Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ - บทที่ 382 แท้จริง...เป็นเพียงบ่อปลากระจ้อยหรือ

  1. Home
  2. เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
  3. บทที่ 382 แท้จริง...เป็นเพียงบ่อปลากระจ้อยหรือ
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 382 แท้จริง…เป็นเพียงบ่อปลากระจ้อยหรือ?

สวรรค์เจ็ดยอแสง…คือนามที่ลวี่หยางตั้งให้แก่โลกใบนี้ด้วยตนเอง

โครงสร้างของมันคล้ายคลึงกับโลกหมื่นยุทธ ล้วนเป็นฟ้ากลมพื้นเหลี่ยม แผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล

เพื่อความรอบคอบ ลวี่หยางหาได้เคลื่อนไหวกายแท้ไม่ เพียงแต่ส่งหนึ่งร่างแห่งธงวิญญาณไปแทน

ผู้นั้นคือ…เฉินซิ่นอัน

สถานที่ก็เลือกไว้สุดจะกันดาร มิกล้าบุกสู่กลางทวีปของสวรรค์เจ็ดยอแสง แต่เลือกที่ตั้งในดงพงไพรอันห่างไกล ณ หมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง

“สถานที่นี้…กลับไร้ปราณฟ้า?”

เมื่อยึดสถิตอยู่ในร่างของเฉินซิ่นอัน ลวี่หยางจึงก้าวย่างในพงไพร ปลดปล่อยจิตเทวะออกตรวจตรา แต่แล้วกลับพบว่าโลกใบนี้ไร้ซึ่งลมปราณโดยสิ้นเชิง

‘นับว่าเป็นภัยไม่น้อยต่อผู้ฝึกตนขั้นรวมลมปราณ’

ในแนวทางบ่มเพาะของสถานที่บัดซับนั้น จวบจนใกล้สิ้นสุดขั้นรวมลมปราณ ยังต้องพึ่งพาลมปราณจากภายนอกเป็นหลัก กว่าจะเริ่มหลอมรวมผลิตลมปราณด้วยตนเองก็ต่อเมื่อเข้าสู่ปลายขอบเขตนี้

‘กล่าวอีกอย่าง…ผู้ฝึกตนต่ำกว่าขอบเขตรวมลมปราณขั้นปลาย หากย่างกรายเข้าสู่โลกนี้ เมื่อพลังวิชาในตันเถียนเหือดแห้ง ขาดลมปราณจากภายนอกหล่อเลี้ยง ก็จักร่วงสู่ฐานะคนธรรมดาในพริบตา! ส่วนผู้ฝึกกาย ยิ่งเลวร้ายยิ่งกว่า ไร้พลังวิชา ก็ไร้สิ้นการขยับกาย แม้สังขารที่ผ่านการหล่อหลอมพันครั้งหมื่นหน ก็ไม่อาจขยับเคลื่อนได้แม้เพียงปลายนิ้ว’

มีเพียงผู้ที่วางรากฐานเท่านั้น…จึงจะมิหวั่นสิ่งเหล่านี้

ด้วยเมื่อรากเต๋าวางมั่น หาใช่เราตอบรับลมปราณ…แต่เป็นลมปราณที่ยอมตอบรับเรา แม้พลังวิชาจักร่อยหรอเป็นธรรมดา หากทว่ายังสามารถหล่อเลี้ยงด้วยตนเองได้

“ฉัวะฉัวะ!”

ลวี่หยางยกหัตถ์ข้างหนึ่งขึ้นประสานมุทรา สะบัดปลายนิ้วปลดปล่อยแสงเขียวเจิดจ้าออกมา พลันปราณธาตุไม้อันเชี่ยวกรากทะลักทะลายออกจากกายนั้น แผ่คลุมไปทั่วไพรพฤกษาโดยรอบในพริบตาเดียว!

เพียงชั่วพริบตา ใบไม้พลันงอกงาม ต้นไม้ผลิดอก ออกผล เหี่ยวแห้ง แล้วหมุนเวียนกลับสู่ความเขียวขจีอีกครา ประหนึ่งได้ผ่านพ้นฤดูทั้งสี่ในชั่วขณะ ลวี่หยางแลเห็นภาพนี้จึงพยักหน้าด้วยความพึงใจ พลังเคล็ดวิชายังใช้งานได้ นับเป็นข่าวดีอย่างมิอาจปฏิเสธ อย่างน้อยก็ยังมีพลังไว้ป้องกันตน

ขณะเดียวกัน คิ้วของลวี่หยางพลันขมวดขึ้นเล็กน้อย

“อืม? มีคนมา?”

