ราชันย์มังกรอสูรกลืนสวรรค์ - ตอนที่ 44 สำนักสั่นสะเทือน
ตอนที่ 44 สำนักสั่นสะเทือน
ตอนที่ 44: สำนักสั่นสะเทือน
ครืนนนนน!!!!
เสียงคำรามของผืนแผ่นดินดังกึกก้องกัมปนาท ราวกับมังกรยักษ์ที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพกำลังพลิกตัวด้วยความโกรธเกรี้ยว โครงกระดูกมังกรดินปฐพีที่ถูกเสี่ยวเฮยดูดกลืนไขกระดูกจนหมดสิ้น และเพลิงวิญญาณที่ถูกหลงเฉินชิงไป ทำให้ “เสาหลัก” ที่ค้ำจุนโครงสร้างทางวิญญาณของยอดเขากระบี่สวรรค์พังทลายลงในพริบตา
ภายในโพรงถ้ำใต้ดิน หินงอกหินย้อยร่วงกราวลงมาราวกับห่าฝน ผนังถ้ำแตกร้าวเป็นรอยแยกขนาดมหึมา ฝุ่นควันตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทิศทาง
“ฉิบหายแล้ว! ฉิบหายแล้วววว!”
เสี่ยวเฮยร้องเสียงหลง ขาสั้นป้อมทั้งสี่ข้างตะกุยดินอย่างบ้าคลั่ง พาหลงเฉิน “ว่าย” ผ่านชั้นดินและหินแข็งหนีตายขึ้นสู่เบื้องบน “ถ้ำถล่มไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้แรงกดดันข้างบนนั่นมันอะไรกัน! มันกำลังพุ่งลงมาหาเรา!”
หลงเฉินเกาะกระดองเต่าแน่น สีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง สัมผัสวิญญาณของเขาจับได้ถึงรังสีอำมหิตระดับที่เหนือกว่า “แก่นแท้” หลายเท่าตัว กำลังกวาดสแกนลงมาจากยอดเขา
“เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์…” หลงเฉินกัดฟัน “และพวกผู้อาวุโสระดับสูง… พวกมันรู้ตัวเร็วกว่าที่คิด!”
…
ณ ยอดเขากระบี่สวรรค์
ความโกลาหลเข้าครอบงำสำนักอันดับหนึ่งแห่งแคว้นในชั่วพริบตา พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนอาคารหอพักศิษย์สายนอกหลายหลังพังถล่มลงมา ศิษย์นับพันวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น เสียงระฆังเตือนภัยดังรัวเร็ว หง่าง! หง่าง! หง่าง! บาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คน
ที่น่ากลัวที่สุดคือ “หอคัมภีร์ต้องห้าม”
ตัวอาคารสูงเจ็ดชั้นที่เคยตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง บัดนี้กำลังเอียงวูบไปด้านข้าง รอยร้าวขนาดใหญ่พาดผ่านตัวตึก ค่ายกลป้องกันสีทองที่เคยสว่างไสว กะพริบติดๆ ดับๆ ก่อนจะแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับกระจกเงาที่ถูกทุบ
“เกิดอะไรขึ้น! ใครบังอาจบุกรุกพื้นที่หวงห้าม!”
เสียงตะโกนดังก้องฟ้า พร้อมกับร่างเงาสิบสายพุ่งทะยานออกมาจากตำหนักเจ้าสำนัก พวกเขาเหาะเหินเดินอากาศได้ดั่งเทพเซียน นำโดยชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีม่วงเข้ม ใบหน้าหล่อเหลาแต่ดุดัน แววตาคมกริบดุจกระบี่
เขาคือ “เย่กู่เฉิง” เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์ ผู้มีพลังระดับ ‘อาณาจักรจิตวิญญาณ (Spirit Realm)’!
“รากฐานของหอคัมภีร์ถูกทำลาย!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งตะโกนรายงานด้วยความตื่นตระหนก “ชีพจรมังกรดิน… หายไป! มันหายไปแล้ว!”
“เป็นไปไม่ได้!” เย่กู่เฉิงคำราม ลอยตัวอยู่เหนือหอคัมภีร์ที่กำลังทรุดตัว “ชีพจรมังกรดินถูกผนึกด้วยค่ายกลบรรพกาล ใครจะสามารถขโมยมันไปได้ในพริบตาเดียว!”
ทันใดนั้น ดวงตาของเย่กู่เฉิงก็ลุกโชนด้วยไฟโทสะ เขาจับสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างใต้พื้นดิน ลึกลงไปหลายร้อยวา
“หนูสกปรก… คิดจะหนีรึ!”
เย่กู่เฉิงซัดฝ่ามือลงไปที่พื้นดิน พลังปราณสีม่วงรวมตัวกันเป็นรูปกระบี่ยักษ์ พุ่งเจาะทะลุชั้นดินลงไปด้วยความเร็วแสง หมายจะบดขยี้ผู้บุกรุกให้แหลกคาที่
ตูมมมม!!!
