หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้ - บทที่ 475 《ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า – ภาคลู่หยาง》
- Home
- หยุดหมอนี่ที! ก่อนที่วิถีเซียนจะเพี้ยนไปกว่านี้
- บทที่ 475 《ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า – ภาคลู่หยาง》
จ้าวปั้วตกใจกับปฏิกิริยาของหมิงไท่ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงตื่นเต้นขนาดนี้
“เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องเล่า 《ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า – ภาคลู่หยาง》 หรือ?”
จ้าวปั้วส่ายหน้า ช่วงนี้เขาถูกเจ้าสำนักบังคับให้บำเพ็ญเซียนทั้งวันทั้งคืน จะมีเวลาที่ไหนไปฟังเรื่องเล่า
“ไม่เคยได้ยินเรื่องเล่า แต่ก็รู้จักลู่หยางจริงๆ มีอะไรหรือ?”
“เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิว่าอาจารย์ลู่หยางทำอะไรบ้างที่เมืองฮั่นสุ่ย เป็นจริงตามในตำนานหรือไม่ ที่ว่าพลังการต่อสู้เหนือคนทั่วไป?”
“เหนือคนทั่วไปจริงๆ ข้ามีพี่ร่วมสำนักคนหนึ่งชื่อหวังหมิง อายุพอๆ กับข้า แต่ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ในการบำเพ็ญหรือพรสวรรค์ในการต่อสู้ ล้วนทิ้งข้าไว้ไกลหลายขุม ภายหลังข้าถึงรู้ว่าเขาคือผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างจากแแคว้นต้าอวี๋ที่สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ ถึงได้เก่งกาจเช่นนี้”
“ตอนนั้นข้ายังไม่รู้นะ บังเอิญตอนที่ข้ากับลู่หยางออกไปปราบผีก็พบกับหวังหมิง ทั้งสองเกิดความขัดแย้งเพราะข้า จึงต่อสู้กันใหญ่”
“ใครชนะ?” หมิงไท่ถามอย่างร้อนรน
“เห็นได้ชัดว่าเป็นลู่หยาง เขาสามารถต่อกรกับหวังหมิงที่สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ ไม่เพียงอยู่เหนือกว่า แต่ยังคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติอีกด้วย!”
“เก่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ!” หมิงไท่ประหลาดใจ แม้แต่เขาเองเมื่อต่อสู้กับผู้บำเพ็ญที่สลายพลังเริ่มบำเพ็ญใหม่ แม้มั่นใจว่าจะชนะ แต่คล่องแคล่วเป็นธรรมชาตินั้นทำไม่ได้แน่
“แน่นอนอยู่แล้ว ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวเคยบอกข้าว่า คู่ต่อสู้ของพวกเขาอย่างน้อยก็เริ่มต้นจากขั้นรวมร่าง ต่ำกว่าขั้นรวมร่างไม่มีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเขา”
“เรื่องก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว หลังจากเอาชนะหวังหมิง ก็ปรากฏผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างคนหนึ่งจากแแคว้นต้าอวี๋ ต้องการฆ่าพวกเขา หลังจากจัดการผู้บำเพ็ญขั้นรวมร่างแล้ว ฮ่องเต้แห่งแแคว้นต้าอวี๋ก็ปรากฏตัวทันที ใช้พลังกฎสวรรค์ปกคลุมเมืองฮั่นสุ่ย”
ตอนนี้จ้าวปั้วนึกถึงเหตุการณ์แล้วยังรู้สึกหวาดกลัว ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเจอผู้บำเพ็ญขั้นสูงมากมายเช่นนี้ พอได้พบลู่หยาง อสรพิษผีสางเทวดาก็ตลาดตามมาทั้งหมด
หมิงไท่ยกมือลูบคาง “แปลกนัก เช่นนี้เรื่องราวก็สอดคล้องกันหมดแล้ว”
“อืม อาจารย์ลู่หยางอยู่ในสำนักเวิ่นเต๋า ครั้งนี้มีโอกาสได้เห็นการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติอีกไหม?”
