เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! - ตอนที่ 135 รูปถ่าย 1
ตอนที่ 135 รูปถ่าย 1
ทันทีที่ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม็งมา ตัวผมแข็งค้างไปชั่วขณะ ร่างกายพลันสั่นสะท้าน แต่มันก็เป็นเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่ผมจะดึงสติกลับมาได้แบบฉับไว
“อ่า ขอโทษที่จู่ ๆ ก็มารบกวนนะครับ”
ขณะที่พยายามทำตัวให้สุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมก็หยิบตราสัญลักษณ์ประจำกิลด์ออกมาและแสดงมันให้กับหญิงชราที่เกาะขอบด้านหนึ่งของประตูไม้เอาไว้อยู่
“…ผมมาจากกิลด์ที่มีชื่อเสียงพอสมควรครับ และผมมาที่นี่เพื่อสืบสวนเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับความผิดปกติล่าสุดที่ทางเราจับตัวได้ ซึ่งผมก็ได้รับคำแนะนำให้มาที่นี่หลังจากที่ลองสอบถามคนแถวนี้ดู หวังว่าคงไม่ได้รบกวนคุณนะครับ”
ผมส่งยิ้มให้หลังจากที่กล่าวจบ พยายามปั้นหน้าให้ดูเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
‘แบบนี้พอได้อยู่ ใช่ไหมนะ?’
ผมรู้สึกว่าตัวเองใช้คำพูดได้สุภาพสุด ๆ จนเรียกได้ว่าเพียงพอจะสร้างความประทับใจแรกพบได้ดี
ทว่า—
ปัง!
รอยยิ้มของผมค้างเติ่งเมื่อบานประตูกระแทกปิดต่อหน้าต่อตา
อะไ…
“ไ-ไปรบกวนคนอื่นเถอะ ฉันไม่มีเวลาให้พวกคุณหรอก”
ตามด้วยเสียงฝีเท้าอู้อี้ที่เดินห่างออกไป และความเงียบงันก็หวนกลับมา
ผมได้แต่ยืนบื้ออยู่หน้าประตู
เอ่อออ…
จากความเป็นไปได้ทั้งหมดที่ผมเคยจำลองไว้ในหัว นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สถานการณ์ที่ผมไม่ได้แม้แต่จะนึกถึง
‘เอาไงต่อดีล่ะทีนี้?’
ผมรู้สึกจนปัญญา ตัวเองเดินเท้ามาถึงที่นี่ด้วยความตั้งใจที่จะหาคำตอบบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว
สรุปว่า… พวกเขาหลอกผมงั้นเหรอ?
ใจหนึ่งก็อยากจะคิดแบบนั้น แต่อีกใจหนึ่ง การที่หญิงชราคนนั้นเลือกที่จะปิดประตูใส่แบบรวดเร็ว มันทำให้ผมเชื่อว่าที่อยู่นี้ไม่ใช่ข้อมูลหลอกลวง
เธอกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง หรืออย่างน้อยก็น่าจะรู้อะไรสักอย่างแน่นอน
‘เคาะประตูอีกรอบไปก็คงไม่ได้อะไร ดีไม่ดีอาจจะทำให้ยายแกรำคาญกว่าเดิมด้วยซ้ำ’
ถ้าอย่างนั้น…
‘หรือจะให้ดรีมวอล์กเกอร์แอบเข้าไปดี?’
ผมปัดความคิดนั้นทิ้งทันที
อย่างแรกเลย ผมกลัวว่าดรีมวอล์กเกอร์จะพุ่งใส่ตัวเองแล้วเริ่มศึกมวยปล้ำอีกรอบ ถึงแม้โอกาสจะน้อย แต่มันก็มีความเป็นไปได้ และที่สำคัญคือ ถ้าส่งดรีมวอล์กเกอร์เข้าไปในบ้านแล้ว มันจะได้เรื่องแน่เหรอ?
ผมแชร์การมองเห็นกับมันไม่ได้ แถมพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวก็ไม่ได้อีก
แล้ว…?
