ศิษย์ข้าอ่อนแอ? แต่ข้าได้รางวัลโกงโลก - บทที่ 257 เจ้าหอสมบัติหนานจาง
ภาพฉายมายาที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคือบุรุษวัยกลางคนในอาภรณ์ผ้าไหมชั้นเลิศที่ถักทออย่างประณีต เส้นผมยาวสลวยดุจใยไหมปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณที่แผ่ซ่าน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแฝงไว้ด้วยความสง่างามประหนึ่งเทพจุติลงมาจุติบนโลกมนุษย์
“คารวะท่านเจ้าหอ!”
ประธานเหลียนรีบทรุดกายลงก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมสูงสุด
บุคคลที่สถิตอยู่ในภาพฉายนี้ก็คือ ‘เจ้าหอ’ ผู้ลึกลับที่นานครั้งจะยอมปรากฏกายออกมาสักครา เขาคือขั้วอำนาจที่แท้จริงและเป็นเจ้าของหอสมบัติหนานจางอันเกรียงไกร!
เจ้าหอสมบัติหนานจางปรายสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งมองประธานเหลียนเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “มีกิจธุระอันใดถึงต้องรบกวนเวลาบ่มเพาะของข้า?”
“ท่านเจ้าหอ… คือว่ารองเจ้าหอมีเรื่องสำคัญยิ่งที่จะเรียนให้ท่านทราบขอรับ…”
ประธานเหลียนรีบถอยฉากออกไปอย่างรู้ความ เผยให้เห็นร่างของกู้ชวนที่ขยับก้ามปูไปมาอยู่บนโต๊ะทำงาน
“กู้ชวน?”
เจ้าหอสมบัติหนานจางชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อสายตาสบเข้ากับปูดำทมิฬขนาดเท่าลูกบอลที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะ แววตาของเขาก็ฉายแววฉงนฉงายอย่างปิดไม่มิด “เจ้า… สภาพอเนจอนาถเช่นนี้มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
“ท่านเจ้าหอ ข้าเอง… ข้าคือกู้ชวน!”
ภายใต้สายตาอันเฉียบคมคู่นั้น ปูดำตัวเขื่องก็อ้าปากพ่นคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างหน้าตาย
“……”
เจ้าหอสมบัติหนานจางขมวดคิ้วมุ่นจนแทบเป็นปม “เจ้าไปทำอีท่าไหน ถึงได้เอาดวงวิญญาณอันสูงส่งไปสถิตอยู่ในร่างที่ทุเรศสายตาเช่นนี้?”
กู้ชวนไม่รอช้า เขาซัดทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง โดยสรุปเหตุการณ์หายนะที่เขาต้องเผชิญมาอย่างรวบรัด
เมื่อฟังจบ เจ้าหอสมบัติหนานจางก็จ้องมองกู้ชวนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ “เจ้าจะบอกข้าว่า… เพียงแค่ผู้อาวุโสลำดับที่เก้าจากสำนักเล็กๆ ในแคว้นหนานอวิ๋น สามารถบดขยี้เจ้าจนเหลือเพียงกระดองปูเช่นนี้ได้รึ?”
“ขอรับ…”
มุมปากที่ไร้ตัวตนของกู้ชวนกระตุกยิกด้วยความอับยศถึงขีดสุด แต่เขาก็จำต้องพยักก้ามยอมรับความจริง
ถึงจะน่าสมเพชจนอยากมุดแผ่นดินหนี แต่หลังจากหนีตายกลับมา เขาก็สั่งให้ประธานเหลียนไปขุดรากถอนโคนสืบประวัติมาจนสิ้น ข้อมูลยืนยันชัดแจ้งว่าคนคนนั้นคือจางอวิ๋น ผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักหลิงเซียน
สำหรับชื่อ ‘สำนักหลิงเซียน’ นั้น เขาเคยผ่านหูผ่านตาเพียงแวบเดียวในรายงานขยายตลาดที่มู่เหวินเซวียนส่งมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน
เดิมทีมันเป็นเพียงสำนักปลายแถวที่หาได้อยู่ในสายตาของเขาแม้แต่น้อย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าผู้อาวุโสของสำนักพรรค์นั้น จะบังอาจทำร้ายเขาจนสูญสิ้นกายาเนื้อ…
เจ้าหอสมบัติหนานจางเอ่ยถามต่อ “แล้วเจ้ายังยืนยันอีกว่า ผู้อาวุโสของสำนักกระจอกๆ นั่น สามารถอัญเชิญตัวตนระดับแปลงเทพออกมาได้มากมายราวกับกองทัพ?”