จ้าวปั้วโบกมือ เห็นว่าหมิงไท่คิดมากเกินไป “ไม่มีทาง ที่นี่คือที่ไหน สำนักเวิ่นเต๋านะ ต่อให้ฮ่องเต้แห่งแแคว้นต้าอวี๋มา ก็ไม่กล้าป่วนในสำนักเวิ่นเต๋า อีกทั้งที่นี่ยังมีผู้อาวุโสและเจ้าสำนักมากมาย ต่อให้ผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติมา ก็คงหนักหนาสาหัส”
ชั่วชีวิตได้พบการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญขั้นข้ามพิบัติสักครั้งก็ดีมากแล้ว จะมีโอกาสพบบ่อยๆ ได้อย่างไร
อีกทั้งแม้จะมีโอกาสพบอีก ก็ต้องเป็นหลังจากยุคทองมาถึงเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพบในอีกสองเดือนให้หลัง
“ต้องการอะไรกินไหม ข้าได้ยินว่าอาหารย่างที่นี่อร่อยมาก”
หมิงไท่ไม่ค่อยสนใจเรื่องกิน เขาเชื่อว่าผู้บำเพ็ญควรบำเพ็ญเซียนอย่างตั้งใจ การกินอาหารเป็นเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของปากท้อง เป็นพฤติกรรมที่ไม่จำเป็น
แต่จ้าวปั้วดูกระตือรือร้น เขาจึงไม่สะดวกที่จะพูดตรงๆ “เจ้าไปกินเถอะ ข้าไม่ค่อยชอบกินอาหารย่าง”
“อย่าพูดเช่นนั้น อาหารย่างที่นี่อร่อยมากจริงๆ เจ้าลองกินสักครั้งก็รู้ รอเถิด ข้าจะไปซื้อมาให้พวกเราหน่อย” จ้าวปั้วยังคงกระตือรือร้นเช่นเคย ออกไปเที่ยวนี่ มีเพื่อนมากขึ้นหนึ่งคนก็มีทางเลือกมากขึ้นหนึ่งทาง
หมิงไท่ยังอยากจะพูดอะไร ก็เห็นจ้าวปั้ววิ่งไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังถนนการค้า ไม่นานก็หายเข้าไปในฝูงชน
เขาก็ได้แต่วางมือลง ยืนรออยู่กับที่
อาจเป็นเพราะร้านอาหารย่างที่จ้าวปั้วพูดถึงมีธุรกิจรุ่งเรืองเกินไป หมิงไท่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่เห็นกลับมา
“ว่างอยู่ก็ว่างไป ไปถามดีกว่าว่าอาจารย์ลู่หยางอยู่ที่ไหน รอจ้าวปั้วกลับมาแล้วไปเยี่ยมพร้อมกัน”
พอดีมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมชุดของศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าเดินผ่านมา หมิงไท่รีบคว้าแขนอีกฝ่ายไว้
อีกฝ่ายไม่คาดคิดว่าหมิงไท่จะลงมือ ตกใจมาก นึกว่าเจอศัตรู
“ท่านผู้อาวุโส สวัสดีขอรับ ขอถามหน่อยว่า อาจารย์ลู่หยางอยู่ที่ไหนหรือขอขอรับ?”
“ลู่หยาง?” ชายหนุ่มมีสีหน้าประหลาด สำรวจหมิงไท่ตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกฝ่ายริมฝีปากแดงฟันขาว ท่าทางเหมือนบัณฑิตน้อย หน้าตาไม่คุ้นเลย ไม่รู้จักนี่นา
“ท่านหาลู่หยางไปทำไม?” ชายหนุ่มถามอย่างระแวง
“เป็นอย่างนี้ขอรับ ข้าคือหมิงไท่จากหอกระบี่ เมื่อสองสามวันก่อนที่ร้านน้ำชาได้ฟังเรื่อง 《ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า – ภาคลู่หยาง》 ฉบับล่าสุด ชื่นชมอาจารย์ลู่หยางมาก อยากฉวยโอกาสนี้มาพบสักครั้ง”
“《ตำนานแห่งสำนักเวิ่นเต๋า – ภาคลู่หยาง》 ?” ชายหนุ่มงุนงง นี่มันชื่ออะไรกัน
“ในเรื่องเล่าว่าอย่างไรบ้าง?”
“ในเรื่องเล่าบอกว่าอาจารย์ลู่หยางมีพรสวรรค์สูงส่ง แม้แต่ในหมู่ผู้มีรากฐานชนิดเดียวก็แข็งแกร่งที่สุด เขายังสามารถท้าสู้ข้ามขั้น ในขั้นสร้างฐานก็เอาชนะผู้บำเพ็ญขั้นแปลงร่างเซียนได้!”
“เมื่ออาจารย์ลู่หยางมาถึงขั้นแก่นทองคำ ยิ่งน่าทึ่ง ในวังหลวงเขาปะทะกับประมุขสี่สำนักใหญ่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนประมุขสำนักวังเซียนเย่วกุยปากเต็มไปด้วยใบไม้ จนประมุขสำนักเจี้ยนอวี่โกนผมปลงอาบัติ ตั้งปณิธานออกบวชเป็นพระ จนเจ้าอาวาสวัดเสวียนคงพูดไม่ออกสักคำ ปล่อยให้ผมงอกพร้อมจะสึกคืนสู่ฆราวาส!”
