เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! - ตอนที่ 95 ผู้ป่วยทรอม่ารายแรก [3]
ผมไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษตอนที่เดินไปห้องทำงาน เอาแค่เรื่องปฏิบัติการสำรวจที่กำลังจะถึงนี้ มันก็ทำให้ผมเครียดมากกว่าเรื่องอื่นแล้ว
ภายในมือมีถุงเต็มไปด้วยข้าวของสารพัดอย่างที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อแถวนี้เมื่อวันก่อน ผมถอนหายใจออกมา
“เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้านี่น่าจะพอสำหรับมิเรลล์ล่ะนะ”
อันที่จริง…
ถ้าต้องไปก็อยากจะพาเธอไปด้วยเหมือนกัน แต่ผมยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก
‘คือก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะบังคับให้ฉันไปได้นี่นะ ถ้าฉันบอกว่าไม่ พวกเขาจะทำอะไรได้ล่ะ? อีกอย่าง ฉันก็เซ็นสัญญาไปแล้วด้วย เพราะงั้นยังไงพวกเขาก็บังคับให้ฉันไปทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ชัดเลยว่าหัวหน้าแผนกต้องการอะไรสักอย่างอยู่แน่ ๆ’
ผมพอจะเดาเป้าหมายของหัวหน้าแผนกได้ไม่มากก็น้อย
เขาคงกำลังเล่นตลกอะไรบางอย่างเพื่อให้ผมออกภาคสนาม ดูเหมือนเขาจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวผมไปไกลเลยว่า ผมเป็นคนที่เก่งเรื่องพวกนี้
ความจริงคือไม่เลย
ผมมันกาก และก็เกลียดเรื่องสยองเข้าไส้ด้วย
แต่จะว่าไป… ผมเองก็ต้องการแรงบันดาลใจใหม่ ๆ สำหรับเกมถัดไปอยู่เหมือนกัน
ยอดขายของเกม ‘หนึ่งวันธรรมดาในออฟฟิศ’ เริ่มซาลงแล้ว ถ้าอยากจะก้าวหน้า ผมก็จำเป็นต้องรีบสร้างบ่อเงินบ่อทองอันใหม่
“เดี๋ยวค่อยคิดแล้วกันว่าจะไปหรือไม่ไป ฉันยังพอมีเวลาอีกนิดหน่อย”
พวกเรานัดหมายการออกเดินทางตอนประมาณสิบโมงเช้า และตอนนี้มันเพิ่งจะแปดโมง ผมจึงเหลือเวลาสองชั่วโมงในการตัดสินใจ
“…..”
หรือไม่ ผมก็คิดแบบนั้นน่ะนะ
ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องทำงานและเห็นร่างนอนหมดสติแผ่อยู่บนพื้น ผมถึงกับต้องหยุดนิ่งและประมวลผลสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ก่อนจะขยี้ตาตัวเองและมองดูอีกครั้ง
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
มันมีคนสลบอยู่ในห้องทำงานของผมจริง ๆ
“เชี่ยอะไรเนี่ย?”
ผมมองไปรอบ ๆ คาดหวังกึ่งหนึ่งว่าจะมีทีมงานถือกล้องกระโดดขึ้นมาตะโกนว่า ‘โดนเข้าแล้วสินะ!’ แต่ก็ไม่มีใครโผล่ออกมาเลย ความเงียบสงัดยิ่งทำให้บรรยากาศประหลาดเข้าไปใหญ่
ณ ตอนนั้นเองที่ผมเห็นภาพวาด
มันนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นข้าง ๆ ร่างของเขา
“อ่า…”
ผมถอนหายใจพลางมองชายคนนั้นอีกครั้ง
‘จริงด้วย… เขาเป็นคนแปลก ๆ เมื่อวานไม่ใช่หรอกเหรอ? อย่าบอกนะว่าเซนส์ฉันถูกจริง ๆ น่ะ?’
เขาพยายามจะบุกรุกเข้ามางั้นเหรอ?
ผมมองสำรวจภายในห้อง ไม่มีอะไรดูผิดปกติ ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ข้าวของทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ได้ถูกแตะต้อง
แล้วแม่งเป็นไปได้ยัง—
“ฮิฮิฮิ”
ทันใดนั้นเอง เสียงหัวเราะดังระงมทั่วทั้งห้อง ผมหันขวับไปทางภาพวาด และเห็นศีรษะหนึ่งผุดขึ้นจากมัน
“หนูสนุกมากเลยค่ะ~”
“สนุกเหรอ…?”
“อื้ม”
มิเรลล์หัวเราะ เสียงหัวเราะกระจ่างใสของเธอสะท้อนไปมาทุกแห่งหน
“สนุกสุด ๆ ไปเลย~”
“ฉันเห็นแล้ว”
ผมแอบตัวสั่นงก ๆ และฝืนคลี่ยิ้มออกมา
“ดีแล้วล่ะที่เธอสนุก”
สายตาเหลือบมองระหว่างชายที่สลบเหมือดกับมิเรลล์ ก่อนจะทรุดนั่งลงกับพื้นและพิงผนังด้านหลังตัวเอง
“เล่ามาให้หมดเลยนะว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น อย่าตกหล่นแม้แต่นิดเดียวเชียวล่ะ ฉันอยากจะฟังว่าพวกเธอสองคนเล่นเกมอะไรกันบ้างตอนที่ฉันไม่อยู่นี่”
***
มันรู้สึกเหมือนกับฝันร้ายอันยาวนานและสยดสยอง
โรวานไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับฝันร้าย ผู้คนในสายงานของเขาส่วนใหญ่ต่างก็เคยเจอมันมานักต่อนักแล้ว ช่วงหลัง ๆ มานี้ เขาถูกฝันร้ายรุมล้อมอยู่บ่อยครั้งเพราะงานและความเครียดที่พอกพูน แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างกัน มันรู้สึกสมจริง… สมจริงเกินไป จนเขาไม่สามารถสลัดความรู้สึกหายใจไม่ออกนี้ไปได้ ราวกับมีแรงกดอันหนักอึ้งทับลงบนหน้าอกของเขาตลอดเวลา
ฝันร้ายดูเหมือนจะดำเนินไปชั่วนิรันดร์ ดึงตัวเขาให้จมดิ่งสู่ความมืดมิดลึกลงเรื่อย ๆ
‘ฮิฮิฮิ~’
แต่บางครั้งบางคราว เขาก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ หัวเราะคิกคักด้วย ยิ่งเพิ่มแรงกดดันที่เขารู้สึกมากขึ้นไปอีก
‘เล่นกัน~ เล่นกัน~ เล่นกัน~’
ไม่นะ ไม่…
หยุดทีเถอะ ได้โปรด…
คำพูดของเด็กสาวตัวน้อยคนนั้นฟังดูราวกับเป็นสารจากขุมนรก
มันส่งความเย็นวาบไปทั่วร่างกายของเขา แล้วก็—
“เหวอออ!”
เขาอ้าปากพะงาบ ๆ ดวงตาเบิกกว้างเมื่อแสงเจิดจ้าทิ่มแทงลงมาจากเบื้องบน
“ห้ะ?”
ราวกับน้ำหนักมหาศาลได้ยกออกจากลำตัว โรวานกะพริบตาอย่างเชื่องช้า
‘ฉันอยู่ที่ไหน?’
ศีรษะปวดตุบ ๆ เขาจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จนกระทั่ง…
“ตื่นแล้วสินะ”
“…..!”
ศีรษะของโรวานสะบัดไปทางต้นเสียง และสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันทีที่เห็นแววตาไร้ชีวิตคู่หนึ่งจ้องมองเขา
“คุณ อะไรกัน…!?”
ความทรงจำต่าง ๆ พรั่งพรูกลับมา ทั้งภาพวาด เด็กผู้หญิง เสียงหัวเราะ เงาที่มีชีวิตตัวนั้น
โรวานทรงตัวขึ้นแบบกะโผลกกะเผลก ท่อนขาสั่นระริกพอ ๆ กับน้ำเสียง
“นี่มัน นี่… อา”
เขาไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้เลย ความพรั่นกลัวสุดขีดที่เขาได้สัมผัสเมื่อวันก่อนยังคงกลืนกินจิตใจทั้งดวงอยู่
ทว่าท่ามกลางความกระเสือกกระสนนั้น เขาได้ยินเสียงอีกครั้งหนึ่ง
“ตัวคุณเหม็นกลิ่นเหล้าชะมัด” น้ำเสียงของอีกฝ่ายราบเรียบ ฟังดูไม่สบอารมณ์ “ผมจะไม่ถามหรอกนะว่าคุณเข้ามาในห้องทำงานผมทำไม แต่ขอเดาว่าเพราะคุณเมานั่นแหละ อย่างน้อยผมก็หวังว่าจะเป็นเหตุผลนั้นนะครับ”
เหล้า? เมา?