วินาทีนั้น เขาจัดการกระจายร่างจำแลงของเฉินซิ่นอันออกในพริบตา เปลี่ยนให้กลายเป็นพลังปราณกำเนิดซ่อนตนไว้ ใช้เพียงจิตเทวะลอบสังเกตการณ์อย่างเงียบงัน

จากนั้น เพียงไม่นานก็เห็นเงาร่างผู้เฒ่าปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน

และทันทีที่เขาก้าวสู่สถานที่นั้น กลิ่นหอมอ่อนของไม้จันทน์ก็ลอยอบอวลไปทั่วฟ้าดิน

ชายชราเบื้องหน้าผู้นั้นมีผมขาวใบหน้าอ่อนเยาว์ หลังโค้งค้อม เสื้อผ้าเรียบง่าย ท่วงท่าดูใจดีอารี ดวงตาที่หรี่เล็กเป็นเส้นมองกวาดไปยังพื้นที่ซึ่งลวี่หยางจัดวางไว้ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์

ผ่านไปชั่วครู่ ชายชราผู้นั้นก็ขมวดคิ้ว สีหน้าฉายแววงุนงง

“เป็นพวกมารนอกรีตจากที่ใดกันแน่?”

“บังอาจใช้วิชาคาถามั่วซั่วเช่นนี้ ข้าคาดว่าผู้หนุนหลังคงเป็นพวกเทพเถื่อนที่ไร้กฎเกณฑ์เคร่งครัดกระมัง…เฮ้อ พ้นจากการดูแลของท่านเจ้าที่เมือง ก็ยากจะระงับความโกลาหลลงได้จริงๆ”

เขาตรวจตราอีกครั้งอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอันใด

สุดท้ายก็จากไปอย่างวิตกกังวล

ทว่าลวี่หยางกลับยังไม่ปรากฏตัว ยังคงรักษาสภาพแห่งพลังปราณกำเนิดไว้อย่างอดทนเงียบงัน ใครจะไปรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะย้อนกลับมาโจมตีอีกหรือไม่?

หนึ่งวันผ่านไป

สองวันผ่านไป

จนถึงวันที่สาม ลวี่หยางจึงค่อยรวมกายกลับมาอย่างระแวดระวัง สายตาฉายแววฉงน

“จากไปจริงๆ งั้นหรือ? ไม่สงสัยเลยว่ามีคนซ่อนตัวอยู่ในเงามืดหรือ?”

“ช่างไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลย…”

ลวี่หยางใช้ใจคนวัดใจคน หากเป็นเขาเองคงแกล้งจากไปแต่แท้จริงแอบซ่อนอยู่ในเงา แวะเวียนกลับมาตรวจดูทุกระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดหลบซ่อนอยู่จริง

ผลกลับปรากฏว่าอีกฝ่ายไม่พบเบาะแสใดแม้แต่น้อย ก็หันหลังกลับโดยไม่ลังเล!

ลวี่หยางไม่เจอคนซื่อเช่นนี้มานานนักแล้ว

“ยิ่งไปกว่านั้น…ผู้นั้นช่างน่าสนใจ กลับมี

ฐานะ

อยู่ด้วย?”

ลวี่หยางลูบคางอย่างครุ่นคิด แม้ฐานะนั้นจะไม่สูง ยังไม่ถึงขั้นวางรากฐาน สูงสุดก็คงเทียบได้กับผู้บำเพ็ญถึงขอบเขตรวมลมปราณสมบูรณ์ และฝึกสำเร็จวิชาเทพหนึ่งสาย

ทว่าไม่ว่าจะต่ำเพียงใด ก็ยังนับว่ามี

ฐานะ

อยู่

แค่เพียงสิ่งนี้ก็เพียงพอให้เรื่องราวส่วนใหญ่ในโลกมนุษย์สามัญมิอาจแตะต้องเขาได้แล้ว ทั้งที่นี่เป็นเพียงมุมเล็กสุดแสนห่างไกลของสวรรค์เจ็ดยอแสงเท่านั้น

‘เป็นดังคาด ความรอบคอบไม่เคยผิด’

ลวี่หยางสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ตามความทรงจำของหงยวิ๋น สวรรค์เจ็ดยอแสงนี้คือเส้นทางถอยที่เขาเตรียมไว้โดยเฉพาะ ทฤษฎีแล้วไม่น่าจะมีปัญหา

