Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์ - บทที่ 351 อย่าได้ดูแคลนคนหนุ่มผู้ยากไร้

  1. Home
  2. เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
  3. บทที่ 351 อย่าได้ดูแคลนคนหนุ่มผู้ยากไร้
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 351 อย่าได้ดูแคลนคนหนุ่มผู้ยากไร้

ชายแดนเหนือ เมืองเหยียนตระกูลเหยียน

“สามสิบปีตะวันออก สามสิบปีตะวันตก อย่าได้ดูแคลนคนหนุ่มผู้ยากไร้!”

ภายในโถงใหญ่ เด็กชายวัยแปดปีเชิดอก เอ่ยวาจาหนักแน่นทุกถ้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยอมจำนน ดวงตาราวกับซ่อนสิงโตตัวหนึ่งไว้ภายใน

แต่สิ่งที่ตอบเขากลับมา…คือเสียงหัวเราะเย้ยหยันอันดูแคลน

กระนั้น แม้จะมีท่าทีหยามหมิ่นเพียงใด เหล่าผู้คนตระกูลเหยียนก็มิอาจปริปากตำหนิแม้สักคำเดียว ด้วยเหตุที่ฝ่ายตรงข้ามมีเบื้องหลังใหญ่ยิ่งนัก คือเจ้าผู้ครองเดียวของชายแดนเหนือ

ชายแดนเหนือ นิกายเสินอู่!

“หยุดกล่าววาจาไร้สาระเถิด เหยียนเซียว บัดนี้เจ้าขาดบิดามารดา มิใช่เช่นแต่ก่อน ส่วนคุณหนูของเรากำลังจะเข้าสังกัดนิกายเสินอู่ มีอนาคตยิ่งใหญ่ไพศาลรออยู่เบื้องหน้า…”

“เจ้าคิดจะปล่อยให้นางถูกเจ้าฉุดรั้งไว้เช่นนี้หรือ?”

“คุณหนูของเราแม้สำนึกในบุญคุณที่เจ้ามอบทรัพยากรให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ โลกของเจ้ากับนางหาใช่สิ่งเดียวกันอีกต่อไปแล้ว… ขอให้แยกทางกันเสีย ณ ที่นี้ เงียบสงบต่างฝ่ายต่างอยู่เถิด!”

“ยังไม่รีบยกเลิกสัญญาหมั้นอีกรึ?”

สิ้นคำ เด็กชายก็มองตรงไปยังบุรุษกลางคนผู้กล่าวถ้อยคำนั้น แล้วหันสายตาไปยังเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างเขา เด็กสาวซึ่งเคยงามงดน่ารักในอดีต เวลานี้กลับตอบมาด้วยแววตาเย็นชาไร้เยื่อใย

กาลหนึ่ง…ผู้คนล้วนเห็นพวกเขาเป็นคู่บารมีที่เหมาะสมกันยิ่ง ทว่าเมื่อหญิงสาวผู้นั้นได้รับการเหลียวแลจากนิกายเสินอู่ ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยน

เด็กชายผู้สูญเสียพ่อแม่ ไร้ที่พึ่ง มีเพียงพรสวรรค์อันแสนจะฝืดเคือง ยามเปรียบกับนางแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากมดดินที่ต้องแหงนมองดวงดาราบนฟ้า

ฝ่ายหนึ่ง…ทำได้เพียงเฝ้ามองอีกฝ่ายจากเบื้องล่างเท่านั้น

คิดถึงเพียงนี้ เด็กสาวก็เบือนหน้าหนี ถอนสายตากลับมาอย่างไร้เยื่อใย มิแลมองเด็กชายอีกแม้เพียงครู่ ขณะที่ชายกลางคนข้างกายนางก็กล่าวเสียงหงุดหงิดออกมา

“พอได้แล้ว เร่งลงนามเสียที”

พูดจบก็ควักกระดาษสัญญาใบหนึ่งจากอกเสื้อ โยนลงตรงหน้าเด็กชาย “คุณหนูของเรายังต้องรีบเดินทางไปฝึกตนที่นิกายเสินอู่ ไม่อาจเสียเวลาติดพันกับเรื่องเช่นนี้!”

แม้ในใจเด็กชายจะอยากปาเอกสารใบนั้นใส่หน้าคู่กรณี แต่สุดท้ายเขาก็ได้เพียงกลืนความขมขื่นลงไป ลำมือเล็กสั่นเทา ขณะหยิบกระดาษขึ้นมา

สถานการณ์…ย่อมเหนือกว่าผู้คน

‘ความอัปยศในวันนี้ ข้าจะตอบแทนคืนเป็นร้อยเท่า!’