เมื่อคืนเขาแทบไม่ได้ดื่มเลยด้วยซ้ำ ไม่สิ เขาดื่ม… แต่เขาคุ้นชินกับการดื่มในปริมาณเท่านั้นแล้ว มันไม่ถึงขั้นทำให้เขาสติหลุดได้แน่นอน
โรวานค่อย ๆ หันศีรษะไปมองเซธ
“ไม่นะ มันไม่ใช่—”
“นั่งก่อนสิ”
เสียงของเซธหนักแน่นขณะเอ่ยปาก เพียงชั่ววินาทีเดียว โรวานเกือบจะนั่งลงแล้วจริง ๆ บางสิ่งบางอย่างในน้ำเสียงนั้นทำให้เขาอยากเชื่อฟัง แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงภาพวาด ศีรษะพลันสะบัดกลับหลัง
เขามองเห็นในทันที
มันแขวนไว้บนผนัง เด็กสาวในภาพวาดอยู่ตำแหน่งเดียวกับตอนที่เขาเจอครั้งแรก
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามแนวกระดูกสันหลัง
“คุณชอบภาพวาดนั่นเหรอครับ?”
“คุ… คุณพูดเรื่องอะไรน่ะ?”
“ผมเห็นคุณกอดภาพวาดนั่นแน่นเลยตอนที่สลบอยู่ ก็เลยคิดว่าคุณคงจะชอบมันน่ะครับ”
“ไม่นะ นั่น…” โทนเสียงของโรวานสูงขึ้น “ภาพวาดนั่น… มันโดนสาป! คุณต้องเอามันลงมาแล้วส่งให้ทางกิลด์แบบด่วน ๆ เลยนะ มัน—”
“หยุด”
เซธยกมือขึ้น ห้ามไม่ให้โรวานพูดต่อ
แล้วจึงเอื้อมไปที่ลิ้นชักข้างกาย หยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กออกมา
จากนั้นเขาก็เริ่มจดลงในสมุดอยู่สองสามอย่าง พลางส่ายศีรษะและพึมพำประมาณว่า ‘หนักกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย แสดงอาการเสียขวัญและวิตกกังวลออกมาชัดเจน… นี่มันแย่กว่าที่ฉันคาดไว้ซะอีก…’
เขากำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย?
โรวานขมวดคิ้วมุ่น ทรวงอกเริ่มเดือดปุด ๆ
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรมากกว่านี้ ชายคนนั้นก็วางสมุดโน้ตลงและหยิบโทรศัพท์ออกมา
“ผมคิดไว้อยู่แล้วล่ะครับว่าจะต้องมีใครสักคนมาแน่ ๆ หลังจากที่หัวหน้าแผนกพูดแบบนั้นไปเมื่อวาน” ชายคนดังกล่าวเอ่ยขึ้น พร้อมกับวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ “แต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้”
นิ้วมือแตะหน้าจอ
“เอาล่ะ ไหน ๆ คุณก็อยู่ที่นี่แล้ว ผมว่าเราเริ่มกันเลยก็ได้แหละมั้ง”
เริ่ม? เริ่มอะไร?
ความโกรธของโรวานจวนจะถึงจุดเดือดเต็มที แต่แล้วลำโพงโทรศัพท์ก็ทำงาน ท่วงทำนองหนึ่งบรรเลงขึ้นกลางอากาศ
มันช่างนุ่มนวลและไพเราะ
…จนถึงขั้นสะกดจิต
ทันทีที่ได้ยินเสียงดนตรี โรวานก็รู้สึกว่าหัวสมองพลันว่างเปล่า โทสะที่คุกรุ่นอยู่ภายในอกมลายหายไปหมดสิ้น
ทางฝั่งตรงข้ามเขา เซธเอนหลังพิงเก้าอี้ ขาทั้งสองไขว่ห้าง
“ถ้างั้น…”
น้ำเสียงนุ่มนวลลอยออกมาแผ่วเบา ดวงตาไร้ชีวิตชีวาคู่นั้นจับจ้องตัวเขา
“เรามาเริ่มให้คำปรึกษาเรื่องทรอม่าของคุณกันเลยดีไหมครับ?”