ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 44
บทที่ 44 กลับบ้าน
ถังซานและหวังเหยียนเฟิงออกจากเมืองได้อย่างราบรื่น กุ๋ยกุ่ยใช้รถบรรทุกสินค้าพาพวกเขาออกมาจากเมือง
จนกระทั่งห่างจากประตูมหานครเจียหลี่ไปไกลพอสมควร กุ๋ยกุ่ยจึงให้พวกเขาลงจากรถ
นางมองถังซานด้วยสายตาที่ซับซ้อน เด็กคนนี้มีพรสวรรค์เหนือกว่าบริวารทั่วไปมาก แต่สำหรับหวังเหยียนเฟิงแล้ว นี่จะเป็นเรื่องดีจริงหรือ? กล่าวอีกนัยหนึ่ง สำหรับพวกบริวารอย่างพวกเขา นี่จะเป็นเรื่องดีจริงหรือ?
“ถังซาน” กุ๋ยกุ่ยเรียกถังซาน
“ขอรับอากุ่ย”
กุ๋ยกุ่ยถอนหายใจเบา ๆ กล่าวว่า “เจ้าเป็นบริวารมนุษย์ที่มีศักยภาพและโดดเด่นที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ แต่เจ้าต้องรู้ว่า ในโลกนี้ เผ่าปีศาจและเผ่าภูติต่างหากที่เป็นผู้นำ พลังของพวกมันแข็งแกร่งเหลือเกิน ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะต่อกรได้ และคนรอบข้างเจ้า มนุษย์ที่รอดชีวิตมาได้เป็นบริวาร ล้วนผ่านความยากลำบากมามากมาย การมีชีวิตอยู่จึงจะมีโอกาส แม้ว่าตอนนี้พวกเรายังมองไม่เห็นอนาคต แต่ถ้าเจ้าอยากทำอะไรเพื่อมนุษย์ในภายหน้า ก็ต้องรักษาชีวิตอันมีค่าของเจ้าไว้ เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจ” ถังซานพยักหน้า
กุ๋ยกุ่ยมองเขาอย่างลุ่มลึก กล่าวว่า “หวังว่าเจ้าจะเข้าใจจริง ๆ ท่านพี่ คำพูดนี้ข้าก็พูดกับท่านด้วย ท่านต้องปกป้องเขาให้ดี และดูแลเขาให้ดีด้วย เรื่องแบบเมื่อวานอย่าให้เกิดขึ้นอีกเด็ดขาด ไม่ใช่ว่าทุกครั้งจะโชคดีเช่นนี้”
หวังเหยียนเฟิงพยักหน้าเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไร
“อย่าเพิ่งกลับมามหานครเจียหลี่ในเร็ว ๆ นี้ รอให้เจ้าโตขึ้น อย่างน้อยก็สูงขึ้นกว่านี้ค่อยมา” กุ๋ยกุ่ยพูดกับถังซาน
ถังซานมองไปทางมหานครเจียหลี่ เขาจะไม่กลับมาได้จริงหรือ? ที่นี่มีสิ่งที่สำคัญยิ่งของเขาอยู่
หลังจากบอกลากุ๋ยกุ่ย หวังเหยียนเฟิงและถังซานก็ออกเดินทาง
ระหว่างทาง หวังเหยียนเฟิงไม่ได้พูดอะไรมาก และไม่ได้สั่งสอนถังซานเหมือนที่กุ๋ยกุ่ยทำก่อนหน้านี้
จนกระทั่งเลี้ยวจากถนนใหญ่เข้าสู่ถนนเล็กที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหมาป่าวายุ
“ถังซาน”
“ขอรับ ท่านอาจารย์” ถังซานหันไปมองหวังเหยียนเฟิงที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน
หวังเหยียนเฟิงกล่าวว่า “แต่ก่อนข้าคิดว่าเจ้ายังเด็ก เจ้ายังต้องการเวลาในการเติบโต ในการขัดเกลาจิตใจ แต่ครั้งนี้ข้ากลับพบว่า เจ้าไม่เด็กแล้ว เจ้าสุขุมกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก แต่ว่า ท่ามกลางความสุขุมนั้น ไฉนเจ้าถึงหุนหันขึ้นมาได้เล่า?”
ถังซานกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้าอยากเติบโตให้เร็วขึ้น แข็งแกร่งขึ้น ข้าหวังว่าโศกนาฏกรรมของเผ่ามนุษย์จะน้อยลง”
หวังเหยียนเฟิงพยักหน้า กล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่มนุษย์ที่มีสติปัญญาส่วนใหญ่อยากทำ แต่กุ๋ยกุ่ยพูดถูก ในโลกนี้ พวกเรายังอ่อนแอเกินไป ความแข็งแกร่งของเผ่าปีศาจและเผ่าภูติไม่ใช่สิ่งที่เจ้าในตอนนี้จะจินตนาการได้”
ทว่าถังซานกลับส่ายหน้า กล่าวว่า “ไม่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของพวกมันได้ แต่เพียงเพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่ง พวกเราก็จะไม่ทำอะไรเลยหรือ? ถ้าพวกเราไม่ทำอะไรเลย มนุษย์ก็จะเป็นทาสตลอดไป ในแง่สติปัญญา พวกเรายังเหนือกว่าเผ่าปีศาจและเผ่าภูติด้วยซ้ำ แต่ไฉนพี่น้องเผ่าพันธุ์ของพวกเราถึงต้องถูกพวกมันกดขี่ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นอาหารของพวกมันด้วยเล่า?”
หวังเหยียนเฟิงกล่าวว่า “เพราะสวรรค์ไม่เมตตาพวกเรา พวกเรามีสติปัญญา แต่ไร้ซึ่งพรสวรรค์”
ถังซานแย้งว่า “ไม่ ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่มีพรสวรรค์ แต่เป็นเพราะพวกเรายังหาวิธีกลมกลืนกับโลกใบนี้ไม่พบต่างหาก”
หวังเหยียนเฟิงชะงักไป เขาไม่คิดว่าถังซานจะพูดเช่นนี้ และวาทะคล้าย ๆ กันนี้ เขาเคยได้ยินมาก่อนหนึ่งครั้ง
“ถังซาน เจ้า…”
ถังซานพูดอย่างจริงจัง “ท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้คิดว่าข้าจะสามารถใช้กำลังของข้าเพียงลำพังเปลี่ยนแปลงเผ่ามนุษย์ทั้งหมดได้ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงเผ่ามนุษย์ได้จริง ๆ คือการค้นหาวิธีที่ทำให้พวกเราเข้ากับโลกใบนี้ได้ เพื่อให้พวกเราค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น อาจไม่สามารถทำได้ภายในคนรุ่นเดียว แต่ตราบใดที่พวกเราพยายาม ย่อมต้องมีหนทาง”
ตอนที่เพิ่งมาถึงโลกใบนี้ แม้แต่เขาที่เคยเป็นราชันเทพก็ยังรู้สึกหวาดกลัวและไร้ที่พึ่ง แต่เมื่อเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างของโลกใบนี้ อย่างที่เขากล่าว มนุษย์ในโลกนี้ยังไม่พบวิธีที่จะเข้ากับโลกใบนี้
เหมือนกับมหาพิภพโต้วหลัวในชาติก่อนของเขา ตอนที่เขาเกิด สัตว์วิญญาณในโลกนั้นยังแข็งแกร่งมาก มนุษย์ยากที่จะต่อกรกับสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่ง แต่มนุษย์ก็พบวิธีปลุกวิญญาณอาวุธของตน ผ่านการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น กลายเป็นวิญญาจารย์ ค่อย ๆ พัฒนาขึ้น จนในที่สุดก็เริ่มกดดันพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์วิญญาณ กลายเป็นเจ้าของมหาพิภพโต้วหลัว
แล้วมหาพิภพภูตปีศาจที่อยู่ตรงหน้านี้ จะไม่ใช่มหาพิภพโต้วหลัวในยุคแรกเริ่มหรอกหรือ? บางทีอีกพันปีหรือหมื่นปี มนุษย์อาจพบวิธีทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน และเอาชนะเผ่าปีศาจกับเผ่าภูตได้
แม้ว่าในดาวฝ่าหลานนี้ บนมหาพิภพภูตปีศาจแห่งนี้ ทุกอย่างดูยากลำบาก เพราะเผ่าปีศาจและเผ่าภูตมีระดับชั้นสูงกว่าสัตว์วิญญาณในมหาพิภพโต้วหลัวมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีความหวัง
บางทีการที่เขากลับชาติมาเกิดในโลกนี้ อาจเพราะเพื่อนำความหวังมาสู่มนุษย์ในโลกนี้ก็ได้