พื้นดินระเบิดออกเป็นหลุมยักษ์ แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนศิษย์ที่อยู่ใกล้เคียงกระอักเลือด
…
ใต้พื้นดิน
“กรี๊ดดดด! มันยิงมาแล้ว! มันยิงมาแล้ว!” เสี่ยวเฮยร้องลั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงกระบี่ปราณที่ไล่หลังมาติดๆ
“เลี้ยวซ้าย! ดิ่งลงไปก่อนแล้วค่อยหักขึ้น!” หลงเฉินสั่งการเฉียบขาด “ใช้ ‘วิชาเต่าทมิฬพรางกาย’ เดี๋ยวนี้!”
“รู้แล้วน่า! แต่พลังข้ายังไม่เสถียร!”
เสี่ยวเฮยกัดฟัน เร่งพลังเฮือกสุดท้าย ร่างของมันและหลงเฉินกลายเป็นเงาเลือนราง กลืนหายไปกับธาตุดินอย่างสมบูรณ์ กระบี่ปราณของเย่กู่เฉิงพุ่งเฉียดหางเสี่ยวเฮยไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะระเบิดใส่ชั้นหินด้านล่างจนกลายเป็นจุณ
แรงระเบิดส่งร่างของทั้งคู่กระเด็นกลิ้งไปตามรอยแยกของดิน
“แฮ่ก… แฮ่ก…” หลงเฉินหอบหายใจ เขาเช็ดเลือดที่มุมปาก “เกือบไปแล้ว… ดีที่มันโจมตีแบบสุ่ม เพราะจับตำแหน่งเราไม่ได้ชัดเจน”
“แต่ถ้าเราโผล่ขึ้นไปตอนนี้… พวกมันต้องจับได้แน่ รัศมีสแกนของระดับจิตวิญญาณครอบคลุมทั้งภูเขา”
หลงเฉินสมองหมุนเร็วเป็นลูกข่าง เขาต้องหาทางเบี่ยงเบนความสนใจ
“เสี่ยวเฮย… จำผ้าเช็ดหน้าของเจ้าได้ไหม?”
“ผ้าเช็ดหน้า? อ๋อ! ไอ้เศษผ้าไหมสีทองที่มีกลิ่นหมูสามชั้นน่ะเหรอ?”
“ใช่… เอาออกมา!”
หลงเฉินคว้าเศษผ้าไหมสีทองที่ขาดวิ่น ซึ่งเดิมทีคือ “สาส์นท้า” จากเฟิงหยุน บนนั้นยังมีลายเซ็นและตราประทับพลังปราณเฉพาะตัวของเฟิงหยุนหลงเหลืออยู่ (แม้จะเปื้อนคราบน้ำมันไปบ้างก็ตาม)
“ขอโทษนะศิษย์พี่เฟิง…” หลงเฉินแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “แต่เจ้าต้องรับจบงานนี้แทนข้า”
หลงเฉินอัดพลังปราณธาตุไฟที่เพิ่งได้มาใหม่เข้าไปในผ้าไหมเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้กลิ่นอายของเฟิงหยุนเด่นชัดขึ้น แล้วทิ้งมันไว้ที่ทางแยกของอุโมงค์ใต้ดิน ตรงจุดที่ใกล้กับรอยระเบิดเมื่อครู่มากที่สุด
“ไป! รีบกลับหลุมเดิมของเรา!”
เสี่ยวเฮยเข้าใจแผนการทันที มันหัวเราะคิกคักแล้วรีบตะกุยดินหนีไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่ท้ายเขาร้าง
…
บนพื้นดิน
เย่กู่เฉิงและเหล่าผู้อาวุโสร่อนลงไปในหลุมยักษ์ที่เพิ่งระเบิดเปิดทาง เพื่อสำรวจความเสียหาย
“ท่านเจ้าสำนัก! ตรงนี้มีร่องรอยการต่อสู้!” ผู้อาวุโสคุมกฎตะโกนชี้ไปที่ซากดิน
เย่กู่เฉิงเดินเข้าไปดู เขาพบรอยเท้าเล็กๆ (รอยเท้าเต่า) และร่องรอยการเผาไหม้ที่แปลกประหลาด แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ… เศษผ้าสีทองที่ตกอยู่
เย่กู่เฉิงหยิบเศษผ้านั้นขึ้นมา แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความสับสนระคนตกตะลึง
“นี่มัน… ตราประทับของ ‘ตำหนักกระบี่เหิน’?” เย่กู่เฉิงขมวดคิ้ว “และกลิ่นอายกระบี่นี่… เป็นของ เฟิงหยุน ศิษย์เอกของข้า?”
