วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 65 ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังดูหมิ่นข้า
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 65 ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังดูหมิ่นข้า
บทที่ 65 ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังดูหมิ่นข้า
รางวัลล้ำค่าชิ้นนั้น เมิ่งฝานยังคงเก็บถนอมไว้อย่างใจเย็น
เขาตั้งปณิธานไว้ว่าจะรอจนกว่าตนเองจะอ่านคัมภีร์กระบี่ในชั้นที่หนึ่งของหอพระคัมภีร์จนครบถ้วน เพื่อสั่งสมภูมิปัญญาและขัดเกลาวิถีกระบี่ให้แกร่งกล้าถึงขีดสุดเสียก่อน แล้วจึงค่อยไปหยั่งถึงแก่นแท้จากแผ่นจารึกเทพกระบี่ เมื่อถึงยามนั้น วิถีกระบี่ของเขาจะก้าวกระโดดขึ้นสู่ระดับใหม่ที่เหนือชั้นกว่าเดิมอย่างสิ้นเชิง
บรรยากาศบนยอดเขาสำนักกระบี่ซู่ซันในวันนี้ดูจะคึกคักยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก บริเวณโดยรอบแท่นทงเทียนถูกห้อมล้อมด้วยมวลชนจนแน่นขนัด แออัดยัดเยียดจนแทบจะมิมีที่ว่างให้แทรกกาย
หากเป็นเมื่อวาน มีเพียงศิษย์แกนหลักเท่านั้นที่มีสิทธิ์ก้าวเข้าสู่สนามประลอง ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนเป็นได้เพียงผู้ชม ทว่าวันนี้ กฎเกณฑ์กลับเปิดกว้าง มิว่าจะเป็นศิษย์ระดับใดหรือมีฐานะเช่นไร ขอเพียงมีความเชื่อมั่นในชั้นเชิงกระบี่ของตน ก็สามารถก้าวขึ้นสู่เวทีเพื่อท้าประลองกับเจียงผั่วเยว่ได้ทุกเมื่อ
แม้หลายคนจะรู้ซึ้งดีว่าฝีมือของตนมิอาจเทียบเคียงกับคู่ต่อสู้ได้ ทว่าการได้ขึ้นไปแสดงฝีไม้ลายมือและสัมผัสกับกลิ่นอายการต่อสู้ของยอดนักกระบี่ระดับอัจฉริยะเช่นนี้ ก็นับเป็นวาสนาครั้งหนึ่งในชีวิตที่หาได้ยากยิ่ง อีกทั้งการประลองในครานี้เน้นการชี้แนะแลกเปลี่ยน เจียงผั่วเยว่เองก็หาได้ลงมือรุนแรงถึงขั้นหมายเอาชีวิตไม่
ยามที่เมิ่งฝานเบียดเสียดฝ่าฝูงชนจนมาถึงขอบสนามได้ในที่สุด การประลองช่วงแรกก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว
บนแท่นทงเทียน เจียงผั่วเยว่ยืนตระหง่านเผชิญหน้ากับชายหนุ่มในชุดศิษย์สายในของสำนักซู่ซัน ทันทีที่การดวลเริ่มขึ้น เจียงผั่วเยว่เพียงตวัดกระบี่เพียงท่วงท่าเดียว ก็สามารถบีบคั้นให้ศิษย์สายในผู้นั้นต้องล่าถอยลงจากเวทีไปอย่างหมดจด
แม้มิได้ใช้พลังวัตรเข้าหักหาญ ทว่าวิชากระบี่ของเจียงผั่วเยว่กลับสูงส่งกว่าศิษย์สายในผู้นั้นหลายขุม ชั้นเชิงของทั้งคู่ต่างกันมิต่างจากฟ้ากับดิน ทว่าความพ่ายแพ้อันรวดเร็วนี้กลับมิได้ทำให้ความฮึกเหิมของเหล่าศิษย์คนอื่น ๆ ลดน้อยถอยลงเลย
ยิ่งเห็นว่าเจียงผั่วเยว่เพียงบีบให้ถอยร่นโดยมิได้สร้างบาดแผลรุนแรง ความกระตือรือร้นของฝูงชนก็ยิ่งพุ่งทะยานขึ้น ศิษย์สายในต่างพากันเรียงหน้าขึ้นเวทีมิได้ขาดสาย แม้แต่ศิษย์สายนอกบางคนที่มิเจียมตัวก็ยังริอ่านขึ้นไปลองดี เพียงชั่วระยะเวลาธูปหมดดอกเดียว เจียงผั่วเยว่ก็โค่นศิษย์ซู่ซันลงไปนับหลายสิบคนแล้ว
ในที่สุด ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของสำนักซู่ซันก็มิอาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้อีกต่อไป
ท่านก้าวออกมาประกาศก้องต่อบรรดาศิษย์ว่า “ศิษย์ซู่ซันที่มิใช่ระดับแกนหลัก หากผู้ใดปรารถนาจะท้าทายเจียงผั่วเยว่ จงข้ามด่านของ ‘เฉิงเฟยอวี้’ ไปให้ได้เสียก่อน!”
เฉิงเฟยอวี้ ยอดฝีมือผู้อันดับหนึ่งในการคัดเลือกศิษย์สายในครั้งล่าสุด และถูกคาดหมายว่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์แกนหลักในเร็ววัน บุคคลผู้นี้เปรียบเสมือน ‘ปราการหน้า’ ที่แข็งแกร่งที่สุดก่อนจะถึงระดับแกนหลักอย่างแท้จริง
การส่งเฉิงเฟยอวี้ออกมาเป็นผู้คัดกรองในครั้งนี้ นับว่าเป็นการกอบกู้หน้าตาของสำนักซู่ซันได้ดียิ่งนัก เพราะการปล่อยให้ศิษย์ปลายแถวขึ้นไปประลองอย่างไร้ระบบมิต่างจากการเอาชื่อเสียงสำนักไปทิ้ง หากแม้แต่เฉิงเฟยอวี้ยังเอาชนะมิได้ ก็หามีคุณสมบัติเพียงพอจะไปประชันคมกระบี่กับเจียงผั่วเยว่ไม่
บนแท่นทงเทียน เจียงผั่วเยว่ก้มศีรษะคำนับขอบคุณผู้อาวุโสท่านนั้นด้วยความซาบซึ้ง ท้ายที่สุดแล้ว การต้องมาเสียเวลารับมือกับมือใหม่ที่มิรู้ความจำนวนมากเช่นนี้ ก็เริ่มทำให้เขารู้สึกระอาอยู่มิน้อย
เจียงผั่วเยว่หาได้รังเกียจการประลองดาบกับผู้อื่นไม่ ทว่านั่นต้องเป็นการประลองที่คู่ควร อย่างน้อยฝ่ายตรงข้ามก็ควรจะรับมือเขาได้สักไม่กี่กระบวนท่า มิใช่การ ‘เผด็จศึกในพริบตา’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ เพราะมันหาได้มอบความรื่นรมย์ใด ๆ ให้แก่เขาเลย ท้ายที่สุดเมื่อก้าวขึ้นสู่ระดับจอมยุทธ์แล้ว ย่อมมิมีผู้ใดอยากจะประลองกับหุ่นไม้ฝึกซ้อมไปตลอดชีวิต
หลังจากมีเฉิงเฟยอวี้ก้าวออกมาทำหน้าที่เป็นด่านหน้า เจียงผั่วเยว่ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมิน้อย อย่างน้อยผู้ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายในยามนี้ ก็ล้วนแต่เป็นศิษย์ระดับแกนหลักของสำนักซู่ซันทั้งสิ้น ทว่าถึงกระนั้น มิว่าศิษย์แกนหลักคนแล้วคนเล่าจะเรียงหน้าขึ้นมา ก็ยังมิมีผู้ใดโค่นเจียงผั่วเยว่ลงได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมิมีใครรับมือเขาได้ถึงสิบกระบวนท่าเลยสักคนเดียว
เมิ่งฝานเฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ ในสายตาของเขานั้น การที่คนเหล่านี้ละทิ้งตบะบารมีแล้ววัดกันด้วย ‘วิถีกระบี่บริสุทธิ์’ กลับช่วยให้เขาพินิจพิจารณาและซึมซับศาสตร์กระบี่แขนงต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“เมิ่งฝาน! เจ้ามาเร็วนักนะ ดูท่าว่าเสน่ห์ของ ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ของข้าคนนี้จะรุนแรงมิเบาเลยทีเดียว!” หลิวเยียนผิงเบียดฝ่าฝูงชนเข้ามาปรากฏกายข้างเมิ่งฝานโดยมิทันตั้งตัว
ว่าที่คู่หมั้นที่นางกล่าวถึง ย่อมหมายถึงเจียงผั่วเยว่ผู้โดดเด่นแห่งคุนหลุนนั่นเอง ส่วนศิษย์พี่เนี่ยปิงที่นางเคยพร่ำเพ้อถึงก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับถูกปัดตกไปอยู่ในมุมมืดของความทรงจำ… หรืออาจจะถูกเขี่ยทิ้งไปอย่างถาวรเสียแล้ว
ในจังหวะนั้น เมิ่งฝานพลันนึกถึงเย่เฟิง ชายหนุ่มผู้เพียรตามจีบหลิวเยียนผิงในหอตรัสรู้กระบี่ขึ้นมาทันควัน เจ้าหนุ่มนั่น ช่างเป็นคนที่น่าเวทนาแท้ ๆ
“ว่าที่คู่หมั้นของท่านน่ะ เขารู้จักมักจี่กับท่านบ้างแล้วหรือยังขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยขัดคอขึ้นมาอย่างไร้ไมตรี
“ก็ข้าบอกว่าเป็น ‘ว่าที่’ อย่างไรเล่า แน่นอนว่าเขายังมิรู้จักข้าหรอก!” หลิวเยียนผิงขมวดคิ้วค้อนใส่เมิ่งฝานวงหนึ่ง
“ข้าว่าท่านควรใช้คำว่า ‘คู่หมั้นในชาติหน้า’ น่าจะตรงความหมายและดูสมเหตุสมผลกว่าเยอะเลยนะขอรับ”
“เจ้านี่ นับวันจะยิ่งปากร้ายขึ้นทุกทีแล้วนะ!”
หลิวเยียนผิงถลึงตาใส่เมิ่งฝานด้วยความไม่พอใจ ทว่านางก็หาได้สะทกสะท้านต่อคำถากถางนั้นไม่ เพราะนางเองก็รู้ซึ้งดีว่าเรื่องนี้เป็นเพียงฝันลม ๆ แล้ง ๆ นางแค่พูดออกมาตามใจปรารถนาเท่านั้น มิเคยคิดจะเข้าไปทำความรู้จักกับเจียงผั่วเยว่จริง ๆ เสียหน่อย
“เอ๊ะ? นั่นศิษย์พี่เฉิงเฟยอวี้มิใช่รึ เหตุใดเขาถึงขึ้นไปอยู่บนแท่นทงเทียนได้เล่า ดูท่าทางเหมือนเขากำลังจะเปิดเวทีประลองเองเสียอย่างนั้น?” หลิวเยียนผิงถามด้วยความฉงน เพราะนางเพิ่งมาถึงจึงมิทราบความเป็นไปก่อนหน้า
เมิ่งฝานจึงช่วยสรุปสถานการณ์ให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนจะหัวเราะร่าแล้วแกล้งเย้าว่า “พี่สาวมิอยากขึ้นไปลองดูบ้างรึขอรับ? ด้วยฝีมือกระบี่ระดับท่าน มีหวังเอาชนะศิษย์พี่เฉิงได้สบาย ๆ แล้วท่านจะได้เข้าใกล้ชิดกับเจียงผั่วเยว่ด้วย ด้วยรูปโฉมอันงดงามของท่าน บางทีหลังจากได้ประลองดาบกันแล้ว เจียงผั่วเยว่อาจจะเกิด ‘ตามืดบอด’ ขึ้นมาเฉียบพลัน แล้วตกหลุมรักท่านตั้งแต่แรกเห็นเลยก็ได้นะขอรับ!”
หลิวเยียนผิงจ้องเขม็งไปที่เมิ่งฝานด้วยแววตาขุ่นเคืองถึงขีดสุด
“เมิ่งฝาน ข้ารู้สึกว่าเจ้ากำลังดูหมิ่นข้าอยู่นะ!”
“พี่สาวหลิว ท่านสมควรมีความมั่นใจในตัวเองให้มากกว่านี้นะขอรับ”
“เหอะ! อย่างเจ้าเนี่ยนะจะมาพูดจาให้กำลังใจคนอื่นเป็นด้วย?” หลิวเยียนผิงแค่นเสียงอย่างมิอยากจะเชื่อหู
“ข้าหมายความว่า ท่านควรจะมั่นใจในสิ่งที่ข้าพูดมากกว่านี้ ตัดคำว่า ‘ข้ารู้สึกว่า’ ออกไปได้เลยขอรับ”
หลิวเยียนผิงถึงกับยืนงงงันอยู่ครู่หนึ่ง สมองพยายามประมวลผลความหมายที่ซ่อนอยู่
ตัดคำว่า ‘ข้ารู้สึกว่า’ ออกไปงั้นรึ?
เพียงอึดใจต่อมา นางก็พลันแจ้งแก่ใจว่าประโยคที่เหลือคือ ‘เจ้ากำลังดูหมิ่นข้าอยู่’ นางจึงแผดเสียงด่าด้วยความฉุนเฉียว “เจ้าเด็กบ้า! อยากตายนักใช่ไหม!”
เมิ่งฝานเพียงยักไหล่อย่างมินำพา พลางเอ่ยหน้าตายว่า “ต่อให้ท่านอยากจะฆ่าข้า… ดูเหมือนพี่สาวก็คงจะสู้ข้ามิได้อยู่ดีนะขอรับ”
หลิวเยียนผิงถึงกับอกสั่นขวัญแขวนด้วยความโกรธที่พุ่งพล่านจนหน้าแดงก่ำ
“โอ๊ย! ข้าโกรธจนจะอกแตกตายอยู่แล้ว!”
หลังจากพ่นลมหายใจระบายโทสะออกมาพักใหญ่ นางก็ปรับเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้น
“เมิ่งฝาน เจ้าลองบอกข้ามาตามตรงเถิด เจ้าคิดว่าในบรรดาศิษย์สำนักซู่ซันของเราพอจะมีใครที่มีชั้นเชิงกระบี่เหนือชั้นพอจะสยบเจียงผั่วเยว่ลงได้บ้างไหม?”
“ความจริงก็พอจะมีอยู่ขอรับ” เมิ่งฝานตอบกลับทันควันโดยมิเสียเวลาคิด
“ใครกัน?” หลิวเยียนผิงจ้องหน้าเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจยิ่งนัก
นางปักใจเชื่อไปแล้วว่า ในหมู่ศิษย์สายในหรือแม้แต่ศิษย์แกนหลักทั่วทั้งซู่ซัน มิมีผู้ใดจะต้านทานวิถีกระบี่ของเจียงผั่วเยว่ได้เลย เว้นเสียแต่บรรดาผู้คุมกฎหรือผู้อาวุโสจะลงมือเอง ทว่าแม้แต่ผู้ปฏิบัติการทั่วไป นางยังแอบกังขาเลยว่าหากวัดกันที่ ‘เพลงกระบี่ล้วน ๆ’ โดยมิใช้พลังข่มขู่ พวกเขาเหล่านั้นจะยังเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับอัจฉริยะจากคุนหลุนผู้นี้อยู่หรือไม่
“ศิษย์เฝ้าหอศาสตราคนปัจจุบัน ก็นับเป็นศิษย์ผู้หนึ่งมิใช่รึขอรับ?” เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นลอย ๆ พลางปัดฝุ่นที่แขนเสื้อ
หลิวเยียนผิงถึงกับกลอกตาขึ้นมองฟ้า ครานี้นางหัวไวพอจะรู้ทันทีว่าเมิ่งฝานกำลังยกยอตัวเองอยู่ ทว่าหากจะพูดกันตามเนื้อผ้า ในด้านวิถีกระบี่เพียว ๆ นางเองก็แอบเทใจให้เมิ่งฝานอยู่มิน้อย
ท้ายที่สุดแล้ว ทั่วทั้งสำนักซู่ซัน นางยังมิเคยพบเห็นผู้ใดที่มีความเข้าใจในศาสตร์แห่งกระบี่ได้ล้ำลึกเท่าเมิ่งฝานมาก่อน โดยเฉพาะการที่นางเคยได้รับการชี้แนะจากเขามานับครั้งมิถ้วน ทำให้นางมีความเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างไร้เงื่อนไข อาจกล่าวได้ว่าทั่วทั้งขุนเขาซู่ซัน คงมีเพียงนางและท่านผู้เฒ่าหลินเท่านั้นที่มีความเชื่อมั่นอันแรงกล้าต่อบุรุษผู้นี้ ในขณะที่คนสติดีคนอื่น ๆ คงมองว่าเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันไร้สาระ
“ทว่า ถึงแม้เจ้าจะมีความสามารถพอจะสยบเจียงผั่วเยว่ได้จริง ๆ ข้ากลับเห็นว่าเจ้ามิสมควรขึ้นไปบนเวทีนั่นเด็ดขาด” หลิวเยียนผิงกระซิบกับเมิ่งฝานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างฉับพลัน
เมิ่งฝานหันขวับมามองนางด้วยความฉงน เพราะเดิมทีเขาคาดว่าแม่สาวน้อยช่างเจรจาคนนี้จะยุยงให้เขาขึ้นไปสำแดงเดชเสียอีก
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นเล่าขอรับ?”
“หากเจ้ามีตบะอยู่ในระดับอาณาจักรเทียนหยวน การเอาชนะเจียงผั่วเยว่ได้ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้คนพอจะยอมรับได้ ทว่ายามนี้เจ้ากลับมีเพียงระดับเจินอู่เท่านั้น หากริอ่านโค่นยอดฝีมือระดับจินตันลงได้จริง ความเหลื่อมล้ำนั้นมันจะดูเหลือเชื่อจนเกินงามไปมาก!”
“บัดนี้บนยอดเขาซู่ซัน มิได้มีเพียงพวกเราเท่านั้น ทว่ายังมีผู้คนจากสำนักอู๋จี๋และคุนหลุนเฝ้าจับตามองอยู่ หากเจ้าสำแดงความโดดเด่นจนเกินหน้าเกินตาเช่นนี้ ย่อมยากจะเลี่ยงพ้นความริษยาอาฆาต และอาจถึงขั้นชักนำมหันตภัยมาสู่ตัวได้! ท้ายที่สุดแล้ว คำกล่าวที่ว่าสวรรค์มักอิจฉายอดคนนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ข้ามิอาจชี้ชัด แต่ที่แน่ ๆ คือ ‘มนุษย์ด้วยกัน’ นี่แหละที่มักจะทนเห็นใครดีเกินหน้าตนเองมิได้!”
หลิวเยียนผิงร่ายยาวด้วยความระมัดระวังยิ่ง นางกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนมีเพียงเมิ่งฝานเท่านั้นที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นอย่างแจ่มชัด
เมิ่งฝานลอบสำรวจนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมลึก ๆ เขายังรู้สึกประหลาดใจมิใช่น้อย เพราะแม่สาวน้อยผู้นี้มักจะแสดงตัวว่าเป็นคนซื่อบื้อไร้แก่นสารมาโดยตลอด ทว่าครานี้นางกลับเอ่ยวาจาที่เต็มไปด้วยสติปัญญาและมองการณ์ไกล ทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่า… ในโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ มิมีใครที่โง่เขลาอย่างแท้จริง มีเพียงผู้ที่รู้จัก ‘แสร้งโง่’ เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
“วางใจเถิด ข้ารู้ดีว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร” เมิ่งฝานตอบกลับพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
นี่เองคือเหตุผลลึก ๆ ที่เขาตัดสินใจมิเข้าร่วมศึกชิงเจ้ากระบี่ในครั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้ว แม้เราจะมิคิดมุ่งร้ายต่อผู้ใด ทว่าการรักษาความระแวดระวังต่อคนรอบข้างก็เป็นสิ่งที่มิอาจละเลยได้ โดยเฉพาะยามที่ระดับการบ่มเพาะของเขายังต่ำต้อยนัก การซ่อนคมในฝักและรักษาความรอบคอบจึงเป็นคุณสมบัติที่เขาให้ความสำคัญที่สุด
“โอ๊ะ! มีคนโค่นศิษย์พี่เฉิงเฟยอวี้ลงได้แล้ว!” เสียงร้องอุทานของหลิวเยียนผิงดังขึ้นขัดจังหวะ
เมิ่งฝานเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของเฉิงเฟยอวี้ทันที เพราะก่อนหน้านี้เขามัวแต่จดจ่ออยู่กับท่วงท่าของเจียงผั่วเยว่เพียงอย่างเดียว
“นั่นคือใครรึ?” เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความสนใจ
ผู้ที่สามารถเอาชนะเฉิงเฟยอวี้ได้นั้น กลับเป็นเพียงศิษย์สายในของสำนักซู่ซันผู้หนึ่ง ท่วงท่าการวางตัวภายใต้ชุดศิษย์สายในของเขานั้นดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างมาก
“นั่นคือศิษย์น้อง ‘เหอหยิ่ง’ !” หลิวเยียนผิงขมวดคิ้วมุ่น แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เมิ่งฝานเองก็ฉงนใจมิแพ้กัน เพราะหลิวเยียนผิงเรียกขานอีกฝ่ายว่า ‘ศิษย์น้อง’ มิใช่ ‘ศิษย์พี่’ นั่นหมายความว่าเหอหยิ่งผู้นี้เพิ่งจะเข้าสู่ทำเนียบศิษย์สายในหลังจากหลิวเยียนผิงเสียด้วยซ้ำ ทว่าสิ่งที่ทำให้เมิ่งฝานต้องขมวดคิ้วหนักขึ้น คือเขามองเห็นอย่างชัดแจ้งว่า เหอหยิ่งผู้นี้มีระดับการบ่มเพาะเพียงขั้นที่หนึ่งของอาณาจักรเจินอู่เท่านั้น!
ซึ่งหากเทียบกับเฉิงเฟยอวี้ที่อยู่ถึงจุดสูงสุดของอาณาจักรเจินอู่ขั้นที่เก้าแล้ว ทั้งคู่มีระยะห่างของตบะบารมีถึงแปดชั้นเต็ม ๆ!
แม้การประลองในวันนี้จะเน้นหนักไปที่ชั้นเชิงกระบี่โดยมิกริ่งเกรงต่อระดับพลัง ทว่าการที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเริ่มต้นสามารถสยบยอดฝีมือระดับสูงสุดลงได้นั้น ก็นับว่าเหอหยิ่งผู้นี้คืออัจฉริยะที่โดดเด่นเหนือฝูงชนอย่างแท้จริง ความเชี่ยวชาญในวิถีกระบี่ของเขาช่างน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก!
“นี่สิถึงจะเรียกว่ายอดอัจฉริยะ ช่างน่าเสียดายที่เมื่อครู่ข้ามัวแต่มองไปทางอื่น จนมิได้ทันสังเกตวิถีกระบี่ของเขา” เมิ่งฝานถอนหายใจยาวพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง