Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 473 ฉันไม่อยากกลายเป็นเทพจริงๆ นะ!

  1. Home
  2. ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
  3. ตอนที่ 473 ฉันไม่อยากกลายเป็นเทพจริงๆ นะ!
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

การแสดงรอบที่สองของหลินจือไป๋เป็นอย่างไรบ้าง?

คำตอบได้รับการเปิดเผยในเวลาอันรวดเร็ว

ยามที่หลินจือไป๋เริ่มบรรเลงเพลง ‘ผิงชาลั่วเอี้ยน’

ตัวโน้ตดนตรีได้ไหลรินผ่านเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจคนทุกคน

ผู้ชมหน้างานต่างพากันเผยสีหน้าท่าทางที่เคลิบเคลิ้มหลงใหลออกมาอีกครั้ง

บทเพลงนี้และเพลงปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้มีสไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!

ทว่าสิ่งที่มีเหมือนกันก็คือ พวกมันฟังดูแล้วล้วนมีความไพเราะงดงามเป็นธรรมชาติ และสุดคลาสสิกขนาดนั้น!

บทเพลงเริ่มต้นด้วยจังหวะที่ผ่อนคลายและเสียงฮาร์โมนิกที่มีความประณีตงดงาม

ราวกับกำลังบอกเล่าภาพทัศนียภาพยามเย็นที่เงียบสงบอันกว้างใหญ่ไพศาล!

วินาทีต่อมา ท่วงทำนองเพลงก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความสดใสและมีชีวิตชีวา

สอดแทรกแต่งแต้มด้วยรูปแบบเสียงที่คล้ายคลึงกับการส่งเสียงร้องเรียกขานรับของฝูงนกยาง เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตและความสุขสำราญใจ!

ในท้ายที่สุด พร้อมไปกับการที่ความเร็วของมือของหลินจือไป๋ค่อยๆ ช้าลง

ทุกสิ่งทุกอย่างก็หวนกลับคืนสู่ท่วงทำนองเพลงที่มีความกลมกลืนสงบและราบเรียบอีกครั้ง

นี่ก็คือเพลง ‘ผิงชาลั่วเอี้ยน’

จิตวิญญาณทางอารมณ์มีความกว้างใหญ่ไพศาลปล่อยวาง ทว่าก็แอบแฝงความตื่นตาตื่นใจเอาไว้ด้วย!

สิ่งนี้ทำให้เหล่ามหาปรมาจารย์กู่ฉินของทั้งสองฝั่งฉีฉู่ที่อยู่ห้องพักเตรียมตัว ต่างพากันเผยสีหน้าท่าทางที่ตกตะลึงออกมา

ยิ่งเป็นยอดฝีมือก็ยิ่งฟังออก

เพลงนี้ของหลินจือไป๋คุณภาพเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีระดับที่ไม่ด้อยไปกว่า ‘ลั่วเอี้ยน’ หนึ่งในบทเพลงสุดคลาสสิกของบลูสตาร์เลยทีเดียว!

ส่วนเรื่องทักษะฝีมือการบรรเลงของหลินจือไป๋ก็ไม่ได้มีความด้อยไปกว่ารอบที่แล้วเลยแม้แต่นิดเดียว!

การนำทักษะฝีมือเฉพาะตัวในเรื่องของเสียงฮาร์โมนิกและเสียงรูดสายพิณมาใช้งานของเขา เรียกได้ว่าเข้าขั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง

ทำให้เสน่ห์ของดนตรีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แรงดึงดูดทางศิลปะมีความทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง!

ทว่าผ่านรอบที่แล้วมา

เรื่องที่ทำให้เย่ฉายเอ๋อร์เกิดความซาบซึ้งใจสะท้อนใจไม่ใช่เรื่องทักษะฝีมือของหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้ว!

ทักษะฝีมือของหลินจือไป๋แม้ว่าจะอยู่บนจุดสูงสุด ทว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้มีความด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเท่าไหร่

ความน่ากลัวที่สุดของชายหนุ่มคนนี้ก็คือ:

เขากลับสามารถนำบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกออกมาได้อีกเพลงหนึ่งแล้ว!!

มหาปรมาจารย์กู่ฉินคนอื่นๆ สิ่งที่มุ่งมั่นเสาะแสวงหาก็คือเรื่องทักษะฝีมือที่มากกว่า

ทว่าทักษะฝีมือของเย่ฉายเอ๋อร์ ความจริงแล้วแทบจะไม่มีพื้นที่ให้ยกระดับพัฒนาอะไรได้อีกมากมายแล้ว

เธอไม่ได้เหมือนกับหลินจือไป๋ที่มีโปรแกรมโกงสามารถเพิ่มระดับไปจนถึง 100 แต้มเต็มได้ตลอดทาง

ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เย่ฉายเอ๋อร์จับตามองมากที่สุดในตอนนี้ก็คือผลงาน นั่นก็คือบทเพลงกู่ฉินที่ยอดเยี่ยม!