เด็กชายปฏิญาณแน่วแน่ในใจ แล้วจรดปลายพู่กันลงชื่อ ดวงตารื้นด้วยหยาดน้ำตา แต่ยังจ้องมองอีกฝ่ายแน่วแน่ มุ่งรักษาศักดิ์ศรีสุดท้ายของตนไว้จนถึงที่สุด

“ปัง!”

พลันนั้นเอง ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเหยียนก็ถูกผลักออกเสียงดังสนั่น จากนั้นร่างหนึ่งก็ย่างเท้าเข้ามาอย่างช้าๆ กระแสพลังจากร่างนั้นสงบนิ่งดั่งสามัญชนโดยแท้ หากมองเผินๆ ก็มิอาจเห็นสิ่งใดผิดปกติ

“ผู้ใดกัน!”

ในบัดดล เหล่าผู้คนในโถงต่างร้องเอ็ดเสียงกร้าว ทว่าท่ามกลางเสียงอึงอลนั้น ชายกลางคนผู้บีบให้เด็กชายลงชื่อเมื่อครู่กลับมีสีหน้าซีดขาว ร่างสั่นไหวเผยความหวาดกลัวออกมาชัดเจน

ต้องรู้ว่าเขาใช้จิตเทวะครอบคลุมทั้งตระกูลเหยียนมาโดยตลอด ด้วยระดับพลังรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ของเขาแล้ว ยังมีผู้ใดสามารถย่างกรายเข้าสู่คฤหาสน์ได้โดยไร้ซึ่งร่องรอย?

คิดถึงเพียงนี้ เขาก็มิอาจลังเลแม้แต่น้อย ทรุดกายลงคุกเข่าหนึ่งข้างต่อหน้าผู้มาใหม่ คารวะด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ผู้น้อยคารวะเจินเหริน!”

แต่เจินเหรินปราบมารกลับหาได้สนใจเขาแม้แต่น้อย

เขาเพียงคำนวณด้วยปลายนิ้วครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองตรงไปยังเด็กชายผู้มีน้ำตาคลอ แต่ยังเปี่ยมด้วยความไม่ยอมจำนน แววตานั้นอ่อนโยนลง แล้วจึงเผยรอยยิ้มบาง

“ท่านลวี่ สหายเก่าของข้า…มิได้พบกันนานแล้ว”

เด็กชายได้ยินก็ถึงกับชะงัก “ท่านคือ…?”

“ข้านามว่าเย่กวงจี่”

สิ้นคำ เจินเหรินปราบมารก็ยื่นมือเข้าสาบเสื้อ หยิบตราประจำตัวออกมาชิ้นหนึ่ง

“มิตรภาพระหว่างเราตั้งแต่ชาติปางก่อน นำพาให้เรามาพบกันอีกครั้งในชาตินี้ ครานี้…ข้าจะเป็นผู้ช่วยให้เจ้าก้าวข้าม”

ว่าแล้วก็นำตรานั้นยัดใส่มือเด็กชายอย่างแน่วแน่

“นับแต่นี้ไป เจ้าคือศิษย์เอกเพียงหนึ่งเดียวของข้าเจินเหรินปราบมาร ผู้นำฝ่ายธรรมะ สายตรงของนิกายกระบี่หยกเจียงหนาน จงตามข้ากลับเจียงหนาน ไปเป็นเสาหลักแห่งฝ่ายธรรมะเถิด”

เมื่อสิ้นวาจา…สรรพเสียงทั้งมวลคล้ายสงบนิ่ง

ต่อมา…เสียงอึงอลยิ่งระเบิดดังขึ้นรุนแรงยิ่งกว่าเดิม

“นิกายกระบี่หยกเจียงหนาน?!”

“เป็นนิกายที่สามารถเทียบเคียงกับพรรคมารได้เชียวนะ เป็นไปได้อย่างไร! ไอ้ขยะนี่มีดีอะไร?!”

“หรือว่าจะเป็นเจินเหรินวางรากฐานกลับชาติมาเกิด?!”

