หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้ - บทที่ 920 เหมือนตอนแรกข้าแค่อยากไปซื้อกระบี่สักเล่ม
- Home
- หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้
- บทที่ 920 เหมือนตอนแรกข้าแค่อยากไปซื้อกระบี่สักเล่ม
บทที่ 920 เหมือนตอนแรกข้าแค่อยากไปซื้อกระบี่สักเล่ม
เมื่อลู่หยางตื่นขึ้นอีกครั้ง เห็นเงาร่มไม้คุ้นตาเหนือศีรษะ ก็รู้ว่าตนถูกศิษย์พี่ใหญ่นำกลับมาที่ยอดเขาเทียนแล้ว
เขาเหนื่อยจากการบำเพ็ญ มักนอนใต้ร่มไม้ เพลิดเพลินกับความสงบชั่วขณะ
ยอดเขาเทียนยังคงทำให้รู้สึกอบอุ่นใจเช่นเคย
ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานเท่าไรแล้ว
ว่าแต่ เหมือนตนเองฝันแปลก ๆ ในฝัน ศิษย์พี่ใหญ่ขอเป็นศิษย์ของตน และตนถ่ายทอดวิถีกระบี่ให้ศิษย์พี่ใหญ่
โชคดีที่เป็นเพียงความฝัน
คิดถึงตรงนี้ ลู่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นหันไปเห็นศิษย์พี่ใหญ่นั่งอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ ปอกแอปเปิ้ลให้เขา ใบหน้าไร้อารมณ์ กลมกลืนเข้ากับฉากหลัง ราวกับภาพวาด
ลู่หยางสะดุ้ง ลุกพรวดขึ้นนั่งทันที
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
อวี้จือเหลือบตาขึ้นมอง ส่งแอปเปิ้ลที่ปอกเสร็จแล้วให้ลู่หยาง “ตื่นแล้วหรือ?”
“ที่ซากปรักหักพังของหอกระบี่ เจ้าได้รับแรงกระแทกทางจิตใจอย่างรุนแรง จนหมดสติไป ข้าแนะนำให้เจ้าพักผ่อนสักสองสามวัน”
“ขอรับ ขอรับ!” ลู่หยางรับแอปเปิ้ลอย่างระมัดระวัง ราวกับนี่ไม่ใช่แอปเปิ้ล แต่เป็นวัตถุวิเศษที่อาจระเบิดได้ทุกเมื่อ
“ซากปรักหักพังของหอกระบี่?” ลู่หยางสังเกตเห็นคำแปลก ๆ
อวี้จือมองศิษย์น้องด้วยสายตาประหลาด เพิ่งตื่นมาสมองยังไม่ทำงานหรือ “ผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่สองครั้งติดต่อกัน หอกระบี่พังยับเยิน เจ้าไม่คิดว่าสถานที่แบบนั้นยังเรียกว่าหอกระบี่ได้หรอกนะ?”
“กระบี่วิเศษในคลังกระบี่ก็เสียหายไปมากกว่าครึ่งในการต่อสู้ การซ่อมแซมทั้งหมดให้เหมือนเดิม ต้องใช้เวลาอย่างน้อยร้อยปี”
ลู่หยางห่อคอลง รู้สึกผิดต่อหอกระบี่อยู่บ้าง
เขาไปหอกระบี่แค่ครั้งเดียว หอกระบี่พัง กระบี่วิเศษในคลังก็หายไป
“แต่ข่าวดีก็คือ วิญญาณที่เหลือของประมุขหอกระบี่ได้ใช้วิธีที่เจ้าสอนรอดชีวิตมาได้ ทั้งหอกระบี่ต่างซาบซึ้งในบุญคุณของเจ้า”
สำหรับหอกระบี่ ตราบใดที่ประมุขหอกระบี่ยังมีชีวิตอยู่ หอพังไป กระบี่วิเศษหายไป ล้วนเป็นปัญหาเล็กน้อย
“กระบี่เซิ่งอิ่งเป็นของเจ้าจากงานถามกระบี่ ตอนที่ข้าจากมา หอกระบี่ฝากข้าให้มอบกระบี่เซิ่งอิ่งให้เจ้า”
อวี้จือสะบัดมีดปอกผลไม้ในมือ เงากระบี่สีดายาวเรียวปกคลุมใบมีด จากนั้นใบมีดก็ยาวขึ้น ค่อย ๆ หลอมรวมกับเงากระบี่เป็นเล่มเดียวกัน กลายเป็นกระบี่สีดำราวกับเงา นั่นคือกระบี่เซิ่งอิ่ง
หลังจากเซียนอิงเทียนได้กระบี่เซิ่งอิ่ง พิจารณาแล้วว่ากระบี่เซิ่งอิ่งยังไม่ถึงระดับวัตถุวิเศษเซียน จึงไม่ได้ใช้ต่อสู้กับหวงโต้วโต้วสีเทา ระหว่างการต่อสู้ กระบี่เซิ่งอิ่งถูกเซียนอิงเทียนโยนไปไกล จึงรอดพ้นจากการถูกทำลาย
หลิวหนิงเซวียนตายแล้ว ลู่หยางจึงกลายเป็นเจ้าของกระบี่เซิ่งอิ่งและกระบี่เจ็ดดาวอย่างสมนาม
รับกระบี่เซิ่งอิ่งมาแล้ว ลู่หยางจึงนึกขึ้นได้ว่า จุดประสงค์ที่เขาไปร่วมงานถามกระบี่ คือต้องการซื้อกระบี่ที่เหมาะสมสักเล่มจากหอกระบี่
เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นล้วนเป็นเรื่องไม่คาดฝัน
ลู่หยางเก็บกระบี่เซิ่งอิ่ง สภาพของเขาตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะให้กระบี่เซิ่งอิ่งยอมรับเขาเป็นเจ้าของ
“เช่นนั้น ใครจะอธิบายให้ข้าฟังหน่อยว่า ศพนี้เป็นอย่างไร?”
