ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 46
บทที่ 46 การฝึกฝนในป่า
ยามค่ำคืนมาเยือน ถังซานย่องออกทางหน้าต่างอย่างเงียบกริบ แล้วปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน
เขานั่งขัดสมาธิบนหลังคา ในดวงตาทั้งสองเปล่งประกายแสงสีทองอ่อน ๆ นั่นไม่ใช่เนตรปีศาจสีม่วง แต่เป็นเนตรหยั่งรู้
ทันใดนั้น โลกเบื้องหน้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นภาพประหลาด ธาตุต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติและสีสันแตกต่างกันปรากฏชัดในสายตาของเขา
ช่วงนี้ เขารู้สึกว่าการฝึกฝนเนตรหยั่งรู้มีความคืบหน้า พลังจิตและเนตรปีศาจสีม่วงของเขาแข็งแกร่งขึ้นพร้อมกับการควบคุมเนตรหยั่งรู้ที่ชำนาญมากขึ้น
หากสามารถมองเห็นมหานครเจียหลี่ได้ คงจะดีเหลือเกิน!
เมื่อภาพของนางในดวงใจผุดขึ้นในความคิด หัวใจของถังซานก็พลันร้อนผ่าว
พลังจิตแผ่ซ่านออกไปอย่างเงียบงัน นำพาธาตุสีฟ้าในบรรดาธาตุหลากสีให้แผ่คลุมบ้านเล็ก ๆ เบื้องล่าง
ภายใต้การชี้นำของเนตรหยั่งรู้ เขาสามารถสัมผัสถึงพลังที่สามารถควบคุมธาตุเหล่านี้ได้
ทันใดนั้น ธาตุวายุในบ้านด้านล่างก็เข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน นี่คือวิธีที่ถังซานใช้เร่งการฝึกฝนของทุกคน ด้วยการใช้เนตรหยั่งรู้เหนี่ยวนำให้ธาตุวายุเข้มข้นขึ้น
แสงสีฟ้าค่อย ๆ รวมตัวในฝ่ามือขวาที่เขายื่นออกไป แสงสีฟ้านุ่มนวลแผ่รัศมีอ่อน ๆ นั่นคือธาตุวายุที่ถูกบีบอัดอย่างต่อเนื่อง
ธาตุวายุภายนอกนี้เกิดการสั่นพ้องกับพลังสายเลือดที่เกิดจากตราประทับหมาป่าวายุในร่างของเขา ในสมองของถังซานปรากฏภาพการเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติของธาตุวายุอย่างต่อเนื่อง
หากต้องการให้มนุษย์ในโลกนี้หยัดยืนขึ้นมาได้อย่างแท้จริง พวกเขาจำเป็นต้องมีพลังที่เป็นของตัวเอง เทพอสูรสถิตร่างนั้นเป็นเพียงการยืมพลังจากปีศาจ ไม่ใช่พลังของมนุษย์เอง มีเพียงการค้นพบวิธีที่จะให้มนุษย์ฝึกฝนได้ด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะมีโอกาสยืนหยัดในโลกนี้ได้อย่างแท้จริง
พร้อมกับพลังของถังซานที่เพิ่มขึ้น ความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับระบบพลังในโลกนี้ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นบ้าง
ปราณฟ้าดินในโลกนี้อุดมสมบูรณ์มาก มากเสียจนถังซานแทบไม่เคยเห็นมาก่อน ดาวฝ่าหลานยังคงเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ไม่ใช่การดำรงอยู่ในระดับเดียวกับภพเทพ แต่ความเข้มข้นของปราณฟ้าดินบนดาวดวงนี้แทบไม่แตกต่างจากปราณเซียนในภพเทพเลย โดยเฉพาะในมหานคร ปราณฟ้าดินในมหานครเจียหลี่เข้มข้นกว่าที่เมืองหมาป่าวายุมาก น่าจะมีวิธีการรวบรวมบางอย่าง
แต่ปราณฟ้าดินในโลกนี้ก็มีปัญหาอยู่ มันรุนแรงมาก พลังภพภูมิของดาวดวงนี้ก็แข็งแกร่งมาก แทบจะควบคุมพลังทั้งหมด เหตุที่ถังซานฝึกฝนวิชาเสวียนเทียนแล้วพบขีดจำกัด ก็เพราะถูกภพภูมิกดทับ
และปราณฟ้าดินทั้งหมดในภพภูมินี้กลับเข้ากันได้ดีกับเผ่าปีศาจ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดปีศาจแต่ละเผ่าถึงมีจิตวิญญาณ พรสวรรค์ และความสามารถที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด
กล่าวคือ เผ่าปีศาจและเผ่าภูตที่ถังซานยังไม่เคยพบ ล้วนได้รับความโปรดปรานจากเจ้าแห่งภพภูมินี้ นอกเหนือจากนี้ มนุษย์และเผ่าพันธุ์บริวารอื่น ๆ กลับไม่ได้รับความเมตตาแม้แต่น้อย จนไม่สามารถฝึกฝนได้
การจะฝึกบำเพ็ญในโลกนี้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาเผ่าปีศาจและเผ่าภูตถึงจะเป็นไปได้ นี่จึงเป็นที่มาของเทพอสูรสถิตร่าง
หากประสงค์จะทำลายการกดทับของภพภูมินี้ ถังซานคงต้องฟื้นฟูกลับไปถึงจุดสูงสุดในชาติก่อนเท่านั้นจึงจะเป็นไปได้ แต่ตามสถานการณ์ยามนี้ การที่เขาจะบรรลุเทพก็เป็นปัญหาแล้ว เมื่อบรรลุเทพ เขาจะไม่สามารถซ่อนตัวในภพภูมินี้ได้อีก และจะต้องถูกผู้ปกครองภพภูมินี้ค้นพบแน่นอน การจะเติบโตไปสู่ระดับที่สูงขึ้น คงยากเย็นนัก หรืออาจถูกทั้งภพภูมิต่อต้านก็เป็นได้
โดยรวมแล้ว ภพนี้เป็นดาบสองคมสำหรับเขา ความเร็วในการฝึกฝนปกติเร็วกว่าชาติก่อนอย่างเห็นได้ชัด เพราะปราณฟ้าดินอุดมสมบูรณ์เกินไป แต่การจะฟื้นฟูพลังราชันเทพ กลับยากลำบากอย่างยิ่ง
เมื่อรู้สึกว่าธาตุวายุในบ้านเริ่มเอ่อล้นแล้ว ถังซานจึงค่อย ๆ ลงจากหลังคา ไม่ได้กลับห้อง แต่แอบย่องออกจากเมืองหมาป่าวายุ มุดเข้าไปในป่า
ถังซานสูดหายใจลึก เร่งความเร็วในทันที รอบกายมีแสงสีฟ้าพัวพัน ธาตุวายุรองรับร่างของเขา ราวกับเงาสีฟ้าที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในป่า
ด้วยพลังของเนตรหยั่งรู้ ร่างของเขาเคลื่อนไหวหลบหลีกต้นไม้ใหญ่น้อยอย่างคล่องแคล่ว ยังคงรักษาความเร็วสูงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
เขาวิ่งอย่างบ้าคลั่งเป็นเวลาหนึ่งก้านธูป*[1] เขาจึงหยุดลง และทิ้งร่องรอยไว้บนลำต้นของต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ก่อนจะเดินทางกลับ
เขากำลังทดสอบความเร็วของตัวเอง
จากเมืองหมาป่าวายุไปยังมหานครเจียหลี่ ต้องใช้เวลาเดินทางสามวัน หากวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด จะต้องใช้เวลานานเท่าใด?
เขาไม่สามารถออกจากเมืองหมาป่าวายุได้อย่างง่ายดาย เพราะแม้แต่คุณสมบัติการเป็นบริวารก็ยังไม่มี แต่เขาก็ยังคงฝึกฝนด้านความเร็วอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อที่ในภายหน้าจะสามารถเดินทางไปเมืองหมาป่าวายุได้เร็วขึ้น แม้จะได้เห็นนางเพียงแวบเดียวก็ยังดี
พลังที่ถังซานต้องการดูดกลืนจากเผ่าปีศาจมากที่สุดในตอนนี้คือความสามารถในการบิน หากสามารถบินได้ ระยะทางสามวันเขาน่าจะบินถึงได้ภายในครึ่งวัน หากออกเดินทางตอนพลบค่ำ ก็น่าจะถึงมหานครเจียหลี่ได้ในยามจื่อ*[2]
น่าเสียดายที่ในการประลองท้าชนครั้งที่แล้ว เขาไม่สามารถดูดกลืนทักษะการบินมาได้
พรสวรรค์ของปีศาจเหยี่ยวหัวขาวคือเนตรเหยี่ยว ส่วนการบินเป็นความสามารถทางร่างกายโดยธรรมชาติ หากถังซานมีเทพอสูรสถิตร่างเหยี่ยวหัวขาว ก็จะสามารถบินได้ผ่านพลังสถิตร่าง แต่เขาฝึกวิชาเสวียนเทียน จะมีสายเลือดของเหยี่ยวหัวขาวแท้ ๆ ได้อย่างไร! นี่จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ระหว่างทางกลับ ถังซานก็ครุ่นคิดถึงปัญหานี้อย่างละเอียด
ตัวเขาเองไม่ได้มีความพลังเทพอสูรสถิตร่างจริง ๆ ในอนาคตหากไปถึงมหานครจริง ๆ นี่ก็จะเป็นความเสี่ยง เมื่อเผ่าปีศาจตรวจสอบบริวาร แล้วให้แปลงกายจะทำอย่างไร?