ทว่าบทเพลงกู่ฉินที่ยอดเยี่ยมระดับคลาสสิกของบลูสตาร์มันมีอยู่เพียงแค่นั้น

ผลงานปิดท้ายงานแสดงดนตรีในแต่ละครั้งของตัวเองก็วนเวียนอยู่กับเพลงเดิมๆ ไม่กี่เพลงเหล่านั้นมาโดยตลอด

แฟนคลับยังฟังไม่เบื่อ

แต่เธอฟังจนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว

นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมหลังจากที่ได้รับสิทธิ์มอบอำนาจผลงานสองเพลงก่อนหน้านี้ของหลินจือไป๋มาครองแล้ว เธอถึงได้แสดงท่าทีที่ต่ำต้อยที่สุดเพื่อระบุถึงความชื่นชมขอบคุณของตัวเอง……

บทเพลงสองเพลงนั้นมันคุ้มค่าคู่ควร!

แน่นอนว่า……

บทเพลงเพลงนี้ก็คุ้มค่าคู่ควรเหมือนกัน!

ดังนั้นหลังจากที่หลินจือไป๋บรรเลงจบ และคว้าอันดับหนึ่งของรอบที่สองมาครองด้วยคะแนน 94 คะแนนแล้ว

เย่ฉายเอ๋อร์ถึงกับอดใจไม่ไหว เดินก้าวเท้าไปต้อนรับเขาตอนลงจากเวทีด้วยตัวเอง!

ถึงขั้นยื่นมือออกมาราวกับอยากจะช่วยพยุงหลินจือไป๋เลยทีเดียว

พฤติกรรมนี้ได้ทำให้คนทุกคนพากันทำตัวไม่ถูกขึ้นมาในทันที

ทั้งๆ ที่ผลคะแนนของหลินจือไป๋สูงกว่าเย่ฉายเอ๋อร์เพียงแค่ 0.5 คะแนนเท่านั้นเชียว!

ในรายการกู่ฉินพวกคุณต่างก็เป็นผู้เข้าแข่งขันในระดับเดียวกันไม่ใช่หรือไงกันล่ะ!

ทำไมเย่ฉายเอ๋อร์ถึงได้แสดงท่าทีออกมา ราวกับเป็นแมงดาคอยเลียแข้งเลียขาขนาดนี้ล่ะครับเนี่ย?

หากเป็นในชาติก่อน ฉากนี้ก็คงคล้ายคลึงกับการที่คริสเตียโน โรนัลโดลดตัวลงมาแสดงความนอบน้อมประคบประหงมให้แก่ลิโอเนล เมสซี นั่นแหละ

หลังจากผ่านการครุ่นคิดเล็กน้อย ปรมาจารย์กู่ฉินบางส่วนถึงได้คาดเดาถึงสาเหตุออกในที่สุด

ทว่าผู้ชมกลับไม่สามารถทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะผู้ชมของทางฝั่งฉู่โจวและจ้าวโจว!

“น่าโมโหชะมัด!”

“ฉายเอ๋อร์สรุปแล้วกำลังทำอะไรอยู่นะ

สองรอบติดต่อกันคะแนนต่ำกว่าหลินจือไป๋ก็ช่างเถอะ

ทว่าทำไมท่าทางถึงได้ดูต่ำต้อยขนาดนี้ล่ะ?”

“เย่ฉายเอ๋อร์คุณช่วยตั้งสติหน่อยเถอะนะ!

ยังอยู่ในระหว่างการแข่งขันนะ เขาคือคู่ต่อสู้ของคุณ!”

อีกด้านหนึ่ง

ชาวเน็ตผู้ชมของทางฝั่งฉินโจวและฉีโจวกลับพากันมีความสุขสำราญใจจนเนื้อเต้น ขำตายล่ะ!

“เย่ฉายเอ๋อร์แอบมีความน่ารักอยู่นะ!”

“เธอแสดงความกระตือรือร้นต่อหลินจือไป๋ขนาดนี้ ทำเอาผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ของฉู่โจวพากันทำตัวเลิกลั่กไปหมดเลยล่ะ”

“คนที่ไม่รู้เรื่องราวคงคิดว่าเย่ฉายเอ๋อร์เป็นผู้ช่วยภายนอกของฉีโจวไปแล้วล่ะมั้ง”

กระทั่งผู้ชมชาวจงโจวที่มามุ่งดูร่วมสนุก ยังเกิดความอยากรู้อยากเห็น

หลินจือไป๋สรุปแล้วมีมนต์เสน่ห์อะไรกันแน่ครับเนี่ย

คงไม่ใช่เย่ฉายเอ๋อร์ตกหลุมรักหลินจือไป๋เข้าให้แล้วหรอกใช่ไหม?

ความจริงแล้วไม่ได้มีมนต์เสน่ห์อะไรหรอกนะ

เพราะตอนที่เย่ฉายเอ๋อร์เดินไปต้อนรับหลินจือไป๋ คำพูดแรกที่หลุดออกมาจากปากของเธอก็คือ:

“ฉันสามารถ…”

“ได้ครับ”

หลินจือไป๋เอ่ยปากขัดจังหวะเย่ฉายเอ๋อร์ล่วงหน้า

ก็แค่อยากได้สิทธิ์มอบอำนาจไม่ใช่หรือไงกันล่ะ

บทเพลงต่อไปแม่สาวคนนี้คงไม่ใช่ยังต้องมาถามซ้ำอีกรอบหรอกนะ?

ฟ้าดินถึงจะรู้ว่าแม่สาวคนนี้คิดอะไรอยู่ ถึงกับคิดจะยื่นมือมาช่วยพยุงตัวเอง

ฉันใช่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ซะที่ไหนล่ะ และยิ่งไม่ใช่ไทเฮาด้วยเถอะ

“จริงเหรอคะ!?”

แววตาของเย่ฉายเอ๋อร์ส่องประกายระยิบระยับ บนใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจ

ทว่าคำพูดที่หลุดปากตามมาในลำดับต่อไป กลับทำให้ใบหน้าของหลินจือไป๋ดำมืดลงทันที

“งั้นหากรอบที่สามฉันเอาชนะอาจารย์ได้ อาจารย์หลินจือไป๋จะไม่โกรธใช่ไหมคะ?

หากคุณจะโกรธ งั้นฉันก็จะอดทนไว้อีกหน่อย รอให้ถึงรอบที่สี่ค่อยเอาชนะคุณแล้วกันค่ะ”

นี่คือการไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตาเลยอย่างสิ้นเชิงงั้นเหรอ?

ฉันแม่งเอาชนะมาตั้งสองรอบแล้วนะ

หลินจือไป๋หลุดหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า:

“งั้นคุณก็สู้ๆ แล้วกันครับ”

“คุณเป็นคนพูดเองนะคะ!”

เย่ฉายเอ๋อร์ชูกำปั้นขึ้นมาโบกไปมา

“งั้นฉันไม่แกล้งทำแล้วล่ะ ขอหงายการ์ดเลยแล้วกัน

ความจริงแล้วฉันนะดุร้ายมากเลยนะขอบอก!”

หลินจือไป๋โบกมือไปมา ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ

อย่างไรเสียรอบที่สองหลินจือไป๋ก็ได้อันดับหนึ่ง และเย่ฉายเอ๋อร์ได้อันดับสอง

มีผู้เข้าแข่งขันโดนคัดออกสี่คน รอบนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงแค่สี่คนแล้ว

ลำดับต่อไปก็คือระบบสี่คนคัดเหลือสองคน

ทว่าคนทุกคนต่างก็มองออกแล้ว นี่น่าจะเป็นรอบคัดเหลือสองคนที่ไม่มีอะไรให้ลุ้นที่สุดแล้วล่ะ!

ศึกตัดสินในรอบสุดท้าย คนที่จะต้องมาเผชิญหน้ากันจะต้องเป็นหลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์แน่นอน!

พิธีกรเอ่ยปากกล่าวว่า:

“รอบที่สามจะทำการจับฉลากตัดสินลำดับการขึ้นเวทีใหม่อีกครั้งครับ!”

หลินจือไป๋จับฉลากได้หมายเลขหนึ่ง!

รอบนี้ได้ขึ้นแสดงค่อนข้างเร็ว ทว่าหลินจือไป๋ก็ไม่ได้เกิดความใส่ใจ

เย่ฉายเอ๋อร์จับได้หมายเลขสาม เธอยิ้มพลางหันไปโชว์หมายเลขให้กล้องดู

จากความผ่อนคลายปล่อยวางของเธอ สามารถมองเห็นได้ว่า ผลคะแนนของสองรอบก่อนหน้านี้ที่ด้อยกว่าหลินจือไป๋

ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างเด็ดขาดของแชมป์เก่าคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

“เอาล่ะครับ การแข่งขันในรอบที่สามเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วครับ!”

“ลำดับแรกขอพวกเรามาร่วมเชิญอาจารย์หลินจือไป๋ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงออริจินัลส่วนบุคคลอย่าง ‘กวางหลิงซาน’ กันครับ!”

ออริจินัล!

ออริจินัล!

เป็นออริจินัลอีกแล้ว!

เหล่าปรมาจารย์กู่ฉินในแวดวงถือได้ว่าได้มาพบเห็นแล้วว่า ป๋าเพลงนะแอบมีความดุดันขนาดไหน

จำเป็นต้องรู้ว่าในสาขากู่ฉินนี้ ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งเพลงเท่าไหร่ หลักๆ ดูที่เรื่องทักษะฝีมือต่างหากล่ะ

ทว่าผลงานของหลินจือไป๋มันช่างมีความร้ายกาจมากเกินไปแล้ว

ร้ายกาจจนทำให้ทุกคนยากที่จะไม่เกิดความใส่ใจในความยอดเยี่ยมของผลงานเหล่านี้ของเขาได้!

มันเหมือนกับการแข่งขันร้องเพลง

ทุกคนต่างพากันยอมรับโดยปริยายว่า นี่คือการที่เหล่าทวยเทพเดินทางมาประลองพลังเสียงร้องแข่งกัน

ผลลัพธ์คือดันมีคนๆ หนึ่ง พลังเสียงร้องของเขาแข็งแกร่งมาบดขยี้คนทั้งงานลงได้ก็ช่างเถอะ

กระทั่งบทเพลงที่นำมาใช้แสดงพลังเสียงร้อง ก็ดันเป็นเพลงที่เขาเขียนขึ้นมาเองทั้งหมด

แถมแม่งเอ๊ย ในแต่ละเพลงก็ล้วนเป็นเพลงสุดคลาสสิกทั้งสิ้น!

ไม่ได้เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ล้วนร้องแต่เพลงเก่าๆ ทั้งนั้น

คุณบอกสิว่านี่มันเรียกว่าเรื่องอะไรกันครับเนี่ย?

เขียนเพลงเองเป็นแล้วมันน่าภาคภูมิใจนักหรือไงกันล่ะ?

โอเค ทุกคนย่อมไม่มีทางที่จะมาพูดจาแซวประชดประชันแบบนี้แน่นอน

เพราะการเขียนเพลงเป็น มันช่างน่าภาคภูมิใจมากจริงๆ นั่นแหละ!

ไม่ว่าวันนี้หลินจือไป๋จะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้หรือไม่

ความประทับใจที่เขาหลงเหลือไว้ในใจของคนทุกคน

หรือจะบอกว่าแรงกระแทกความตกตะลึงที่เขามอบให้แก่ผู้ชม มันแอบไม่ได้มีความด้อยไปกว่าการคว้าแชมป์โดยตรงเลยด้วยซ้ำ!

และยังถือเป็นความโชคดีที่การแข่งขันนี้แข่งขันกันที่เรื่องทักษะฝีมือ

หากแข่งขันกันที่เรื่องการแต่งเพลงด้วยล่ะก็

พิธีกรก็คงสามารถประกาศให้หลินจือไป๋เป็นแชมป์ได้โดยตรงตั้งนานแล้ว

หวนกลับมาพูดถึงเรื่องเดิม บทเพลงที่ชื่อว่า ‘กวางหลิงซาน’ ของหลินจือไป๋

เพลงนี้จะมีคุณภาพขนาดไหนกันนะ

จะสามารถนำไปเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้ของเขาได้อยู่มั้ยนะ?

ท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็นแบบนี้

ผู้ชมหน้างานและหน้าจอโทรทัศน์ต่างพากันตั้งหูฟังอย่างเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง

ในชาติก่อนมีสิบบทเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคโบราณ

ไม่ว่าจะเป็นเหมยฮวาซานน่ง หรือจะเป็นปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้ หรือจะเป็นผิงชาลั่วเอี้ยน ล้วนจัดเป็นหนึ่งในสิบบทเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น

รวมถึงเพลง ‘กวางหลิงซาน’ ที่หลินจือไป๋กำลังจะทำการบรรเลงในลำดับต่อไปนี้ด้วย

มีข่าวลือว่าบทเพลง ‘เนี่ยเจิ้งฉื้อฮั่นเคุยฉู่’ ในยุคอดีต

นักเลงพิณในยุคราชวงศ์เว่ยและจิ้นมีชื่อเสียงโด่งดังจากการเชี่ยวชาญการดีดบทเพลงนี้เป็นอย่างยิ่ง

คนๆ นี้ก่อนที่จะโดนโทษประหารชีวิตก็ยังคงมีความผ่อนคลายปล่อยวาง

ไม่ได้มีความรีบร้อนลนลาน ร้องขอกู่ฉินมาบรรเลงบทเพลงนี้

แล้วพลันอุทานทอดถอนใจออกมาอย่างองอาจว่า:

“เพลง ‘กวางหลิงซาน’ นับจากนี้ไปได้ขาดสะบั้นลงแล้ว!”

นอกจากนี้ ที่มาที่ไปของบทเพลงนี้แอบมีความลึกลับซับซ้อนอยู่พอสมควร

ตามที่บันทึกไว้ใน ‘จิ้นซู’ บทเพลงนี้เป็นสิ่งที่จี้คังได้รับมอบมาจากคนในยุคโบราณท่านหนึ่ง ในตอนที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่หลัวซื่อ

ส่วนใน ‘ไท่ผิงกวงจี้’ กลับแอบมีเรื่องราวปาฏิหาริย์ภูตผีปีศาจเรื่องหนึ่ง โดยบอกเล่าไว้ว่า

มีอยู่ครั้งหนึ่งจี้คังเข้าพักค้างคืนที่ศาลาเย่ว์หัว ในเวลางลางคืนแล้วนอนไม่หลับ จึงได้ลุกขึ้นมานั่งลูบไล้พิณ

เสียงพิณมีความสง่างามจนทำให้ภูตผีตนหนึ่งเกิดความซาบซึ้งใจ

ภูตผีตนนั้นจึงได้ทำการถ่ายทอดเพลง ‘กวางหลิงซาน’ ให้แก่จี้คัง

แถมยังได้นัดแนะตกลงกับจี้คังไว้ด้วยว่า:

บทเพลงนี้ห้ามนำไปสั่งสอนคนอื่นเด็ดขาด

ปีคริสต์ศักราช 263 จี้คังโดนซือหม่าเจาทำร้ายจนเสียชีวิต

ก่อนตายจี้คังไม่ได้มีความโศกเศร้าเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว

มีเพียงการอุทานทอดถอนใจด้วยความเสียดายว่า:

“หยวนเหลียวหนิงเคยมาขอร้องเรียนรู้บทเพลงนี้ ทว่าฉันกลับตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมมอบให้ เพลง ‘กวางหลิงซาน’ นับจากนี้ไปได้ขาดสะบั้นลงแล้ว!”

ยังดีที่เพลง ‘กวางหลิงซาน’ ไม่ได้ขาดสะบั้นลงจริง!

ในวินาทีนี้ยิ่งเป็นการบรรเลงภายใต้พู่กันของหลินจือไป๋

ดังกึกก้องไปทั่วเกินครึ่งหนึ่งของโลกบลูสตาร์เรียบร้อยแล้ว!

ท่วงทำนองเพลงที่มีความดุดันฮึกเหิม!

จิตวิญญาณทางอารมณ์ที่มีความองอาจเปิดเผย!

เพลง ‘กวางหลิงซาน’ ที่หลินจือไป๋บรรเลง แฝงไว้ด้วยบรรยากาศของการเข่นฆ่าอสูรอยู่รูปแบบหนึ่ง!

ทว่านี่ก็คือแก่นแท้ของการบรรเลงเพลง ‘กวางหลิงซาน’

อย่างไรเสียมันก็เป็นผลงานเพลงกู่ฉินเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันของประเทศเราที่มีบรรยากาศของการต่อสู้

เข่นฆ่าด้วยหอกและโล่ ซึ่งเป็นการแสดงออกโดยตรงถึงจิตวิญญาณของการล้างแค้นให้บิดา มีความคิดและศิลปะที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง

บางทีจี้คังก็คงเป็นเพราะได้มองเห็นจิตวิญญาณของการต่อต้านและเจตจำนงในการต่อสู้แบบนี้ ถึงได้เกิดความรักใคร่ผูกพันต่อบทเพลงนี้ขนาดนี้

และถึงได้เกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งขนาดนี้ต่อมันใช่ไหมนะ?

ในวินาทีนี้

คนทั้งงานต่างพากันสะเทือนอารมณ์ไปหมด

คนทุกคนที่ฟังเพลงกู่ฉินเป็นหน้าจอโทรทัศน์ ต่างก็พากันเผยสีหน้าท่าทางที่ตกตะลึงออกมาตามๆ กันเช่นกัน

นี่ถือเป็นครั้งที่สามของวันนี้แล้วที่หลินจือไป๋ทำให้ผู้ชื่นชอบกู่ฉินของแต่ละโจวใหญ่ต้องเกิดความตกตะลึง!

จนถึงขั้นตอนที่คณะกรรมการให้คะแนนหลินจือไป๋ที่ 94.5 คะแนน

มีบางคนเริ่มเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแล้ว:

“คะแนนนี้มันต่ำเกินไปแล้วครับ!”

“ฉันรู้สึกว่าสามารถให้ได้ถึงเก้าสิบหกคะแนนเลยนะเถอะ!”

“บทเพลงนี้มันช่างล้ำเลิศเกินไปแล้ว!”

“ฉันกลับรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลดีนะ อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่การแข่งขันแต่งเพลงซะหน่อย”

“บทเพลงของหลินจือไป๋ต่อให้จะดีขนาดไหน สิ่งที่พวกเรานำมาตัดสินกันอย่างไรเสียก็นับเป็นเรื่องทักษะฝีมือการบรรเลงไม่ใช่หรือไงกันล่ะ”

“ลำพังเพียงแค่เรื่องทักษะฝีมือตรงนี้ ให้เก้าสิบสี่จุดห้าคะแนนก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้วล่ะครับ”

“อย่าลืมการแสดงออกบนจุดสูงสุดในแมตช์สุดท้ายของเย่ฉายเอ๋อร์ในปีที่แล้วเชียว เธอก็คว้าคะแนนไปได้เพียงแค่เก้าสิบสี่จุดห้าคะแนนเท่านั้นเองนะเถอะ!”

“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตีความบทเพลงนี้ของหลินจือไป๋ หากนำไปวางไว้ในปีที่แล้ว ก็สามารถไปร่วมแบ่งปันถ้วยรางวัลแชมป์กับเย่ฉายเอ๋อร์ได้แล้วล่ะสินะ!”

“การบรรเลงของหลินจือไป๋ ผลคะแนนดูท่าทางจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ!”

รอบแรกยามที่แข่งขันกัน ทุกคนยังไม่กล้าพูดว่าหลินจือไป๋แข็งแกร่งกว่าเย่ฉายเอ๋อร์

ทว่าการแสดงออกของรอบที่สองกลับทำให้ทุกคนเกิดความสั่นคลอน

ผู้ชมเริ่มรู้สึกว่าหลินจือไป๋ต่างหากคือคนเล่นพิณอันดับหนึ่งของรอบนี้!

ส่วนรอบที่สามถึงกับมีคนตะโกนร้องเรียกออกมาอย่างโจ่งแจ้งแล้ว:

“หลินจือไป๋กำลังจะคว้าแชมป์แล้วล่ะครับ!

ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งฉันรักคุณไปตลอดชีวิตเลยล่ะ!

คุณก็คือเทพเจ้า!”

“เทพเจ้าตลอดกาล!”

แน่นอนว่าคนที่ตะโกนร้องเรียกออกมาอย่างโจ่งแจ้งโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นผู้ชมของทางฝั่งฉินโจวและฉีโจวทั้งสิ้น

คนกลุ่มนี้โดยธรรมชาติแล้วโอนเอียงไปทางฝั่งหลินจือไป๋อยู่แล้ว

ส่วนผู้ชมของทางฝั่งฉู่โจวและจ้าวโจว ใบหน้ากลับพลันดำมืดลงมาทันที

หรือว่าเย่ฉายเอ๋อร์เทพธิดากู่ฉินคนนี้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินจือไป๋จริงๆ งั้นเหรอครับเนี่ย?

กระแสความคิดแบบนี้หมุนเวียนอยู่ในหัวสมองของคนทุกคน เพียงแค่สองสามรอบก็โดนเขวี้ยงทิ้งไปไกลถึงเก้าชั้นฟ้าเรียบร้อยแล้ว!

หลังจากที่เย่ฉายเอ๋อร์ขึ้นเวทีมาทำการแสดงเป็นครั้งที่สาม

ผู้ชมของทางฝั่งฉู่โจวและจ้าวโจวทุกคน ใบหน้าต่างพากันแปรเปลี่ยนจากความมืดมนกลายมาเป็นความสดใสทันที!

เพราะเย่ฉายเอ๋อร์ได้ทำการระเบิดพลังออกมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!

การแข่งขันที่เปรียบเทียบกันในเรื่องทักษะฝีมือ เธอได้ทำการโชว์เหนืออย่างบ้าคลั่ง!

ขึ้นมาเปิดฉากการแสดงที่มากพอจะทำให้มหาปรมาจารย์กู่ฉินในยุคปัจจุบันทุกคนต่างต้องแหงนมองโดยตรง!

กระทั่งแม้แต่หลินจือไป๋เองก็ยังคงเผยสีหน้าท่าทางที่เหวอรับประทานออกมาจนเต็มใบหน้า

ตัวเขาไม่มีทางคาดคิดเอาไว้เลยจริงๆ ว่าเย่ฉายเอ๋อร์คนนี้แม่งจะเป็นพวกแกล้งหมูไปเขมือบเสือด้วย

นี่แม่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นระดับฝีมือในขอบเขตระดับตำนานชัดๆ!

‘การประชันอักษรฉีฉู่ ถึงกับทำให้ฉันได้มาเผชิญหน้ากับคนเล่นพิณที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกของบลูสตาร์เลยงั้นเหรอ?’

พอหวนคิดถึงคำพูดแปลกๆ ที่เย่ฉายเอ๋อร์พูดกับตัวเองก่อนที่การแข่งขันรอบที่สามจะเริ่มต้นขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สองรอบก่อนหน้านี้เธออาจจะตั้งใจออมมือให้ตัวเอง หรือจะพูดว่าไม่ได้ตั้งใจแข่งขันอย่างจริงจังใช่ไหมล่ะ?

พอตระหนักรู้ถึงจุดนี้ หลินจือไป๋ไม่ได้รู้สึกอับอายขายหน้าอะไรทำนองนั้นหรอกนะ

ตัวเขาแค่เกิดความข้องใจว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้มีความโรคจิตขนาดนี้ได้

มิน่าล่ะฉีโจวถึงได้มาหาคนแบกทีมอย่างตัวเอง

หากผู้ช่วยภายนอกที่ฉู่โจวหามาล้วนมีระดับฝีมือแบบนี้ทั้งสิ้น

หากไม่มีตัวช่วยเปิดโปรอย่างตัวเองคอยช่วยเหลือฉีโจว ชาติก่อนก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะได้เลยเถอะ

ผลคะแนนของเย่ฉายเอ๋อร์ออกมาเรียบร้อยแล้ว!

คณะกรรมการทั้งสิบหกท่านมอบคะแนนเฉลี่ยให้ถึง 96 คะแนนเลยทีเดียว!

ในนั้นถึงขั้นมีคณะกรรมการท่านหนึ่งมอบคะแนนเต็ม 100 คะแนนให้โดยตรงเลยด้วยซ้ำ!

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การแสดงของเย่ฉายเอ๋อร์ในมุมมองของคณะกรรมการท่านนั้น เรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเรียบร้อยแล้ว

ฉู่โจวพลันได้รับกำลังใจอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที!

“มั่นคงแล้วครับ!”

“ฉายเอ๋อร์ถึงกับแข็งแกร่งยิ่งกว่าปีที่แล้วซะอีกนะเถอะ!”

“เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ถึงกับแอบมีความทะลุขีดจำกัดยกระดับขึ้นมาอีกรอบด้วยซ้ำ!”

“ดังนั้นสองรอบก่อนหน้านี้ที่พ่ายแพ้ให้แก่หลินจือไป๋ คือการตั้งใจปล่อยน้ำสินะครับ?”

“ใช่ว่าจะเรียกว่าเป็นการปล่อยน้ำหรอกนะ ก็แค่ไม่ได้จริงจังเฉยๆ

ฉายเอ๋อร์เวลาเข้าร่วมการแข่งขันมักจะชื่นชอบการระเบิดพลังจากทางด้านหลังมาโดยตลอดอยู่แล้วล่ะครับ!”

“ฮ่าๆ แม้ว่าฉายเอ๋อร์ตอนอยู่ใต้เวทีจะยิ้มแย้มแจ่มใสให้แก่หลินจือไป๋

ทว่ายามที่ก้าวขึ้นไปบนเวที ก็ยังคงทำการระเบิดพลังสังหารหลินจือไป๋ได้เหมือนเดิมอยู่นั่นแหละ!”

“สะใจชะมัดเลยครับ!”

คนที่รู้สึกสะใจเหมือนกันก็ยังมีผู้ชมชาวจ้าวโจวด้วย!

“พวกแอนตี้ช่วยเปิดปากพูดหน่อยสิครับ!”

“ใครมันบังอาจมาปล่อยข่าวลือว่าฉายเอ๋อร์ของฉันโดนหลินจือไป๋ทำเสน่ห์ใส่กันนะ?”

“รอบนี้ไม่ได้ไว้หน้าเลยสักนิด จับหลินจือไป๋ขึ้นมาทุบตีโดยตรงเลยไม่ใช่หรือไงกันล่ะครับ!”

“หลินจือไป๋อย่างสูงที่สุดก็ได้ไปเพียงแค่เก้าสิบสี่จุดห้าคะแนนเท่านั้นเองนะเถอะ!”

“ฉายเอ๋อร์ยกระดับขึ้นไปถึงเก้าสิบหกคะแนนโดยตรงเลยเชียว”

“การแสดงแบบนี้มันแอบเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้วล่ะครับ!”

“ประเด็นสำคัญคือด้านหลังยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งแมตช์

ฉันกล้าเดิมพันเลยว่าในมือของฉายเอ๋อร์จะต้องมีท่าไม้ตายที่ระเบิดพลังรุนแรงยิ่งกว่านี้แน่นอนล่ะครับ!”

เย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะไม่รู้หรอกว่าการแสดงในรอบที่สามของเธอจะมีความร้ายกาจขนาดไหน

ทว่าเธอก็ยังคงเลือกที่จะนำมาระเบิดพลังปล่อยออกมาในรอบที่สาม

สิ่งนี้อธิบายได้ว่าการแสดงในรอบที่สี่ของเธอจะต้องมีความน่าทึ่งมากยิ่งขึ้นแน่นอน!

จุดนี้ผู้ชมต่างก็พากันมองออกแล้ว!

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลินจือไป๋เลยสักนิด!

แน่นอนว่าทุกคนต่างก็พากันคาดเดา หลินจือไป๋ในรอบที่สี่ก็จะต้องมีท่าไม้ตายก้นหีบอยู่เหมือนกันแน่นอน

ทว่าเย่ฉายเอ๋อร์รอบที่สามก็คว้าคะแนนที่สูงลิ่วขนาดนั้นไปครองแล้วนะเถอะ!

การแสดงในรอบที่สี่ของหลินจือไป๋ คาดคำนวณดูแล้วผลคะแนนก็ไม่แนว่าจะสามารถไปประลองฝีมือกับรอบที่สามของเย่ฉายเอ๋อร์ได้หรอกใช่ไหมล่ะ?

เกิดความสิ้นหวังขึ้นมาแล้ว!

ผู้ชมชาวฉีโจวทุกคนต่างพากันตกอยู่ในความสิ้นหวังอีกครั้ง!

เรื่องที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ ผู้ชมชาวฉีโจวท่ามกลางความสิ้นหวังได้มองเห็นลำแสงแห่งความหวังอย่างหลินจือไป๋

จากนั้นลำแสงแห่งความหวังก็ดันโดนเย่ฉายเอ๋อร์ดับลงไปต่อหน้าต่อตาซะงั้น

“ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ล่ะครับเนี่ย?”

“เย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้เลยจริงๆ งั้นเหรอครับ?”

“ในเมื่อเย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้แล้ว จะยอมทำให้ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งมอบความหวังให้แก่พวกเราทำไมกันล่ะ

แล้วยังยอมให้เย่ฉายเอ๋อร์มาบดขยี้ทำลายมันลงด้วยตัวเองอีกเนี่ยนะ?”

“ด้านล่างไม่อยากดูต่อแล้วล่ะครับ”

“ไม่ได้ตำหนิตำเตียนท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งหรอกนะ เขาพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วจริงๆ ล่ะครับ!”

“เพื่อการแข่งขันในแมตช์นี้ บทเพลงที่ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งนำออกมาล้วนเป็นผลงานสุดคลาสสิกก้นหีบทั้งนั้นเลยนะเถอะ

เขาไม่ได้มีการปกปิดซ่อนเร้นไว้เลยแม้แต่นิดเดียว!”

“เพื่อฉีโจว ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีไปหมดแล้วล่ะครับ!”

หลังจากที่มีลางสังหรณ์ว่าการแข่งขันจะต้องพ่ายแพ้ ในฉีโจวไม่มีใครเลยที่จะมาตำหนิตำเตียนหลินจือไป๋

ทุกคนต่างพากันมองเห็นความพยายามของหลินจือไป๋แล้ว

มองเห็นว่าเขาได้นำระดับฝีมือทั้งหมดออกมาใช้งานเพื่อฉีโจวแล้วจริงๆ

ส่วนที่ฉินโจว เหล่าแฟนคลับของหลินจือไป๋ต่างพากันอุทานทอดถอนใจออกมาเบาๆ

แอบมีความรู้สึกปวดใจแทนหลินจือไป๋อยู่บ้าง และแอบมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจฉีโจวอยู่บ้างเหมือนกัน

ทั้งๆ ที่แอบเข้าใกล้ชัยชนะอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้ว

ผลลัพธ์คือเย่ฉายเอ๋อร์พลันลืมตาตื่นขึ้นมาราวกับกำลังบอกเล่าแก่คนทุกคนว่า:

“ช่วงแรกๆ แค่เล่นสนุกกับพวกคุณเฉยๆ นะคะ ฉันจะเริ่มจริงจังแล้วนะ”

หากสวมบทบาทเป็นผู้ชมชาวฉีโจว คาดเดาดูสภาพจิตใจของพวกเขาคงจะรู้สึกอึดอัดหม่นหมองจนอยากจะกระอักเลือดออกมาเลยใช่ไหมล่ะนะ?

