วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา - บทที่ 115 ศัสตราสามัญ กระบี่วิญญาณ กระบี่อาคม
- Home
- วิถีกระบี่บรรลุเทพ ตำนานยอดเซียนแห่งหอศาสตรา
- บทที่ 115 ศัสตราสามัญ กระบี่วิญญาณ กระบี่อาคม
บทที่ 115 ศัสตราสามัญ กระบี่วิญญาณ กระบี่อาคม
หลังจากที่เมิ่งฝานและศิษย์พี่หลัวช่วยกันจัดเก็บกระบี่ทั้งหมดเข้าฝักจนเรียบร้อย เจ้าหญิงอวี้ฉีก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยความประหม่าและเก้อเขิน
จะก้าวเท้าเดินจากไปก็มิกล้า จะยืนอยู่ต่อก็วางตัวมิถูก
ท่านผู้เฒ่าหลินปรายตามองไปยังเจ้าหญิงอวี้ฉี ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบราบ
“เจ้าเป็นบุตรสาวของหยางเทียนซวี่ใช่หรือไม่?”
เจ้าหญิงอวี้ฉีรีบก้มศีรษะคารวะด้วยความนอบน้อม “ผู้น้อยหยางอวี้ฉี ขอคารวะท่านผู้อาวุโส ท่านรู้จักพระบิดาของข้าด้วยหรือเจ้าคะ?”
ท่านผู้เฒ่าหลินทอดถอนใจเฮือกใหญ่ แววตาที่เคยเฉยชาพลันปรากฏร่องรอยแห่งอดีตอันแสนไกลที่พรั่งพรูขึ้นมา
แม้ก่อนหน้านี้ท่านจะเอ่ยถึงบิดาของนางด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง แต่เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับราชาแห่งต้าหลงนั้นลึกซึ้งเกินกว่าคนทั่วไปจะจินตนาการได้
“เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เยาว์วัย มีหรือที่ข้าจะไม่รู้จัก?” ท่านผู้เฒ่าหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
เมิ่งฝานที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ลอบมองอาจารย์ครู่หนึ่ง พลางนึกในใจว่าเหตุการณ์เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
มิน่าเล่า ยามที่เขาถูกนางฟันดาบใส่ อาจารย์กลับทำนิ่งเฉยมิยอมปรากฏกาย แต่พอเขาจะบั่นคอเจ้าหญิงผู้นี้เข้าจริง ๆ อาจารย์กลับถลาออกมาขวางในทันควัน!
สุดท้าย ข้าก็เป็นเพียงเด็กที่เก็บมาเลี้ยง มิใช่บุตรในอุทรจริง ๆ สินะ เมิ่งฝานค่อนแคะในใจอย่างขำ ๆ
ทางด้านเจ้าหญิงอวี้ฉี เมื่อได้ยินคำตอบนั้นนางก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“เหตุใดพระบิดาจึงมิเคยบอกข้าเลยว่าท่านมีสหายเก่าอยู่ที่สำนักกระบี่ซู่ซัน?”
นางประหลาดใจอย่างแท้จริง ปกติก่อนที่จะออกเดินทางมายังซู่ซัน หากพระบิดามีมิตรสหายอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็ควรจะกำชับนางให้มาเยี่ยมเยียนหรือฝากตัวรับใช้บ้างสิ!
เดี๋ยวก่อน หรือว่า…
มิน่าเล่า พระบิดาถึงได้เจาะจงให้ข้ามาขอกระบี่ที่หอศาสตราแห่งนี้ บางทีท่านอาจจะรู้อยู่แล้วว่าผู้อาวุโสท่านนี้เป็นผู้พิทักษ์หอศาสตราจึงส่งนางมาที่นี่ แต่ปัญหาที่ค้างคาใจก็คือเหตุใดท่านถึงมิบอกนางตรง ๆ
“ที่พ่อของเจ้ามิบอก อาจเป็นเพราะท่านมิได้ถือว่าข้าเป็นมิตรอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้!” ท่านผู้เฒ่าหลินส่ายหัวช้า ๆ สีหน้าค่อย ๆ กลับมาสงบนิ่งดังเดิม
“ได้ยินว่าเจ้ามาที่ซู่ซันเพื่อขอกระบี่? หยางเทียนซวี่ตาแก่นั่นเป็นคนสั่งเจ้ามาใช่ไหม?”
เจ้าหญิงอวี้ฉีพยักหน้าพลางตอบว่า “เป็นไปตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าค่ะ”
ท่านผู้เฒ่าหลินถามต่อ “แล้วท่านให้เจ้ามาขอกระบี่เล่มใด?”
หอศาสตราแห่งสำนักซู่ซันรวบรวมศัสตราเลื่อมชื่อแห่งแผ่นดินไว้นับไม่ถ้วน การที่มีผู้มาขอกระบี่ที่นี่จึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
“กระบี่หิมะสมุทร!”
ทันทีที่สิ้นคำพูดของเจ้าหญิง คิ้วของท่านผู้เฒ่าหลินก็ขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
เมิ่งฝานที่ยืนอยู่ด้านข้างสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของอาจารย์ ก็อดรู้สึกประหลาดใจมิได้
เพียงแค่ชื่อกระบี่เล่มเดียว เหตุใดจึงทำให้ยอดคนอย่างอาจารย์ต้องแสดงสีหน้าที่ซับซ้อนและหนักใจถึงเพียงนี้?
ดูท่าว่ากระบี่เล่มนี้… คงจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเสียแล้ว
เมิ่งฝานมิเคยได้ยินนามของกระบี่หิมะสมุทรเล่มนี้มาก่อน เขาจึงปรายตาไปทางศิษย์พี่หลัวโดยสัญชาตญาณ
ศิษย์พี่หลัวเมื่อรับสายตาก็เข้าใจความนัยนั้นทันที เขาเพียงส่ายหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบชัดเจนว่ากระบี่เล่มนี้มิได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ชั้นหนึ่ง มิเช่นนั้นศิษย์พี่หลัวย่อมต้องล่วงรู้เป็นแน่
ศัสตราที่ถูกจัดเก็บตั้งแต่ชั้นสองขึ้นไปนั้น ล้วนอยู่ในความดูแลของท่านผู้เฒ่าหลินเพียงผู้เดียว แม้กระบี่กว่าแปดในสิบส่วนของหอศาสตราจะรวมกันอยู่ที่ชั้นหนึ่ง ทว่ากระบี่ส่วนน้อยที่สถิตอยู่บนชั้นสูงขึ้นไปนั้น มิต้องสงสัยเลยว่าทุกเล่มล้วนเป็นยอดศัสตราเหนือชั้น!
เมิ่งฝานนึกสงสัยอยู่ในใจ แม้แต่ชั้นสามเขาก็ยังมิเคยย่างกรายเข้าไป อย่าว่าแต่ชั้นสี่หรือชั้นห้าเลย และบางคราวเขาก็อดแปลกใจมิได้ว่า เหตุใดท่านผู้เฒ่าหลินจึงพำนักอยู่เพียงชั้นสอง แทนที่จะเป็นชั้นห้าอันเป็นจุดสูงสุดของหอศาสตราแห่งนี้
ท่านผู้เฒ่าหลินที่ยืนประจันหน้ากับเจ้าหญิงอวี้ฉีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเปี่ยมไปด้วยความละวาง
“หากปีนั้นเขาฟังคำเตือนของข้าสักนิด เรื่องราวคงมิลงเอยให้ต้องลำบากยากเข็ญถึงเพียงนี้”
ถ้อยคำนั้นช่างปริศนานัก เจ้าหญิงอวี้ฉีมิอาจเข้าใจความนัยได้แม้เพียงกึ่งส่วน นางได้แต่จ้องมองผู้อาวุโสด้วยสีหน้าฉงนฉงาย
“ท่านผู้อาวุโส คำกล่าวของท่านหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ท่านผู้เฒ่าหลินมิได้ตอบคำถามนาง ท่านเพียงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันมาสั่งเมิ่งฝาน
“เจ้า… ตามข้ามา”
ท่านนำทางเมิ่งฝานเยื้องกรายขึ้นสู่บันไดวนของหอศาสตรา ศิษย์พี่หลัวมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่พลางกล่าวกับเจ้าหญิงอวี้ฉีด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ขอเชิญองค์หญิงรั้งรออยู่ ณ ที่นี่ก่อน ท่านผู้เฒ่าคงจะขึ้นไปนำกระบี่ลงมาให้”
เจ้าหญิงอวี้ฉีพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย อานุภาพกระบี่ของเมิ่งฝานเมื่อครู่สยบนางจนราบคาบประหนึ่งลูกแกะเชื่อง ๆ ในยามนี้นางจึงมิกล้าแสดงท่าทีโอหังใด ๆ ออกมาอีก
เมิ่งฝานเดินตามหลังอาจารย์ขึ้นไปตามขั้นบันได เมื่อสบโอกาสจึงเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“อาจารย์ขอรับ กระบี่หิมะสมุทรเล่มนั้นมีความพิเศษประการใดหรือขอรับ?”
หอศาสตราเก็บงำศัสตราไว้นับหมื่นพัน การที่กระบี่เล่มหนึ่งจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวย่อมมิใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่เขาอยากรู้คือเหตุใดมันจึงสั่นคลอนจิตใจของอาจารย์ได้ถึงเพียงนี้
ท่านผู้เฒ่าหลินทอดถอนใจอีกครา มิได้เอ่ยวาจาใดออกมา ท่านเพียงพาศิษย์รักก้าวผ่านชั้นสองโดยมิหยุดพัก และมุ่งตรงสู่ชั้นสามของหอศาสตราในทันที
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตแดนชั้นสาม เมิ่งฝานก็มิอาจหักห้ามความอยากรู้อยากเห็นได้ เขาแอบสอดส่ายสายตาสำรวจไปรอบโถงที่เริ่มแคบลงตามรูปทรงกรวยของหอศาสตรา
กระบี่ที่สถิตอยู่ในชั้นนี้มีจำนวนน้อยกว่าชั้นสองอย่างเห็นได้ชัด ทว่าทุกเล่มกลับแผ่ซ่านกลิ่นอายอันล้ำค่าออกมาอย่างรุนแรง หากจะกล่าวว่ากระบี่ในชั้นสองคือ ‘กระบี่วิญญาณ’ ชั้นเลิศแล้วไซร้… กระบี่ในชั้นสามนี้ย่อมเป็น ‘ยอดกระบี่วิญญาณ’ ที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่กวาดสายตาผ่าน เมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลี้ลับที่เหนือล้ำยิ่งกว่า นั่นคือกลิ่นอายของ ‘กระบี่ธรรม’
กระบี่สามัญ กระบี่วิญญาณ กระบี่ธรรม
กระบี่ธรรม หรือศาสตราระดับสมบัติธรรม คืออาวุธที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของกระบี่วิญญาณไปอีกขั้น มันมีความสามารถในการสื่อสารและหยิบยืมพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินมาเสริมอานุภาพการโจมตีได้โดยตรง
หากกระบี่วิญญาณพึ่งพาเพียง ‘ปราณแท้’ จากร่างกายนักบำเพ็ญเพื่อเพิ่มพลังทำลาย กระบี่ธรรมย่อมทรงอานุภาพกว่ามหาศาล เพราะมันผสานพลังจากจักรวาลภายนอกเข้ากับพลังภายในของผู้ใช้ จนเกิดเป็นพลังทำลายล้างที่พลิกฟ้าคว่ำดินได้ในพริบตา!
ทว่าโดยทั่วไปแล้ว มีเพียงยอดคนที่บรรลุถึงระดับรวบรวมพลังเท่านั้นจึงจะสามารถขับขานอานุภาพของกระบี่ธรรมได้ เพราะในระดับนั้น ปราณแท้จะเริ่มกลั่นตัวจนกลายเป็น ‘หยวนแท้’ อันบริสุทธิ์ เป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐานที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าระดับทั่วไปจะเทียบเคียง และนั่นคือคุณสมบัติเบื้องต้นของการครอบครองยอดศาสตราเช่นนี้!
สำหรับนักบำเพ็ญในระดับเทียนหยวนที่ริอ่านจะครอบครองกระบี่ธรรมนั้น มิเพียงแต่มิอาจขับขานอานุภาพของมันได้เท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการถูกเจตจำนงศาสตราสะท้อนกลับมาทำลายร่างจนดับสูญ มอดม้วยโดยไร้ที่ฝังกลบ
ส่วนเมิ่งฝานในยามนี้ แม้แต่ขอบเขตเทียนหยวนก็ยังก้าวไปมิถึง เขาจึงมิเคยมีความคิดบังอาจที่จะหมายปองกระบี่ธรรมเลยแม้แต่น้อย
“ในชั้นสามนี้สถิตไว้ด้วยกระบี่ธรรมจำนวนมาก ข้าจึงมิเคยอนุญาตให้เจ้าเหยียบย่างขึ้นมา เพราะข้ารู้ดีว่าเจ้ามีนิสัยชอบสัมผัสคลุกคลีกับศัสตรา เกรงว่าหากเจ้าหักห้ามใจมิได้จนเผลอไปแตะต้องกระบี่ธรรมเข้า จะถูกพลังของมันสะท้อนกลับจนสิ้นชื่อ!”
ท่านผู้เฒ่าหลินกวาดสายตามองเหล่ากระบี่ล้ำค่าในชั้นสามพลางกำชับศิษย์รัก
การที่เมิ่งฝานมักจะชอบลูบไล้เช็ดถูศัสตราเล่มต่าง ๆ ในชั้นหนึ่งของหอศาสตรานั้น มีหรือที่ผู้เป็นอาจารย์อย่างท่านผู้เฒ่าหลินจะไม่ล่วงรู้
แม้พรสวรรค์และพลังของเมิ่งฝานในยามนี้จะน่าสะพรึงกลัว ถึงขั้นที่ระดับวรยุทธ์แท้จริงสามารถปลิดชีพยอดฝีมือเทียนหยวนได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นมิได้หมายความว่าเขาจะมีคุณสมบัติพอจะสัมผัสกระบี่ธรรมได้
เพราะนี่คือความแตกต่างทางระนาบของพลังอย่างสิ้นเชิง
เมิ่งฝานพยักหน้ารับคำอย่างสำรวม “ศิษย์เข้าใจแล้วครับอาจารย์”
ทว่านั่นก็เป็นเพียงคำตอบตามมารยาท เพราะเขารู้แก่ใจว่าหากถูกปล่อยให้ขึ้นมาที่ชั้นสามเพียงลำพังจริง ๆ มีหรือที่เขาจะหักห้ามใจมิให้สัมผัสยอดกระบี่เหล่านี้ได้ การที่อาจารย์สั่งห้ามไว้ก่อนหน้านี้นับว่าเป็นผลดีต่อตัวเขาเองโดยแท้
“ส่วนกระบี่หิมะสมุทรที่แม่หนูอวี้ฉีกล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วมันคือศาสตราอาถรรพ์ประเภทหนึ่ง” ท่านผู้เฒ่าหลินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลง
เมิ่งฝานนิ่งสงบและตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เขามั่นใจว่าท่านผู้เฒ่าหลินยังมีเรื่องราวเบื้องหลังที่สำคัญกว่านี้จะเอ่ยออกมา
เพราะหากเป็นเพียงศาสตราวิเศษธรรมดาเล่มหนึ่ง ย่อมมิอาจสั่นคลอนหัวใจของอาจารย์ให้แสดงสีหน้าหนักใจถึงเพียงนั้นได้
กระบี่เล่มนี้… จักต้องซ่อนเร้นความลี้ลับที่สั่นประสาทผู้คนไว้อย่างแน่นอน