วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 160 หลอมศพ หลอมวิญญาณ สิ้นไร้ซึ่งมโนธรรม
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 160 หลอมศพ หลอมวิญญาณ สิ้นไร้ซึ่งมโนธรรม
บทที่ 160 หลอมศพ หลอมวิญญาณ สิ้นไร้ซึ่งมโนธรรม
ที่เมิ่งฝานกล่าวเช่นนี้ มิได้มีเจตนาจะเยาะเย้ยเย่ชิงอวี๋ แต่มันคือความสัตย์จริง คนเช่นเย่ชิงอวี๋นั้น เหมาะสมที่จะพำนักอยู่ในซูซานเพื่อเป็นนักปรุงยาผู้เคร่งครัดเสียมากกว่า
อันที่จริงในสำนักซูซานอันกว้างใหญ่ คนที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเย่ชิงอวี๋นั้นมีอยู่ไม่น้อย เรียกได้ว่าดาษดื่นทีเดียว
มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมายที่มีตบะแก่กล้ากว่านาง ไม่ว่าจะเป็นระดับหนิงตาน ระดับอิ่นเสิน หรือแม้แต่ระดับหยวนเสินที่ไม่เคยสังหารผู้ใดเลยก็มีอยู่มาก
การมีตบะสูงส่ง มิได้หมายความว่าต้องเคยพรากชีวิตผู้อื่นเสมอไป!
สำนักซูซานนั้นมีสาขาย่อยมากมาย
จะมีก็เพียงคนของ ‘หอคุมกฎ’ เท่านั้นที่สองมือมักแปดเปื้อนโลหิตอยู่เป็นนิจ
หอคุมกฎมิได้มีหน้าที่เพียงสะสางคนทรยศภายในสำนักเท่านั้น แต่ภายนอกยังต้องออกไปปฏิบัติภารกิจกำจัดอสูรปราบมารอยู่บ่อยครั้ง
ทว่า ‘อสูรมาร’ ในที่นี้ ก็เป็นดั่งที่เมิ่งฝานกล่าวไว้ก่อนหน้า มิได้หมายถึงเพียงปีศาจหรือสัตว์อสูรเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงพวกมารร้ายที่สิ้นไร้มนุษยธรรม หรือโจรโฉดที่ก่อกรรมทำชั่วไปทั่วหล้า ซึ่งบางครั้งคนของหอคุมกฎซูซานก็ต้องยื่นมือเข้าไปจัดการ
เย่ชิงอวี๋เป็นคนของหอปรุงยา การที่นางจะมีจิตใจเมตตาและใจอ่อนไปบ้างก็นับว่ามิใช่เรื่องผิดแปลกอันใด!
นางมิได้โต้แย้งคำพูดของเมิ่งฝาน เพราะตัวนางเองก็เห็นพ้องว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้นมีเหตุผล
ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีนางก็มิใช่คนชอบลงจากเขาอยู่แล้ว ครั้งนี้หากมิใช่เพื่อมรดกสืบทอดของเซียนกระบี่โอสถ นางย่อมไม่มีวันก้าวพ้นประตูสำนักซูซาน
ทำได้เพียงโทษว่าโชคไม่ดีที่ต้องมาพบเห็นโจรป่าเข่นฆ่าราษฎรเช่นนี้
ซึ่งตามจริงแล้ว โอกาสที่จะบังเอิญเจอเหตุการณ์เช่นนี้นับว่าน้อยยิ่งนัก!
“ศิษย์พี่เมิ่ง แล้วซากศพของชาวบ้านเหล่านี้ จะจัดการอย่างไรดี?”
เย่ชิงอวี๋มิได้จมปลักอยู่กับเรื่องเมื่อครู่ แต่นางเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นสนทนา
เพราะต่อให้ครุ่นคิดไปก็ไร้ประโยชน์ แม้จะมอบโอกาสให้นางอีกครั้ง นางก็คงมิอาจทำใจสังหารโจรป่าเหล่านั้นได้อยู่ดี
เมิ่งฝานกวาดสายตามองซากศพที่เกลื่อนกราดพลางส่ายหน้า “มิจำเป็นต้องจัดการหรอก ประเดี๋ยวก็คงมีผู้คนสัญจรผ่านมา เมื่อเห็นเข้าพวกเขาย่อมไปแจ้งทางการเอง”
เขาได้ชำระแค้นให้คนเหล่านี้แล้ว มิมีความจำเป็นต้องทำสิ่งใดเพิ่มเติมอีก
เย่ชิงอวี๋พยักหน้า ก่อนจะบังคับรถม้ามุ่งหน้าต่อไป
เหตุการณ์เล็กน้อยนี้มิได้ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของพวกเขามากนัก
ทว่าหลังจากที่พวกเขาจากไปได้ไม่นาน บุรุษในชุดคลุมสีดำผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ณ ที่แห่งนั้น
บุรุษผู้นั้นจ้องมองซากศพที่เกลื่อนพื้นพลางเผยรอยยิ้มเย็นเยือก
“โชคดีเสียจริง นึกไม่ถึงว่าจะได้พบศพที่ยังสดใหม่มากมายถึงเพียงนี้ แถมแต่ละร่างเพิ่งจะสิ้นใจได้ไม่นาน”
คนผู้นี้เฉกเช่นเดียวกับพวกเมิ่งฝานที่บังเอิญเดินทางผ่านมา
ทว่าจุดที่ต่างกันคือ คนผู้นี้สังกัด ‘สำนักหลอมวิญญาณ’
สำนักหลอมวิญญาณ คือสำนักฝ่ายมารที่เพิ่งเรืองอำนาจขึ้นมาใหม่
วิชาของพวกเขาคือการหลอมศพ หลอมวิญญาณ หรือแม้แต่หลอมทารก…
นับเป็นวิชาที่ฝืนลิขิตสวรรค์และสิ้นไร้ซึ้งมโนธรรมยิ่งนัก
บุรุษผู้นี้ฝึกฝนวิชาหลอมวิญญาณ เขาหยิบธงหลอมวิญญาณออกมาผืนหนึ่งและเริ่มร่ายอาคม
เพียงครู่เดียว ดวงวิญญาณมากมายถูกกระชากออกจากซากศพที่นอนทอดร่างอยู่ เสียงหวีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่ว ก่อนที่ดวงวิญญาณเหล่านั้นจะถูกสูบหายเข้าไปในธงหลอมวิญญาณ
นี่คือวิถีแห่งมารนอกรีตโดยแท้!
หากเมิ่งฝานและเย่ชิงอวี๋รั้งรออยู่อีกเพียงครู่เดียว พวกเขาย่อมได้มีโอกาสกำจัดมารร้ายนี้เพื่อความสงบสุขของใต้หล้า
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาจากไปเสียก่อนแล้ว
รถม้ายังคงเคลื่อนที่ต่อไป และไม่นานราตรีกาลก็มาเยือนอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง จึงตัดสินใจเข้าพักในโรงเตี๊ยม
หากเลือกได้ ผู้ใดจะอยากนอนบนรถม้ากันเล่า?
การได้เอนกายบนเตียงนุ่มในโรงเตี๊ยมย่อมรื่นรมย์กว่าเป็นไหน ๆ
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม เมิ่งฝานย่อมมิพลาดที่จะสั่งอาหารรสเลิศมาชุดใหญ่เพื่อเสพสุข
เย่ชิงอวี๋ที่เมื่อวานยังปฏิเสธขนมโก๋ กลับมิอาจต้านทานเย้ายวนของเนื้อปลาและอาหารรสเลิศได้ นางจึงร่วมรับประทานกับเมิ่งฝานจนอิ่มหนำสำราญ
เมื่อเข้าสู่ยามวิกาล เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิบนเตียงและเริ่มเข้าสู่การบำเพ็ญเพียร
วิชาหลักที่เขาฝึกฝนยังคงเป็นกายาอริยชิงหลง ส่วนเรื่องปราณแท้นั้นเขามิได้รีบร้อน
ด้วยมีโอสถวัชระคอยเกื้อหนุน อีกไม่นานเขาย่อมสามารถผลักดันกายาอริยชิงหลงให้บรรลุถึงขั้นที่สามได้!
และเมื่อบรรลุขั้นที่สามแล้ว เขาจึงจะชะลอการฝึกกายาลงเพื่อหันไปเน้นการฝึกฝนปราณแท้เป็นหลัก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ในขณะที่เมิ่งฝานกำลังจมดิ่งอยู่ในการฝึกตน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เขาลืมตาขึ้นด้วยความฉงนใจ
ดึกดื่นปานนี้แล้ว ใครจะมาเคาะประตูห้องเขากัน?
เสี่ยวเอ้อรึ?
ก็เป็นไปได้ หากเป็นเสี่ยวเอ้อในเพลานี้ย่อมต้องมีธุระเร่งด่วนแน่นอน
เมิ่งฝานลุกจากเตียงไปเปิดประตู
ทว่าผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังบานประตูกลับมิใช่เสี่ยวเอ้อ แต่เป็นเย่ชิงอวี๋
เขารู้สึกฉงนยิ่งนักจึงเอ่ยถาม “ศิษย์พี่หญิงเย่ ดึกดื่นปานนี้แล้ว เจ้ามีธุระอันใดรึ?”
สตรีเพศมาเคาะประตูห้องบุรุษกลางดึกเช่นนี้ เมิ่งฝานรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยปลอดภัยเอาเสียเลย
แต่โชคยังดีที่พลังฝีมือของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่านาง เขาจึงมิได้เกรงกลัวว่านางจะใช้กำลังบังคับขืนใจ
“ศิษย์พี่เมิ่ง เมื่อตอนกลางวันท่านมิใช่บอกว่าคืนนี้จะร่วมวงผลักไพ่เก้ากันต่อหรอกรึ?” เย่ชิงอวี๋ก้มหน้าลงพลางเอ่ยด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ
นางย่อมรู้ดีว่าการมาหาบุรุษถึงห้องในยามวิกาลเช่นนี้มิใช่เรื่องที่เหมาะสม
แต่นางกลั้นใจไม่อยู่จริง ๆ
ยามที่อยู่ลำพังในห้อง นางกลับกระวนกระวายใจจนไม่อาจนิ่งเฉย ในหัวมีแต่ภาพการผลักไพ่เมื่อคืนวานวนเวียนอยู่มิจางหาย
หลังจากอดทนมาได้ร่วมหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดนางก็พ่ายแพ้ต่อความต้องการและมาเคาะประตูห้องเขาจนได้
เสน่ห์เย้ายวนของสิ่งนี้นั้น ยากที่จะต้านทานได้จริง ๆ
มิเช่นนั้น บนโลกเดิมของเมิ่งฝาน คงมิมีผู้คนมากมายที่ลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น กระทั่งยอมสูญเสียทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัวก็ยังไม่ยอมหันหลังกลับ
เมิ่งฝานมองดูเย่ชิงอวี๋พลางเผยรอยยิ้มขื่นอย่างจนใจ
เขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!
ทว่าศิษย์พี่หญิงเย่ผู้นี้ ปกติวางตัวเย็นชาดูราวกับเทพธิดาผู้มิยึดติดในทางโลก
แต่นึกไม่ถึงว่าพลังใจจะอ่อนแอถึงเพียงนี้ เพียงแค่คืนเดียวก็ลุ่มหลงในไพ่เก้าเสียแล้ว
“เข้ามาเถิด!” เมิ่งฝานกล่าว
และแล้วในคืนนั้น เมิ่งฝานก็ร่วมตกต่ำไปกับเย่ชิงอวี๋ เขาละทิ้งการบำเพ็ญเพียร และต้องกล้ำกลืนน้ำตา รับหินวิญญาณเข้ากระเป๋าไปอีกกว่าร้อยก้อน
ความหวังที่จะถอนทุนคืนของเย่ชิงอวี๋ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง!
รุ่งเช้าของวันถัดมา ยามแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า
“ศิษย์พี่หญิงเย่ สิ่งเหล่านี้นับเป็นเครื่องรื่นรมย์ที่ทำให้เสียปณิธาน เจ้าควรจะลดละเลิกเสียเถิด” เมิ่งฝานมองดูสภาพของนางพลางกล่าวอย่างจนใจ
เดิมทีเขาสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อฆ่าเวลา
นึกไม่ถึงว่าเย่ชิงอวี๋จะลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้นถึงเพียงนี้
เขานึกว่าด้วยจิตใจที่มั่นคงของนางย่อมมิมีทางติดงอมแงม แต่กลับกลายเป็นว่าเขาประเมินนางสูงไป
หรือบางที… เขาอาจจะประเมินอานุภาพเย้ายวนของการพนันต่ำเกินไป
ยาเสพติด การพนัน และกามคุณ คือปีศาจร้ายที่กัดกินมวลมนุษย์มาแต่โบราณกาล
“ของพรรค์นี้ วันหน้ามิอาจนำออกมาใช้อีก มันช่างเป็นภัยแก่ผู้คนนัก” เมิ่งฝานรำพึงในใจ
“เสียปณิธานอันใดกัน ข้าแค่โชคไม่ดีเท่านั้น คืนพรุ่งนี้ข้าจะต้องทำให้ท่านคายหินวิญญาณที่ชนะข้าไปออกมาให้หมดจงได้!” เย่ชิงอวี๋จ้องมองเมิ่งฝานด้วยแววตาที่ไม่ยอมแพ้
โชคไม่ดีงั้นรึ?
หึ ๆ หากขืนเล่นต่อไป มีหวังนางได้หมดเนื้อหมดตัวจนสิ้นซากแน่นอน!
เมิ่งฝานถอนหายใจยาว ก่อนจะสะบัดมือไปที่ไพ่เก้าบนโต๊ะ
พริบตาเดียว แผ่นไม้ทั้งสามสิบสองแผ่นก็แหลกสลายกลายเป็นผุยผง
“ท่านทำอะไรน่ะ?” เย่ชิงอวี๋เห็นไพ่ถูกทำลายก็อุทานออกมาด้วยความร้อนรน
เมิ่งฝานหยิบหินวิญญาณสามร้อยกว่าก้อนที่ชนะนางมาออกมา
“ศิษย์พี่หญิงเย่ หินวิญญาณเหล่านี้ข้าคืนให้เจ้า เรื่องเล่นไพ่ก่อนหน้านี้ถือเสียว่าเป็นเพียงการหยอกล้อกันเท่านั้น” เขาดันหินวิญญาณทั้งหมดไปตรงหน้านาง
เย่ชิงอวี๋มองหินวิญญาณเหล่านั้นพลางขมวดคิ้ว
จากการที่เมิ่งฝานทำลายไพ่ทิ้ง นางก็พอจะเข้าใจเจตนาของเขา
“ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านมิทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไปหน่อยรึ มันก็เป็นเพียงแค่เกมอย่างหนึ่งเท่านั้น”
นางจะถูกเกมเล็ก ๆ เพียงเท่านี้ทำลายชีวิตเชียวหรือ?