ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 473 ฉันไม่อยากกลายเป็นเทพจริงๆ นะ!
การแสดงรอบที่สองของหลินจือไป๋เป็นอย่างไรบ้าง?
คำตอบได้รับการเปิดเผยในเวลาอันรวดเร็ว
ยามที่หลินจือไป๋เริ่มบรรเลงเพลง ‘ผิงชาลั่วเอี้ยน’
ตัวโน้ตดนตรีได้ไหลรินผ่านเข้าไปในส่วนลึกของหัวใจคนทุกคน
ผู้ชมหน้างานต่างพากันเผยสีหน้าท่าทางที่เคลิบเคลิ้มหลงใหลออกมาอีกครั้ง
บทเพลงนี้และเพลงปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้มีสไตล์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง!
ทว่าสิ่งที่มีเหมือนกันก็คือ พวกมันฟังดูแล้วล้วนมีความไพเราะงดงามเป็นธรรมชาติ และสุดคลาสสิกขนาดนั้น!
บทเพลงเริ่มต้นด้วยจังหวะที่ผ่อนคลายและเสียงฮาร์โมนิกที่มีความประณีตงดงาม
ราวกับกำลังบอกเล่าภาพทัศนียภาพยามเย็นที่เงียบสงบอันกว้างใหญ่ไพศาล!
วินาทีต่อมา ท่วงทำนองเพลงก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความสดใสและมีชีวิตชีวา
สอดแทรกแต่งแต้มด้วยรูปแบบเสียงที่คล้ายคลึงกับการส่งเสียงร้องเรียกขานรับของฝูงนกยาง เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตและความสุขสำราญใจ!
ในท้ายที่สุด พร้อมไปกับการที่ความเร็วของมือของหลินจือไป๋ค่อยๆ ช้าลง
ทุกสิ่งทุกอย่างก็หวนกลับคืนสู่ท่วงทำนองเพลงที่มีความกลมกลืนสงบและราบเรียบอีกครั้ง
นี่ก็คือเพลง ‘ผิงชาลั่วเอี้ยน’
จิตวิญญาณทางอารมณ์มีความกว้างใหญ่ไพศาลปล่อยวาง ทว่าก็แอบแฝงความตื่นตาตื่นใจเอาไว้ด้วย!
สิ่งนี้ทำให้เหล่ามหาปรมาจารย์กู่ฉินของทั้งสองฝั่งฉีฉู่ที่อยู่ห้องพักเตรียมตัว ต่างพากันเผยสีหน้าท่าทางที่ตกตะลึงออกมา
ยิ่งเป็นยอดฝีมือก็ยิ่งฟังออก
เพลงนี้ของหลินจือไป๋คุณภาพเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีระดับที่ไม่ด้อยไปกว่า ‘ลั่วเอี้ยน’ หนึ่งในบทเพลงสุดคลาสสิกของบลูสตาร์เลยทีเดียว!
ส่วนเรื่องทักษะฝีมือการบรรเลงของหลินจือไป๋ก็ไม่ได้มีความด้อยไปกว่ารอบที่แล้วเลยแม้แต่นิดเดียว!
การนำทักษะฝีมือเฉพาะตัวในเรื่องของเสียงฮาร์โมนิกและเสียงรูดสายพิณมาใช้งานของเขา เรียกได้ว่าเข้าขั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ทำให้เสน่ห์ของดนตรีมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แรงดึงดูดทางศิลปะมีความทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง!
ทว่าผ่านรอบที่แล้วมา
เรื่องที่ทำให้เย่ฉายเอ๋อร์เกิดความซาบซึ้งใจสะท้อนใจไม่ใช่เรื่องทักษะฝีมือของหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้ว!
ทักษะฝีมือของหลินจือไป๋แม้ว่าจะอยู่บนจุดสูงสุด ทว่าตัวเธอเองก็ไม่ได้มีความด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเท่าไหร่
ความน่ากลัวที่สุดของชายหนุ่มคนนี้ก็คือ:
เขากลับสามารถนำบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกออกมาได้อีกเพลงหนึ่งแล้ว!!
มหาปรมาจารย์กู่ฉินคนอื่นๆ สิ่งที่มุ่งมั่นเสาะแสวงหาก็คือเรื่องทักษะฝีมือที่มากกว่า
ทว่าทักษะฝีมือของเย่ฉายเอ๋อร์ ความจริงแล้วแทบจะไม่มีพื้นที่ให้ยกระดับพัฒนาอะไรได้อีกมากมายแล้ว
เธอไม่ได้เหมือนกับหลินจือไป๋ที่มีโปรแกรมโกงสามารถเพิ่มระดับไปจนถึง 100 แต้มเต็มได้ตลอดทาง
ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เย่ฉายเอ๋อร์จับตามองมากที่สุดในตอนนี้ก็คือผลงาน นั่นก็คือบทเพลงกู่ฉินที่ยอดเยี่ยม!
