ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 59 ทางหนีทีไล่
ตอนที่ 59 ทางหนีทีไล่
ตอนที่ 59: ทางหนีทีไล่
ความมืดมิดของยามราตรีเข้าปกคลุมยอดเขากระบี่สวรรค์ แต่ทว่าแสงไฟจากเปลวเพลิงแห่งความพินาศกลับยังคงลุกโชน ส่องสว่างประจานความล่มสลายของสำนักอันดับหนึ่ง กลิ่นควันไฟและกลิ่นอายความตายลอยคลุ้งไปทั่วบรรยากาศ เสียงกรีดร้องและเสียงตะโกนสั่งการของเหล่าผู้อาวุโสที่รอดชีวิตดังระงมไปทั่ว เพื่อพยายามควบคุมสถานการณ์และดับไฟที่กำลังลามเลียหอตำราและอาคารสำคัญ
ในเงามืดของป่าไผ่ด้านหลังหอโอสถ ซึ่งเป็นจุดบอดสายตาของเวรยาม
หลงเฉินวางร่างของหลินหลานลงพิงกอไผ่อย่างเบามือ เขาหอบหายใจหนักหน่วง เลือดที่ไหลอาบกายเริ่มแห้งกรัง แต่ดวงตาของเขากลับสว่างวาบด้วยประกายแห่งความบ้าบิ่นที่ยังไม่มอดดับ
“หิว… หิวจังเลย…”
เสียงครางเบาๆ ดังมาจากอกเสื้อ เสี่ยวเฮยโผล่หัวออกมา สภาพของมันดูอิดโรยหลังจากฝืนใช้ร่างจำแลงเทพเจ้าไปเมื่อครู่
“อดทนหน่อย…” หลงเฉินลูบหัวมันเบาๆ หยิบเม็ดยาฟื้นฟูที่เหลืออยู่ยัดใส่ปากเจ้าเต่าและตัวเอง “เราจะหนีไปแบบนี้ไม่ได้… การเดินทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล และเราต้องการทุนรอน”
“เย่กู่เฉิงประกาศค่าหัวข้าหนึ่งล้านหินปราณ… ถ้าข้าหนีไปตัวเปล่า คงลำบากแน่”
หลงเฉินเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตก ยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของ “หอสมบัติหมื่นลี้” คลังเก็บสมบัติหลักของสำนักกระบี่สวรรค์
“ในเมื่อมันกล้าแย่งชิงทุกอย่างไปจากข้า… ข้าก็จะเอาคืนเป็นพันเท่า”
“เสี่ยวเฮย… เจ้ายังไหวไหม? ได้กลิ่น ‘ของอร่อย’ จากทางนั้นหรือเปล่า?”
เสี่ยวเฮยหูผึ่งทันที จมูกเล็กๆ ของมันขยับฟุดฟิด ดวงตาที่สะลึมสะลือกลับมาเบิกกว้างเป็นประกาย
“กลิ่นหอม! หอมมาก! กลิ่นหินปราณระดับสูง! กลิ่นสมุนไพรพันปี! กลิ่นอาวุธวิเศษ!” เสี่ยวเฮยน้ำลายไหลย้อย “อยู่ทางนั้น! ตึกสูงๆ นั่น!”
“ดี…” หลงเฉินแสยะยิ้มอำมหิต “คืนนี้… เราจะปล้นให้เกลี้ยง!”
…
หอสมบัติหมื่นลี้
ปกติแล้วสถานที่แห่งนี้จะมีเวรยามระดับก่อรากฐานเฝ้าอยู่ถึงยี่สิบคน และมีค่ายกลป้องกันระดับนภาซ้อนทับกันสามชั้น แต่ทว่าในคืนแห่งหายนะนี้ เวรยามส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปดับไฟและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ลานประลอง เหลือเพียงยามเฝ้าประตูสองคนที่ยืนสัปหงกด้วยความหวาดกลัว
และที่สำคัญที่สุด… ค่ายกลป้องกันที่ผูกโยงกับชีพจรมังกรดิน บัดนี้อ่อนกำลังลงจนแทบจะไร้ค่า เพราะชีพจรหลักถูกขโมยไปแล้ว!
วูบ!
เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งผ่านหน้ายามทั้งสองคนไป
“หือ? อะไรน่ะ?” ยามคนหนึ่งสะดุ้ง “เจ้าเห็นเงาเมื่อกี้ไหม?”
“เงาอะไร? เจ้าตาฝาดมั้ง ลมพัดใบไม้แหละ” ยามอีกคนตอบอย่างหงุดหงิด “รีบๆ เฝ้าไปเถอะ ข้าอยากกลับไปนอนแล้ว วันนี้มันวันซวยอะไรก็ไม่รู้”
โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว… หลงเฉินและเสี่ยวเฮยได้เล็ดลอดผ่านประตูหลังเข้ามาภายในหอสมบัติเรียบร้อยแล้ว ด้วยวิชาพรางกายและทักษะการเจาะกำแพงของเสี่ยวเฮย
ภายในหอสมบัติกว้างขวางโอ่อ่า ชั้นวางของทำจากไม้จันทน์หอมเรียงรายสุดลูกหูลูกตา
“วู้วววว! สวรรค์! นี่มันสวรรค์ชัดๆ!” เสี่ยวเฮยตาลุกวาว กระโดดลงจากบ่าหลงเฉิน วิ่งไปที่กองหินปราณที่วางกองเป็นภูเขาเลากา
ชั้นที่หนึ่ง: ทรัพยากรทั่วไป
ทองคำ เงิน แท่งโลหะมีค่า และหินปราณระดับต่ำนับแสนก้อน
“เก็บให้หมด!” หลงเฉินสั่งการพลางสะบัดมือ
แหวนมิติของหลงเฉิน (ที่ยึดมาจากเฟิงหยุนและศิษย์คนอื่นๆ) เปล่งแสงวาบ ดูดกลืนทองคำและหินปราณเข้าไปราวกับเครื่องดูดฝุ่น
“ค่าทำขวัญน้องสาวข้า… ค่าเสียเวลาข้า… ดอกเบี้ยที่พวกเจ้าติดค้างข้า!”
หลงเฉินกวาดเรียบไม่เหลือแม้แต่เศษฝุ่น ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ชั้นหนึ่งก็โล่งเตียนราวกับเพิ่งสร้างเสร็จ
พวกเขามุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นที่สอง: ศาสตราวุธและตำรา
ดาบ กระบี่ หอก และชุดเกราะระดับมนุษย์ขั้นสูงและระดับปฐพีขั้นต้น วางเรียงรายอยู่บนแท่นโชว์ แสงสะท้อนวาววับบาดตา
“อันนี้ไม่อร่อย แข็งไป” เสี่ยวเฮยกัดดาบเล่มหนึ่งแล้วบ้วนทิ้ง “แต่เอาไปขายได้ราคาดีนะเจ้าทาส”
“เก็บ!” หลงเฉินไม่เลือกมาก กวาดทุกอย่างลงแหวนมิติ ตำรายุทธ์ระดับสูงที่เป็นความลับของสำนัก ถูกหลงเฉินหยิบมาเปิดผ่านๆ แล้วโยนเข้าแหวน
“วิชาพวกนี้ข้าไม่ฝึกหรอก… กระจอกเกินไป แต่เอาไปขายให้สำนักคู่แข่งคงได้ราคาดีพิลึก” หลงเฉินหัวเราะหึๆ
และสุดท้าย… ชั้นที่สาม: ห้องลับ
ประตูห้องลับชั้นบนสุดทำจากเหล็กไหลดำ ลงอักขระปิดผนึกอย่างแน่นหนา
“เสี่ยวเฮย… จัดการ”
“ของหวานมาแล้ว!”
เสี่ยวเฮยกระโดดเกาะประตู อ้าปากกว้างแล้วเริ่ม “แทะ” อักขระเวทมนตร์ราวกับแทะขนมปังกรอบ
กรุบ! กรุบ! เพล้ง!
อักขระป้องกันแตกกระจาย ประตูเหล็กไหลถูกเสี่ยวเฮยกัดจนเป็นรูโหว่ขนาดพอให้คนลอดได้
หลงเฉินมุดเข้าไปด้านใน… และเขาก็ต้องตื่นตะลึง
ภายในห้องมีกล่องหยกวางอยู่เพียงไม่กี่กล่อง แต่พลังปราณที่แผ่ออกมานั้นบริสุทธิ์และหนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้
“นี่มัน… ‘หินปราณระดับจิตวิญญาณ’!” หลงเฉินหยิบก้อนหินสีม่วงใสขนาดเท่าไข่ไก่ออกมา มันเปล่งแสงเรืองรอง
“และนั่น… ‘หญ้าคืนวิญญาณเก้าแฉก’… ‘ผลมังกรเพลิง’…”
สมุนไพรระดับสวรรค์! ของล้ำค่าที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังหาดูได้ยาก!