“อะไรนะ!?” เหล่าผู้อาวุโสต่างอุทาน “เป็นไปไม่ได้! เฟิงหยุนเป็นศิษย์ที่ภักดีที่สุด เขาจะทำลายรากฐานสำนักทำไม?”
“แต่หลักฐานมันคาตา!” ผู้อาวุโสอีกคนแย้ง “แถมร่องรอยพลังปราณในนี้… ยังมีความบริสุทธิ์สูงมาก เหมือนคนที่ฝึกวิชาลับของสำนักเรา!”
เย่กู่เฉิงกำเศษผ้าแน่นจนไฟลุกท่วม
“ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น… แต่เฟิงหยุนต้องมีคำอธิบาย!” เย่กู่เฉิงประกาศก้อง “สั่งการลงไป! ปิดล้อมสำนัก! ห้ามใครเข้าออก! และไปตามตัวเฟิงหยุนมาพบข้าเดี๋ยวนี้!”
“และตรวจสอบพื้นที่รอบๆ ให้ทั่ว! ข้าไม่เชื่อว่าคนร้ายจะมีคนเดียว!”
…
ณ กระท่อมร้างท้ายเขา (หุบเขาผีดุ)
ปุ!
ดินใต้แคร่ไม้ไผ่ระเบิดออกเบาๆ หัวของเต่าสีดำโผล่ขึ้นมา ตามด้วยร่างของเด็กหนุ่มที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลน
หลงเฉินรีบปีนขึ้นมา แล้วจัดการกลบหลุมอย่างรวดเร็ว เขาใช้วิชาแปรธาตุเปลี่ยนสภาพดินให้ดูเก่าและแห้งสนิท เหมือนไม่เคยมีการขุดเจาะมาก่อน จากนั้นก็รีบถอดชุดดำ เปลี่ยนกลับมาใส่ชุดศิษย์แรงงานสีเทา แล้วกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียง แกล้งทำเป็นนอนหลับ
“แฮ่ก… แฮ่ก… เหนื่อย… เหนื่อยฉิบหาย…” เสี่ยวเฮยนอนแผ่หราอยู่ข้างๆ ลิ้นห้อย “แต่คุ้ม… คุ้มมาก… ข้ารู้สึกเหมือนจะวิวัฒนาการ…”
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวตามมาแทบจะทันที
“เปิดประตู! ตรวจค้น!”
เสียงตะโกนของหน่วยลาดตระเวนดังขึ้น หลงเฉินแสร้งทำเป็นงัวเงียตื่นขึ้นมา เดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางสะลึมสะลือ
“มี… มีอะไรหรือขอรับพี่ชาย?” หลงเฉินขยี้ตา “ดึกดื่นป่านนี้…”
ทหารยามสองคนมองสำรวจหลงเฉินและสภาพห้องที่ดูซอมซ่อ ไม่มีร่องรอยผิดปกติใดๆ นอกจากกลิ่นยาจางๆ
“เมื่อกี้เกิดแผ่นดินไหว เจ้าไม่ได้ยินรึไง?” ยามถามอย่างสงสัย
“ได้ยินขอรับ… แต่ข้านึกว่าฝันไป ก็เลยนอนต่อ” หลงเฉินตอบหน้าตาย “ข้าเป็นแค่คนงานแบกหาม เหนื่อยมาทั้งวัน หลับเป็นตายเลยขอรับ”
ยามมองหน้ากันแล้วส่ายหัว “ไอ้ขยะนี่มันหลับลึกจริง… ไปเถอะ ไปตรวจที่อื่นต่อ ทางทิศตะวันออกดูน่าสงสัยกว่า”
เมื่อยามจากไป หลงเฉินก็ปิดประตูลงกลอน แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตู รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เขาหยิบขวดเหล้าออกมาจากแหวนมิติ กระดกเข้าปากอึกใหญ่เพื่อฉลองชัยชนะ
“เฟิงหยุนเอ๋ย เฟิงหยุน…” หลงเฉินหัวเราะเบาๆ “ข้าไม่ได้แค่ขโมยสมบัติสำนักเจ้า… แต่ข้ายังมอบ ‘ของขวัญ’ ชิ้นใหญ่ให้เจ้าต้องปวดหัวไปอีกนานเลยล่ะ”
“ฮ่าๆๆ! สมน้ำหน้ามัน!” เสี่ยวเฮยหัวเราะร่า “เอาล่ะหลงเฉิน… ทีนี้มาดูของรางวัลกันดีกว่า… ข้าพร้อมจะโตแล้วนะ!”
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นในกระท่อม เมื่อเสี่ยวเฮยเริ่มเข้าสู่กระบวนการวิวัฒนาการ และหลงเฉินเองก็พร้อมแล้วที่จะผสาน “เพลิงวิญญาณ” เพื่อก้าวสู่ความเป็นเทพโอสถอย่างแท้จริง!
(จบบทที่ 44)