“เป็นความจริงแท้แน่นอนขอรับ!”
กู้ชวนพยักก้ามยืนยันเสียงแข็ง แววตาเม็ดถั่วส่องประกายอำมหิต “ส่วนใหญ่เป็นพวกสัตว์ประหลาดระดับแปลงเทพที่กลิ่นอายพิสดาร ข้ามั่นใจเกินแปดส่วนว่าไอ้หมอนั่นต้องเป็น ‘ผู้บำเพ็ญมาร’ ที่ซ่อนตัวอยู่แน่ๆ!”
เรื่องที่มู่เหวินเซวียนศิษย์รักของเขาแอบบำเพ็ญวิถีมาร เขาจงใจปิดปากเงียบไว้อย่างมิดชิด ในเมื่อคนตายพูดไม่ได้ นอกจากจางอวิ๋นก็หาได้มีผู้ใดล่วงรู้ การป้ายสีว่าจางอวิ๋นเป็นผู้บำเพ็ญมารจึงเป็นแผนการที่สมบูรณ์แบบที่สุด ใครเห็นก็ย่อมต้องเชื่อสนิทใจ!
“ผู้บำเพ็ญมารงั้นรึ…”
เจ้าหอสมบัติหนานจางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งพลางใช้ความคิด
กู้ชวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้อนด้วยความโกรธ “ท่านเจ้าหอ หากไม่ได้เห็นไอ้มารร้ายนั่นถูกถลกหนังและชดใช้อย่างสาสม ข้าคงไม่อาจหลับตาลงได้ชั่วชีวิต!”
“หากเจ้ากระหายการล้างแค้นถึงเพียงนั้น ก็จงไปหา ‘บรรพชนพันเกาะ’ เสียสิ ในกาลก่อนเขาเคยติดหนี้บุญคุณข้าอยู่ครั้งหนึ่ง เชื่อว่าเขาคงไม่ปฏิเสธที่จะยื่นมือเข้าช่วยเจ้า”
เจ้าหอสมบัติหนานจางเอ่ยเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
กู้ชวนใจหายวาบด้วยความไม่เข้าใจ “ท่านเจ้าหอ ท่านจะไม่ยอมลงมือด้วยตนเองรึขอรับ?”
“ข้ากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางมุ่งหน้าสู่แคว้นจงอวิ๋น ยามนี้ไม่อาจปลีกตัวกลับไปได้…” เจ้าหอสมบัติหนานจางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม “ส่วนเรื่องการหากายาใหม่ให้เจ้า ไว้ข้ากลับมาแล้วจะจัดการให้เอง”
เมื่อได้ยินคำยืนยัน กู้ชวนก็ได้แต่พยักก้ามรับคำแต่โดยดี
ภาพฉายค่อยๆ จางหายไปดุจหมอกควัน ป้ายหยกในมือประธานเหลียนกลับคืนสู่ความสงบ เขาหันไปมองกู้ชวนที่ยังคงนิ่งค้างอยู่บนโต๊ะ “รองเจ้าหอ แล้วเราจะดำเนินการอย่างไรต่อไปดีขอรับ?”
“ไป! มุ่งหน้าสู่เกาะเชียนไห่เดี๋ยวนี้!”
กู้ชวนพ่นลมหายใจออกทางก้ามปูอย่างดุดัน ดวงตาเม็ดถั่วส่องประกายเย็นเหยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก
บังอาจทำลายกายาของข้า จนต้องมาสิงอยู่ในร่างปูที่แสนทุเรศสายตาเช่นนี้ ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้คืนร้อยเท่าพันเท่าด้วยความทรมานที่ยิ่งกว่าตาย!
……
ณ จวนตระกูลอู๋ เมืองตานซาน
“เสี่ยวพั่ง หาเวลาว่างกลืนกินผลไม้นี่เสีย แล้วขัดเกลาพลังเหี่ยวเฉาที่สถิตอยู่ภายในนั้นให้กลายเป็นของเจ้า นอกจากนี้ยังมี ‘ดัชนีเหี่ยวเฉาตัดนภา’ และ ‘กรงเล็บวิญญาณเหี่ยวเฉา’ ของหลิวชางที่ข้าชิงมาได้ ถือเป็นวิชาที่ทรงอานุภาพพอตัว จงเอาไปฝึกฝนให้เชี่ยวชาญล่ะ!”
ทันทีที่กลับมาถึงที่พัก จางอวิ๋นก็ส่ง ‘ผลเหี่ยวเฉา’ พร้อมกับม้วนคัมภีร์วิชาต้องห้ามสองเล่มให้แก่ศิษย์รัก
“รับทราบขอรับอาจารย์! ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!” อู๋เสี่ยวพั่งรับของมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
จางอวิ๋นฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ เขาหยิบขวดหยกที่บรรจุ ‘ของเหลววิญญาณสุริยันจันทรา’ ออกมาส่งให้เพิ่มเติม “แม้จะถอนเมล็ดพันธุ์เหี่ยวเฉาออกจากร่างบิดาของเจ้าและคนในตระกูลได้แล้ว แต่พลังชีวิตของพวกเขาถูกกัดกินไปไม่น้อย ของเหลวทิพย์ขวดนี้จะช่วยฟื้นฟูรากฐานพลังชีวิตให้พวกเขากลับมาสมบูรณ์ดังเดิม”
“ขอบพระคุณอาจารย์ยิ่งนักที่เมตตาตระกูลอู๋!” อู๋เสี่ยวพั่งกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบคลอเบ้า
เขามิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าของเหลวในขวดนี้คือสิ่งใด แต่เพียงแค่สัมผัสถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมา เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือของล้ำค่าที่หาไม่ได้อีกแล้วในแผ่นดินนี้
“ไปเถิด ไปดูแลครอบครัวของเจ้าซะ” จางอวิ๋นตบไหล่ศิษย์รักเบาๆ
อู๋เสี่ยวพั่งพยักหน้าอย่างหนักแน่น ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปหาพวกเจียงสวินเถาด้วยความดีใจ
ส่วนจางอวิ๋นเดินกลับเข้าสู่ห้องพักส่วนตัว เขาสะบัดมือเบาๆ เพื่อกางม่านพลังเร้นลับปิดกั้นห้องไว้ชั้นหนึ่ง ก่อนจะหยิบเบาะรองนั่งออกมาสถิตกายลง แล้วนำ ‘เมล็ดพันธุ์วิญญาณสัตว์เหี่ยวเฉา’ ทั้งห้าเม็ดที่ปล้นมาจากหลิวชางออกมาวางเรียงราย
โฮก!
หง่าว!
ฟ่อ!
สิ้นเสียงคำรามอันพิสดารที่ดังแว่วมาจากมิติวิญญาณ อสูรกลายพันธุ์กระหายเลือดห้าตนก็ปรากฏโฉมออกมาท่ามกลางความมืด
เคล็ดวิชาเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ของหลิวชางนั้นช่างอำมหิตนัก มันสามารถฝังเมล็ดพันธุ์ไว้ในสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อได้ทุกประเภท และเจ้าห้าเม็ดนี้ก็คือผลผลิตจากสัตว์อสูรระดับสูงที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหาร
จางอวิ๋นไม่รอช้า สองมือเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้า ฟาดฝ่ามือปลิดขั้วเมล็ดพันธุ์ออกจากร่างของพวกมันอย่างเด็ดขาด ก่อนจะเริ่มกระบวนการเปลี่ยนพวกมันให้เป็นพลังงานบริสุทธิ์เพื่อหลอมรวมเป็น ‘พลังเซียนเหี่ยวเฉา’
ร่างของอสูรกลายพันธุ์ที่สูญเสียเมล็ดพันธุ์ที่เป็นเสมือนวิญญาณไป พลันเหี่ยวเฉาและกลายเป็นซากศพไร้ค่ากองอยู่แทบเท้า
จากนั้นเขาก็หยิบ ‘แท่นอัญเชิญ’ ออกมาอีกครั้ง
เพียงชั่วพริบตา อสูรกลายพันธุ์อีกห้าสิบตนก็พุ่งทะยานออกมาพร้อมกับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
จางอวิ๋นใช้วิธีเดิมอย่างสุขุมเยือกเย็น เขาไล่เก็บกวาดและดูดซับพลังจากพวกมันทีละตัวอย่างไม่รีบร้อน
พลังเซียนเหี่ยวเฉากว่าห้าร้อยเส้นพุ่งพล่านเข้าสู่ร่างประดุจมังกรคลั่ง ทำให้บรรยากาศรอบกายของจางอวิ๋นอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและการร่วงโรยที่น่าสะพรึงกลัว
เขามองลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ เห็นพลังเซียนเหี่ยวเฉาที่ยามนี้สะสมจนทะลุผ่านสองพันเส้นไปแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มที่มุมปากด้วยความลำพอง
หลังจากที่เขาได้ฝึกฝน ‘เคล็ดวิชาดูดกลืนเหี่ยวเฉาเอกอุไร้เทียมทาน’ ของเซียนขู ทุกๆ เส้นของพลังเซียนเหี่ยวเฉาที่เพิ่มพูนขึ้น มันช่างให้ความรู้สึกที่ทรงพลังและลึกล้ำอย่างไม่อาจพรรณนาได้จริงๆ
เมื่อจัดการเรื่องพลังบำเพ็ญเสร็จสิ้น จางอวิ๋นก็มุดกายเข้าสู่ ‘หอสมบัติเซียน’ ทันที เขานำ ‘หน่อวิเศษตัดชีพจร’ ออกมาถือไว้ในมือ จากนั้นก็เลือกพื้นที่ว่างกว้างขวางชั้นหนึ่ง นำดินวิญญาณกองโตมาเนรมิตเป็นแปลงปลูกชั่วคราวอย่างตั้งใจ
ดินวิญญาณเหล่านี้นับเป็นสมบัติหายาก แม้มันจะมิใช่ของวิเศษอันดับหนึ่ง แต่เพราะสมุนไพรวิญญาณชั้นสูงมักจะเปลี่ยนสภาพดินรอบตัวให้กลายเป็นดินวิญญาณ มันจึงเปี่ยมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการวิวัฒนาการ
ดินจำนวนมหาศาลพวกนี้ เขาจำไม่ได้แล้วว่าไปริบมาจากแหวนมิติของยอดฝีมือคนใด แต่มันช่างเหมาะเจาะกับการเพาะปลูกหน่อวิเศษในยามนี้เสียจริง
ฟุ่บ!
ทันทีที่หลุดพ้นจากพลังวิญญาณที่พันธนาการไว้ หน่อวิเศษตัดชีพจรก็พุ่งหลาวดุจลูกศร มุดหายเข้าไปในกองดินวิญญาณที่จางอวิ๋นเตรียมไว้ทันทีราวกับโหยหา
จางอวิ๋นยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาหยิบขวดหยกบรรจุของเหลววิญญาณสุริยันจันทราออกมา แล้วชโลมลงบนผิวดินอย่างทั่วถึง
ดูเหมือนเจ้าหน่อวิเศษจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังชีวิตอันมหาศาลที่หยดลงมา มันที่กำลังพยายามมุดหนีอย่างสุดชีวิตพลันหยุดชะงัก ทนแรงเย้ายวนไม่ไหวจนต้องโผล่หัวออกมาจากดินครึ่งหนึ่งเพื่อดูดซับของเหลวทิพย์อย่างตะกรุมตะกราม
จางอวิ๋นยิ้มกริ่ม สิ่งที่เขามีสะสมไว้มากที่สุดก็คือของเหลววิญญาณจากแดนลับเซียนนี่แหละ
เขาทุ่มเทเทเลี้ยงมันไปถึงสองขวดใหญ่ จนกระทั่งเจ้าหน่อวิเศษอิ่มหนำจนแทบสำลักพลังชีวิต มันจึงได้หยุดนิ่งและมุดกลับลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินตามเดิม
เขารู้ดีว่านี่คือสัญญาณของหน่อวิเศษที่ ‘กินอิ่ม’ และกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการจำศีลเพื่อข้ามขีดจำกัดไปสู่อีกระดับ
สิ่งที่เหลือ ก็เพียงแค่เฝ้ารอเวลาให้มันผลิบาน!
หลังจากวางม่านพลังป้องกันอย่างหนาแน่นรอบแปลงดิน จางอวิ๋นก็เดินออกจากชั้นนั้นไปอย่างสบายอารมณ์
เขาสละเวลาแวะไปตรวจดูอาการบ่มเพาะของลูกศิษย์คนอื่นๆ ภายในหอสมบัติเซียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับออกมาสู่โลกภายนอก
เขาสะบัดมือหยิบคัมภีร์วิชาขึ้นมาสองเล่ม
ตอนขากลับ เขาจงใจสั่งให้หลิวชางคัดลอก ‘ดัชนีเหี่ยวเฉาตัดนภา’ และ ‘กรงเล็บวิญญาณเหี่ยวเฉา’ เพิ่มมาอีกชุดเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ในเมื่อให้เสี่ยวพั่งฝึกฝน ข้าผู้เป็นอาจารย์ย่อมต้องเรียนรู้ไว้บ้างเพื่อชี้แนะ
แม้เขาจะมีเคล็ดวิชาลับระดับตำนานของเซียนขูที่เน้นการบ่มเพาะพลังภายใน แต่ในด้านกระบวนท่าสังหารที่ใช้พลังเหี่ยวเฉาโดยตรงเขายังขาดแคลนอยู่บ้าง
เมื่อมีตำราสำเร็จรูปวางอยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะปล่อยให้หลุดมือไป!
……