แต่ถึงอย่างไร…ก็ผ่านมาห้าพันปีแล้ว

ห้าพันปี…มากพอให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ต่อให้ไม่มีเจินจวินปรากฏ แต่หากมีเพียงผู้วางรากฐานขั้นสมบูรณ์อยู่คนหนึ่ง ก็มากพอจะส่งเขาสู่ความตายได้ทันที

‘อย่ารีบเกินไป ค่อยเป็นค่อยไปจึงสำเร็จ’

ลวี่หยางเคลื่อนกายต่อ พลางปล่อยจิตเทวะออกสำรวจกลิ่นอายจางของกลิ่นจันทน์ซึ่งยังล่องลอยอยู่ในอากาศ เป็นร่องรอยที่อีกฝ่ายทิ้งไว้โดยไม่แม้แต่จะกลบเกลื่อน

ผู้บำเพ็ญของโลกนี้ ไม่รู้จักลบร่องรอยเลยหรือ?

หรือไม่ก็…เป็นเหยื่อล่อ?

ความคิดมากมายพลุ่งพล่านในใจลวี่หยาง แต่เขาก็มิได้หวั่นไหว ตราบใดที่ร่างนี้เป็นเพียงร่างธงวิญญาณ ต่อให้สูญเสียไปก็ไม่ถึงกับกระเทือนรากเดิม

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเดินตามร่องรอยนั้นไปอย่างไม่ลังเล…

ไม่นาน…หมู่บ้านภูเขาแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาของลวี่หยาง

เสียงผู้คนพลุกพล่านแว่วมาจางๆ ในหมู่บ้านน่าจะมีอยู่ราวร้อยครัวเรือน มองผาดไปก็ล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ใดมีลมปราณในกายแม้สักคนเดียว

กลิ่นจันทน์ที่ติดตามมาจนถึงตรงนี้…ก็ขาดหาย

ลวี่หยางยืนนิ่งอยู่กับที่ รอคอยอยู่ชั่วครู่…แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่มีแม้แต่กับดักอย่างที่คิดไว้ ทุกอย่างเงียบสงบเสียจนชวนให้รู้สึกน่าสะพรึงกลัว

ลวี่หยางกวาดตามองไกลออกไป ไม่นานก็มองเห็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่ก่อขึ้นด้วยดินอยู่ในหมู่บ้าน ขนาดราวกับคอกสุนัข ข้างในมีธูปสามดอกปักอยู่บนกระถาง อีกทั้งมีผลไม้สองสามจานวางบูชาไว้

ท่ามกลางกลิ่นจันทน์อันบางเบา มีเงาแสงสายหนึ่งปรากฏให้เห็นรางๆ

เป็นชายชราเคราหงอกหน้าตาอ่อนเยาว์ผู้นั้นนั่นเอง

เพียงเห็นเขานั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางเปลวธูป หลับตาพลางหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ กลืนกลิ่นธูปเข้าร่าง กลับพบว่าตำแหน่งมรรคผลที่เคยอ่อนแอของเขา…พลันแข็งกล้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!

ใกล้จะถึงระดับวางรากฐานเทียมแล้ว…

ดีจริงแท้!

ลวี่หยางพลันเข้าใจขึ้นมาในบัดดล…ไม่แปลกที่โลกแห่งนี้จะไร้ลมปราณ หากแต่ยังมีผู้บำเพ็ญคล้ายคลึงอยู่เช่นนี้ แท้จริงแล้ว…ก็หาใช่การบ่มเพาะด้วยลมปราณไม่!

“เจ้าที่เมือง? เทพเจ้าประจำถิ่น?”

“แปรเปลวธูปเป็นเทพ?”

ความคิดมากมายแล่นผ่านในใจของลวี่หยาง ทว่าในเมื่อตนยังอยู่ไกลนัก ยากจะเห็นเบื้องลึกเบื้องหลัง หากคิดจะเข้าใจแน่ชัด…ก็ต้องใช้วิธีการค้นวิญญาณจึงจะตรงที่สุด

เพียงแต่จะบุกเข้าไปตรงๆ ไม่ได้

ลวี่หยางครุ่นคิดในใจ เทพเจ้าประจำถิ่น เจ้าที่เมือง…ฟังดูคล้ายผู้บำเพ็ญที่มีอำนาจแห่งเขตแดน หากตนพุ่งเข้าไปโดยไม่ไตร่ตรอง ย่อมเสี่ยงเกินควร

ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่า…ใครเล่าจะรู้ว่าฝ่ายนั้นมีวิธีอื่นอีกหรือไม่