ยังดีที่หลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์ต่างก็จูงมือกันผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศพร้อมกันทั้งสองคน

กำลังจะเงื้อง่าเปิดศึกตัดสินในรอบสุดท้ายกันแล้ว

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หลินจือไป๋อย่างไรเสียก็ช่วยฉีโจวรักษาเหรียญเงินไว้ได้เหรียญหนึ่งแล้วล่ะ

หากไม่มีหลินจือไป๋ รายการกู่ฉินของฉีโจวในปีนี้ คาดคำนวณดูแล้วทำได้เพียงเก็บเหรียญทองแดงกลับไปเท่านั้นแหละ

“รอบชิงชนะเลิศแล้วค่ะอาจารย์ ตั้งตารอคอยบทเพลงออริจินัลของคุณอยู่นะคะ!”

เย่ฉายเอ๋อร์ยังคงรักษาความเคารพนอบน้อมอย่างที่สุดเอาไว้เหมือนเดิม

เธอได้มองหลินจือไป๋เป็นเทพเจ้าแห่งกู่ฉินไปแล้ว

ทว่าในเรื่องของการบรรเลงตรงนี้ หลินจือไป๋ในสายตาของเธอโดยประมาณแล้วก็คงจัดอยู่ในระดับฝีมือประเภท ‘คุณน่ะแข็งแกร่งมาก ทว่าก็น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้คือฉัน’ นั่นแหละนะ

“คุณทำได้ดีมากครับ”

หลินจือไป๋ยิ้มพลางเอ่ยปากชื่นชมออกมา

รอยยิ้มของเย่ฉายเอ๋อร์ผลิบานออกมาทันที เธอเอ่ยปากกล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีเป็นพิเศษว่า:

“การได้รับคำชื่นชมและการยอมรับจากคุณ มันทำให้ฉันมีความสุขสำราญใจยิ่งกว่าการคว้าเหรียญทองมาครองได้อีกเหรียญซะอีกค่ะ!”

แม่สาวคนนี้ระดับอีคิวไม่ได้สูงเท่าไหร่นะเถอะ

คำพูดคำจาที่พูดออกมาฟังดูแล้วราวกับเหรียญทองได้เข้าไปอยู่ในถุงย่ามเรียบร้อยแล้วอย่างนั้นแหละ

บรรยากาศตรงนี้มันช่างมีความแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก

เย่ฉายเอ๋อร์ด้านหนึ่งแอบมีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวหลินจือไป๋

ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับเปรียบเปรยแฝงไว้ด้วยความดูแคลนต่อเขาอยู่เต็มเปี่ยม

บางทีคนทุกคนต่างก็คงคิดว่าตัวเองจะต้องพ่ายแพ้ใช่ไหมล่ะครับเนี่ย?

อย่างไรเสียกระทั่งหลินจือไป๋เองก็ไม่มีทางคาดคิดเอาไว้เลยว่า ตัวเต็งในช่วงแรกๆ จะมองคนผิดไป

เย่ฉายเอ๋อร์แสดงงิ้วได้เนียนเกินไปจริงๆ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นระดับตำนานชัดๆ

ทว่าตัวเองกลับคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ระดับกึ่งตำนานเท่านั้นเอง

ในเมื่อคู่ต่อสู้อยู่ในระดับตำนานเหมือนกัน

งั้นตัวเองที่เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่ธรณีประตูของระดับตำนาน ย่อมแอบมีความด้อยกว่าเธออยู่เล็กน้อยจริงๆ

จำเป็นต้องก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกถึงจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้

เฮ้อ เดิมทีไม่อยากจะกลายมาเป็นเทพเจ้าหรอกนะ

ทว่าเพื่อฉีโจวแล้ว ฉันจำเป็นต้องกลายมาเป็นเทพเจ้าแล้วล่ะ

“เฉินหง!”

หลินจือไป๋ส่งเสียงเรียกเปิดใช้งานระบบออกมาในใจ:

“ช่วยทำให้ฉันกลายมาเป็นเทพเจ้าแห่งกู่ฉินทีครับ!”

โดนบีบบังคับให้กลายมาเป็นเทพเจ้า หลินจือไป๋แอบมีความอึดอัดหม่นหมองอยู่บ้าง

เขาเงยหน้าขึ้นมามองเย่ฉายเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า:

“ในเมื่อคุณจริงจังแล้ว งั้นผมก็จำเป็นต้องจริงจังแล้วเหมือนกันนะครับ”

เย่ฉายเอ๋อร์ทำหน้ามึนงงไปแวบหนึ่ง

ยังไม่ทันที่จะได้พูดจาอะไรออกมามากมาย พิธีกรก็ได้ส่งเสียงเร่งรัดให้เธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำการบรรเลงเรียบร้อยแล้ว

========================

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "ตอนที่ 473 ฉันไม่อยากกลายเป็นเทพจริงๆ นะ!"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย