ศิษย์ข้าอ่อนแอ? แต่ข้าได้รางวัลโกงโลก - บทที่ 133 เป้าหมายอันยิ่งใหญ่
เมื่อมองดูรอยยิ้มตาหยีที่ดูไร้พิษภัยของจางอวิ๋นที่ยืนอยู่ตรงหน้า กู่หงเหวินและปุโรหิตสามกลับรู้สึกเหมือนเห็นยมทูตกำลังกวักมือเรียก หนังหน้าของทั้งสองกระตุกยิกๆ ในใจผุดขึ้นมาเพียงคำเดียว…
สิ้นหวัง!
หนีไม่รอดแล้ว!
ตูม! ตูม!
จางอวิ๋นไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขาควบแน่นพลังอูสีน้ำเงินเข้มข้นสองสาย เข้าห่อหุ้มพันธนาการร่างของทั้งคู่ไว้อย่างแน่นหนา เหลือโผล่ออกมาเพียงแค่ศีรษะ
จากนั้นเขาถึงได้ฉีกยิ้มกว้าง เอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
“ตอนนี้พวกท่านมีสองทางเลือก… จะยอมสยบต่อข้าแต่โดยดี หรือจะเลือกความตาย!”
“…”
กู่หงเหวินและปุโรหิตสามต่างตกอยู่ในความเงียบกริบ
แต่พอเงียบปุ๊บ ก็สัมผัสได้ทันทีว่าพลังอูสีน้ำเงินเข้มที่ห่อหุ้มร่างอยู่เริ่มบีบอัดเข้ามา ราวกับคีมเหล็กขนาดยักษ์ที่กำลังจะบดขยี้ร่างเนื้อของพวกเขาให้ระเบิดคาที่
“ข้ายอมสยบก็ได้! แต่ข้ามีข้อสงสัยอย่างหนึ่ง…”
ปุโรหิตสามรีบเอ่ยปากอย่างลนลาน สายตาอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองอู๋ไห่ไห่ในอ้อมแขนจางอวิ๋นด้วยความหวาดระแวง
“เด็กคนนี้… มีฐานะความเป็นมาอย่างไรกันแน่?”
จางอวิ๋นยิ้มตอบอย่างภาคภูมิใจ “เขาคือศิษย์คนที่สี่ของข้า นามว่า ‘อู๋ไห่ไห่’ เพิ่งจะถือกำเนิดเมื่อครู่นี้เอง!”
“เพิ่งเกิด?”
กู่หงเหวินที่อยู่ข้างๆ มุมปากกระตุกอย่างแรง
เพิ่งเกิดบ้าบออันใด ถึงได้ตบมหาปุโรหิตจนร่วงไปกองกับพื้นเยี่ยงสุนัขข้างถนนได้?
“ศิษย์… ศิษย์งั้นรึ?”
ปุโรหิตสามได้ยินคำตอบ ถึงกับตาถลนจ้องมองจางอวิ๋นราวกับเห็นผี
จางอวิ๋นไม่ใส่ใจท่าทีตกตะลึงนั้น หันไปยิ้มหวานกับอู๋ไห่ไห่ “ไห่ไห่ เรียกอาจารย์อีกทีสิลูก!”
“อา… อา… จาน!”
อู๋ไห่ไห่ส่งเสียงเรียกอ้อแอ้อย่างน่าเอ็นดู
จางอวิ๋นยิ้มแก้มปริ อู๋ไห่ไห่ก็เอาหัวทุยๆ ถูไถซอกคอเขาอย่างออดอ้อน
เมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมกลมเกลียวระหว่างอู๋ไห่ไห่กับจางอวิ๋น ปุโรหิตสามหรี่ตาลง ครุ่นคิดเพียงครู่เดียวแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ข้า… ยอมสยบ!”
จางอวิ๋นยิ้มรับด้วยความพึงพอใจ แล้วหันไปมองกู่หงเหวินที่อยู่ข้างๆ
“แล้วท่านหัวหน้ากู่เล่า?”
กู่หงเหวินเม้มปากแน่นสนิท ไม่ยอมส่งเสียง
ในฐานะประมุขแห่งกลุ่มโจรสลัดหยกศิลา ขุมกำลังใหญ่อันดับต้นๆ แห่งทะเลหลานไห่ จะให้มายอมก้มหัวเป็นเบี้ยล่างคนอื่นง่ายๆ?
ฝันไปเถอะ! ศักดิ์ศรีของข้ามิใช่สิ่งที่จะมาเหยียบย่ำกันได้!
“อ๊ากกก!”
แค่คิดในใจยังไม่ทันจบ ร่างกายก็สัมผัสได้ว่าพลังอูที่ห่อหุ้มอยู่บีบอัดเข้ามาอย่างรุนแรงมหาศาล จนเสื้อผ้าเริ่มปริแตก ผิวหนังถูกบีบจนเกิดรอยร้าว เลือดสดๆ เริ่มซึมออกมาตามรูขุมขน
“ในเมื่อท่านรักศักดิ์ศรีมากกว่าชีวิต งั้นก็ต้องขออภัยด้วยนะท่านหัวหน้ากู่!”
จางอวิ๋นพูดเสียงเรียบ สะบัดมือวูบ เพิ่มแรงบีบอัดเข้าไปอีกหลายส่วน
“เดี๋ยว! เดี๋ยว!!”
กู่หงเหวินรีบร้องลั่น หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
แต่จางอวิ๋นทำหูทวนลม ไม่สนใจเสียงร้องโหยหวน
รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลวเป็นชิ้นๆ กู่หงเหวินทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะโกนสุดเสียงจนคอแทบแตก
“ยอมแล้ว! ข้ายอมสยบแล้ว!!”
พลันแรงบีบจากพลังอูถึงได้คลายลง กู่หงเหวินทรุดฮวบลงกับพื้น ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สภาพร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือดและเหงื่อ รอยแผลแตกตามตัวดูน่าสยดสยอง
“ท่านหัวหน้ากู่ รีบพูดซะตั้งแต่แรกก็จบเรื่อง ชอบหาเรื่องเจ็บตัวจริงๆ!”
จางอวิ๋นยิ้มบางๆ ส่ายหน้าเบาๆ
กู่หงเหวินมุมปากกระตุก ได้แต่ก้มหน้าเงียบกริบ
แม้จะเจ็บใจจนแทบกระอักเลือด แต่เขาไม่อยากตาย!
จางอวิ๋นมองอีกฝ่ายอย่างไม่แปลกใจ
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร ยิ่งพลังสูงเท่าไหร่ ยิ่งกลัวความตายมากเท่านั้น!
กว่าจะบำเพ็ญเพียรมาถึงจุดนี้ได้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคเลือดตาแทบกระเด็น ใครเล่าจะยอมทิ้งชีวิตไปง่ายๆ เพียงเพราะทิฐิชั่ววูบ
ป้าบ! ป้าบ!
จางอวิ๋นซัดฝ่ามือประทับ ‘เคล็ดสะกดใจ’ ใส่หน้าอกของกู่หงเหวินและปุโรหิตสามคนละทีอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่รู้สึกเหมือนหัวใจหนักอึ้ง ราวกับมีโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นฝังรากลึกลงไปในดวงจิต
สีหน้าของพวกเขาเคร่งเครียดทันที รู้ดีว่านี่คือการวางค่ายกลพันธนาการวิญญาณ หากคิดทรยศหรือตุกติก สิ่งที่ฝังอยู่ที่หัวใจจะต้องระเบิดปลิดชีพพวกเขาในพริบตาแน่นอน!
จางอวิ๋นมุมปากยกยิ้มอย่างผู้ชนะ
เขาใช้เนตรเซียนตรวจสอบทั้งคู่แล้ว
คนหนึ่งระดับหยวนอิงขั้นสูง อีกคนเคยเป็นถึงระดับแปลงเทพ แม้ตอนนี้จะร่วงลงมาเหลือหยวนอิงขั้นสูงสุด แต่ก็ยังมีพลังอูระดับปุโรหิต…
นับว่าแข็งแกร่งกว่าพวกจินตานขั้นสูงสุดที่เคยรับมาก่อนหน้านี้แบบคนละเรื่อง คนละชั้น!
แถมกู่หงเหวินยังเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มโจรสลัดหยกศิลา การได้ตัวเขามา ก็เท่ากับได้กองกำลังโจรสลัดที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลหลานไห่มาไว้ในกำมือ
เดิมทีเขาแค่คิดจะรวบรวมคนมาสร้างขุมกำลังเล็กๆ ไว้รับใช้ แต่ดูจากทรัพยากรบุคคลชั้นยอดที่ได้มาตอนนี้…
บางทีอาจจะคิดการใหญ่กว่านั้นได้
สร้างขุมกำลังระดับอภิมหาอำนาจไปเลยดีหรือไม่!
จางอวิ๋นลูบคางครุ่นคิด แววตาเป็นประกายวาววับ
ไหนๆ จะลงมือทำแล้ว ก็เอาให้มันยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าไปเลย!
ลองนึกภาพถ้าเขาสร้างขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าหอสมบัติหนานจาง หรือเหนือกว่านั้น… ในอนาคตเวลาจะรับศิษย์ แค่เอ่ยปากคำเดียว ก็จะมีคนเกณฑ์เด็กมีแววจากทั่วสารทิศมาให้เขาคัดเลือกเป็นกองทัพ ให้เขาใช้เนตรเซียนสแกนหาช้างเผือกได้อย่างสบายใจ
แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว!
ตั้งแต่ทะลุมิติมา จางอวิ๋นไม่เคยมีเป้าหมายที่ชัดเจนนัก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีเป้าหมายใหญ่ผุดขึ้นมา… สร้างขุมกำลังระดับมหาอำนาจ
ขุมกำลังที่จะทำให้เขายืนอยู่เหนือแคว้นหนานอวิ๋น... ไม่สิ ต้องยืนอยู่เหนือกว่าทั้งทวีปวิถีเซียน!
“ฟู่ว…”
ผ่อนลมหายใจเบาๆ เก็บความคิดฟุ้งซ่านอันยิ่งใหญ่ไว้ก่อน จางอวิ๋นหันมามองสองคนตรงหน้า
“เอาล่ะ เล่ามาซิว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง…”
กู่หงเหวินและปุโรหิตสามจึงผลัดกันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
พอฟังจบ จางอวิ๋นก็หันไปถามปุโรหิตสาม “เจ้ากับมหาปุโรหิต ต่างก็เป็นคนของอาณาจักรเซียนไห่อู?”
“ถูกต้อง”
ปุโรหิตสามพยักหน้ารับ
“งั้นเล่าเรื่องอาณาจักรเซียนไห่อูของพวกเจ้าให้ข้าฟังหน่อยสิ ข้าอยากรู้ว่าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ล่มสลายลงได้อย่างไร?”
จางอวิ๋นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาสงสัยเรื่องนี้จริงๆ อาณาจักรที่มีมรดกแก่นโลหิตระดับแปลงเทพถึง 36 สาย นั่นหมายความว่าเคยมีผู้มีพลังระดับแปลงเทพถึง 36 คน บวกกับมหาปุโรหิตที่เคยเป็นระดับแปลงเทพ และปุโรหิตสามตรงหน้านี้อีก
รวมแล้วมีระดับแปลงเทพถึง 38 คน!
ขุมกำลังขนาดนี้ ต่อให้วางไว้ในแคว้นหนานอวิ๋นปัจจุบัน ก็น่าจะเป็นระดับเจ้าพ่อครองเมืองได้สบายๆ แล้วทำไมถึงล่มสลายจนไม่เหลือซาก?
“เรื่องราวของอาณาจักรเรา… ต้องย้อนกลับไปเมื่อสองพันกว่าปีก่อน...”
ปุโรหิตสามมีสีหน้าหวนรำลึกความหลัง แววตาฉายความโศกเศร้าลึกซึ้ง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวออกมา
จากปากคำของเขา จางอวิ๋นค่อยๆ ปะติดปะต่อภาพรวมของอาณาจักรเซียนไห่อูได้ชัดเจนขึ้น
อย่างแรก ตำนานแถบทะเลหลานไห่เป็นเรื่องจริง เมื่อสองพันปีก่อน ที่นี่ไม่มีทะเลหลานไห่ แต่เป็นแผ่นดินที่ตั้งของอาณาจักรเซียนไห่อูอันรุ่งโรจน์
สาเหตุที่ตกต่ำจนถึงขีดสุด เป็นเพราะการหายตัวไปของ ‘ประมุขแห่งอาณาจักร’
ในเวลานั้น อาณาจักรเซียนไห่อูมีผู้ใช้พลังอูระดับ 7 เรียกว่า ‘อริยปุโรหิต’ ซึ่งมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรเทียบเท่า ‘ระดับเหลียนซวี’ ผู้เป็นประมุขปกครองอาณาจักร
ภายใต้ประมุข ยังมีสามปุโรหิตใหญ่ และมหาจอมเวทย์ต้าอู อีกนับร้อยคน!
หนึ่งเหลียนซวี, หนึ่งร้อยแปลงเทพ, บวกกับหยวนอิงอีกหลายร้อย…
อาณาจักรเซียนไห่อูในยุคนั้น เรียกได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งแห่งแดนใต้ ไม่มีขุมกำลังไหนกล้าเทียบติด!
แต่ในช่วงรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด ประมุขเกิดเรื่องร้ายแรง
ประมุขเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสและมีอาการเรื้อรัง ทำให้มีอายุขัยสั้นกว่าปกติ เมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง เพื่อหาทางต่อชะตาชีวิต ท่านจึงออกเดินทางไปยัง ‘แดนกลาง’ เพื่อค้นหาวิธีรักษา
แต่การไปครั้งนั้น กินเวลาหลายสิบปี ไร้ซึ่งข่าวคราวตอบกลับ
เมื่อขาดผู้นำสูงสุด ศิษย์เอกของประมุขซึ่งดำรงตำแหน่ง ‘จอมเวทย์ไห่อู’ หนึ่งในร้อยมหาจอมเวทย์ต้าอู แม้จะขึ้นมารักษาการแทน แต่กลับไร้บารมีและความสามารถในการปกครอง ทำให้อาณาจักรเริ่มระส่ำระสาย โดยมีมหาปุโรหิตคอยยุยงปลุกปั่นอยู่เบื้องหลัง
มหาปุโรหิตผู้ทะเยอทะยาน จ้องตำแหน่งประมุขตาเป็นมันมานานแล้ว
แต่เพราะเกรงกลัวว่าประมุขตัวจริงอาจจะกลับมา จึงยังไม่กล้าลงมือ
จนกระทั่งครบหนึ่งร้อยปีที่ประมุขหายตัวไป มหาปุโรหิตก็หมดความอดทน ก่อการกบฏที่วางแผนมาอย่างยาวนาน นำทัพต้าอู 30 กว่าคน และผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงนับร้อย ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ!
จอมเวทย์ไห่อูและต้าอูฝ่ายภักดีอีก 30 กว่าคนที่ไม่ทันระวังตัว ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ส่วนคนที่เหลือกว่าจะตั้งตัวได้ ก็สายไปเสียแล้ว
มหาปุโรหิตแย่งชิงคทาเซียนอูไปได้สองด้าม และเริ่มไล่ฆ่าล้างบางฝ่ายต่อต้านจนเลือดนองแผ่นดิน
ปุโรหิตสามในตอนนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ บาดเจ็บสาหัสจนพลังลดถอย รอดมาได้เพราะ ‘ปุโรหิตสอง’ ช่วยชีวิตไว้
แต่สถานการณ์ตอนนั้นกู้ไม่กลับแล้ว
เพื่อรักษาเชื้อไฟสุดท้ายไว้ ปุโรหิตสองได้มอบคทาเซียนอู ด้ามสุดท้ายที่จอมเวทย์ไห่อูฝากไว้ ให้ปุโรหิตสามดูแล แล้วส่งเขาพร้อมกับต้าอูที่บาดเจ็บจำนวนหนึ่งหนีออกจากอาณาจักร
จากนั้น เพื่อไม่ให้มหาปุโรหิตสมความปรารถนา ปุโรหิตสองจึงตัดสินใจสละชีพตัวเอง เปิดผนึก ‘ทะเลชีพจรปฐพี’ ที่อยู่ใต้อาณาจักร!