ชายกลางคนถึงกับตัวแข็งค้างไปทั้งร่าง เขาเองก็ใช่คนไม่รู้เรื่องราวในใต้หล้า ยามนี้จึงรีบหันกลับไปมองเด็กชาย ก็เห็นเพียงอีกฝ่ายยังชักมุมปากไม่หยุด

เมื่อครู่ เด็กชายยังยืนอยู่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ

ไม่คาดเลย…เพียงชั่ววินาทีเดียว กลับย้ายข้ามมาสู่ฝั่งตะวันตกเสียแล้ว

“พรวด…”

ชีวิตช่างผันผวนเกินต้านทาน ความสุขมาเร็วจนน่าตกใจ น้ำตายังกลืนคืนไม่ทัน รอยยิ้มก็ระเบิดออกมาจนห้ามไว้ไม่อยู่

ในขณะเดียวกัน คล้ายพันธนาการบางสิ่งถูกปลดเปลื้องลง

“โครม!”

ในบัดดล กระแสชะตาสายหนึ่งพลันปะทุออกจากร่างผอมแห้งของเด็กชาย เป็นสิ่งที่มีเพียงเจินเหรินปราบมารเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้ ทำให้เขาพยักหน้าเบาๆ โดยไม่รู้ตัว

‘ท่านลวี่…ช่างเป็นผู้มีฝีมือจริงแท้’

“สำเร็จจริงๆ ด้วย!”

ลวี่หยางที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ผ่านหุ่นเชิดกล่าวด้วยความพึงใจ “ชะตาแห่งอัจฉริยะตกอับสายนี้ มาบัดนี้ก็ถือว่าถึงคราบริบูรณ์แล้ว!”

ทุกสิ่งล้วนเป็นการวางแผนของเขาแต่แรก

หากจะว่าตรงไปตรงมา ก็คือเมื่อแปดปีก่อน เขาได้กำหนดชะตาให้แก่ร่างจำแลงของตนเองครั้งหนึ่ง กำหนดเป็น “อัจฉริยะตกต่ำ สั่งสมเงียบเชียบ แล้วจู่โจมในคราวเดียว”

และเพื่อธำรงชะตานี้ให้สมบูรณ์ จำเป็นต้องหลีกเร้นความสุข กล่าวอีกอย่างคือ ต้องยากไร้ลำบาก ถูกเหยียดหยาม อ่อนน้อมขอสิ่งใดล้วนไร้ผล จนกว่าจะมีพลังภายนอกเข้ามาทำลายข้อจำกัด จึงจะสามารถฟักตัวออกจากรังไหม สั่งสมยาวนานแล้วระเบิดคืน นำเอาความทุกข์ที่เคยเผชิญมาสะท้อนกลับคืนไปเป็นพันเท่า!

“แสร้งเป็นขยะอยู่แปดปีเต็ม…กระแสชะตาก็เงียบงันตลอดแปดปีเช่นกัน”

“บัดนี้เมื่อกระแสชะตาตื่นขึ้นในฉับพลัน พลันทะยานสู่ฟ้า พอดีนักที่จะนำไปใช้ในพิธีเสี่ยงทายตรวจชะตา ไม่ว่าเรื่องใด ความน่าจะเป็นที่จะเสี่ยงทายได้มหาโชคก็สูงอย่างยิ่ง!”

คิดถึงเพียงนี้ ลวี่หยางก็อดยืดอกอย่างภาคภูมิใจมิได้

ถึงอย่างไรชะตาสายนี้ก็คือสิ่งที่เขาถักทอขึ้นด้วยสติปัญญาทั้งหมดของตน แม้จะต้องรับทุกข์เนิ่นนาน…แต่ร่างจำแลงนั่น ก็มีไว้เพื่อรับทุกข์แทนตนอยู่แล้ว!

มันมิรับทุกข์ ข้าจะสุขสบายได้อย่างไร?

ลองดูเถิด บัดนี้ร่างจำแลงสิ้นทุกข์…ร่างแท้ของข้าก็พลอยรื่นรมย์มิใช่หรือ?

“แต่เล่ห์กลเท่านี้ความจริงก็ไม่ได้สูงส่งอะไรนัก เจินเหรินปราบมารคงแลเห็นทะลุแล้ว…เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นกลมือที่ข้าทิ้งไว้ตั้งแต่ก่อนกลับชาติมาเกิดเท่านั้น”

“ไม่ว่าอย่างไร เมื่อชะตาสายนี้ถึงคราบริบูรณ์ ประกอบกับรากเหง้าจากชาติปางก่อนของร่างจำแลง เช่นไรก็ต้องมีค่าพอให้นิกายกระบี่หยกหันมาสนใจบ้างแล้วล่ะ”

ไม่มีความลังเลใด ๆ ร่างจำแลงก็ออกเดินทางตามเจินเหรินปราบมารไปในทันที

ทว่าในห้วงเวลาแห่งการจากลา เพียงเห็นเจินเหรินปราบมารถอนหายใจหนึ่งครา แล้วปล่อยกระบวนวิชาสายหนึ่งเข้าไปในทะเลแห่งจิตสำนึกของร่างจำแลง ทำให้ลวี่หยางที่เฝ้ามองอยู่ต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย

“เป็นวิชาลับลบล้างชาติปางก่อน…”

ก็หาใช่เรื่องประหลาดไม่ ด้วยร่างจำแลงหาใช่เชื้อสายโดยตรงของนิกายกระบี่หยก หากไม่เลือกตัดขาดอดีตชาติ ก็ไม่มีทางได้รับการสืบทอดแท้จริงจากนิกาย

มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น จึงจะได้รับความไว้วางใจจากพวกเขา

“…ช่างเถิด อย่างไรเสียก็มีพรสวรรค์หุ่นเชิดอยู่ ไม่ว่าจะลบล้างชาติปางก่อนเพียงใด ร่างจำแลง ก็ยังอยู่ในอำนาจของข้า ไม่มีผลใดแม้แต่น้อย”

ลวี่หยางกลับคืนสู่ความสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว.

ผ่านพรสวรรค์หุ่นเชิด ลวี่หยางมองเห็นเจินเหรินปราบมารรวมกายเข้ากับแสงกระบี่ นำพาร่างจำแลงเหาะข้ามห้วงอากาศ เพียงครู่ก็มาถึงเขตแคว้นเจียงหนาน

และแล้ว ลวี่หยางก็ได้เห็นนิกายกระบี่หยก

แม้เขาจะอยู่ในแคว้นเจียงหนานมานานแล้ว แต่ด้วยความรอบคอบ เขาไม่เคยเฉียดใกล้ประตูภูเขาของนิกายกระบี่หยกเลยแม้แต่ครั้งเดียว หวั่นเกรงว่าความลับจะถูกเปิดเผย

วันนี้…นับเป็นครั้งแรก

ภาพที่ปรากฏแก่สายตา คือยอดเขาสูงเสียดฟ้าอันตรายสุดขีด ประหนึ่งกระบี่เทพที่แทงขึ้นจากพื้นแผ่นดิน คมกระบี่ชี้ตรงสู่ฟากนภา สูงใหญ่จนยากแลเห็นทั่วทั้งรูป

จะไม่กล่าวถึงเลยว่านิกายกระบี่หยกล้วนเป็นผู้ใช้กระบี่หรือไม่ก็ตามที

แต่เพียงแค่ดูจากรูปแบบของประตูภูเขานั้น…ก็รู้แล้วว่านี่คือแหล่งสำนักของผู้ใช้กระบี่โดยแท้

เจินเหรินปราบมารขับเคลื่อนแสงกระบี่ พาเหาะเข้าสู่นิกายโดยตรง จากนั้นไต่ขึ้นสู่เมฆาเรื่อยไป จนเมื่อเห็นเรือนหนึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผายอดเขา จึงค่อยๆ หยุดลง ปลดแสงกระบี่เก็บคืน.

“คารวะเจินเหรินปราบมาร!”

เบื้องหน้าเรือน ศิษย์วัยหนุ่มสองคนเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาคารวะทันใด เจินเหรินปราบมารเพียงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะนำลวี่หยางก้าวเข้าสู่เรือนนั้น

“ที่แห่งนี้ เรียกว่าหอเชิญรับ”

เจินเหรินปราบมารเอ่ยอธิบาย “ศิษย์ผู้เข้าสังกัดใหม่ทุกคน ต้องเข้ารับการตรวจสอบรากเหง้าชาติปางก่อน หากรากเหง้าลึกซึ้งเพียงพอ จึงจะได้รับการสืบทอดแท้จริงจากนิกาย”

พูดจบก็ผลักแผ่นหลังลวี่หยางอย่างแผ่วเบา

ภายในหอเชิญรับ เป็นทางเดินแคบทอดยาว รูปลักษณ์คล้ายศาลบรรพชน ตำแหน่งสูงสุดตั้งแท่นบูชาไว้หนึ่งแท่น ด้านบนมีหนึ่งกระบี่ และหนึ่งกระถางธูป

จากนั้น เจินเหรินปราบมารก็ยื่นธูปสามดอกที่จุดไฟแล้วให้ลวี่หยาง เอ่ยเสียงหนักแน่นว่า

“ไป ถวายธูปแด่บรรพชน”

“นับแต่นี้ไป…เจ้าคือศิษย์สืบทอดแท้จริงของนิกายกระบี่หยกของเราแล้ว”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 351 อย่าได้ดูแคลนคนหนุ่มผู้ยากไร้"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย