พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 264 ทดสอบหยั่งเชิง
บทที่ 264 ทดสอบหยั่งเชิง
บทที่ 264 ทดสอบหยั่งเชิง?
ครั้นเล่าเจี้ยงกลับมาถึงจวนแม่ทัพหลัง ก็ยังพยายามระงับความปรารถนาที่จะมีต่อภรรยาไว้ และเรียกหาไทสูจู้กับจูล่งทันที ทั้งยังจัดประชุมเล็ก ๆ กับซุนฮิวและเตียนอุยอยู่ในจวนด้วย
“กงต๋า เข้าวังครานี้ ฝ่าบาททรงหาข้า…”
เล่าเจี้ยงเล่าทุกอย่างให้กุนซือฟังตั้งแต่เจอเตียวเหยียงไปจนถึงบทสนทนาต่าง ๆ กับพระเจ้าเลนเต้ จวบจนเจอพวกแม่ทัพใหญ่เมื่อออกจากวัง
ความจริงเรื่องเกี่ยวกับราชสำนัก และการเล่นงาน หลอกลวงระหว่างคนกับคนพวกนี้ กาเซี่ยงเป็นผู้เจนจัดที่สุด ทว่ายามนี้กุนซือปีศาจอยู่เมืองฮั่นต๋งอันห่างไกล เล่าเจี้ยงเลยทำได้เพียงหารือกับซุนฮิวเท่านั้น
ซุนฮิวเก่งในยุทธศาสตร์การทหาร ไม่ฉกาจในเรื่องต้มกันไปต้มกันมาเหล่านี้ แต่บัณฑิตไร้ชื่อดูตกเป็นรองเมื่อเทียบกับคนระดับกาเซี่ยงเท่านั้น หากเทียบกับเล่าเจี้ยง ก็แข็งแกร่งจนไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
ผู้เป็นนายรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ซุนฮิวไม่ได้มองธรรมชาติมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเท่ากาเซี่ยง แต่เทียบกับเขาแล้ว ก็มองได้ลึกซึ้งกว่ามากนัก
“นายท่าน ไยข้ารู้สึกว่าเตียวเหยียงจงใจรอท่านอยู่หน้าประตูวัง”
“จงใจรอข้า?”
เล่าเจี้ยงประหลาดใจเล็กน้อย ในความคิดของเขาเห็นเป็นความบังเอิญไปแล้ว
“เตียวเหยียงทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?”
ซุนฮิวลูบคางเบา ๆ พลางครุ่นคิดเหตุและผล
บางทีความแตกต่างระหว่างสองกุนซือคือกาเซี่ยงมักจะบอกออกมาได้อย่างมั่นใจได้ทันที แต่ซุนฮิวต้องมีการไตร่ตรองซ้ำ ๆ ก่อน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดบัณฑิตไร้ชื่อก็เข้าใจกระจ่าง
“นายท่านลองคิดดูให้ดี ๆ เตียวเหยียงพูดอะไรกับนายท่านบ้าง?”
เล่าเจี้ยงหรี่สองตาลงเล็กน้อย เริ่มหวนนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง
พูดอะไรหรือ? ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ถามว่าเหตุใดตนถึงกลับมาลกเอี๋ยงเร็วขนาดนี้ แล้วเล่าการขยายอำนาจของพระญาติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และสุดท้ายก็เปิดเผยเรื่องที่พระเจ้าเลนเต้ประชวร
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เล่าเจี้ยงก็ไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ นอกเสียจากเตียวเหยียงบ่นกระปอดกระแปด และพูดมากจนเอ่ยถึงสถานการณ์ของพระเจ้าเลนเต้แค่นั้น
“กงต๋า เจ้าคิดมากเกินไปหรือไม่?”
ซุนฮิวส่ายหน้าอย่างหนักแน่น ตอนนี้กาเซี่ยงไม่อยู่ บัณฑิตไร้ชื่อรู้ตัวดีว่าต้องระมัดระวังทุกวาจา เมื่อชี้นำนายท่านผิด เช่นนั้นจวนแม่ทัพหลังจะต้องประสบหายนะแน่นอน
“นายท่าน ระยะทางจากฮั่นต๋งถึงลกเอี๋ยงนั้นไม่มีเปลี่ยน อีกทั้งช่วงนี้ไม่มีสงครามใด ดังนั้นการส่งขันทีไปแจ้งข่าวและกลับมาที่นี่ ควรต้องใช้เวลานานแค่ไหน เกรงว่าฝ่าบาทคงรู้ดีอยู่แล้ว”
“เมื่อพิจารณาจากปฏิกิริยา ทั้งเตียวเหยียงและฝ่าบาทต้องประหลาดใจกับการมาถึงเมืองลกเอี๋ยงอย่างกะทันหันของนายท่านแน่ เพราะความเร็วในการเดินทัพของเราเกินความคาดหมายของพวกเขาไปมากโข จากการคำนวณดูโดยคร่าว เรามาถึงเร็วกว่าขันทีแจ้งข่าวเสียอีก”
เล่าเจี้ยงพยักหน้า เรื่องนี้เขาก็รู้ เพราะขันทีที่มามอบราชโองการเดินทางมาก่อนล่วงหน้าสองสามวัน ต่อมาตนก็ตามทัน และกลับมาถึงลกเอี๋ยงเร็วกว่าพวกเขาเสียอีก
“แต่มันยังหมายความว่าอะไรได้อีก?”
“หมายความว่านายท่านปฏิบัติตามพระราชโองการของฝ่าบาทในทันที และไม่มีทีท่าแข็งข้อ พิสูจน์ความภักดีของนายท่านที่มีต่อพระองค์ ว่าไม่มีเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด”
ซุนฮิวเอ่ยจุดสำคัญออกมา ทำให้เล่าเจี้ยงผุดลุกขึ้นราวกับรู้แจ้งแล้วก็ไม่ปาน
“ฝ่าบาทกำลังทดสอบว่าข้ายังเชื่อฟังเหมือนแต่ก่อนหรือไม่!”
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของนายท่าน ซุนฮิวก็พยักหน้าอีกครั้ง
“ขอรับ เริ่มแรกทดสอบท่าทีของนายท่าน จากนั้นใช้สถานการณ์ล่าสุดในลกเอี๋ยงทดสอบปฏิกิริยา สุดท้ายใช้อาการป่วยของฝ่าบาทมาทดสอบความคิด”
เล่าเจี้ยงนั่งลงอย่างหมดแรงเล็กน้อย ความรู้สึกเหนื่อยล้าแล่นขึ้นมาในหัวใจ
เป็นพ่อตาลูกเขยกันแล้วก็ยังระแวงข้าไม่สร่างซาเลยหรือ?
หลังจากได้รับราชโองการ ตนก็ตะบึงม้าเร่งรุดมายังเมืองหลวงลกเอี๋ยง แต่สิ่งที่ต้อนรับตนกลับเป็นการทดสอบอย่างล้ำลึกเช่นนี้
“โชคดี โชคดีที่ข้าระมัดระวัง…”
ความจริงเล่าเจี้ยงอยากบอกว่าดีที่ตัวเองแสดงละคร แสร้งทำเป็นกังวลกับพระอาการของฝ่าบาทด้วยท่าทีนอบน้อม
“สวรรค์อวยพรให้นายท่าน ทำให้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปอย่างปลอดภัย”
เล่าเจี้ยงไม่มีกะจิตกะใจรับคำแสดงความยินดีของกุนซือเท่าไรนัก ตรงข้ามกลับแหงนหน้าขึ้นฟ้าถอนหายใจยาวออกมา
“เฮ้อ… ว่ากันว่ากระต่ายม้วยย่างสุนัข วิหคสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน พวกเรายังไม่ทันทำอะไร ก็มักจะถูกฝ่าบาทเพ่งเล็งอยู่ตลอดเวลา”*[1]
ทุกคนในห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด น่าใจหายนัก
มีเพียงซุนฮิวยิ้มแห้ง… เพราะนายท่านของตนก็คิดกบฏอยู่จริง โชคดีนักที่รอดพ้นสายพระเนตร
“ฮึ! อยู่ฮั่นต๋งยังมีความสุขกว่าอีก มาถึงลกเอี๋ยงยังต้องประสบกับความโมโหเรื่องหยุม ๆ หยิม ๆ ของฮ่องเต้ตัวนี้อีก!”
เตียนอุยตบโต๊ะระบายความไม่พอใจอย่างแรง หากถามว่าใครในกลุ่มของเล่าเจี้ยงเกลียดฝ่าบาทมากที่สุด ก็คงไม่พ้นเตียนอุยที่เคยเป็นชาวบ้าน แต่ถูกความไม่สนใจไยดีประชาราษฎ์ของฝ่าบาทปล่อยให้ขุนนางรีดนาทาเร้นพลเรือน บีบคั้นจนกลายเป็นโจร
เล่าเจี้ยงเองก็แปลกที่ไม่ตำหนิ และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือซุนฮิวไม่เอ่ยโต้ตอบ…
“ช่างเถิด ชีวิตที่ถูกนายระแวงตลอดเวลาคงอยู่อีกไม่นานแล้ว พระวรกายของฝ่าบาทอ่อนแอลงอย่างมาก ข้าเดาว่าอย่างมากสุดน่าจะต้นปีหน้า”
คำพูดของเล่าเจี้ยงทำให้ทุกคนตกใจสุดขีด รวมถึงซุนฮิวที่เล่าเจี้ยงเคยบอกเป็นนัยมาก่อนด้วย
ก่อนหน้านี้ที่แม่ทัพหลังคาดเดาคร่าว ๆ ซุนฮิวก็คิดว่าคงอยู่ต่อได้อีกปีสองปี แต่ไม่คิดเลยว่าจะเร็วขนาดนี้
“นายท่านแน่ใจหรือ? นี่มันเดือนเก้าแล้วนะ”
เล่าเจี้ยงมั่นใจเหลือคณา การเป็นโรคเบาหวานในยุคนี้ย่อมตายสถานเดียว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสุขภาพด้านอื่นอย่างพระเจ้าเลนเต้
“ข้าจะบอกความจริงแก่พวกเจ้า อย่างช้าสุดเดือนสอง ปีหน้า!”
เรื่องมาถึงตอนนี้นักท่องเวลาไม่จำเป็นต้องปิดมันอีก ชิงเปิดเผยการตายที่แม่นยำของฮ่องเต้ล่วงหน้าไปเลย
“มิน่าเล่า ฝ่าบาทถึงได้ก่อตั้งกองทัพอุทยานประจิมมาต่อต้านโฮจิ๋น ดูเหมือนพระองค์ตั้งใจแน่วแน่ที่จะปลดลูกคนโตผู้เป็นหลานชายโฮจิ๋นทิ้ง แล้วแต่งตั้งลูกคนเล็ก”
ซุนฮิวเริ่มผิดหวังกับฮ่องเต้มากขึ้นเรื่อย ๆ เล่าเปียน องค์ชายใหญ่เป็นคนอ่อนโยน เมตตา ใจกว้าง ทั้งยังไม่เคยทำผิดพลาดอะไร แต่จะถูกปลดเพียงเพราะพระเจ้าเลนเต้ไม่ชอบ ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาจากการถอนลูกชายคนโตเสียเลย
โฮฮองเฮาจะยอมแพ้หรือ? แล้วแม่ทัพใหญ่จะนั่งดูเล่าเหียบขึ้นครองบัลลังก์หรืออย่างไร? ตระกูลขุนนางไม่ต้องการฮ่องเต้อย่างเล่าเปียนหรอกหรือ?
นี่มันเท่ากับว่าพระเจ้าเลนเต้เป็นศัตรูทั้งใต้หล้าด้วยกำลังเพียงคนเดียว!
“นายท่าน เราเริ่มหยั่งรากในเมืองลกเอี๋ยงให้มั่นคงตั้งแต่ตอนนี้เถิด ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไรยิ่งดี จะได้รับมือกับคลื่นลมในอนาคตได้”
ซุนฮิวเล็งเห็นแล้วว่าช่วงเวลาที่พระเจ้าเลนเต้สวรรคตจะเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายกลางราชธานี
“ใช่! โอกาสใกล้เข้ามาแล้ว ฝ่าบาทกำลังจะเริ่มการฝึกซ้อมทหารอีกครั้ง คราวนี้เรากับโฮจิ๋นจะแข่งขันกัน และต้องเอาชนะอย่างสง่างามให้ได้”
เล่าเจี้ยงเคลื่อนสายตาไปทางจูล่งกับไทสูจู้ การฝึกซ้อมทหารหนนี้ ขุนพลทั้งสองเป็นที่พึ่งของเขา
จูล่งกับไทสูจู้ยืนขึ้นพร้อมกัน นัยน์ตาสะท้อนความมั่นใจอันแรงกล้าออกมา ไทสูจู้ถึงกับให้สัญญากับแม่ทัพหลัง
“นายท่านโปรดวางใจ กองทหารม้าหัวหอกไม่ทำผิดพลาดอย่างแน่นอน การฝึกซ้อมทหารหนนี้จะต้องประกาศชื่อเสียงของกองทหารม้าหัวหอกเราไปทั่วใต้หล้าให้ได้!”
กองทหารม้าหัวหอกฝึกฝนมานานสองปี ฝึกจนชำนาญรูปกระบวนทัพต่าง ๆ แล้ว โดยเฉพาะกระบวนทัพค่ายกลกงล้อ มันสมบูรณ์แบบอย่างที่สุด
อีกทั้งภายใต้การบัญชาการของไทสูจู้ ทั้งกองทหารม้าหัวหอกรวมกันเป็นหนึ่ง สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและข้อห้ามได้อย่างเคร่งครัด
ไทสูจู้มีความมั่นใจกับกองทหารม้าหัวหอกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ อย่าว่าต่อต้านกับขยะโฮจิ๋นเลย ต่อให้รบกับทหารม้าของชนเผ่าเซียนเปย ออหวนตอนนี้ ไทสูจู้ไม่มีทางขมวดคิ้วหน้าเครียดแน่นอน!
“ฮ่า ๆ ข้าเชื่อใจจืออี้อยู่แล้ว ขยะอย่างโฮจิ๋นจะไปมีทหารชั้นยอดอะไร? แต่ครั้งนี้ข้ามีคำขออย่างหนึ่ง ข้าอยากได้ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ชัยชนะที่บดขยี้ย่อยยับ และชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ”
เล่าเจี้ยงต้องใช้โอกาสนี้ปลุกชื่อเสียงลือนามของผู้คนมีต่อเขาเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
สามปีแห่งความสงบสุข หลายคนคงลืมแม่ทัพไร้พ่ายที่ทำลายกองทัพเสเหลียง สังหารกลุ่มโพกผ้าเหลือง และเป็นเทพสังหารในยุทธภูมิอย่างเขาไปแล้ว!
[1] 狡兔死走狗烹,飞鸟尽良弓藏 กระต่ายม้วยย่างสุนัข วิหคสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน หมายถึง เมื่อหมดประโยชน์แล้วก็กำจัดทิ้ง เหมือนเมื่อใดที่ยิงนกแล้วก็เก็บธนูไว้ไม่ใช้อีก เมื่อได้กระต่ายแล้วก็เอาสุนัขล่าเนื้อมาฆ่ากิน