แต่เดิมเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องเทพอสูรสถิตร่างเท่าใดนัก ในฐานะมนุษย์ การกลายเป็นปีศาจนั้นดีตรงไหน?
แต่พอนึกถึงว่าถ้าบินได้ ก็อาจจะได้ไปพบเหม่ยกงจื่อที่มหานครเจียหลี่ เขาก็เริ่มมีความคาดหวังที่แตกต่างออกไปต่อเทพอสูรสถิตร่าง
เมื่อกลับถึงบ้านที่เมืองหมาป่าวายุ ถังซานก็ขึ้นเตียงนั่งขัดสมาธิฝึกฝน
ช่วงนี้เขาดูดกลืนพลังอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการฝึกฝนไม่หยุด พลังเสวียนเทียนก็ถูกผลักดันจนถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สี่แล้ว และเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เขาเจอกับคอขวดอีกครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าครั้งนี้เขาจำเป็นต้องดูดกลืนพลังของปีศาจหมาป่าวายุที่อยู่ในระดับสูงกว่าถึงจะทะลวงขั้นได้
เมื่อถึงขั้นห้า น่าจะมีพลังป้องกันตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว
ถังซานเพ่งจิต จดจ่อมองพลังภายใน บนกระแสวังวนของพลังเสวียนเทียน ตราประทับทักษะยุทธ์ทั้งสี่เปล่งแสงริบหรี่ ที่แข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็นตราประทับสีฟ้าที่เป็นสัญลักษณ์แทนคมมีดวายุ ตามด้วยเนตรหยั่งรู้ที่รวมดวงเนตรหลิงซีและเนตรเหยี่ยวเข้าด้วยกัน ทั้งสองอย่างนี้อยู่ในระดับสี่ ส่วนตราประทับดาวคะนองวูบไหวที่เคยถูกแยกออกไปและเกราะหนักอยู่ระดับสาม แสงจึงริบหรี่กว่า
ทักษะยุทธ์เหล่านี้มอบความสามารถของปีศาจต่าง ๆ ให้กับตัวเขา เมื่อจะใช้งานก็ส่งพลังเสวียนเทียนพลังเข้าไปในตราประทับ ทำให้ตราประทับปลดปล่อยทักษะยุทธ์ที่สอดคล้องกันออกมา
เป็นไปได้รึไม่ที่จะใช้เทพอสูรสถิตร่างได้จริง ๆ? แม้จะแสดงออกมาได้เพียงบางส่วนก็ยังดี…
ระยะหลังนี้ ถังซานครุ่นคิดถึงปัญหานี้มาตลอด เขาได้ทดลองหลายวิธี เช่น ให้ตราประทับผสานกับสายเลือดของเขาในระยะเวลาสั้น ๆ
แต่เมื่อผสาน เขาก็พบปัญหา หลังจากผสานกับสายเลือดแล้ว พลังเสวียนเทียนจะดึงทักษะยุทธ์กลับมาอย่างรวดเร็ว หรือพูดอีกอย่างคือถูกขับออกมาจากสายเลือดของเขา ดูเหมือนทักษะยุทธ์กับพรสวรรค์ทางสายเลือดจะต้องแยกโดดเดี่ยวกันเท่านั้น ไม่สามารถผสานกับสายเลือดของเขาได้จริง ๆ
ความรู้สึกเหนื่อยล้าปรากฏขึ้นในโลกจิตวิญญาณของเขา ถังซานสะดุ้งเฮือกขึ้นมา จึงตระหนักได้ว่าตัวเองยังคงเปิดเนตรหยั่งรู้ครึ่งหนึ่งตั้งแต่ระหว่างทางกลับมา
ที่เรียกว่าเปิดครึ่งหนึ่ง คือสภาวะพิเศษที่ไม่ได้สังเกตสิ่งภายนอก แต่เพิ่มความเข้าใจของตัวเอง นี่เป็นประโยชน์ที่ได้จากเนตรหยั่งรู้ ช่วยให้สมองของถังซานแจ่มใสขึ้น ความคิดชัดเจนขึ้น มีประโยชน์มากเวลาครุ่นคิด และเมื่อไม่แผ่รัศมีเนตรหยั่งรู้ออกไป การเผาผลาญพลังก็จะน้อยลงโดยธรรมชาติ เขาจึงยืนหยัดได้นานขึ้น
ขณะที่กำลังจะเก็บเนตรหยั่งรู้ ทันใดนั้น ถังซานก็รู้สึกว่าชั้นบนมีความเคลื่อนไหวบางอย่าง
[1] หนึ่งก้านธูปเท่ากับครึ่งชั่วโมง
[2] ยามจื่อ คือ 23.00 -01.00 น.