หนทางที่ดีกว่า…คือชักศัตรูให้ออกจากรัง

เมื่อนึกได้ดังนั้น ลวี่หยางจึงลงมือทันที ตั้งค่ายกลขึ้นนอกหมู่บ้าน

เริ่มจากสรรหาหุบเขาแห่งหนึ่ง แล้ววางค่ายกลปิดกั้นโลกภายนอกกับภายใน เพื่อให้ผู้ใดที่หลงเข้ามาไม่อาจส่งสัญญาณใดออกไป จากนั้นจึงลงมือวางค่ายกลพันธนาการ ค่ายกลสังหาร และซ้อนทับด้วยค่ายกลพรางตาเป็นชั้นสุดท้าย

ยังไม่พอ เขายังวางยันต์หลากหลายแขนง เพื่อเสริมอำนาจให้ค่ายกลเหล่านี้

จากนั้นใช้เวทย์พรางชะตา ปิดบังลิขิตแห่งฟ้า

เมื่อทุกสิ่งเสร็จสิ้น ลวี่หยางจึงลงมือในหุบเขานั้นอีกครั้ง แสร้งใช้พลังวิชาแปรเปลี่ยนสภาพแวดล้อม

“หืม?”

ลวี่หยางถึงกับแปลกใจ เพราะแทบจะในชั่วขณะที่เขาลงมือ คนแก่ในศาลเจ้าก็ลืมตาขึ้นพอดี

“ที่แท้เป็นไอ้วิญญาณจิ้งจอกเถื่อนที่มาจากไหนกันแน่!”

เพียงเห็นอีกฝ่ายโกรธจนหน้าดำ ลอยตัวออกจากศาลเจ้าอย่างร้อนรน ปล่อยกระแสพลังวิชาทั้งหมดออกมา จากนั้นพุ่งเข้าใส่ค่ายกลที่ลวี่หยางวางไว้…โดยมิได้หยุดยั้งเลยสักนิด

หา?

ชั่วขณะนั้น ลวี่หยางถึงกับยืนนิ่งงัน มิอาจเชื่อได้ว่าผู้อื่นจะบุ่มบ่ามถึงเพียงนี้

ไม่ตรวจสอบอะไรเลยหรือ?

ไม่กลัวจะเป็นกับดักเลยหรือ?

ไม่คิดจะคำนวณลิขิตฟ้าก่อนหรือไร?

ทว่าในวินาทีนั้น ค่ายกลนับสิบก็พร้อมใจกันทำงาน ผู้อาวุโสผู้หลงเข้าสู่ค่ายยังมิทันเปล่งเสียงใด ก็ถูกบีบจนส่งเสียงกรีดร้อง ก่อนจะพลิกตาขาวสิ้นสติลงในทันที

ถึงกระนั้น ลวี่หยางยังคงมิปรากฏกาย

เขายืนอยู่ภายนอกค่ายกล ใช้พลังบังคับกระบวนกลส่งการโจมตีอีกสองสามระลอกเข้าใส่ร่างนั้นจากระยะไกล

ผู้อาวุโสที่เดิมก็ถูกปราบไว้ก่อนหน้า พอถูกโจมตีซ้ำอีก พลังก็ยิ่งถดถอยลงจนเห็นได้ชัด…ยามนี้แม้แต่การหายใจยังรวยริน คล้ายจะตายเต็มทีแล้ว

จนถึงยามนี้ ลวี่หยางจึงค่อยๆ ก้าวออกจากที่ซ่อนด้วยความระแวดระวัง แปรเปลี่ยนลำแสงเป็นร่างจำแลงสายหนึ่งจากที่ห่างไกล เพื่อเข้าใกล้ชายชราโดยไม่เปิดเผยตัวจริง พร้อมเตรียมรับมือหากอีกฝ่ายฉวยโอกาสลงมือย้อนศร

ทว่ากลับไร้ซึ่งเหตุการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ราวกับว่าชายชราผู้นั้น…ถูกเขาลวงเข้าสู่กับดักและถูกกำราบได้อย่างง่ายดายจริงๆ

“แค่นี้หรือ?”

ข้ายังมิทันออกแรงด้วยซ้ำ เจ้าก็ล้มเสียแล้ว?

ลวี่หยางกระพริบตา สีหน้าเงียบงัน แต่ภายในกลับปรากฏคลื่นอารมณ์อันยากจะบรรยาย ความรู้สึกที่มิได้สัมผัสมานานนัก

นี่มัน…เป็นเพียงบ่อปลากระจ้อยหรือ?

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 382 แท้จริง...เป็นเพียงบ่อปลากระจ้อยหรือ"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย