ตำนานจอมยุทธ์ภูตถังซาน ภาคการกลับมาของถังซาน - บทที่ 101
บทที่ 101 โน้มน้าวอาจารย์
อู๋ปิงจี้กล่าว “แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
ถังซานตอบ “อันดับแรกพวกเราต้องจัดตั้งกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมา ในกลุ่มนี้ทุกคนต้องมีความสามารถที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นต้องมีคนมาก จะได้ไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์มาก จากนั้นพวกเราจะไปตามหาพยัคฆ์เหินด้วยกัน เมื่อพบแล้วก็จะล่ามัน โดยมีอาจารย์คอยดูแลพวกเราอยู่ข้าง ๆ หากมีอันตราย ท่านอาจารย์ก็จะออกมาช่วย”
อู๋ปิงจี้ขมวดคิ้วพูด “ภารกิจพวกนี้ ท่านอาจารย์ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอก พวกเราต้องพึ่งความสามารถตัวเองเท่านั้น”
ถังซานกล่าว “เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง ข้าจะหาทางโน้มน้าวท่านอาจารย์เอง ถ้าอาจารย์ยอมไปกับพวกเรา คอยปกป้องพวกเราอยู่ในที่ลับ ก็น่าจะรับภารกิจได้แล้วใช่หรือไม่”
“แน่นอนอยู่แล้ว แต่ท่านอาจารย์จะยอมหรือ?” อู๋ปิงจี้ถามอย่างสงสัย
“ให้ข้าจัดการเถอะ”
หลังจากออกมาจากที่พักของอู๋ปิงจี้ ถังซานก็ให้ตู๋ไป๋กลับไปก่อน แล้วเขาก็มายังห้องพักของมู่เอินฉิง
โรงเรียนไถ่ถอนมีพื้นที่แค่นี้ ไม่มีห้องทำงานของอาจารย์หรืออะไรทำนองนั้น
ถังซานเคาะประตูแล้ว แต่มู่เอินฉิงยังไม่กลับมา คงจะออกไปประชุมกับอาจารย์คนอื่น ๆ
ถังซานไม่รีบร้อน ยืนรออยู่หน้าประตู ประมาณหนึ่งก้านธูป มู่เอินฉิงก็กลับมา เมื่อเห็นถังซานยืนอยู่หน้าประตูห้องตน ก็รู้สึกแปลกใจ
“เจ้ามาหาข้าหรือ?”
“ขอรับ ท่านอาจารย์มู่ ข้ามีความคิดหนึ่งเกี่ยวกับวิชาต่อสู้จริง อยากจะปรึกษาท่าน” ถังซานกล่าวอย่างนอบน้อม
“เข้ามาสิ” มู่เอินฉิงพยักหน้า
เมื่อครู่เหล่าคณาจารย์ไปรวมตัวกันเพื่อพูดคุยเรื่องความสามารถด้านการต่อสู้ของถังซาน หากมิใช่เพราะได้สืบประวัติของถังซานอย่างละเอียดแล้ว พวกเขาคงไม่อยากเชื่อว่าเด็กอายุเก้าขวบคนหนึ่ง จะมีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้มากขนาดนี้ มันช่างเหนือธรรมชาติเหลือเกิน!
แต่ความจริงอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ต้องเชื่อ ซือหรูถึงกับจะไปหาจางเฮ่าเซวียนอีกครั้ง เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้มีความหวังมาก
จริง ๆ แล้วมู่เอินฉิงเป็นคนที่กลุ้มใจที่สุด ในฐานะอาจารย์วิชาต่อสู้จริง เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อหน้าเด็กน้อยถังซานคนนี้ แล้วเขาจะให้คำปรึกษาการต่อสู้แก่ถังซานได้อย่างไร?
ตัวมู่เอินฉิงเองก็ไม่ได้ถนัดในการควบคุมธาตุ ด้านนี้แม้แต่กวนหลงเจียงและซือหรูก็ยังคิดไม่ออกว่าควรจะชี้แนะถังซานอย่างไร ถังซานปิดประตูแล้วเดินมาหามู่เอินฉิงอย่างนอบน้อม
“เจ้ามีความคิดอะไร ลองว่ามา” มู่เอินฉิงนั่งลงพูด
ถังซานกล่าว “ท่านอาจารย์มู่ ข้าได้เข้าเรียนวิชาต่อสู้จริงสองครั้งแล้ว และได้ประลองกับสหายด้วย ข้ารู้สึกว่าวิชาต่อสู้จริงของพวกเรามีปัญหาบางอย่าง”
“อ้อ?” มู่เอินฉิงมองเด็กที่ยืนอยู่แต่ยังไม่สูงเท่าตัวเองตอนนั่งด้วยความประหลาดใจ “มีปัญหาอะไร?”
ถังซานตอบทันทีโดยไม่ลังเล “ข้าคิดว่าปัญหาคือมันไม่เหมือนการต่อสู้จริง การประลองกันแม้จะช่วยฝึกฝนทักษะ แต่การต่อสู้จริงมักจะต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ภายใต้แรงกดดันของวิกฤตชีวิต ศักยภาพของคนถึงจะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ เหมือนตอนที่ข้าอยู่ที่เมืองหมาป่าวายุ
ครั้งหนึ่ง ข้าเคยถูกหมาป่าวายุโจมตีข้างนอก ครานั้นข้าเกือบต้องตายแล้ว แต่หลังจากครั้งนั้น ความเข้าใจของข้าเกี่ยวกับธาตุวายุก็ลึกซึ้งขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นข้าคิดว่า วิชาการต่อสู้จริงควรให้ทุกคนได้สัมผัสกับอันตรายมากขึ้น ภายใต้แรงกดดันของวิกฤต จึงจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น”
ดวงตาของมู่เอินฉิงเป็นประกาย “เจ้าหมายความว่า เจ้าเข้าใจธาตุวายุลึกซึ้งขึ้นเพราะเคยผ่านวิกฤตชีวิตมาใช่หรือไม่? เจ้าเคยมีประสบการณ์แบบนี้กี่ครั้ง?”
ถังซานตอบว่า “ถ้านับ ก็คงเป็นสองครั้งขอรับ”
มู่เอินฉิงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “นั่นก็เพราะเจ้ามีพรสวรรค์สูง คนทั่วไปแม้จะผ่านประสบการณ์สองครั้ง ก็ไม่แน่ว่าจะมีความเข้าใจเช่นเจ้า”
ถังซานกล่าวว่า “สองครั้งไม่พอก็สามครั้ง สามครั้งไม่พอก็เพิ่มอีก การกระตุ้นที่รุนแรง ย่อมทำให้คนก้าวหน้าได้แน่นอน หลังจากที่ข้าผ่านการต่อสู้เช่นนั้นมา ตอนแรกก็รู้สึกกลัว แต่หลังจากนั้นก็คิดได้หลายอย่าง ความทรงจำในการต่อสู้เอาชีวิตรอดนั้นก็จะฝังลึกเป็นพิเศษ เมื่อมีประสบการณ์เช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมไม่อยากเผชิญกับสถานการณ์แบบนั้นอีก จึงจะยิ่งพยายามฝึกฝนมากขึ้น และมีความคิดมากขึ้นด้วย”
มู่เอินฉิงได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าคิดว่า พวกเราควรจัดการเรียนการสอนวิชาต่อสู้จริงอย่างไร”
ถังซานกล่าวว่า “ข้าได้ดูรายการภารกิจจากศิษย์พี่ใหญ่แล้ว ในนั้นมีการล่าสัตว์อสูรอยู่ด้วย การล่าสัตว์อสูรก็จะไม่เปิดเผยว่าพวกเราเป็นสมาชิกองค์กรไถ่ถอน ข้าคิดว่าควรให้ทุกคนจัดกลุ่มกันไปล่าสัตว์อสูร โดยให้ท่านอาจารย์คอยคุ้มครองอยู่ในที่ลับ แต่ตราบใดที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แม้จะบาดเจ็บสาหัส ท่านอาจารย์ก็ไม่ต้องออกมาช่วย ให้ทุกคนได้รู้สึกถึงแรงกดดันจากศัตรูที่แข็งแกร่งในการต่อสู้จริงให้มากที่สุด ข้าคิดว่าแบบนี้จะได้ผลดีกว่า”
“อืม…” มู่เอินฉิงแสดงสีหน้าครุ่นคิด
การเรียนวิชาต่อสู้จริงแบบนี้ โรงเรียนไถ่ถอนก็เคยมี แต่มักจะเป็นอาจารย์นำคณะโดยตรง ระหว่างต่อสู้ อาจารย์จะคอยชี้แนะอยู่ข้าง ๆ และออกมือในจังหวะสำคัญ
การให้ศิษย์ออกไปเองนั้นมีน้อยมาก จะมีก็แต่การล่าสัตว์อสูรระดับต่ำเท่านั้น ด้วยว่าโรงเรียนไถ่ถอนมีศิษย์แค่สิบกว่าคน ทุกคนล้วนผ่านการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน แต่ละคนล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าของโรงเรียน
หากศิษย์คนใดเกิดอันตรายถึงชีวิต ก็จะเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของโรงเรียน ดังนั้นอาจารย์จึงระมัดระวังมาตลอด
“หากเกิดอันตรายล่ะ” มู่เอินฉิงพึมพำ
ถังซานกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านอาจารย์มู่ บุปผาที่เติบโตในเรือนกระจกย่อมมิอาจทนต่อลมฝนได้ วันที่ข้ามาถึงใหม่ ๆ ท่านเจ้าเมืองก็เคยบอกข้าว่า พวกเรามนุษย์ต้องการพื้นที่เพื่อความอยู่รอด เป็นหนทางที่ยาวไกล เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ต้องทุ่มเทให้มากขึ้น มากขึ้นอีก และท่านอาจารย์ก็สามารถติดตามอยู่ในที่ลับ หากมีอันตรายถึงชีวิตจริง ๆ ค่อยออกมาปกป้องพวกเรา แบบนั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มู่เอินฉิงจึงเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าต้องพิจารณาก่อน เจ้ามีความคิดเห็นอื่นอีกรึไม่”
ถังซานกล่าวว่า “เมื่อครู่ข้าได้ปรึกษากับศิษย์พี่ใหญ่แล้ว พวกเราคิดว่าควรหาภารกิจที่ค่อนข้างยาก แล้วจัดกลุ่มเล็ก ๆ ไปล่า เพื่อความปลอดภัย พวกเราหวังว่าจะมีอาจารย์อย่างน้อยหนึ่งท่านคอยคุ้มครองพวกเราในที่ลับ
ในกลุ่มจะมีแค่ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่ที่รู้ว่ามีท่านอาจารย์อยู่ ศิษย์พี่คนอื่น ๆ จะไม่รู้ ตราบใดที่พวกเราทำได้เอง ทำภารกิจสำเร็จได้เอง ท่านอาจารย์ก็ไม่ต้องออกมือ แค่คอยดูอยู่ในที่ลับก็พอ แล้วรางวัลภารกิจ พวกเราจะแบ่งให้ท่านอาจารย์ครึ่งหนึ่ง ถ้าสุดท้ายท่านอาจารย์ต้องออกมาช่วยชีวิตพวกเรา รางวัลภารกิจจะให้ท่านอาจารย์แปดส่วนก็ได้ ถือว่าเป็นการฝึกฝนพวกเรา”
มู่เอินฉิงกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าจะปรึกษากับเหล่ากวนก่อน พรุ่งนี้จะบอกพวกเจ้าว่าทำได้หรือไม่”
“ขอรับ ขอบคุณท่านอาจารย์” ถังซานกล่าวลา
เมื่อเดินมาถึงประตู เขาก็หยุดแล้วหันกลับมา และกล่าวกับมู่เอินฉิงอย่างจริงจัง “ท่านอาจารย์มู่ วิชาต่อสู้จริงที่เสี่ยงชีวิตเช่นนั้น จะทำให้พวกเราก้าวหน้าได้มากกว่า”
กล่าวจบ ถังซานก็จากไป มู่เอินฉิงจมอยู่ในห้วงความคิด ถ้อยคำของถังซานที่สะเทือนใจเขาที่สุดคือประโยคที่ว่า ‘บุปผาที่เติบโตในเรือนกระจกย่อมมิอาจทนต่อลมฝนได้’
สำหรับบริวารมนุษย์ส่วนใหญ่แล้ว อย่าว่าแต่เรือนกระจกเลย แม้แต่การมีชีวิตรอดก็ต้องเผชิญความเสี่ยงตลอดเวลา พวกเขาถูกจำกัดด้วยพรสวรรค์ ไม่ว่าจะพยายามหรือถูกกระตุ้นเพียงใด ก็ไม่มีทางเติบโตเป็นผู้แข็งแกร่งได้
แต่เด็ก ๆ ในโรงเรียนไถ่ถอนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่องค์กรคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถันว่ามีความหวังจะเป็นผู้แข็งแกร่งได้ เด็กเช่นนี้ กลับจะให้พวกเขาไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงหรือ? หากไม่มีแรงกดดันจากอันตราย การเติบโตของพวกเขาจะราบรื่นจริงหรือ?
ปัญหานี้รบกวนจิตใจอาจารย์หลายท่านมาตลอด ในบรรดาเด็กเหล่านี้ ผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุดกลับเป็นผู้ที่พัฒนาช้าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอกสวรรค์สถิตร่างของตู๋ไป๋หรือกาลเวลาสถิตร่างของกู้หลี่ก็เป็นเช่นนั้น
แต่สายเลือดเช่นนี้ช่างล้ำค่าเหลือเกิน พวกเขาไม่มีใครกล้าเสี่ยง! มู่เอินฉิงสูดหายใจลึก แล้วลุกขึ้นยืน ตัดสินใจไปพูดคุยกับกวนหลงเจียงให้ละเอียดเกี่ยวกับปัญหานี้
เมื่อถังซานเดินออกจากห้องของมู่เอินฉิง มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขารู้ว่าตนมีโอกาสแปดในสิบที่จะโน้มน้าวอาจารย์ท่านนี้ได้ ดูได้จากสีหน้าของมู่เอินฉิงตอนจบคาบเรียนต่อสู้จริงวันนี้
ตอนนั้นแววตาของมู่เอินฉิงแฝงความผิดหวังอยู่บ้าง