พลิกตำนานสามก๊ก - บทที่ 219 ซุนเกี๋ยนจากไป
บทที่ 219 ซุนเกี๋ยนจากไป
“เจ้าสารเลว! เจ้าทำเช่นนี้รู้สึกผิดกับทหารที่สู้รบนองเลือดเหล่านั้นบ้างหรือไม่ เจ้าจะเผชิญหน้ากับทหารที่ตายในสนามรบโดยไร้ความผิดได้อย่างไร!”
ความเห็นแก่ตัวของผู้บัญชาการกองทัพทำให้ซุนเกี๋ยนโกรธขีดสุด เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันเกิดเรื่องมากมายขนาดนี้
มิน่า เล่าเจี้ยงถึงทิ้งทุกอย่างไว้นอกเมือง และตรงมาหาเตียวอุ๋น!
ซุนเกี๋ยนเคลื่อนสายตามองเล่าเจี้ยงอีกครั้งด้วยความตกใจ
เล่าเจี้ยง ไทสูจู้ และจูล่งสามคนต่างสวมชุดเกราะแวววาวแต่บัดนี้ถูกย้อมไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉาน
ทุกส่วนล้วนแสดงให้เห็นความอำมหิตของสงคราม
เมื่อปราศจากการสนับสนุนจากโจวเซิ่น เล่าเจี้ยงพบกับความสิ้นหวังแบบไหน และต้องทุ่มเพียงใดถึงตีฝ่าวงล้อมศัตรูออกมาได้?
“แม่ทัพหลัง ศึกครั้งนี้… กองทหารของเจ้า… เสียไปอย่างสาหัสใช่หรือไม่”
เล่าเจี้ยงไม่คาดคิดเลยว่าซุนเกี๋ยนจะถาม จึงอดเผยรอยยิ้มเศร้าสร้อยไม่ได้
“สูญเสียอย่างหนักงั้นรึ ฮ่า ๆ ทหารกองพลเกาทัณฑ์ห้าพันห้าร้อยนาย ตอนนี้เหลือเพียงสองพัน! เจ้ารู้ไหมว่าพลเกาทัณฑ์ติดตามข้ามานานขนาดไหน ตั้งแต่ปราบกบฏโพกผ้าเหลือง กี่ฝนกี่หนาวพวกเขาร่วมทัพมากับข้า จะเตียวก๊ก เตียวโป้ เตียวเหลียง หรือกองทัพหลายหมื่นพัน พวกเขาก็ไม่เคยเกรงกลัว ตอนนี้… ตอนนี้! กลับตายด้วยแผนร้ายของพวกเดียวกันเอง”
“เจ้าว่ามา ข้าควรขำระหนี้แค้นนี้กับใคร!?”
เล่าเจี้ยงยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล หอบหายใจแรงไม่หยุด
กองพลเกาทัณฑ์เป็นทหารเดิมที่ติดตามเขาตั้งแต่ตอนอาสาออกรบ เป็นทหารเก่าที่กรำศึกติดตามเขามาโดยตลอดตั้งแต่วันที่เป็นเด็กหนุ่มไร้ชื่อจนกระทั่งเป็นวีรบุรุษ
เมื่อตอนเล่าเจี้ยงเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสนของเตียวโป้และเตียวเหลียง ที่เอาชนะได้อย่างเลือดตาแทบกระเด็นต้องขอบคุณความกล้าหาญของทหารหลายพันนายจากกองพลเกาทัณฑ์
ทหารชั้นยอดเช่นนี้ กลับถูกคนกันเองรังแกจนตายในสนามรบ และตายอย่างไร้ประโยชน์ที่สุด!
เล่าเจี้ยงไม่เอาความเตียวอุ๋นที่ทำร้ายตัวเองได้ กลับมิอาจเพิกเฉยการตายอย่างสูญเปล่าของพี่น้องทหารที่ติดตามเขามาหลายปี
คนในสนามรบด้วยกัน ย่อมเข้าใจความเจ็บปวดของกันและกันดี ซุนเกี๋ยนชี้นิ้วไปที่เตียวอุ๋น ทั้งร่างกายสั่นเทาไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“เจ้าเป็นถึงแม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก เป็นผู้บัญชาการสามทัพ กลับทำร้ายเรื่องใหญ่ของบ้านเมืองเพียงเพราะความบาดหมางส่วนตัว! เจ้า… เจ้า… เจ้า!”
สำหรับขุนพลอาสา เตียวอุ๋นเป็นเหมือนโป๋เล่อ*[1] ของเขาก็ไม่ปาน และซุนเกี๋ยนนับถืออีกฝ่ายมากที่ให้โอกาสเขาเข้าร่วมศึกนี้
บางทีเตียวอุ๋นอาจขาดความสามารถทางการทหาร จนทำให้กองทัพฮั่นต้องสูญเสียกำลังพล ทว่าซุนเกี๋ยนก็รู้สึกว่าจะโทษเตียวอุ๋นทั้งหมดก็ไม่ได้
ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ผู้ใดบ้างเป็นแม่ทัพเก่งกาจโดยกำเนิด ใครบ้างไม่เคยล้มเหลว?
อีกอย่าง ท่าทางที่เตียวอุ๋นแสดงออกหลังพ่ายยังทำให้ซุนเกี๋ยนประทับใจมาก เขาคิดว่าเตียวอุ๋นตระหนักถึงข้อบกพร่องของตัวเองแล้ว ถึงขนาดยอมย้ายอำนาจบังคับบัญชาให้กับเล่าเจี้ยง ยิ่งแสดงให้เห็นการพัฒนาของอีกฝ่าย
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ซุนเกี๋ยนจะถูกท่าทางไม่มีพิษภัยของเตียวอุ๋นหลอกเสียสนิทใจ
ความผิดหวัง หลอกลวง ความไม่รู้ อารมณ์ต่าง ๆ ผุดขึ้นมาในใจพยัคฆ์แห่งกังตั๋งอย่างต่อเนื่อง เขาพบว่าตนเองไม่รู้จักคนที่เคยคิดว่าเป็นโป๋เล่อผู้นี้อีกต่อไปแล้ว!
ซุนเกี๋ยนเป็นคนซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็พูดต่อหน้ากันอย่างเปิดเผย
ตอนแรกเล่าเจี้ยงค้านความเห็นทุกคน และเลือกเชื่อว่าตี่หยางไม่เป็นปัญหา แต่ขุนพลอาสากลับคัดค้านอย่างเปิดเผย และกลายเป็นศัตรูกับแม่ทัพหลังด้วยเหตุนี้
ต่อมาเล่าเจี้ยงได้มาหาซุนเกี๋ยน แล้วบอกเหตุผลและกลยุทธ์ในการเอาชนะศัตรู ซุนเกี๋ยนก็ไม่ลังเลที่จะขอโทษแม่ทัพหลังก่อนด้วยความจริงใจ เมื่ออีกฝ่ายมอบหมายให้เขาแอบโจมตีค่ายทหารเสเหลียง ก็ไม่อิดออดเลยสักนิด และตัดสินใจรับภารกิจสำคัญนี้ทันที
การลอบโจมตีค่ายศัตรูดูเหมือนจะง่าย แต่จริง ๆ แล้วมันอันตรายมาก!
แม้แต่กาเซี่ยงกับซุนฮิวยังไม่คิดว่าเปียนจางจะกล้าปล่อยให้ค่ายว่างเปล่าขนาดนี้
ซุนเกี๋ยนก็เช่นกัน ในเมื่อเขารับภารกิจมาแล้วก็ทุ่มเทวางแผนทั้งหมดยึดค่ายศัตรู
“แม่ทัพทหารม้าเกราะหนัก เตียวอุ๋น! เจ้ารู้ไหมว่าแผนกวาดล้างศัตรูแม่ทัพหลังต้องวางแผนกันมากี่วัน? รู้ไหมว่าทหารทั้งหมดต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานแค่ไหน เพื่อหลอกล่อศัตรู แม่ทัพหลังต้องเอาตัวไปเสี่ยงอยู่ในวงล้อมที่แน่นหนา! นี่ต้องเข้มแข็งและกล้าหาญเพียงไหน”
“แต่เพราะความริษยาและความแค้นอันไร้สาระของเจ้าเป็นเรื่องใหญ่เหนือบ้านเมือง กองทัพหลายหมื่นคนเกือบสูญเสียไปเพราะน้ำมือเจ้า! ข้าซุนเกี๋ยนช่างมีตาหามีแววไม่ กลับเปรียบเจ้าเป็นโป๋เล่อ น่าขัน… น่าขันนัก!”
ซุนเกี๋ยนขว้างดาบในมือทิ้ง ก่อนเดินห่อเหี่ยวไปที่ประตู โดยไม่ลืมที่จะหันหลังกลับมาคุกเข่าข้างหนึ่งให้เล่าเจี้ยง
“แม่ทัพหลัง ข้าไม่รู้จักแยกแยะ เห็นผิดเป็นชอบ น่าละอายใจยิ่งนัก! จึงขออภัยท่านแม่ทัพ ณ ที่นี้ด้วย!”
“พี่เหวินไถ ลุกขึ้นเถิด”
เล่าเจี้ยงอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ตอนนี้กลับหมดวาจา จึงได้แต่ให้ซุนเกี๋ยนลุกขึ้นมา
“แม่ทัพหลัง ข้าท้อแท้หดหู่จนถึงที่สุด มิอาจสู้หน้าใครได้อีกแล้ว คงต้องขอตัวลาเท่านี้”
ไม่คิดเลยว่าซุนเกี๋ยนจะจากไปทั้งอย่างนั้น!
ทว่าสุดท้ายเล่าเจี้ยงก็ไม่ได้เอ่ยรั้งเขาไว้ กลับกุมมือคารวะให้พยัคฆ์แห่งกังตั๋ง
“พี่เหวินไถ รักษาตัวด้วย”
ซุนเกี๋ยนพยักหน้า ก่อนหันหลังจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีท่าทางอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
“เตียวอุ๋น เจ้าก็ได้ยินที่ซุนเกี๋ยนพูดแล้ว ทหารใต้บังคับบัญชาจวนแม่ทัพหลังข้าล้มตายสาหัส ตอนนี้กองทัพหมื่นคน ทหารที่รบได้ยังไม่ถึงห้าพันคนด้วยซ้ำ ที่น่าขันที่สุดคือมีครึ่งหนึ่งตายเพราะช่วยเจ้า”
“ก่อนหน้านี้ข้าตบเจ้าสองครั้ง ครั้งแรกเพื่อตัวข้าเอง! เพราะเจ้าทำให้ข้าตกอยู่ในความสิ้นหวังและเกือบตาย!”
“ตบครั้งที่สอง…”
เตียวอุ๋นไม่พูดอะไร แค่พยักหน้าเงียบ ๆ
“ตบครั้งที่สอง เพื่อทหารจวนแม่ทัพหลังข้า! ก่อนหน้าเพื่อช่วยเจ้า ไม่ว่าบาดเจ็บล้มตายแค่ไหนก็คุ้มค่า เพราะมีความชอบธรรมและจงรักภักดี แต่ครั้งนี้เจ้ากลับทำให้ทหารของกองพลเกาทัณฑ์ของข้าสูญเสียอย่างสาหัสเพราะความบาดหมางส่วนตัวของเจ้า! ชีวิตของคนหลายพันคนแลกกับการตบครั้งนี้ เจ้าเสียเปรียบหรือไม่!”
“ไม่…”
เตียวอุ๋นพ่นคำหนึ่งคำออกมาอย่างแผ่วเบา ด้วยสีหน้ายิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ
เล่าเจี้ยงเผยความอัปยศสุดท้ายของเขาออกมาจริง ๆ!
เดิมทีควรจะเป็นชัยชนะที่สวยงาม กลับกลายเป็นล้มตายอย่างเสียเปล่าเพราะความเห็นแก่ตัวและความบาดหมางกันเองในกองทัพ!
“ขุนพลจนตัวตาย ผ่านไปสิบปีจึงได้หวนคืนภูมิลำเนา! เตียวอุ๋น เจ้าขอโทษข้ายังเรื่องเล็ก คนที่เจ้าต้องขอโทษมากที่สุดก็คือทหารผู้เสียสละเหล่านี้ พวกเขาหลั่งเลือดเพื่อต้าฮั่นของเรา ไม่ได้ตายเพราะประจัญบานศัตรู แต่ตายด้วยความเห็นแก่ตัวของเจ้า!”
“กองกำลังของแม่ทัพหลังต่างได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าเองก็ไม่สามารถโจมตีกองทัพเสเหลียงได้อีกแล้ว เรื่องต่อจากนี้ไป เจ้าตัดสินใจเองเถิด”
เล่าเจี้ยงบอกเตียวอุ๋นอย่างชัดเจนว่าตัวเองจะไม่ทำอะไรต่อจากนี้อีก
เขาเดินไปถึงประตู ก่อนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
“เตียวอุ๋น เจ้า… ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ”
แม่ทัพหลังจากไปแล้ว พร้อมพาจูล่ง ไทสูจู้และลูกน้องใต้บัญชาคนอื่น ๆ ไปด้วย ทิ้งเตียวอุ๋นอยู่ที่เดิมโดยไม่รู้จะทำอะไร
เตียวอุ๋นได้ฟังบ้างหรือไม่ เขาจะเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ หรือจะคิดอย่างไร จะลบล้างความบาดหมางของตัวเองหรือไม่?
เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญสำหรับเล่าเจี้ยงแล้ว
เขาได้บทเรียนแล้ว และจะไม่มีวันให้โอกาสเช่นนี้กับเตียวอุ๋นอีกต่อไป
“เหวินเหอ เจ้าพูดถูก เขื่อนยาวพันลี้กลับถูกกองทัพมดเจาะจนพังทลาย ข้าเสียใจที่ไม่ฟังเจ้า”
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่ามดตัวน้อยอย่างเตียวอุ๋นจะมีพลังขนาดนี้ ไม่เพียงเกือบฆ่าข้าเท่านั้น แต่ยังทำร้ายทหารสามกองทัพด้วย และยังหักหาญน้ำใจฮั่นเซิงอีกด้วย”
กาเซี่ยงทั้งมีความสุขทั้งเศร้าใจ และถึงกับโทษตัวเองอยู่เล็กน้อย
ในฐานะเจ้านาย เล่าเจี้ยงสามารถรับรู้ข้อผิดพลาดและทำการตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ สมกับเป็นนายผู้ชาญฉลาด
แต่ในฐานะที่ปรึกษา ตัวกุนซือปีศาจก็ไม่สังเกตเห็นช่องโหว่ในแผนการเลย ต่อให้ล่วงรู้ความโกรธแค้นของเตียวอุ๋น แต่ก็ไม่สังเกตเห็นพิรุธของอีกฝ่าย หนักไปกว่านั้น ซุนฮิวยังถูกหลอกใช้ น่าอัปยศจริง ๆ
แทนที่จะบอกว่าเหตุการณ์นี้เป็นความผิดของเล่าเจี้ยง บอกว่ามันเกิดจากความประมาทของ กาเซี่ยง และซุนฮิว ในฐานะที่ปรึกษาจะดีกว่า
“นายท่าน บทเรียนครั้งนี้เราสองควรรับเอาไว้ พวกเราต่างก็ประเมินทุกคนในใต้หล้าต่ำไป”
เล่าเจี้ยงซาบซึ้งใจกับคำพูดของกาเซี่ยง ในหัวอดผุดภาพเล่าปี่ขึ้นมาไม่ได้ นึกถึงตอนที่ตนคิดเอาเองว่าชวนกวนอูได้สำเร็จ แต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกเล่าปี่หลอกใช้ ทั้งยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเล่าปี่และกวนอูลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ดูเหมือนตัวเองจะมองพวกคนเหล่านี้ไม่ทะลุปรุโปร่ง เล่าปี่ก็เป็นเช่นนี้ โจโฉ อ้วนเสี้ยวเองก็ด้วย หรือแม้แต่อ้วนสุด ตัวเองมองพวกเขาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วจริงหรือ?
แม้แต่เตียวอุ๋นตัวเล็ก ๆ ยังเอาไม่อยู่…
เส้นทางช่วงชิงอำนาจพิชิตไต้หล้ายังยาวไกล!
[1] โป๋เล่อ เป็นเทพบนสวรรค์ที่ดูแลเรื่องม้า ผู้คนจึงนำชื่อโป๋เล่อนำไปเปรียบเปรยคนที่สามารถดูลักษณะคนเก่ง คนดี หรือคนมีความสามารถออกได้ เตียวอุ๋นเรียกตัวซุนเกี๋ยนมาร่วมรบด้วย แม้จะยังไม่ได้มีตำแหน่งใหญ่โต ซุนเกี๋ยนจึงมองอีกฝ่ายเป็นโป๋เล่อที่เห็นความสามารถของเขา