หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้ - บทที่ 896 เรียนวิชาแกล้งตาย
บทที่ 896 เรียนวิชาแกล้งตาย
พิจารณาถึงหกส่วนที่เหลือของวิชายุทธ์ที่ยากแก่การแก้ไข
ไม่ใช่เพียงแค่ชี้แนะสองประโยคแล้วศิษย์น้องเล็กจะเข้าใจได้ หาก
อธิบายให้ซับซ้อน ก็เหมือนกับการดึงต้นข้าวให้โตเร็ว ไม่เป็นผลดี
ต่อการเติบโตของศิษย์น้องเล็ก อวี้จือคิดว่าตนเองแก้ไขโดยตรงจะ
สะดวกกว่า
“เรื่องวิชายุทธ์มอบให้ข้าก็พอ”
เมื่อได้ยินว่าตนไม่ต้องแก้ไขวิชายุทธ์ ลู่หยางก็แอบถอนหายใจ
ด้วยความโล่งอก มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ช่างดีจริงๆ แม้แต่วิชายุทธ์ก็ไม่ต้อง
กังวล
เดี๋ยวก่อน ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้ตั้งปณิธานว่าจะทำวิชายุทธ์ให้
สำเร็จด้วยตนเอง โดยไม่ต้องให้ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยหรอกหรือ?
ลู่หยางลังเลครู่หนึ่ง คิดว่าตนไม่ควรทำให้น ้าใจของศิษย์พี่ใหญ่
เสียเปล่า เรื่องนี้ไม่ควรพูดถึงอีก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยร้าวใน
ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง หากคนนอกรู้เข้า อาจคิดว่าเขาคิดจะตั้ง
สำนักแยกออกมา
“เจ้าหยางน้อย เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าวิชายุทธ์ของเจ้าจะต้องทำ
ให้สำเร็จด้วยตัวเอง แล้วทำไมตอนนี้ถึงมอบให้เด็กอวี้ล่ะ?”
“……”
“หืม? เจ้าหยางน้อย ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรล่ะ?”
เซียนน้อย หากท่านถามต่อไป ราชวงศ์ถั่วยักษ์จะสูญเสียขุนนาง
สำคัญคนหนึ่งแล้ว
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเซียนอมตะ ลู่หยางรีบเปลี่ยนหัวข้อ
สนทนา “ว่าแต่ เซียนน้อย การใช้วิชาแกล้งตายจะช่วยในการรับรู้ฟ้า
ดินได้หรือไม่?”
“แน่นอนว่าไม่ได้สิ วิชาแกล้งตายทำให้เจ้าเข้าสู่สภาวะตาย ตาย
ไปเลย การรับรู้ฟ้าดินต้องเข้าสู่สภาวะเฉียดตาย นี่เป็นคนละเรื่องกัน”
ดวงตาของเซียนอมตะเป็นประกายเมื่อโน้มตัวเข้าหาลู่หยาง
“เจ้าหยางน้อย เจ้าสนใจวิชาแกล้งตายหรือ? อยากเรียนไหม?”
“วิชาแกล้งตายเป็นวิชาที่ข้าภูมิใจ เรียนแล้วรับรองไม่ขาดทุน มี
เพียงคนสนิทของข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียนวิชาแกล้งตาย”
“ดูอย่างเจ้าหลิงและเหลียนอี๋สิ แม้จะเป็นศิษย์ภายนอก แต่ก็เป็น
ที่รักของข้า ข้าจึงยกเว้นให้ถ่ายทอดวิชาแกล้งตายให้พวกนาง”
“แล้วดูปู่เย่าเหลียนสิ แม้จะเป็นศิษย์ฝ่ายงานในสำนัก แต่ไม่มี
วาสนาเซียน ข้าจึงไม่ถ่ายทอดให้เขา!”
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่หยางได้ยินว่าในสำนักยังมีศิษย์ฝ่ายงานด้วย
สายอมตะของพวกเรายังต้องมีคนทำงานทั่วไปด้วยหรือ?
ลู่หยางตั้งใจจะปฏิเสธ วิชาแกล้งตายไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของ
นักกระบี่ผู้องอาจของเขา แต่เมื่อเห็นดวงตากลมโตเปียกชื้นของ
เซียนอมตะ เขาก็ไม่อาจใจแข็งพอที่จะปฏิเสธได้
“ก็ได้ ข้าจะเรียน”
“มา เรียกคำว่าอาจารย์ให้ฟังหน่อย”
เซียนอมตะพูดอย่างดีใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าหยางน้อยมาเรียน
วิชาจากนาง นางก็นับเป็นอาจารย์ของเจ้าหยางน้อยด้วย
หากเจ้าหยางน้อยเป็นฮ่องเต้ถั่วยักษ์รุ่นที่สอง นางก็จะเป็น
ราชครูแล้ว
เพื่อให้เหมือนอาจารย์ เซียนอมตะยังเปลี่ยนเป็นชุดขุนนางสีเข้ม
หลวมๆ ถือหนังสือสองเล่มไว้ในมือ ดูเหมือนผู้มีความรู้
ลู่หยางมองจนหางตากระตุก แต่คิดอีกที หากจะเรียนความรู้จาก
เซียนอมตะ ก็ควรเรียกคำว่าอาจารย์สักคำ
จึงต้องทำตามแบบศิษย์ ประสานมือคำนับอย่างเคารพนบนอบ
“อาจารย์”
“การเป็นศิษย์ข้า เจ้าไม่ขาดทุนหรอก ในอดีต ข้าเคยเป็น
อาจารย์ของเผ่าม่าน ผู้คนเรียกขานข้าว่าอาจารย์ม่าน เจ้าเป็นศิษย์
ของข้า ก็เท่ากับอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับเผ่าม่านในยุคโบราณ ถือว่า
มีวรรณะสูงมากทีเดียว”
…… ดังนั้นตอนนี้ข้าไม่เพียงแต่เป็นศิษย์พี่ของหม่านกู่ แต่ยัง
กลายเป็นบรรพบุรุษของหม่านกู่ด้วยหรือ?
“อาจารย์ พวกเราจะรอให้ศิษย์พี่ใหญ่แก้ไขวิชายุทธ์เสร็จก่อน
แล้วค่อยเรียนวิชาแกล้งตายได้ไหม?”
ลู่หยางคิดว่าการมีศิษย์พี่ใหญ่อยู่คอยควบคุมสถานการณ์จะ
น่าเชื่อถือกว่า
“ได้สิ”
เพิ่งได้เป็นราชครู เซียนอมตะอารมณ์ดีมาก เจ้าหยางน้อยพูด
อะไรก็ตกลงไปหมด
ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม “คัมภีร์เปิดใจเห็นธรรมชาติ” ภาค
ขั้นแปลงร่างเซียนก็ถูกส่งมอบให้ลู่หยาง
ลู่หยางพลิกอ่านอย่างละเอียดหนึ่งรอบ รู้สึกละอายในตนเอง การ
ใช้คำของศิษย์พี่ใหญ่แม่นยำ ประโยคกระชับ ไม่ใช่สิ่งที่ตนเทียบได้
ลู่หยางพอจะมองออกว่านี่ไม่ใช่วิชายุทธ์ที่ศิษย์พี่ใหญ่แต่งขึ้นมา
เอง แต่เป็นการปรับแก้จากวิชายุทธ์ที่ตนเขียนไว้ไม่ผ่านเกณฑ์ ตาม
แนวความคิดของตน ช่างใส่ใจยิ่งนัก
เมื่อนำวิชายุทธ์มาหมุนเวียนครบหนึ่งรอบใหญ่ รู้สึกคล่องมาก
ไม่มีความติดขัดแม้แต่น้อย แสดงว่าวิชายุทธ์บทนี้เหมาะสมกับตน
อย่างสมบูรณ์
“เรื่องวิชายุทธ์ไม่ต้องรีบร้อน ศิษย์น้องเล็ก สักวันหนึ่งเจ้าจะ
สามารถเขียนวิชายุทธ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือของข้า”
“ข้าจะพยายาม!” ลู่หยางกล่าวอย่างมุ่งมั่น สาบานว่าการเขียน
วิชายุทธ์ครั้งต่อไปจะไม่ให้ศิษย์พี่ใหญ่ต้องเหนื่อยใจอีก!
“อ้อใช่ ศิษย์พี่ใหญ่ เดี๋ยวเซียนน้อยจะสอนวิชาแกล้งตายให้ข้า”
“วิชาแกล้งตาย?” อวี้จือก็สนใจวิชานี้เช่นกัน เอ้าหลิงและเหลียน
อี๋ยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ วิชาแกล้งตายมีส่วนช่วยอย่างมาก
ก่อนหน้านี้เหลียนอี๋ท้าประลองกับตน ยังอาศัยวิชาแกล้งตาย
ต่อสู้กับตนจนเสมอกัน ถือเป็นวิชาเทพจริงๆ
ไม่นาน อาจารย์อมตะก็เริ่มสอน ลู่หยางในฐานะศิษย์ นั่งอย่าง
สงบเรียบร้อย อวี้จือไขว่ห้าง นั่งดื่มชาฟังอยู่ข้างๆ
“ที่เรียกว่าวิชาแกล้งตาย เป็นวิชาชั้นยอดที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและ
ความตาย เวลา และสายใยโชคชะตา ที่ข้าคิดค้นขึ้น ยากที่จะเข้าใจ
ยิ่งนัก ในอดีต เอ้าหลิงและเหลียนอี๋ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
ในการเรียนวิชาแกล้งตาย จึงค่อยเรียนสำเร็จอย่างฝืดเคือง”
“แต่ข้าคิดว่าด้วยพรสวรรค์ด้านวิชาของเจ้าหยางน้อย ประกอบ
กับการสอนของข้า การเรียนรู้คงไม่มีความยาก”
“วิชาแกล้งตายเป็นวิชาหลอกฟ้า หากต้องการหลอกสวรรค์
ก่อนอื่นต้องหลอกตัวเอง”
“……ต้องมีจิตใจที่ปรารถนาความตาย จิตใจเย็นชาดุจเถ้าถ่าน
รักษาจิตใจเช่นนี้ไว้ จึงจะหลอกทุกคนได้ จึงจะตัดขาดสายใย
โชคชะตาได้”
“……ยังต้องเหลือความหวังเพียงเส้นเดียว นี่คือกุญแจสำคัญที่จะ
ตายแล้วฟื้นคืนชีพได้”
เมื่อพูดถึงความรู้ที่ตนคุ้นเคย เซียนอมตะพูดอย่างคึกคัก ขยับ
มือขยับเท้า ลู่หยางและอวี้จือต่างตั้งใจฟัง ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้
เซียนอมตะในฐานะผู้เป็นอาจารย์อย่างมาก
ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวคือความคิดของเซียนอมตะกระโดดไป
มา บางครั้งพูดไปพูดมาก็กระโดดไปยังเนื้อหาอื่น
ดีที่ลู่หยางไม่ใช่เพิ่งรู้จักเซียนอมตะวันแรก เขาคุ้นเคยกับวิธีพูด
ของเซียนน้อยมานานแล้ว จึงสามารถตามความคิดของนางได้ง่าย
ช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก
“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าหยางน้อย เรียนรู้แล้วหรือยัง?”
“ลองดูได้”
ลู่หยางรู้สึกว่าตนเรียนรู้ได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว สามารถลองดูได้
“เจ้าหยางน้อย สู้ๆ!”
ลู่หยางหายใจลึกสองครั้ง สงบจิตใจ ปิดกั้นเสียงเจี๊ยวจ๊าวของ
เซียนอมตะ เพื่อให้สามารถจมดิ่งในสภาวะจิตใจที่ปรารถนาความ
ตายได้โดยไม่มีสิ่งรบกวน
เขาทำตามคำสอนของเซียนอมตะ หมุนเวียนพลัง ท่องคาถา
ซ่อนความหวังเพียงเส้นเดียวไว้ในจิตใจที่ปรารถนาความตาย
ลู่หยางรู้สึกว่าจิตสำนึกค่อยๆ จมลง แม้แต่แรงลืมตาก็ไม่มี ใน
ที่สุดทุกอย่างก็มืดมิด สูญเสียการรับรู้
“นี่ถือว่าสำเร็จหรือ?” อวี้จือหันไปถามเซียนอมตะ
เซียนอมตะผู้คิดค้นวิชาแกล้งตายพิจารณาท่าทางตายของลู่
หยางอย่างจริงจัง “ดูจากภายนอก ก็แกล้งได้เหมือนพอสมควร แต่
ควรผ่านการทดสอบสักหน่อย”
“เช่น?”
“เช่นเมื่อเหลียนอี๋ใช้วิชาแกล้งตาย เจ้าหลิงก็ใช้ไฟลนให้นางตื่น
เจ้าลองดูสิ”
อวี้จือยกมือขึ้น เปลวไฟสีทองปรากฏขึ้นในฝ่ามือ แผ่รังสีความ
ร้อนสูงและกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง กำลังลังเลว่าจะลนศิษย์น้อง
เล็กหรือไม่
แต่ถ้าเกิดลนจนเป็นเรื่องขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ในขณะที่อวี้จือกำลังลังเล ร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาอวี้จืออย่าง
รวดเร็ว
“ศิษย์พี่ใหญ่ ไม่ดีแล้ว ศิษย์น้องลู่ตายแล้ว!” ไต้ปู้ฟานถือตะเกียง
วิญญาณที่ดับแล้ว ตะเกียงดับคนตาย เมื่อเห็นตะเกียงวิญญาณของ
ลู่หยางดับลง เขาก็ตกใจรีบมาหาอวี้จือเพื่อหารือกันว่าจะทำอย่างไร
ต่อไป!
จากนั้นเขาก็เห็นลู่หยางนอนอยู่บนพื้น ไร้สัญญาณชีพ ศิษย์พี่
ใหญ่ถือเปลวไฟทำลายล้างสีทอง กำลังจะเผาลู่หยางให้กระดูก
ยับเยิน
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่าน……”
ไต้ปู้ฟานกลืนน ้าลาย นี่มาเจอคดีฆาตกรรมเข้าพอดี ค่อยๆ ถอย
หลัง เตรียมหนี
อวี้จือลังเลครู่หนึ่ง แล้วอธิบายว่า “ถ้าข้าบอกว่าศิษย์น้องเล็กฆ่า
ตัวตาย เจ้าจะเชื่อไหม?”
ไต้ปู้ฟาน: “……”
เจ้าลองเดาดูว่าข้าเชื่อหรือไม่?