ทว่าบทเพลงกู่ฉินที่ยอดเยี่ยมระดับคลาสสิกของบลูสตาร์มันมีอยู่เพียงแค่นั้น
ผลงานปิดท้ายงานแสดงดนตรีในแต่ละครั้งของตัวเองก็วนเวียนอยู่กับเพลงเดิมๆ ไม่กี่เพลงเหล่านั้นมาโดยตลอด
แฟนคลับยังฟังไม่เบื่อ
แต่เธอฟังจนเบื่อจะแย่อยู่แล้ว
นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมหลังจากที่ได้รับสิทธิ์มอบอำนาจผลงานสองเพลงก่อนหน้านี้ของหลินจือไป๋มาครองแล้ว เธอถึงได้แสดงท่าทีที่ต่ำต้อยที่สุดเพื่อระบุถึงความชื่นชมขอบคุณของตัวเอง……
บทเพลงสองเพลงนั้นมันคุ้มค่าคู่ควร!
แน่นอนว่า……
บทเพลงเพลงนี้ก็คุ้มค่าคู่ควรเหมือนกัน!
ดังนั้นหลังจากที่หลินจือไป๋บรรเลงจบ และคว้าอันดับหนึ่งของรอบที่สองมาครองด้วยคะแนน 94 คะแนนแล้ว
เย่ฉายเอ๋อร์ถึงกับอดใจไม่ไหว เดินก้าวเท้าไปต้อนรับเขาตอนลงจากเวทีด้วยตัวเอง!
ถึงขั้นยื่นมือออกมาราวกับอยากจะช่วยพยุงหลินจือไป๋เลยทีเดียว
พฤติกรรมนี้ได้ทำให้คนทุกคนพากันทำตัวไม่ถูกขึ้นมาในทันที
ทั้งๆ ที่ผลคะแนนของหลินจือไป๋สูงกว่าเย่ฉายเอ๋อร์เพียงแค่ 0.5 คะแนนเท่านั้นเชียว!
ในรายการกู่ฉินพวกคุณต่างก็เป็นผู้เข้าแข่งขันในระดับเดียวกันไม่ใช่หรือไงกันล่ะ!
ทำไมเย่ฉายเอ๋อร์ถึงได้แสดงท่าทีออกมา ราวกับเป็นแมงดาคอยเลียแข้งเลียขาขนาดนี้ล่ะครับเนี่ย?
หากเป็นในชาติก่อน ฉากนี้ก็คงคล้ายคลึงกับการที่คริสเตียโน โรนัลโดลดตัวลงมาแสดงความนอบน้อมประคบประหงมให้แก่ลิโอเนล เมสซี นั่นแหละ
หลังจากผ่านการครุ่นคิดเล็กน้อย ปรมาจารย์กู่ฉินบางส่วนถึงได้คาดเดาถึงสาเหตุออกในที่สุด
ทว่าผู้ชมกลับไม่สามารถทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะผู้ชมของทางฝั่งฉู่โจวและจ้าวโจว!
“น่าโมโหชะมัด!”
“ฉายเอ๋อร์สรุปแล้วกำลังทำอะไรอยู่นะ
สองรอบติดต่อกันคะแนนต่ำกว่าหลินจือไป๋ก็ช่างเถอะ
ทว่าทำไมท่าทางถึงได้ดูต่ำต้อยขนาดนี้ล่ะ?”
“เย่ฉายเอ๋อร์คุณช่วยตั้งสติหน่อยเถอะนะ!
ยังอยู่ในระหว่างการแข่งขันนะ เขาคือคู่ต่อสู้ของคุณ!”
อีกด้านหนึ่ง
ชาวเน็ตผู้ชมของทางฝั่งฉินโจวและฉีโจวกลับพากันมีความสุขสำราญใจจนเนื้อเต้น ขำตายล่ะ!
“เย่ฉายเอ๋อร์แอบมีความน่ารักอยู่นะ!”
“เธอแสดงความกระตือรือร้นต่อหลินจือไป๋ขนาดนี้ ทำเอาผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ของฉู่โจวพากันทำตัวเลิกลั่กไปหมดเลยล่ะ”
“คนที่ไม่รู้เรื่องราวคงคิดว่าเย่ฉายเอ๋อร์เป็นผู้ช่วยภายนอกของฉีโจวไปแล้วล่ะมั้ง”
กระทั่งผู้ชมชาวจงโจวที่มามุ่งดูร่วมสนุก ยังเกิดความอยากรู้อยากเห็น
หลินจือไป๋สรุปแล้วมีมนต์เสน่ห์อะไรกันแน่ครับเนี่ย
คงไม่ใช่เย่ฉายเอ๋อร์ตกหลุมรักหลินจือไป๋เข้าให้แล้วหรอกใช่ไหม?