แต่เดิมหมิงไท่คิดว่าการเล่าเรื่องของลู่หยางในตำนานนั้นเกินจริงไปบ้าง เพราะมันเป็นเพียงเรื่องเล่าในพื้นที่สาธารณะ การเกินจริงก็เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อครู่จ้าวปั้วเพิ่งบอกว่า คู่ต่อสู้ของอาจารย์ลู่หยางเริ่มต้นที่ขั้นรวมร่าง
นี่ก็ตรงกับเนื้อหาในเรื่องเล่าแล้ว
“ประมุขทั้งสี่สำนักถูกอาจารย์ลู่หยางทำร้ายอย่างหนัก แม้แต่ขันทีในวังหลวงยังเห็นกับตา ประมุขสำนักวังเซียนเย่วกุย ประมุขสำนักเจี้ยนอวี่ ประมุขสำนักธาตุทั้งห้า ถูกทำร้ายจนหน้าฟกช้ำ เมื่อออกจากวังหลวงก็ยังไม่หายดี!”
“ฝ่าบาทยังยกย่องการกระทำของอาจารย์ลู่หยางอย่างสูง เรียกเขาว่าเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ พรสวรรค์สูงส่ง อนุญาตให้เข้าวังโดยไม่ต้องคุกเข่า ไม่ต้องคำนับ และถือกระบี่เข้าวังได้!”
สีหน้าชายหนุ่มยิ่งประหลาดกว่าเดิม เมื่อไม่นานมานี้อาจารย์กลับมาที่สำนักเวิ่นเต๋าชั่วครู่ อ้างว่าเป็นห่วงความเป็นไปในสำนัก ถามเขาว่าตอนไปประชุมที่วังหลวงเกิดอะไรขึ้น เขาเล่ารายละเอียดให้ฟัง อาจารย์พอใจตบบ่าเขา บอกว่าตัวเองเป็นอาจารย์ที่ไม่มีความสามารถ มักห่างหายไปตอนที่ศิษย์กำลังบำเพ็ญเซียน ตั้งใจจะช่วยให้ศิษย์มีชื่อเสียงโด่งดัง บอกให้เขารอดู
ไม่คิดเลยว่า จะโด่งดังด้วยวิธีนี้!
เรื่องที่พวกชิวจิ้นอันทั้งสามคนถูกทำร้ายจนหน้าฟกช้ำนั้นเขารู้ เพราะมันเป็นเรื่องวุ่นวายที่เซียนน้อยก่อขึ้น เขาได้ติดตามเรื่องต่อมา
เดิมทีชิวจิ้นอันทั้งสามกำลังแย่งชิงตำแหน่งผู้แข็งแกร่งที่สุดในขั้นแก่นทองคำ สุดท้ายพวกเขาสู้กันจนหน้ามืดตามัว ทุกคนกลับคืนสู่ระดับเดิม ทำให้ทุกคนบาดเจ็บทั่วร่าง ไม่อาจฟื้นฟูได้ในเวลาอันสั้น
หมิงไท่ยังจะพูดอะไรต่อ ก็ได้ยินเสียงระฆังดังก้องจากยอดเขาเทียน ดังกังวานไกล ราวกับดังกึกก้องมาตั้งแต่โบราณกาล ดังก้องอยู่ข้างหู
โง้ง——โง้ง——โง้ง——
เสียงระฆังดังก้องไปทั่วสำนักเวิ่นเต๋า ทั้งหมดสิบสองเสียง มีความหมายถึงประวัติศาสตร์ 180,000 ปีของสำนักเวิ่นเต๋า
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น นั่นหมายถึงงานเฉลิมฉลองกำลังจะเริ่มต้น ทุกคนหยุดทำงานในมือ พร้อมใจกันมองไปยังทิศทางของยอดเขาเทียน
ชายหนุ่มก้าวยาวไปยังแท่นบูชา
เดิมทีเขาก็กำลังจะไปยังแท่นบูชาอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกหมิงไท่ขวางไว้ระหว่างทาง
“ท่านผู้อาวุโส ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าอาจารย์ลู่หยางอยู่ที่ไหน!” หมิงไท่พูดเสียงเบาแต่เร่งร้อน
อาภรณ์กลายเป็นแสงสว่างหายไป เส้นด้ายศักดิ์สิทธิ์เต้นระบำใต้เท้า แผ่กระจายไปทั่วร่าง มงกุฎหยก อาภรณ์สีดำ กระโปรงสีแดง ผ้าคาดเอวสีขาว ผ้าคลุมเข่าสีเหลือง… รวมตัวกันเป็นชุดที่เคร่งขรึมและสง่างาม
ชายหนุ่มหันหลังกลับ ดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าคือลู่หยาง”