อวี้จือหยิบศพที่ไหม้เกรียมออกมาจากด้านหลัง ดูไม่ออกว่าเคยเป็นมนุษย์
หวงโต้วโต้วสีเทาลงมือโหดเหี้ยม ศพของเซียนอิงเทียนไม่มีค่าใด ๆ ในการหลอมวัตถุ แม้แต่การหลอมวัตถุวิเศษสักชิ้นก็ยังยาก ทำให้อวี้จือรู้สึกเสียดาย
“ได้ยินคนของหอกระบี่บอกว่า ศพนี้เป็นของเซียนอิงเทียนหรือ?”
“อืม ได้ฟังเซียนน้อยวิเคราะห์ เซียนอิงเทียนตัวจริงใช้ ‘วิชาฆ่าซากศพ’ หรือ ‘วิชาทิ้งร่างข้ามพ้น’ แล้วล้มเหลว จึงแยกออกมาเป็นซากศพที่มีเจตจำนงของตัวเองเช่นนี้”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
“สองวิธีนี้ล้วนช่วยให้แข็งแกร่งขึ้น คงเป็นเพราะเซียนอิงเทียนไม่สนใจอันตราย ใช้สองวิธีนี้ เพื่อรับมือกับหวง… ท่านผู้อาวุโสเซียนหวง”
อวี้จือพยักหน้า นี่ตรงกับสิ่งที่นางคาดเดา นี่ไม่ใช่เซียนอิงเทียนตัวจริงแน่นอน
หากเป็นเซียนอิงเทียนตัวจริง น่าจะต้านทานได้จนนางมาถึง ไม่น่าจะตายเร็วขนาดนี้ เซียนอิงเทียนคนนี้ขาดประสบการณ์การต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน รู้แต่ใช้พลังบดขยี้
“ดูจากที่ซากศพเซียนอิงเทียนหลอมวัตถุวิเศษระดับเซียนมากมาย น่าจะเพื่อรับมือกับเซียนอิงเทียนตัวจริง”
อวี้จือรู้สึกเสียดาย ในระหว่างการต่อสู้ วัตถุวิเศษระดับเซียนถูกหวงโต้วโต้วสีเทาเผาจนกลายเป็นทองเซียนที่หลอมรวมกัน หากแยกไม่ออก ก็เป็นเพียงก้อนเหล็กไร้ค่า
คนที่นางรู้จัก ยังไม่มีใครสามารถแยกทองเซียนที่หลอมรวมกันออกจากกันได้
อวี้จือเห็นปัญหาเบื้องหลังเรื่องนี้ – ไม่มีใครดูแลเซียนอิงเทียน สองวิธีนี้มีความเสี่ยงต้องล้มเหลวสูง ตามหลักการแล้ว เซียนอิงเทียนควรจะหาคนมาดูแล หากเป็นเช่นนั้น แม้จะล้มเหลว ซากศพเซียนอิงเทียนก็ไม่น่าจะหนีออกไปได้
ทำไมเซียนเก้าชั้นและเซียนฉี่หลินไม่ดูแลเซียนอิงเทียน?
แต่เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา เพื่อไม่ให้ศิษย์น้องเข้าไปเกี่ยวข้องมากเกินไป
คิดถึงตรงนี้ อวี้จือรู้สึกหมดแรง แม้นางจะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้ศิษย์น้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเซียนยุคโบราณ แต่ศิษย์น้องมักจะเข้าไปใกล้เรื่องของเซียนยุคโบราณมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่ที่นางไม่ทันสังเกต
ครั้งล่าสุดที่นางรู้สึกหมดแรง ก็ตอนที่สอนวิชาให้ศิษย์น้อง
“พูดถึงเรื่องที่ข้ากลับมาอย่างปลอดภัยครั้งนี้ ก็ต้องขอบคุณกระบี่ชิงเฟิงที่ศิษย์พี่ใหญ่วมอบให้ข้าจริงๆ”
ลู่หยางหัวเราะฮี่ๆ โลกเล็กของกระบี่ชิงเฟิงช่วยชีวิตเขาไว้
“ศิษย์พี่ใหญ่ ข้ามีข้อสันนิษฐานอย่างหนึ่ง ท่านคิดว่าเซียนอิงเทียนและเซียนคนอื่น เพื่อหลบหลีกการรับรู้ของหวงโต้วโต้วสีเทา เป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเขาจะซ่อนตัวในโลกเล็กเหมือนข้า?”
“เป็นไปได้ แต่โลกเล็กมีมากมาย คงหายาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้ยังมีโลกเล็กที่ซ่อนอยู่อีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ”
โลกเล็กที่เคลื่อนที่ได้เช่นลูกมังกรหรือกระบี่ชิงเฟิงนั้นหายากมาก แต่โลกเล็กที่อยู่กับที่ในพื้นที่หนึ่งมีมากมายจนนับไม่ถ้วน
โลกเล็กเป็นประเภทหนึ่งของดินแดนลับ ล้วนเป็นโลกที่ผู้บำเพ็ญสร้างขึ้น ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน ไม่รู้ว่ามีการสร้างดินแดนลับและโลกเล็กมากแค่ไหน
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แม้แต่จักรวาลเหนือศีรษะก็ยังซ่อนโลกเล็กมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ ผู้บำเพ็ญที่สร้างโลกเล็กและทิ้งการถ่ายทอดไว้ ตั้งใจไม่เปิดเผยตำแหน่งของโลกเล็ก ให้ผู้บำเพ็ญรุ่นหลังค่อย ๆ ค้นหา
พวกเขาเรียกสิ่งนี้ว่า วาสนา
“อ้าว ลู่หยาง เจ้าตื่นแล้วหรือ?” เสียงร่าเริงดังขึ้นจากด้านหลังอวี้จือ อวี้เมิ่งเมิ่งเดินอ้อมอวี้จือ ในมือถือมงกุฎดอกไม้ที่เพิ่งถักเสร็จ มองลู่หยางด้วยความดีใจ
“ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็นศิษย์น้องที่อวี้จือน้อยพูดถึงบ่อย ๆ พวกเรามีวาสนากันจริงๆ หากรู้ว่าเจ้าเป็นคนของสำนักเวิ่นเต๋า ตอนกินหม้อไฟ ข้าก็น่าจะถามเจ้าว่าไปสำนักเวิ่นเต๋าทางไหน”
ลู่หยางคิดในใจว่า ข้าก็ไม่รู้ว่าเพื่อนรักในปากท่านที่ฟังดูเป็นคนดื้อคนนั้นคือศิษย์พี่ใหญ่ หากข้ารู้ว่าท่านรู้จักศิษย์พี่ใหญ่ ข้าคงหาที่อื่นกินหม้อไฟ
อวี้เมิ่งเมิ่งวางมงกุฎดอกไม้ที่ถักเสร็จลงบนศีรษะของลู่หยางเบา ๆ “นี่เป็นพรของบ้านเรา อวยพรให้เจ้าปลอดภัยไร้อันตราย”
ลู่หยางรู้สึกซาบซึ้ง แม้ว่าอวี้เมิ่งเมิ่งจะทำให้เขาเดือดร้อน แต่นั่นเป็นความไม่ตั้งใจ จิตใจที่แท้จริงของหญิงสาวผู้นี้ดีงาม
จากนั้นอวี้เมิ่งเมิ่งก็พูดอย่างเศร้าใจ “เจ้านี่ชอบนอนจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเจ้าเป็นศิษย์น้องของอวี้จือน้อย นิสัยขี้เซาเหมือนอวี้จือน้อยไม่มีผิด พอหลับแล้วก็ปลุกไม่ตื่น”
“ข้ายังแนะนำให้อวี้จือน้อยขอเป็นศิษย์ของเจ้า แต่อวี้จือน้อยกลับทำอู้อี้ไม่ยอม ความจริงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญควรเป็นอาจารย์ แม้ว่าอวี้จือน้อยจะอายุมากกว่าเจ้าหน่อย แต่วิชากระบี่ของนางก็สู้เจ้าไม่ได้จริงๆ อวี้จือน้อยคนนี้ชอบรักษาหน้า ข้าว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ตอนเด็กๆ เล่นพ่อแม่ลูก อวี้จือน้อยยังเรียกข้าว่าแม่บ่อยๆ……”
เหงื่อเย็นไหลออกมาจากลู่หยาง ไม่กล้าฟังต่อ
อวี้จือลุกขึ้นเงียบ ๆ จับไหล่ของอวี้เมิ่งเมิ่ง มองนางพร้อมรอยยิ้ม “อวี้เมิ่ง พวกเราพี่น้องไม่ได้เจอกันนาน ไม่คิดว่าเจ้าจะผ่านขั้นข้ามพิบัติได้แล้ว ไป พวกเราไปหาที่ซ้อมด้วยกันหน่อย”