‘ถ้าส่งมิเรลล์ไปล่ะ?’
ผมส่ายศีรษะ มันดูไม่น่าได้ผล เพราะติดปัญหาแบบเดียวกับดรีมวอล์กเกอร์ อีกทั้งผมยังกลัวว่าเธอจะเล่นพิเรนทร์ใส่หญิงชราจนหัวใจวายอีกด้วย
มิเรลล์เป็นความผิดปกติประเภทที่จะทำอะไรแบบนั้นแน่นอน
งั้นก็…?
‘อย่าบอกนะว่าฉันต้องลุยเองน่ะ?’
ผมโอดโอยภายในใจ แค่คิดว่าต้องบุกเข้าไปในบ้านของหญิงชราก็อยากจะด่าตัวเองแล้ว คนดีที่ไหนเขาแอบเข้าบ้านคนแก่กันเนี่ย?
ผมส่ายศีรษะ
‘ถึงจะรู้สึกไม่ดี แต่สุดท้ายฉันก็คงต้องบุกเข้าไปจริง ๆ สินะ’
ผมรู้สึกผิด แต่ความเป็นความตายของตัวเองนั้นสำคัญกว่า
ผมจึงได้แต่ขอโทษหญิงชราในใจ
อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ได้คิดจะลอบเข้าไปในบ้านของเธอ เพราะเธอน่าจะระแวงผมอยู่ การเข้าไปตอนนี้จะยิ่งทำให้ถูกจับได้ง่ายขึ้น ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือตอนกลางคืนที่เธอกำลังนอนหลับ
‘ระหว่างนี้ก็ไปหาเบาะแสเพิ่มจากที่อื่นดีกว่า’
ผมรู้สึกว่านี่เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว และเพื่อต้องการให้เธอรู้ด้วยว่าผมจากไปแล้ว เธอจะได้ลดความระแวงลง
“เอาเถอะ ฉันคงโดนปั่นหัวเล่นเข้าให้แล้วล่ะมั้ง”
ผมจึงเกาท้ายทอยพร้อมกับพูดเสียงดังให้คนข้างในได้ยิน แล้วหันหลังเตรียมออกจากอาคาร
ขณะที่กำลังเดินลงบันได ผมหันกลับไปมองบ้านนั้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทันทีที่หันไป สีหน้าของผมก็แข็งทื่อ
“…..!”
ดวงตาข้างหนึ่งมองลอดผ่านม่านหน้าต่าง มันจ้องตรงมายังตัวผม ตาขาวมีสีอมเหลือง ลิ่มเลือดหนาสีคล้ำเจิ่งนองตรงบริเวณขอบรูม่านตา กำลังเต้นตุบ ๆ แผ่วเบาราวกับมีชีวิต
ความเย็นยะเยือกแล่นเป็นระลอกลงไปตามกระดูกสันหลัง
ผมหันหลังกลับและรีบชิ่งออกมาโดยไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว มือลูบด้านข้างแขนตัวเองเพราะรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งร่างกาย
‘โคตรสยอง สยองเป็นบ้าเลย’
*
เมื่อพ้นจากพื้นที่ประหลาดนั่นและกลับมาถึงถนนสายหลัก ผมก็เอามือยันกำแพงพลางถอนหายใจยาว
“เชี่ย สยองชิบเป๋ง”
อุตส่าห์นึกว่าตัวเองผ่านเรื่องหลอน ๆ มาตั้งเยอะแยะแล้วนะ แต่โลกใบนี้มันขยันสรรหาอะไรมาให้ดูไม่หยุดหย่อนจริง ๆ เพิ่งจะผ่านเรื่องน่ากลัวมาแล้วแบบหนึ่ง มันก็โยนอีกแบบมาต่อเสียแล้ว
“…ทีนี้ฉันควรทำอะไรดีล่ะ?”
ผมมองดูนาฬิกาข้อมือ
ตอนนี้ยังเป็นเวลาค่อนข้างเช้า ต่อให้หญิงชราจะเป็นคนนอนเร็วขนาดไหน ก็ต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน
ผมมองไปรอบ ๆ และหยิบโทรศัพท์ออกมา ตัดสินใจว่าจะสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้และสอบถามคนในพื้นที่เพิ่มเติม บางทีผมอาจจะไม่ต้องบุกเข้าไปในบ้านของหญิงชราคนนั้นก็ได้ ซึ่งจริง ๆ ผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้นนะ
“ระหว่างนี้ก็ไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ด้วยเลยแล้วกัน อากาศที่นี่มันโคตรหนาวชะมัด”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ผมก็มุ่งหน้าไปยังร้านที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อเสื้อแจ็คเก็ตดี ๆ สักตัวกับพวกเสื้อผ้ากันหนาวให้ตัวเอง
หลังจากนั้น ผมก็ตระเวนไปทั่วเมืองเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากคนท้องถิ่น
แต่…
“ไปถามยายแก่ตรงถนนเอิร์ลสิ”
“…อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่รู้”
“ไปถนนเอิร์ลสิ”
ในท้ายที่สุด ผมก็ได้รับคำตอบซ้ำเดิมอยู่สองแบบ ไม่บอกให้ไสหัวไป ก็บอกให้ไปที่อยู่เจ้าเก่าที่ผมเยี่ยมมาแล้วก่อนหน้านี้
‘สรุปคือฉันคิดถูกสินะ ที่นั่นมีอะไรสักอย่างผิดปกติจริง ๆ’
หากเป็นก่อนหน้านี้ ผมอาจจะยังคิดว่าพวกเขาตอบหลอก ๆ ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว กุญแจสำคัญในการคลี่คลายฉากนี้คือหญิงชรากับบ้านของเธอ
ในเมื่อเธอไม่ยอมปริปากบอกอะไรสักอย่าง สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือ แอบเข้าไปในบ้านของเธอและมองหาเบาะแสด้วยตัวเอง
ถึงแม้จะไม่อยากทำอย่างนั้น แต่นี่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
ผมอยากจะลองเกลี้ยกล่อมหญิงชราคนนั้น แต่เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดด้านเวลา ผมเลยคิดว่าเข้าไปหาเบาะแสด้วยตัวเองจะเป็นการดีกว่า
อีกอย่าง..
เธอเป็นแค่ผู้หญิงอายุมากคนหนึ่ง
ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวขนาดนั้นหรอก
“ฮ่าา”
ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มหม่นแสงพร้อมกับถอนหายใจออกมายาว ลำพังเพียงมวลเมฆที่แขวนตัวอยู่บนฟากฟ้าก็ทำให้สภาพแวดล้อมดูหม่นหมองอยู่แล้ว ทว่าทันทีที่ดวงตะวันเริ่มลาลับและความมืดเริ่มเข้าครอบงำ บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ก็เปลี่ยนไป
มันรู้สึก… มืดมิดกว่า
หดหู่ยิ่งกว่า
แสงกะพริบริบหรี่จากเสาไฟข้างถนนไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นเลย
ผมละสายตาออกมาจ้องเขม็งไปยังทิศทางหนึ่ง
“แค่เข้าไป หาข้อมูลที่จำเป็น แล้วก็ชิ่ง และฉันต้องไปให้พ้นก่อนที่เธอจะรู้ตัว”
ผมวางแผนว่าจะทำทุกอย่างให้จบไว ๆ
เข้าไป หาเบาะแส ออกมา อีกทั้งผมกะจะทำให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย
ไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็ต้องทำทุกขั้นตอนให้ว่องไว เพราะผมเองก็ไม่อยากอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว แค่คิดถึงสถานที่แห่งนั้นฉบับมืดสนิทก็ทำเอาท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด
ผมหยุดชะงัก พลางจดจ้องถังขยะบริเวณใกล้เคียง ฝ่ามือกุมท้องที่เริ่มส่งเสียงคร่ำครวญ
อ้วกสักหน่อยดีไหมนะ…?