ชื่อของ ‘อาณาจักรเซียนไห่อู’ มีที่มาจากเมืองหลวงที่สร้างทับอยู่บนทะเลพลังอูใต้พิภพที่ถูกผนึกไว้โดยเซียนอู เพื่อให้พลังอูในอาณาจักรเข้มข้นตลอดเวลา
แต่ทะเลพลังอูนี้ใหญ่โตมโหฬาร หากระเบิดออกมาจะเป็นภัยพิบัติล้างโลก เซียนอูจึงผนึกไว้
ชีวิตของปุโรหิตสอง แลกกับการเปิดผนึกส่วนหนึ่ง
ทันทีที่ผนึกเปิดออก ทะเลพลังอูใต้พิภพก็ปะทุขึ้นมาดุจภูเขาไฟระเบิด
เพียงชั่วข้ามคืน อาณาจักรเซียนไห่อูอันยิ่งใหญ่จมอยู่ใต้มหาสมุทร ผู้คนนับไม่ถ้วนล้มตาย
ด้วยพลังอูอันมหาศาลและรุนแรงในน้ำทะเล นอกจากต้าอูและปุโรหิตไม่กี่คนแล้ว คนอื่นไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนได้
แต่มหาปุโรหิตที่มีคทาเซียนอูในมือนั้นแข็งแกร่งเกินไป สุดท้ายเหล่าต้าอูที่เหลือรอดต้องสละชีวิตนับสิบคน ถึงจะสังหารกายเนื้อของมหาปุโรหิตลงได้
และเพื่อไม่ให้มรดกทั้งหมดสูญหาย พวกเขาจึงผนึก ‘เมืองเซียนอู’ ใส่เข้าไปในแดนลับที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักร เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกน้ำทะเลกลืนกิน
เพราะในเมืองเซียนอู มีมรดกสำคัญของอาณาจักรเก็บไว้ หากวันหนึ่งปุโรหิตสามหรือคนที่หนีไปสามารถกลับมาได้ สิ่งของในแดนลับนี้ จะช่วยกอบกู้อาณาจักรให้กลับมาผงาดได้อีกครั้ง
และแดนลับแห่งนี้… ก็คือที่ที่พวกจางอวิ๋นยืนอยู่ตอนนี้
ส่วนทะเลหลานไห่ข้างนอก นั่นก็คือผลพวงจากการที่อาณาจักรจมน้ำ ผ่านกาลเวลาสองพันปีจนกลายเป็นทะเลกว้างใหญ่อย่างที่เห็น!
“เป็นอย่างนี้นี่เอง…”
ฟังจบ จางอวิ๋นก็พยักหน้าเข้าใจ
สรุปสั้นๆ คือ อาณาจักรล่มสลายเพราะคนกันเองตีกัน!
แต่อาณาจักรเซียนไห่อูนี่แข็งแกร่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เยอะเลย
ระดับเหลียนซวี… หนึ่งร้อยแปลงเทพ…
ขุมกำลังระดับนี้ อย่าว่าแต่สองพันปีก่อนเลย เอามาวางตอนนี้ ก็ไร้คู่ต่อสู้ทั้งทวีป!
ความคิดในหัวของจางอวิ๋นยิ่งพลุ่งพล่าน อนาคตจะสร้างขุมกำลัง อย่างน้อยต้องให้ได้ระดับเดียวกับอาณาจักรเซียนไห่อูนี่แหละ!
อีกอย่าง ข้อมูลที่ได้มาทำให้เขาสะดุดใจเรื่อง ‘จอมเวทย์ไห่อู’
ตามที่ฟังมา มรดกแก่นโลหิตที่เขาดูดซับไป น่าจะเป็นของจอมเวทย์ไห่อูท่านนี้… ศิษย์เอกของประมุขระดับเหลียนซวี!
มิน่าล่ะ เขาถึงรู้สึกว่าเคล็ดวิชาที่ได้มามันทรงพลังผิดปกติ ที่แท้ก็เป็นวิชาที่สืบทอดมาจากอริยปุโรหิตระดับเหลียนซวีนี่เอง!
สูดหายใจลึก จางอวิ๋นถามต่อ “แล้วมรดก 36 สายที่มหาปุโรหิตทิ้งไว้คืออะไร?”
“น่าจะเป็นของพวกต้าอูที่ตายในเหตุการณ์นั้น พวกเขาคงเก็บรักษาแก่นโลหิตและเศษเสี้ยววิญญาณเอาไว้…”
ปุโรหิตสามตอบเสียงเศร้า “ส่วนประตูเหล็กของมหาปุโรหิตเมื่อครู่ ข้าดูไม่ผิดน่าจะเป็น ‘ประตูเหล็กแฝงวิญญาณ’ ที่สร้างโดยการหลอมรวมวิญญาณจอมเวทย์นับร้อยเข้ากับสมองของตนเอง… วิชาสายมารที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์!”
“การทำแบบนี้แม้จะสูญเสียร่างมนุษย์ แต่สามารถยืดอายุขัยออกไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด และรอคอยร่างกายที่เหมาะสมเพื่อทำการยึดร่างได้ตลอดเวลา!”
จางอวิ๋นพยักหน้า เรื่องนี้เนตรเซียนบอกเขาหมดแล้ว
“แล้วทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้าหลังจากอาณาจักรจมน้ำ ก็หลบซ่อนตัวรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ที่ก้นทะเลหลานไห่ คอยตามหาแดนลับที่ถูกผนึกไว้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายทางเข้าแดนลับ จึงรีบตามมา!”
อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel Lucky
จางอวิ๋นเลิกคิ้ว ถามต่อ “แล้วป้ายคำสั่งหมายเลข 66 ของเจ้าล่ะ?”
“นั่นใช้คทาสร้างขึ้นมา…”
ปุโรหิตสามมองไปที่คางคกใต้ก้นอู๋ไห่ไห่
อ๊บ!
เจ้าคางคกสัมผัสได้ถึงสายตาเจ้านายเก่า ก็ร้องทีหนึ่ง พลังอูควบแน่นเบื้องหน้า
ป้ายคำสั่งอันหนึ่งปรากฏขึ้นทันที
“ป้ายคำสั่งและรูปปั้นมรดกที่เห็น ล้วนสร้างขึ้นด้วยพลังของคทาเซียนอู”
“คทาที่ข้าครอบครอง มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุพลังอูต่างๆ สามารถสร้างป้ายคำสั่งที่เหมือนของจริงได้ คทาทั้งสามด้ามมีต้นกำเนิดเดียวกัน มีอำนาจควบคุมเมืองเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่ข้าสร้าง มหาปุโรหิตจึงตรวจสอบไม่พบ”
จางอวิ๋นพยักหน้า ฟังก์ชัน ‘แปรเปลี่ยน’ นี้เขาเห็นในข้อมูลเนตรเซียนแล้ว
นึกอะไรขึ้นได้ จึงถามอีก “แล้วก่อนหน้านี้ เจ้าวาปรับส่งตัวระหว่างรูปปั้นมรดกได้อย่างไร?”
“นั่นก็เป็นความสามารถของคทา!”
ปุโรหิตสามอธิบาย “รูปปั้นมรดกพวกนั้นสร้างโดยคทาเซียนอู แต่ละรูปปั้นมีการเชื่อมต่อกัน อาศัยพลังของคทา ข้าจึงสามารถเคลื่อนย้ายผ่านพวกมันได้ในพริบตา!”
จางอวิ๋นเลิกคิ้วด้วยความทึ่ง
สรุปง่ายๆ คือในรูปปั้นมีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เชื่อมถึงกัน
ระดับศาสตราเซียนทำแบบนี้ได้ ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่
ครืนนน——!!
ขณะที่กำลังคุยกัน พื้นมหาวิหารใต้เท้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับถูกโจมตีอย่างหนักจากภายนอก...