“นี่คงเป็นคลังส่วนตัวที่เย่กู่เฉิงเก็บสะสมไว้เพื่อใช้ทะลวงด่านเข้าสู่ระดับแก่นแท้ขั้นจิตวิญญาณระดับกลางสินะ?”
หลงเฉินแสยะยิ้มที่ชั่วร้ายที่สุดในชีวิต
“ขอโทษทีนะท่านเจ้าสำนัก… แต่ข้าขอรับไว้ดูแลแทนก็แล้วกัน”
หลงเฉินกวาดทุกอย่าง… ย้ำว่าทุกอย่าง… ลงในแหวนมิติ แหวนวงแล้ววงเล่าถูกเติมจนเต็ม เขาต้องเอาแหวนของพวกผู้อาวุโสที่ตายในงานประลองมาใช้เพิ่ม
“เอิ๊กกกก! อิ่ม! อิ่มจนพุงจะแตก!” เสี่ยวเฮยนอนหงายท้อง ตบพุงป่องๆ ของมัน มันแอบกินหินปราณระดับจิตวิญญาณไปสองก้อน พลังงานในร่างฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“กินอิ่มแล้วก็ทำงานได้แล้ว”
หลงเฉินอุ้มเสี่ยวเฮยขึ้นมา เดินออกจากหอสมบัติที่ว่างเปล่า
“เราได้ทุนรอนพอที่จะตั้งสำนักใหม่ได้เลยด้วยซ้ำ” หลงเฉินตบกระเป๋าเสื้อที่ตุงไปด้วยแหวนมิติ
เขารีบกลับไปที่กอไผ่ อุ้มหลินหลานขึ้นมา
“เสี่ยวเฮย… ขยายร่าง!”
“จัดไปลูกพี่! วันนี้บริการพิเศษ!”
เสี่ยวเฮยกระโดดลงพื้น ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่า “วัวกระทิง” ไม่ใหญ่เกินไปจนเป็นเป้าสายตา แต่ใหญ่พอที่จะให้คนสองคนนั่งได้สบายๆ
หลงเฉินวางหลินหลานลงบนกระดองเต่าที่กว้างขวาง แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งซ้อนหลัง ประคองน้องสาวไว้ในอ้อมแขน
“ไป!”
ฟุ่บ!
เสี่ยวเฮยออกตัววิ่ง! ไม่ใช่การคลานต้วมเตี้ยมแบบเต่าทั่วไป แต่มันวิ่งด้วยความเร็วปานสายลม ขาสั้นๆ ของมันสับระรัว พาพวกเขาพุ่งทะยานลงจากเขา ลัดเลาะไปตามเงามืดของป่าทึบ
พวกเขาผ่านประตูสำนักที่พังทลาย ผ่านกองซากศพ ผ่านกองไฟที่ยังลุกไหม้
หลงเฉินหันกลับไปมองยอดเขากระบี่สวรรค์เป็นครั้งสุดท้าย
ยอดเขาที่เคยสูงส่งเสียดฟ้า… บัดนี้ปกคลุมด้วยควันไฟและความอัปยศ หอสมบัติว่างเปล่า หอคัมภีร์พังทลาย ศิษย์เอกตายเรียบ เจ้าสำนักบาดเจ็บสาหัส
“ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่ม…” หลงเฉินพึมพำกับสายลม “แต่ข้าเป็นคนจบ”
“ลาก่อน… กระบี่สวรรค์”
“เมื่อข้ากลับมาอีกครั้ง… ชื่อของสำนักนี้ จะเหลือเพียงในหน้าประวัติศาสตร์!”
เสี่ยวเฮยเร่งความเร็วขึ้น พุ่งหายลับไปในความมืดของป่าร้อยอสูร ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่โลกกว้างที่โหดร้ายยิ่งกว่าเดิม แต่ครั้งนี้… มังกรหนุ่มไม่ได้ไปตัวเปล่า เขามีเขี้ยวเล็บ มีทุนรอน และมีความแค้นที่จะเป็นเชื้อเพลิงในการเผาผลาญสวรรค์!
(จบบทที่ 59)