ระบบเช็กอินรับศิษย์ ปลดล็อกสกิลเทพ - บทที่ 120 ความน่าสะพรึงกลัวของหมิงหง
เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก
เสียงหัวเราะหวีดหวิวดังแว่วมาจากภายในหมอกควันสีดำทมิฬ กองทัพโครงกระดูกนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานเข้าหาไป๋หลิงและจูหลานพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ชวนให้ขนหัวลุก
ทว่าในวินาทีนี้ การประสานงานระหว่างไป๋หลิงและจูหลานได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจนถึงจุดที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียว
แม้กองทัพโครงกระดูกจะดูน่าเกรงขามและมีจำนวนมหาศาล แต่สำหรับเด็กสาวทั้งสองแล้ว ภัยคุกคามเหล่านี้กลับไร้ความหมาย
ทันทีที่โครงกระดูกเหล่านั้นสัมผัสถูกรัศมีพลังของทั้งคู่ หากไม่ถูกเปลวเพลิงสีเขียวมรกตเผาผลาญจนเป็นจุณ ก็จะถูกไอเย็นยะเยือกแช่แข็งจนกลายเป็นเศษน้ำแข็งแตกกระจายในพริบตา
เมื่อเห็นว่ากองทัพโครงกระดูกที่ตนภาคภูมิใจ ไม่สามารถแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าใกล้เป้าหมายได้ ชายวัยกลางคนก็เริ่มมีสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล
บัดซบ พวกเจ้ามันตัวประหลาดอะไรกันแน่ เขาคำรามลั่น จ้องมองเด็กสาวทั้งสองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้พบเจอกับพลังที่แปลกประหลาดเช่นนี้ โดยเฉพาะไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากร่างของไป๋หลิง และเปลวเพลิงสีเขียวมรกตที่ลุกโชนอยู่รอบกายจูหลาน มันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยได้ยินหรือพบเห็นมาก่อนในยุทธภพ
ในขณะเดียวกัน ณ ท้องฟ้านภาอากาศเหนือสมรภูมิ
สตรีวัยกลางคนผู้สง่างามกำลังลอยตัวจับจ้องเหตุการณ์เบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ นางไม่ได้รีบร้อนลงมือ แต่เลือกที่จะสังเกตการณ์ไป๋หลิงและจูหลานอย่างละเอียด
นางผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่คือ หมิงหง ยอดฝีมือจากเผ่าเก้าอเวจี
ทันทีที่สายตาของนางปะทะกับร่างของจูหลาน เลือดลมภายในกายของนางก็พลันเดือดพล่าน สัญชาตญาณแห่งสายเลือดกรีดร้องสั่งการให้นางอยากจะทรุดกายลงกราบกรานเด็กสาวผู้นั้นเสียเดี๋ยวนี้
ใช่แล้ว เป็นนางจริงๆ ด้วย หมิงหงพึมพำเสียงสั่นเครือด้วยความปิติ ก่อนจะเบนสายตาไปมองเด็กสาวชุดขาวที่ยืนเคียงข้าง แต่แม่หนูชุดขาวคนนั้นก็ดูไม่ธรรมดาเช่นกัน
โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นความเข้าขาและการประสานงานอันไร้ที่ติของทั้งสอง ดวงตาของหมิงหงก็ลุกวาวด้วยความชื่นชม
ฮึ ในเมื่อสมบัติวิเศษจัดการพวกเจ้าไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะจัดการพวกเจ้าด้วยมือของข้าเอง
เมื่อเห็นว่าธงเรียกวิญญาณไร้ผล ชายวัยกลางคนตัดสินใจเรียกอาวุธกลับคืน แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่เด็กสาวทั้งสองด้วยความเร็วสูง หมายจะใช้พลังระดับ ปฐพีเร้นลับ บดขยี้ให้สิ้นซาก
เห็นศัตรูพุ่งเข้ามา ไป๋หลิงและจูหลานต่างรู้ใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
ทั้งสองยื่นมืออกไปจับด้ามกระบี่หานกวงไว้พร้อมกัน แล้วชูขึ้นชี้ตรงสู่ท้องฟ้า
วิ้ง
พลังปราณน้ำแข็งอันหนาวเหน็บและเปลวเพลิงแห่งเก้าอเวจีหลั่งไหลเข้าสู่ตัวกระบี่จนเอ่อล้น
ชั่วพริบตาเดียว ปราณกระบี่ขนาดมหึมาความยาวกว่าร้อยเมตรก็ก่อตัวขึ้น โดยมีกระบี่หานกวงเป็นแกนกลาง พลังสองขั้วหมุนวนผสานกันอย่างน่าอัศจรรย์
ฟัน
สองเสียงประสานเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกับวาดกระบี่ฟันลงมาสุดแรง
เปรี้ยง
ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นอานุภาพของกระบี่มหายักษ์ที่ฟาดฟันลงมา เขาไม่กล้าประมาท รีบงัดวิชาป้องกันตัวทั้งหมดออกมาใช้อย่างร้อนรน
กลิ่นอายแห่งความตายที่แฝงมากับกระบี่เล่มนั้น ทำให้ยอดฝีมือระดับ ปฐพีเร้นลับ อย่างเขาถึงกับหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
ตูมมม
เมื่อคมกระบี่ปะทะพื้นพิภพ ขุนเขาเบื้องหน้าก็ถูกผ่าแยกออกเป็นสองซีก เศษหินปลิวว่อน ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว
นี่มัน แม่หนูชุดขาวคนนั้น หรือว่านางจะมีกายเนื้อพิเศษธาตุน้ำแข็ง หมิงหงที่เฝ้าดูอยู่บนฟ้ายิ่งตกตะลึงหนักกว่าเดิม
สายตาที่นางมองไป๋หลิงเปลี่ยนจากความชื่นชมเป็นความตื่นเต้นสุดขีด
เดิมทีนางคิดว่าแค่ตามหาจูหลานพบก็ถือว่าบรรลุภารกิจแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเพชรเม็ดงามอีกเม็ดหนึ่งโดยบังเอิญ
จากการต่อสู้เมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าฝีมือของไป๋หลิงไม่ได้ด้อยไปกว่าจูหลานเลยแม้แต่น้อย
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ จูหลานนั้นอยู่ในระดับ กายาบริสุทธิ์ แล้ว แต่ไป๋หลิงยังอยู่เพียงระดับ ผสานแก่นแท้ ขั้นสูงสุด ทว่ากลับสามารถสำแดงพลังที่ทัดเทียมกันได้ นี่สิคือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ
และการที่ทั้งสองร่วมมือกัน กลับสามารถระเบิดพลังโจมตีที่รุนแรงกว่าพลังดั้งเดิมของพวกนางหลายเท่าตัว
วินาทีนี้ หมิงหงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
นางจะไม่พาเพียงแค่จูหลานกลับไป แต่จะต้องพาไป๋หลิงกลับไปยังเผ่าเก้าอเวจีด้วยให้ได้
อัจฉริยะระดับปีศาจเช่นนี้ หากเติบโตขึ้นย่อมกลายเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัว
หากได้พวกนางเข้าสู่เผ่าเก้าอเวจี ไม่เพียงแต่จะฟื้นฟูความรุ่งโรจน์ในอดีต แต่ยังอาจนำพาเผ่าก้าวไปสู่จุดที่สูงยิ่งกว่าเดิม
เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง ไป๋หลิงและจูหลานต่างจ้องเขม็งไปที่จุดที่ชายวัยกลางคนยืนอยู่
แค่ก แค่ก ร้ายกาจจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่ามดปลวกอย่างพวกเจ้าจะสำแดงพลังได้ถึงเพียงนี้ แต่น่าเสียดาย ที่ช่องว่างระหว่างระดับพลังของเรามันกว้างเกินไป
ชายวัยกลางคนเดินโซซัดโซเซออกมาจากกลุ่มควัน
สภาพของเขาในยามนี้ดูอเนจอนาถ เสื้อผ้าฉีกขาด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลเลือดอาบ แต่ทว่า กลิ่นอายชีวิตของเขายังคงมั่นคง ไม่ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นวิกฤติ
เมื่อเห็นว่าศัตรูยังไม่ตาย เพียงแค่บาดเจ็บภายนอก หัวใจของไป๋หลิงและจูหลานก็กระตุกวูบ
ในเมื่อกระบี่เดียวยังไม่ตาย ก็ซ้ำอีกสักกระบี่เถอะ แววตาของไป๋หลิงฉายประกายอำมหิต นางกระชับด้ามกระบี่แน่น เตรียมประสานพลังกับจูหลานอีกครั้ง
เสียใจด้วย ข้าคงไม่เปิดโอกาสให้พวกเจ้าได้ทำเช่นนั้นอีกแล้ว ไปลงนรกซะ
ชายวัยกลางคนไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเลิกออมมือและระเบิดพลังระดับ ปฐพีเร้นลับ ออกมาเต็มพิกัด พุ่งเข้าใส่สองสาวด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมหลายเท่า
เมื่อเห็นความเร็วระดับนี้ ไป๋หลิงหน้าถอดสี นางรู้ดีว่าหลบไม่พ้นแน่ จึงตัดสินใจกระชากร่างจูหลานไปหลบไว้ด้านหลังตนเอง
ในขณะที่ไป๋หลิงกำลังจะอ้าปากตะโกนเรียกใช้วิชาลับอาจารย์ช่วยด้วย
ฟิ้ว
เสียงแหวกอากาศแหลมสูงดังลงมาจากฟากฟ้า
สัญชาตญาณของชายวัยกลางคนกรีดร้องเตือนถึงอันตรายถึงชีวิต เขาชะงักฝีเท้าทันที พยายามจะหันไปป้องกันทิศทางที่ภัยคุกคามพุ่งเข้ามา
ฉึก
แต่การป้องกันของเขาไร้ความหมาย
ลูกศรแสงสีเขียวคล้ำดอกหนึ่งพุ่งทะลวงผ่านการป้องกันของเขา เจาะทะลุร่างอย่างง่ายดาย
มิหนำซ้ำ แรงส่งของลูกศรยังพาร่างของเขาปลิวละลิ่วไปด้านหลัง
ตึง
ร่างของชายวัยกลางคนถูกตรึงติดกับก้อนหินยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรอย่างแน่นหนา
อ๊ากกก
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างน่าเวทนา
เปลวเพลิงสีเขียวคล้ำที่แฝงมากับลูกศรลุกโชนขึ้น เผาไหม้ร่างของเขาทั้งเป็น
มันไม่ใช่การเผาไหม้ที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบเหมือนไฟของจูหลาน แต่เป็นการกัดกินอย่างช้าๆ สร้างความทรมานแสนสาหัส
ใช้เวลาถึงสิบกว่าลมหายใจ กว่าร่างของผู้อาวุโสสำนักภูตคร่ำครวญจะกลายเป็นเถ้าถ่าน ปลิวหายไปกับสายลม
ไป๋หลิงและจูหลานยืนตะลึงงันกับภาพที่เกิดขึ้น
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางที่ลูกศรถูกยิงมาพร้อมกัน
วูบ
พริบตาเดียว ร่างของสตรีวัยกลางคนผู้ทรงสง่าราศีก็นร่อนลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกนาง
เมื่อเห็นสตรีผู้เหาะเหินเดินอากาศได้ลงมาเยือน ไป๋หลิงและจูหลานรีบถอยหลังกรูดด้วยความหวาดระแวง
ชายเมื่อครู่พวกนางยังพอสู้ไหว แต่สตรีตรงหน้านี้ กลิ่นอายของนางทรงพลังจนพวกนางรู้สึกเหมือนเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ทางสู้
เมื่อเห็นท่าทีตื่นกลัวของเด็กสาวทั้งสอง
หมิงหงคลี่ยิ้มบางๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนและเป็นมิตรที่สุด
นายท่าน ข้าน้อยมาช่วยช้าเกินไป ทำให้ท่านต้องตกใจ โปรดลงโทษข้าน้อยด้วย
ยังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากถาม หมิงหงก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือทำความเคารพจูหลานด้วยท่าทีนอบน้อมสูงสุด
การกระทำของหมิงหงทำเอาไป๋หลิงและจูหลานถึงกับทำตัวไม่ถูก ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ท่านผู้อาวุโส ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเราเจ้าค่ะ แต่ท่าน เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าเจ้าคะ จูหลานรีบประคองมือคารวะตอบด้วยความเกรงใจ
ไม่จำเป็นต้องขอบคุณเจ้าค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของข้าน้อยอยู่แล้ว หมิงหงยังคงตอบกลับด้วยความนอบน้อมไม่เปลี่ยนแปลง
ตะ แต่ว่า ท่านผู้อาวุโส ท่านจำคนผิดหรือเปล่าเจ้าคะ จูหลานถามย้ำด้วยความไม่แน่ใจ
หมิงหงทำความเคารพนางอย่างชัดเจน จนไป๋หลิงที่อยู่ข้างๆ ต้องหันมามองจูหลานด้วยสายตาแปลกๆ
นายท่าน ไม่มีการเข้าใจผิดอันใดทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ข้าน้อยมารับท่าน ขอเชิญท่านกลับสู่เผ่าของเราเถิดเจ้าค่ะ หมิงหงยืนยันหนักแน่นพร้อมก้มศีรษะลงอีกครั้ง
ได้ยินเช่นนั้น ความระแวงของทั้งสองสาวยิ่งพุ่งสูงขึ้น
โดยเฉพาะไป๋หลิง นางรีบดึงจูหลานไปหลบข้างหลังทันที มือกระชับกระบี่แน่นพร้อมสู้ตาย
จูหลานเองก็รู้ดีว่าไป๋หลิงมีวิชาลับเรียกอาจารย์จึงยอมหลบอยู่ด้านหลังแต่โดยดี
เมื่อเห็นความระมัดระวังตัวและความผูกพันอันลึกซึ้งของทั้งคู่ หมิงหงกลับยิ่งรู้สึกพอใจมากขึ้นไปอีก
นายท่านโปรดวางใจ ข้าน้อยเพียงมารับท่านกลับบ้าน ไม่มีเจตนาร้ายอื่นใด และแน่นอนว่า แม่นางชุดขาวผู้นี้ก็สามารถติดตามไปได้ด้วยเช่นกัน หมิงหงปรายตามองไป๋หลิงด้วยสายตาชื่นชม
ท่านเป็นใคร แล้วทำไมต้องมาตามหาข้า ข้ามีตระกูลของข้าอยู่แล้ว และข้าไม่เคยได้ยินว่ามีญาติพี่น้องที่ไหนอีก จูหลานถามเสียงแข็ง
แม้ตระกูลจูจะล่มสลายไปแล้ว แต่นั่นก็คือรากเหง้าของนาง
นายท่าน ท่านได้ปลุกสายเลือดวายุทมิฬเก้าอเวจีขึ้นมาแล้ว ท่านจึงถือเป็นคนของเผ่าเก้าอเวจีของเรา มิใช่คนของตระกูลที่ท่านถือกำเนิดมาอีกต่อไป หมิงหงอธิบายด้วยความอดทน
เมื่อได้ยินคำอธิบาย ไป๋หลิงและจูหลานก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้
สิ่งที่หมิงหงเรียกว่าสายเลือดวายุทมิฬเก้าอเวจีน่าจะหมายถึงเหตุการณ์ที่จูหลานเกิดการกลายพันธุ์และพลังพุ่งสูงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งคงไปสะดุดตาดยอดฝีมือของเผ่าลึกลับนี้เข้า