตนดีกว่า
“วางใจเถิด ข้าเข้าใจดี”
เมื่อได้รับคำเตือนจากลวี่หยาง บรรพชนถิงโยวก็พยักหน้ารับ “เรื่องสวรรค์แห่งความมิมีเกี่ยวพันกับแผนการของเจ้า ข้าย่อมทุ่มสุดกำลัง จะไม่ปล่อยให้ผู้ใดช่วงชิงไปได้”
“ขอคารวะส่งบรรพชน”
ภายใต้สายตาของลวี่หยาง เพียงเห็นบรรพชนถิงโยวยิ้มพยักหน้าหนึ่งที จากนั้น
วิชาเทพ
ทั้งสี่สายก็โอบอุ้มจิตสำนึกของเขา ทิ้งดิ่งกระแทกเข้าสู่
สวรรค์แห่งความมิมี
อย่างกึกก้อง!
เหนือผืนมหาเมฆหมอกอันทับซ้อน ภาพลวงตาแลสลับซ้อนกัน
จิตสำนึกของบรรพชนถิงโยวอยู่ภายในนั้น ก้าวย่างเชื่องช้าอย่างผู้วางใจ พลางทอดมองไปรอบ ๆ อย่างสนอกสนใจ แท้จริงก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าสู่สวรรค์แห่งความมิมีมาก่อน
ทว่าด้วยฐานะ
วิญญาณธง
เพียงลวี่หยางยินยอมให้ความร่วมมือ เขาก็สามารถใช้สิทธิ์ร่วมประสบการณ์ของเจ้าธงได้ ดังนั้นจึงถือว่าได้เข้าสู่สวรรค์แห่งความมิมีโดยอ้อม และยังได้เห็น
มู่ฉางเซิง
เซียนวิญญาณโดยกำเนิดที่เหลือเพียงจิตสำนึก หากไม่เป็นเช่นนั้น ในชาติก่อนเขาก็คงไม่อาจลอกเลียนวิธีแยกจิตสำนึกของมู่ฉางเซิงออกมาได้
แน่นอนว่า การเห็นโดยอ้อมกับการเห็นโดยตรงนั้นย่อมแตกต่างกัน
เมื่อมองโดยอ้อม ก็มักมีบางส่วนเลือนรางคลุมเครือ แต่เมื่อได้มองด้วยตนเองโดยตรงแล้ว… กลับชัดเจนแจ่มชัดนัก
ถึงอย่างไร พูดให้เคร่งครัดแล้ว เจ้าลวี่หยางผู้นั้น… อืม หลัก ๆ คือมีความเพียรพยายามพอสมควร จึงจะมีความสำเร็จในวันนี้ ของหลายสิ่งเขาแท้จริงแล้วมิได้เข้าใจนัก
คิดถึงตรงนี้ บรรพชนถิงโยวก็อดยิ้มบางไม่ได้
แต่ไม่นาน เขาก็เก็บความคิดฟุ้งซ่านกลับคืน ยืนมั่นอยู่ท่ามกลางมหาเมฆหมอก สายตาหันไปอีกทาง ก็เห็นว่าที่อีกฟากของมหาเมฆหมอกนั้น กลับมีร่างหนึ่งก้าวออกมาเช่นกัน
ผู้มาเยือนนั้นมีใบหน้าธรรมดา แต่ระหว่างคิ้วกลับแผ่พุ่งความคมกล้าทะยานฟ้าออกมา เผยชัดถึงฐานะของตน
เมื่อได้เห็นฝ่ายนั้น บรรพชนถิงโยวก็อดถอนใจในใจไม่ได้
เด็กผู้นั้นคาดถูกจริง ๆ
จากนั้นเขาก็ประสานมือคารวะ เอ่ยเสียงกังวาน “คารวะท่านสหายจงกวง”
อีกด้าน จงกวงเมื่อได้ยินก็ขมวดคิ้ว “สหายท่านเป็นผู้ใดกัน? สามารถก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ หากอยู่ใต้หล้าก็ควรมีชื่อเสียงอยู่บ้าง”
“เพียงคนเล็กน้อยไร้นามเท่านั้น”
บรรพชนถิงโยวโบกมือพลางเอ่ยว่า “กลับเป็นท่านสหายเสียอีก ในเมื่อ
ตะเกียงดับแสง
นั้นมีหวังแล้ว เหตุใดยังต้องมาหาตำแหน่งมรรคผลอื่น ณ สถานที่แห่งนี้อีกเล่า?”
คำนี้พอเอ่ยออก จงกวงก็พลันตระหนักในใจ
เป็นผู้อาวุโสผู้สามารถถือครองตะเกียงดับแสงชั่วคราว? ไม่… ไม่ถูก ต้องเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้อาวุโสนั้นกระมัง? มือใหญ่เสียจริง ตำแหน่งมรรคผลหนึ่ง แม้จะเป็นมรรคผลนอกรีต แต่ถึงอย่างไรก็คือหนึ่งตำแหน่งเจินจวิน ผู้อาวุโสนั้นกลับมอบออกไปเช่นนี้?
ทว่า ยิ่งเป็นเช่นนี้ ในใจจงกวงก็ยิ่งระแวดระวัง
การมอบสิ่งใหญ่เพียงนี้ อีกทั้งยังมีโอกาสสูงว่าจะเป็นผู้อาวุโสแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของตนเอง เขาจะจริงใจถือครองตะเกียงดับแสงแทนตน แล้วช่วยเปิดทางสู่
มรรคผลโอสถทองคำ
จริงหรือ?
จงกวงไม่เชื่อมากนัก!
หากเป็นเช่นนี้ เขาจำต้องมาช่วงชิงสวรรค์แห่งความมิมีกับบรรพชนถิงโยวเบื้องหน้านี้หรือ? แต่ก็เท่ากับเป็นการล่วงเกินผู้อาวุโสลึกลับผู้อยู่เบื้องหลัง
ถ้าช่วงชิงได้ ก็แล้วไป
แต่หากพลาด… ก็เท่ากับเสียทั้งสวรรค์แห่งความมิมี และตะเกียงดับแสงก็หมดหวัง เส้นทางแห่งมรรคผลก็จะขาดสะบั้นลงในทันที
คิดถึงตรงนี้ จงกวงก็ตกอยู่ในภาวะลังเลอย่างหาได้เกิดขึ้นบ่อยนัก
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เกี่ยวพันกับตำแหน่ง
เจินจวิน
ย่อมมิอาจปล่อยให้ขาดความรอบคอบได้
ทว่าในขณะนั้นเอง มหาเมฆหมอกก็พลันเกิดระลอกคลื่นอีกครา ถัดมาเพียงชั่วอึดใจ ก็เห็นชายชราผมขาวโบราณก้าวออกมาจากหมู่เมฆอย่างเชื่องช้า
ไม่ใช่ใครอื่น — นั่นคือ
มู่ฉางเซิง
เซียนวิญญาณโดยกำเนิด!
ทว่าในยามนี้ มู่ฉางเซิงกลับไม่ใส่ใจจงกวงเลยแม้แต่น้อย หากแต่หันความสนใจไปยังบรรพชนถิงโยวเป็นอันดับแรก แววตาเต็มไปด้วยความฉงน
เพียงชั่ววินาทีถัดมา เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างระแวดระวังปนไม่มั่นใจนัก
“…วิญญาณธงรึ?”