หวังเหยียนเฟิงแย้มยิ้มทันที “แต่เดิมข้าตั้งใจจะโน้มน้าวเจ้า แต่ไฉนข้ากลับรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเจ้าโน้มน้าว อาจารย์ก็หวังที่จะเห็นเจ้าค้นพบวิธีที่เข้ากับโลกนี้มากขึ้น แต่ก่อนถึงตอนนั้น เจ้าต้องพยายามรักษาตัวให้ต่ำต้อยที่สุด สิ่งที่พูดกับข้าวันนี้ ก็อย่าได้พูดกับผู้ใดอีก”
“ขอรับ” ถังซานพยักหน้า
เมื่อกลับถึงเมืองหมาป่าวายุ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามครรลอง ถังซานกลับบ้านก่อน หวังเหยียนเฟิงไปรายงานต่อท่านเจ้าเมืองหมาป่าวายุ
พอเข้าประตูลาน ถังซานก็รู้สึกถึงเสียงลมพัดกระหน่ำ เมื่อหันมองไป ก็เห็นพี่น้องแซ่หวังทั้งสามกำลังฝึกฝนกัน
ทั้งสามคนดูเหมือนกำลังต่อสู้กันอย่างชุลมุน ไม่ได้ใช้คมมีดวายุ แค่อาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นจากหมาป่าวายุสถิตร่าง กำลังหาโอกาสโจมตี ต่อสู้กันไปมา
หลิงมู่เสวี่ยยืนดูอยู่ข้าง ๆ อย่างสนใจ ในมือมีประกายแสงสีฟ้ากระโดดไปมา นั่นคือการฝึกควบคุมธาตุวายุ
เมื่อเห็นถังซานเข้ามา นางก็ตาเป็นประกายทันที รีบวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น “ถังซาน เจ้ากลับมาแล้ว”
ถังซานยิ้มน้อย ๆ พยักหน้าให้นาง “พวกเขาแข็งขันกันดีนะ”
“อืม ตอนที่เจ้ากับท่านอาจารย์ไม่อยู่ ท่านอาจารย์สั่งไว้ก่อนไปว่าให้พวกเราฝึกต่อสู้จริงให้มาก ยิ่งต่อสู้มากเท่าใด ยิ่งง่ายที่จะกระตุ้นความเข้าใจในพลังมหาป่าวายุสถิตร่าง” หลิงมู่เสวี่ยยิ้มพลางกล่าว
“อืม” ถังซานพยักหน้า
จากนั้นจู่ ๆ เขาก็ปรบมือ เสียงปรบมือดึงดูดความสนใจของพี่น้องแซ่หวัง การเคลื่อนไหวของทั้งสามคนจึงหยุดลงทันที หันมองมาทางต้นเสียง
ถังซานส่ายหน้าเบา ๆ “พวกเจ้าพัฒนาช้าเกินไป”
พอพูดจบ ไม่ว่าจะเป็นหวังเชา หวังจง หรือหวังเสียวเหล่ย ต่างก็ชะงักไป
ถังซานเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในห้าคน ปกติหวังเหยียนเฟิงมักพูดว่าเขายังเด็ก ไม่ให้เข้าร่วมการฝึกต่อสู้จริง และถังซานก็พูดน้อย แทบไม่ค่อยคุยกับใคร ทุกวันก็แค่ฝึกฝนเงียบ ๆ มีแค่ตอนฝึกต่อสู้จริงครั้งแรกที่พวกเขาเคยเห็นถังซานใช้คมมีดวายุ
และตอนนั้นพี่น้องแซ่หวังทั้งสามยังไม่ได้เปิดสติปัญญาเต็มที่ ยังงุนงงกับทุกสิ่ง
ผ่านการสอนสั่งของหวังเหยียนเฟิงมาหนึ่งปี ตอนนี้พวกเขาเริ่มเข้าใจโลกภายนอกบ้างแล้ว
หวังเสียวเหล่ยแค่นเสียง “พวกข้าพัฒนาช้าตรงไหน? ดูร่างที่ว่องไวของข้าสิ” เขากล่าวพลางพุ่งเข้าใส่ถังซานทันที กรงเล็บหมาป่ามือขวาพุ่งเข้าจู่โจม
หลิงมู่เสวี่ยที่อยู่ข้างกายถังซานตกใจ ยกมือขึ้นเตรียมปล่อยคมมีดวายุ แต่ถูกถังซานยื่นมือห้ามเอาไว้
ในชั่วขณะถัดมา เขาก็ใช้ปลายเท้าแตะพื้นแล้วพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
คราวนี้กลับเป็นหวังเสียวเหล่ยที่ตกใจ แต่เดิมเขาแค่ต้องการขู่ถังซานเท่านั้น ไม่ได้คิดจะลงมือจริง ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพุ่งเข้าใส่กรงเล็บที่ตนเองยื่นออกไป จึงรีบจะชักมือกลับ
แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือน ถังซานหลบกรงเล็บหมาป่าของเขาและเข้ามาประชิดตัวเรียบร้อยแล้ว
หวังเสียวเหล่ยรูปร่างผอมสูง แม้อายุจะยังน้อย แต่ความสูงก็ใกล้เคียงกับหวังเชาแล้ว ถังซานยกมือขวาขึ้นเกี่ยวคอเขาไว้พร้อมกับหมุนตัว หวังเสียวเหล่ยรู้สึกเพียงว่าแรงที่พุ่งไปข้างหน้าของตนเองพลันเปลี่ยนทิศทาง ร่างถูกเหวี่ยงออกไปด้านข้าง
เสียง ‘ตุ้บ’ ดังขึ้น ร่างเขากระแทกลงกับพื้น