ความจริงแล้วไม่ได้มีมนต์เสน่ห์อะไรหรอกนะ
เพราะตอนที่เย่ฉายเอ๋อร์เดินไปต้อนรับหลินจือไป๋ คำพูดแรกที่หลุดออกมาจากปากของเธอก็คือ:
“ฉันสามารถ…”
“ได้ครับ”
หลินจือไป๋เอ่ยปากขัดจังหวะเย่ฉายเอ๋อร์ล่วงหน้า
ก็แค่อยากได้สิทธิ์มอบอำนาจไม่ใช่หรือไงกันล่ะ
บทเพลงต่อไปแม่สาวคนนี้คงไม่ใช่ยังต้องมาถามซ้ำอีกรอบหรอกนะ?
ฟ้าดินถึงจะรู้ว่าแม่สาวคนนี้คิดอะไรอยู่ ถึงกับคิดจะยื่นมือมาช่วยพยุงตัวเอง
ฉันใช่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่ซะที่ไหนล่ะ และยิ่งไม่ใช่ไทเฮาด้วยเถอะ
“จริงเหรอคะ!?”
แววตาของเย่ฉายเอ๋อร์ส่องประกายระยิบระยับ บนใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจ
ทว่าคำพูดที่หลุดปากตามมาในลำดับต่อไป กลับทำให้ใบหน้าของหลินจือไป๋ดำมืดลงทันที
“งั้นหากรอบที่สามฉันเอาชนะอาจารย์ได้ อาจารย์หลินจือไป๋จะไม่โกรธใช่ไหมคะ?
หากคุณจะโกรธ งั้นฉันก็จะอดทนไว้อีกหน่อย รอให้ถึงรอบที่สี่ค่อยเอาชนะคุณแล้วกันค่ะ”
นี่คือการไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตาเลยอย่างสิ้นเชิงงั้นเหรอ?
ฉันแม่งเอาชนะมาตั้งสองรอบแล้วนะ
หลินจือไป๋หลุดหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า:
“งั้นคุณก็สู้ๆ แล้วกันครับ”
“คุณเป็นคนพูดเองนะคะ!”
เย่ฉายเอ๋อร์ชูกำปั้นขึ้นมาโบกไปมา
“งั้นฉันไม่แกล้งทำแล้วล่ะ ขอหงายการ์ดเลยแล้วกัน
ความจริงแล้วฉันนะดุร้ายมากเลยนะขอบอก!”
หลินจือไป๋โบกมือไปมา ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
อย่างไรเสียรอบที่สองหลินจือไป๋ก็ได้อันดับหนึ่ง และเย่ฉายเอ๋อร์ได้อันดับสอง
มีผู้เข้าแข่งขันโดนคัดออกสี่คน รอบนี้เหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงแค่สี่คนแล้ว
ลำดับต่อไปก็คือระบบสี่คนคัดเหลือสองคน
ทว่าคนทุกคนต่างก็มองออกแล้ว นี่น่าจะเป็นรอบคัดเหลือสองคนที่ไม่มีอะไรให้ลุ้นที่สุดแล้วล่ะ!
ศึกตัดสินในรอบสุดท้าย คนที่จะต้องมาเผชิญหน้ากันจะต้องเป็นหลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์แน่นอน!
พิธีกรเอ่ยปากกล่าวว่า:
“รอบที่สามจะทำการจับฉลากตัดสินลำดับการขึ้นเวทีใหม่อีกครั้งครับ!”
หลินจือไป๋จับฉลากได้หมายเลขหนึ่ง!
รอบนี้ได้ขึ้นแสดงค่อนข้างเร็ว ทว่าหลินจือไป๋ก็ไม่ได้เกิดความใส่ใจ
เย่ฉายเอ๋อร์จับได้หมายเลขสาม เธอยิ้มพลางหันไปโชว์หมายเลขให้กล้องดู
จากความผ่อนคลายปล่อยวางของเธอ สามารถมองเห็นได้ว่า ผลคะแนนของสองรอบก่อนหน้านี้ที่ด้อยกว่าหลินจือไป๋
ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างเด็ดขาดของแชมป์เก่าคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
“เอาล่ะครับ การแข่งขันในรอบที่สามเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วครับ!”
“ลำดับแรกขอพวกเรามาร่วมเชิญอาจารย์หลินจือไป๋ขึ้นมาบรรเลงบทเพลงออริจินัลส่วนบุคคลอย่าง ‘กวางหลิงซาน’ กันครับ!”
ออริจินัล!
ออริจินัล!
เป็นออริจินัลอีกแล้ว!
เหล่าปรมาจารย์กู่ฉินในแวดวงถือได้ว่าได้มาพบเห็นแล้วว่า ป๋าเพลงนะแอบมีความดุดันขนาดไหน
จำเป็นต้องรู้ว่าในสาขากู่ฉินนี้ ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งเพลงเท่าไหร่ หลักๆ ดูที่เรื่องทักษะฝีมือต่างหากล่ะ
ทว่าผลงานของหลินจือไป๋มันช่างมีความร้ายกาจมากเกินไปแล้ว
ร้ายกาจจนทำให้ทุกคนยากที่จะไม่เกิดความใส่ใจในความยอดเยี่ยมของผลงานเหล่านี้ของเขาได้!
มันเหมือนกับการแข่งขันร้องเพลง
ทุกคนต่างพากันยอมรับโดยปริยายว่า นี่คือการที่เหล่าทวยเทพเดินทางมาประลองพลังเสียงร้องแข่งกัน
ผลลัพธ์คือดันมีคนๆ หนึ่ง พลังเสียงร้องของเขาแข็งแกร่งมาบดขยี้คนทั้งงานลงได้ก็ช่างเถอะ
กระทั่งบทเพลงที่นำมาใช้แสดงพลังเสียงร้อง ก็ดันเป็นเพลงที่เขาเขียนขึ้นมาเองทั้งหมด
แถมแม่งเอ๊ย ในแต่ละเพลงก็ล้วนเป็นเพลงสุดคลาสสิกทั้งสิ้น!
ไม่ได้เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ล้วนร้องแต่เพลงเก่าๆ ทั้งนั้น
คุณบอกสิว่านี่มันเรียกว่าเรื่องอะไรกันครับเนี่ย?
เขียนเพลงเองเป็นแล้วมันน่าภาคภูมิใจนักหรือไงกันล่ะ?
โอเค ทุกคนย่อมไม่มีทางที่จะมาพูดจาแซวประชดประชันแบบนี้แน่นอน
เพราะการเขียนเพลงเป็น มันช่างน่าภาคภูมิใจมากจริงๆ นั่นแหละ!
ไม่ว่าวันนี้หลินจือไป๋จะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้หรือไม่
ความประทับใจที่เขาหลงเหลือไว้ในใจของคนทุกคน
หรือจะบอกว่าแรงกระแทกความตกตะลึงที่เขามอบให้แก่ผู้ชม มันแอบไม่ได้มีความด้อยไปกว่าการคว้าแชมป์โดยตรงเลยด้วยซ้ำ!
และยังถือเป็นความโชคดีที่การแข่งขันนี้แข่งขันกันที่เรื่องทักษะฝีมือ
หากแข่งขันกันที่เรื่องการแต่งเพลงด้วยล่ะก็
พิธีกรก็คงสามารถประกาศให้หลินจือไป๋เป็นแชมป์ได้โดยตรงตั้งนานแล้ว
หวนกลับมาพูดถึงเรื่องเดิม บทเพลงที่ชื่อว่า ‘กวางหลิงซาน’ ของหลินจือไป๋
เพลงนี้จะมีคุณภาพขนาดไหนกันนะ
จะสามารถนำไปเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้ของเขาได้อยู่มั้ยนะ?
ท่ามกลางความอยากรู้อยากเห็นแบบนี้
ผู้ชมหน้างานและหน้าจอโทรทัศน์ต่างพากันตั้งหูฟังอย่างเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวัง
ในชาติก่อนมีสิบบทเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคโบราณ
ไม่ว่าจะเป็นเหมยฮวาซานน่ง หรือจะเป็นปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้ หรือจะเป็นผิงชาลั่วเอี้ยน ล้วนจัดเป็นหนึ่งในสิบบทเพลงที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งสิ้น
รวมถึงเพลง ‘กวางหลิงซาน’ ที่หลินจือไป๋กำลังจะทำการบรรเลงในลำดับต่อไปนี้ด้วย
มีข่าวลือว่าบทเพลง ‘เนี่ยเจิ้งฉื้อฮั่นเคุยฉู่’ ในยุคอดีต
นักเลงพิณในยุคราชวงศ์เว่ยและจิ้นมีชื่อเสียงโด่งดังจากการเชี่ยวชาญการดีดบทเพลงนี้เป็นอย่างยิ่ง
คนๆ นี้ก่อนที่จะโดนโทษประหารชีวิตก็ยังคงมีความผ่อนคลายปล่อยวาง
ไม่ได้มีความรีบร้อนลนลาน ร้องขอกู่ฉินมาบรรเลงบทเพลงนี้
แล้วพลันอุทานทอดถอนใจออกมาอย่างองอาจว่า:
“เพลง ‘กวางหลิงซาน’ นับจากนี้ไปได้ขาดสะบั้นลงแล้ว!”
นอกจากนี้ ที่มาที่ไปของบทเพลงนี้แอบมีความลึกลับซับซ้อนอยู่พอสมควร
ตามที่บันทึกไว้ใน ‘จิ้นซู’ บทเพลงนี้เป็นสิ่งที่จี้คังได้รับมอบมาจากคนในยุคโบราณท่านหนึ่ง ในตอนที่เดินทางไปท่องเที่ยวที่หลัวซื่อ
ส่วนใน ‘ไท่ผิงกวงจี้’ กลับแอบมีเรื่องราวปาฏิหาริย์ภูตผีปีศาจเรื่องหนึ่ง โดยบอกเล่าไว้ว่า
มีอยู่ครั้งหนึ่งจี้คังเข้าพักค้างคืนที่ศาลาเย่ว์หัว ในเวลางลางคืนแล้วนอนไม่หลับ จึงได้ลุกขึ้นมานั่งลูบไล้พิณ
เสียงพิณมีความสง่างามจนทำให้ภูตผีตนหนึ่งเกิดความซาบซึ้งใจ
ภูตผีตนนั้นจึงได้ทำการถ่ายทอดเพลง ‘กวางหลิงซาน’ ให้แก่จี้คัง
แถมยังได้นัดแนะตกลงกับจี้คังไว้ด้วยว่า:
บทเพลงนี้ห้ามนำไปสั่งสอนคนอื่นเด็ดขาด
ปีคริสต์ศักราช 263 จี้คังโดนซือหม่าเจาทำร้ายจนเสียชีวิต
ก่อนตายจี้คังไม่ได้มีความโศกเศร้าเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว
มีเพียงการอุทานทอดถอนใจด้วยความเสียดายว่า:
“หยวนเหลียวหนิงเคยมาขอร้องเรียนรู้บทเพลงนี้ ทว่าฉันกลับตระหนี่ถี่เหนียวไม่ยอมมอบให้ เพลง ‘กวางหลิงซาน’ นับจากนี้ไปได้ขาดสะบั้นลงแล้ว!”
ยังดีที่เพลง ‘กวางหลิงซาน’ ไม่ได้ขาดสะบั้นลงจริง!
ในวินาทีนี้ยิ่งเป็นการบรรเลงภายใต้พู่กันของหลินจือไป๋
ดังกึกก้องไปทั่วเกินครึ่งหนึ่งของโลกบลูสตาร์เรียบร้อยแล้ว!
ท่วงทำนองเพลงที่มีความดุดันฮึกเหิม!
จิตวิญญาณทางอารมณ์ที่มีความองอาจเปิดเผย!
เพลง ‘กวางหลิงซาน’ ที่หลินจือไป๋บรรเลง แฝงไว้ด้วยบรรยากาศของการเข่นฆ่าอสูรอยู่รูปแบบหนึ่ง!
ทว่านี่ก็คือแก่นแท้ของการบรรเลงเพลง ‘กวางหลิงซาน’
อย่างไรเสียมันก็เป็นผลงานเพลงกู่ฉินเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันของประเทศเราที่มีบรรยากาศของการต่อสู้
เข่นฆ่าด้วยหอกและโล่ ซึ่งเป็นการแสดงออกโดยตรงถึงจิตวิญญาณของการล้างแค้นให้บิดา มีความคิดและศิลปะที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง
บางทีจี้คังก็คงเป็นเพราะได้มองเห็นจิตวิญญาณของการต่อต้านและเจตจำนงในการต่อสู้แบบนี้ ถึงได้เกิดความรักใคร่ผูกพันต่อบทเพลงนี้ขนาดนี้
และถึงได้เกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งขนาดนี้ต่อมันใช่ไหมนะ?
ในวินาทีนี้
คนทั้งงานต่างพากันสะเทือนอารมณ์ไปหมด
คนทุกคนที่ฟังเพลงกู่ฉินเป็นหน้าจอโทรทัศน์ ต่างก็พากันเผยสีหน้าท่าทางที่ตกตะลึงออกมาตามๆ กันเช่นกัน
นี่ถือเป็นครั้งที่สามของวันนี้แล้วที่หลินจือไป๋ทำให้ผู้ชื่นชอบกู่ฉินของแต่ละโจวใหญ่ต้องเกิดความตกตะลึง!
จนถึงขั้นตอนที่คณะกรรมการให้คะแนนหลินจือไป๋ที่ 94.5 คะแนน
มีบางคนเริ่มเกิดความไม่พอใจขึ้นมาแล้ว:
“คะแนนนี้มันต่ำเกินไปแล้วครับ!”
“ฉันรู้สึกว่าสามารถให้ได้ถึงเก้าสิบหกคะแนนเลยนะเถอะ!”
“บทเพลงนี้มันช่างล้ำเลิศเกินไปแล้ว!”
“ฉันกลับรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลดีนะ อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่การแข่งขันแต่งเพลงซะหน่อย”
“บทเพลงของหลินจือไป๋ต่อให้จะดีขนาดไหน สิ่งที่พวกเรานำมาตัดสินกันอย่างไรเสียก็นับเป็นเรื่องทักษะฝีมือการบรรเลงไม่ใช่หรือไงกันล่ะ”
“ลำพังเพียงแค่เรื่องทักษะฝีมือตรงนี้ ให้เก้าสิบสี่จุดห้าคะแนนก็ถือว่าสมเหตุสมผลดีแล้วล่ะครับ”
“อย่าลืมการแสดงออกบนจุดสูงสุดในแมตช์สุดท้ายของเย่ฉายเอ๋อร์ในปีที่แล้วเชียว เธอก็คว้าคะแนนไปได้เพียงแค่เก้าสิบสี่จุดห้าคะแนนเท่านั้นเองนะเถอะ!”
“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การตีความบทเพลงนี้ของหลินจือไป๋ หากนำไปวางไว้ในปีที่แล้ว ก็สามารถไปร่วมแบ่งปันถ้วยรางวัลแชมป์กับเย่ฉายเอ๋อร์ได้แล้วล่ะสินะ!”
“การบรรเลงของหลินจือไป๋ ผลคะแนนดูท่าทางจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วจริงๆ!”
รอบแรกยามที่แข่งขันกัน ทุกคนยังไม่กล้าพูดว่าหลินจือไป๋แข็งแกร่งกว่าเย่ฉายเอ๋อร์
ทว่าการแสดงออกของรอบที่สองกลับทำให้ทุกคนเกิดความสั่นคลอน
ผู้ชมเริ่มรู้สึกว่าหลินจือไป๋ต่างหากคือคนเล่นพิณอันดับหนึ่งของรอบนี้!
ส่วนรอบที่สามถึงกับมีคนตะโกนร้องเรียกออกมาอย่างโจ่งแจ้งแล้ว:
“หลินจือไป๋กำลังจะคว้าแชมป์แล้วล่ะครับ!
ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งฉันรักคุณไปตลอดชีวิตเลยล่ะ!
คุณก็คือเทพเจ้า!”
“เทพเจ้าตลอดกาล!”
แน่นอนว่าคนที่ตะโกนร้องเรียกออกมาอย่างโจ่งแจ้งโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นผู้ชมของทางฝั่งฉินโจวและฉีโจวทั้งสิ้น
คนกลุ่มนี้โดยธรรมชาติแล้วโอนเอียงไปทางฝั่งหลินจือไป๋อยู่แล้ว
ส่วนผู้ชมของทางฝั่งฉู่โจวและจ้าวโจว ใบหน้ากลับพลันดำมืดลงมาทันที
หรือว่าเย่ฉายเอ๋อร์เทพธิดากู่ฉินคนนี้จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินจือไป๋จริงๆ งั้นเหรอครับเนี่ย?
กระแสความคิดแบบนี้หมุนเวียนอยู่ในหัวสมองของคนทุกคน เพียงแค่สองสามรอบก็โดนเขวี้ยงทิ้งไปไกลถึงเก้าชั้นฟ้าเรียบร้อยแล้ว!
หลังจากที่เย่ฉายเอ๋อร์ขึ้นเวทีมาทำการแสดงเป็นครั้งที่สาม
ผู้ชมของทางฝั่งฉู่โจวและจ้าวโจวทุกคน ใบหน้าต่างพากันแปรเปลี่ยนจากความมืดมนกลายมาเป็นความสดใสทันที!
เพราะเย่ฉายเอ๋อร์ได้ทำการระเบิดพลังออกมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
การแข่งขันที่เปรียบเทียบกันในเรื่องทักษะฝีมือ เธอได้ทำการโชว์เหนืออย่างบ้าคลั่ง!
ขึ้นมาเปิดฉากการแสดงที่มากพอจะทำให้มหาปรมาจารย์กู่ฉินในยุคปัจจุบันทุกคนต่างต้องแหงนมองโดยตรง!
กระทั่งแม้แต่หลินจือไป๋เองก็ยังคงเผยสีหน้าท่าทางที่เหวอรับประทานออกมาจนเต็มใบหน้า
ตัวเขาไม่มีทางคาดคิดเอาไว้เลยจริงๆ ว่าเย่ฉายเอ๋อร์คนนี้แม่งจะเป็นพวกแกล้งหมูไปเขมือบเสือด้วย
นี่แม่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นระดับฝีมือในขอบเขตระดับตำนานชัดๆ!
‘การประชันอักษรฉีฉู่ ถึงกับทำให้ฉันได้มาเผชิญหน้ากับคนเล่นพิณที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกของบลูสตาร์เลยงั้นเหรอ?’
พอหวนคิดถึงคำพูดแปลกๆ ที่เย่ฉายเอ๋อร์พูดกับตัวเองก่อนที่การแข่งขันรอบที่สามจะเริ่มต้นขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สองรอบก่อนหน้านี้เธออาจจะตั้งใจออมมือให้ตัวเอง หรือจะพูดว่าไม่ได้ตั้งใจแข่งขันอย่างจริงจังใช่ไหมล่ะ?
พอตระหนักรู้ถึงจุดนี้ หลินจือไป๋ไม่ได้รู้สึกอับอายขายหน้าอะไรทำนองนั้นหรอกนะ
ตัวเขาแค่เกิดความข้องใจว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้มีความโรคจิตขนาดนี้ได้
มิน่าล่ะฉีโจวถึงได้มาหาคนแบกทีมอย่างตัวเอง
หากผู้ช่วยภายนอกที่ฉู่โจวหามาล้วนมีระดับฝีมือแบบนี้ทั้งสิ้น
หากไม่มีตัวช่วยเปิดโปรอย่างตัวเองคอยช่วยเหลือฉีโจว ชาติก่อนก็อย่าหวังว่าจะเอาชนะได้เลยเถอะ
ผลคะแนนของเย่ฉายเอ๋อร์ออกมาเรียบร้อยแล้ว!
คณะกรรมการทั้งสิบหกท่านมอบคะแนนเฉลี่ยให้ถึง 96 คะแนนเลยทีเดียว!
ในนั้นถึงขั้นมีคณะกรรมการท่านหนึ่งมอบคะแนนเต็ม 100 คะแนนให้โดยตรงเลยด้วยซ้ำ!
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การแสดงของเย่ฉายเอ๋อร์ในมุมมองของคณะกรรมการท่านนั้น เรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเรียบร้อยแล้ว
ฉู่โจวพลันได้รับกำลังใจอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที!
“มั่นคงแล้วครับ!”
“ฉายเอ๋อร์ถึงกับแข็งแกร่งยิ่งกว่าปีที่แล้วซะอีกนะเถอะ!”
“เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ถึงกับแอบมีความทะลุขีดจำกัดยกระดับขึ้นมาอีกรอบด้วยซ้ำ!”
“ดังนั้นสองรอบก่อนหน้านี้ที่พ่ายแพ้ให้แก่หลินจือไป๋ คือการตั้งใจปล่อยน้ำสินะครับ?”
“ใช่ว่าจะเรียกว่าเป็นการปล่อยน้ำหรอกนะ ก็แค่ไม่ได้จริงจังเฉยๆ
ฉายเอ๋อร์เวลาเข้าร่วมการแข่งขันมักจะชื่นชอบการระเบิดพลังจากทางด้านหลังมาโดยตลอดอยู่แล้วล่ะครับ!”
“ฮ่าๆ แม้ว่าฉายเอ๋อร์ตอนอยู่ใต้เวทีจะยิ้มแย้มแจ่มใสให้แก่หลินจือไป๋
ทว่ายามที่ก้าวขึ้นไปบนเวที ก็ยังคงทำการระเบิดพลังสังหารหลินจือไป๋ได้เหมือนเดิมอยู่นั่นแหละ!”
“สะใจชะมัดเลยครับ!”
คนที่รู้สึกสะใจเหมือนกันก็ยังมีผู้ชมชาวจ้าวโจวด้วย!
“พวกแอนตี้ช่วยเปิดปากพูดหน่อยสิครับ!”
“ใครมันบังอาจมาปล่อยข่าวลือว่าฉายเอ๋อร์ของฉันโดนหลินจือไป๋ทำเสน่ห์ใส่กันนะ?”
“รอบนี้ไม่ได้ไว้หน้าเลยสักนิด จับหลินจือไป๋ขึ้นมาทุบตีโดยตรงเลยไม่ใช่หรือไงกันล่ะครับ!”
“หลินจือไป๋อย่างสูงที่สุดก็ได้ไปเพียงแค่เก้าสิบสี่จุดห้าคะแนนเท่านั้นเองนะเถอะ!”
“ฉายเอ๋อร์ยกระดับขึ้นไปถึงเก้าสิบหกคะแนนโดยตรงเลยเชียว”
“การแสดงแบบนี้มันแอบเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้วล่ะครับ!”
“ประเด็นสำคัญคือด้านหลังยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งแมตช์
ฉันกล้าเดิมพันเลยว่าในมือของฉายเอ๋อร์จะต้องมีท่าไม้ตายที่ระเบิดพลังรุนแรงยิ่งกว่านี้แน่นอนล่ะครับ!”
เย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะไม่รู้หรอกว่าการแสดงในรอบที่สามของเธอจะมีความร้ายกาจขนาดไหน
ทว่าเธอก็ยังคงเลือกที่จะนำมาระเบิดพลังปล่อยออกมาในรอบที่สาม
สิ่งนี้อธิบายได้ว่าการแสดงในรอบที่สี่ของเธอจะต้องมีความน่าทึ่งมากยิ่งขึ้นแน่นอน!
จุดนี้ผู้ชมต่างก็พากันมองออกแล้ว!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลินจือไป๋เลยสักนิด!
แน่นอนว่าทุกคนต่างก็พากันคาดเดา หลินจือไป๋ในรอบที่สี่ก็จะต้องมีท่าไม้ตายก้นหีบอยู่เหมือนกันแน่นอน
ทว่าเย่ฉายเอ๋อร์รอบที่สามก็คว้าคะแนนที่สูงลิ่วขนาดนั้นไปครองแล้วนะเถอะ!
การแสดงในรอบที่สี่ของหลินจือไป๋ คาดคำนวณดูแล้วผลคะแนนก็ไม่แนว่าจะสามารถไปประลองฝีมือกับรอบที่สามของเย่ฉายเอ๋อร์ได้หรอกใช่ไหมล่ะ?
เกิดความสิ้นหวังขึ้นมาแล้ว!
ผู้ชมชาวฉีโจวทุกคนต่างพากันตกอยู่ในความสิ้นหวังอีกครั้ง!
เรื่องที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ ผู้ชมชาวฉีโจวท่ามกลางความสิ้นหวังได้มองเห็นลำแสงแห่งความหวังอย่างหลินจือไป๋
จากนั้นลำแสงแห่งความหวังก็ดันโดนเย่ฉายเอ๋อร์ดับลงไปต่อหน้าต่อตาซะงั้น
“ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ล่ะครับเนี่ย?”
“เย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้เลยจริงๆ งั้นเหรอครับ?”
“ในเมื่อเย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้แล้ว จะยอมทำให้ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งมอบความหวังให้แก่พวกเราทำไมกันล่ะ
แล้วยังยอมให้เย่ฉายเอ๋อร์มาบดขยี้ทำลายมันลงด้วยตัวเองอีกเนี่ยนะ?”
“ด้านล่างไม่อยากดูต่อแล้วล่ะครับ”
“ไม่ได้ตำหนิตำเตียนท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งหรอกนะ เขาพยายามทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วจริงๆ ล่ะครับ!”
“เพื่อการแข่งขันในแมตช์นี้ บทเพลงที่ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งนำออกมาล้วนเป็นผลงานสุดคลาสสิกก้นหีบทั้งนั้นเลยนะเถอะ
เขาไม่ได้มีการปกปิดซ่อนเร้นไว้เลยแม้แต่นิดเดียว!”
“เพื่อฉีโจว ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีไปหมดแล้วล่ะครับ!”
หลังจากที่มีลางสังหรณ์ว่าการแข่งขันจะต้องพ่ายแพ้ ในฉีโจวไม่มีใครเลยที่จะมาตำหนิตำเตียนหลินจือไป๋
ทุกคนต่างพากันมองเห็นความพยายามของหลินจือไป๋แล้ว
มองเห็นว่าเขาได้นำระดับฝีมือทั้งหมดออกมาใช้งานเพื่อฉีโจวแล้วจริงๆ
ส่วนที่ฉินโจว เหล่าแฟนคลับของหลินจือไป๋ต่างพากันอุทานทอดถอนใจออกมาเบาๆ
แอบมีความรู้สึกปวดใจแทนหลินจือไป๋อยู่บ้าง และแอบมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจฉีโจวอยู่บ้างเหมือนกัน
ทั้งๆ ที่แอบเข้าใกล้ชัยชนะอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้ว
ผลลัพธ์คือเย่ฉายเอ๋อร์พลันลืมตาตื่นขึ้นมาราวกับกำลังบอกเล่าแก่คนทุกคนว่า:
“ช่วงแรกๆ แค่เล่นสนุกกับพวกคุณเฉยๆ นะคะ ฉันจะเริ่มจริงจังแล้วนะ”
หากสวมบทบาทเป็นผู้ชมชาวฉีโจว คาดเดาดูสภาพจิตใจของพวกเขาคงจะรู้สึกอึดอัดหม่นหมองจนอยากจะกระอักเลือดออกมาเลยใช่ไหมล่ะนะ?
ยังดีที่หลินจือไป๋และเย่ฉายเอ๋อร์ต่างก็จูงมือกันผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศพร้อมกันทั้งสองคน
กำลังจะเงื้อง่าเปิดศึกตัดสินในรอบสุดท้ายกันแล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หลินจือไป๋อย่างไรเสียก็ช่วยฉีโจวรักษาเหรียญเงินไว้ได้เหรียญหนึ่งแล้วล่ะ
หากไม่มีหลินจือไป๋ รายการกู่ฉินของฉีโจวในปีนี้ คาดคำนวณดูแล้วทำได้เพียงเก็บเหรียญทองแดงกลับไปเท่านั้นแหละ
“รอบชิงชนะเลิศแล้วค่ะอาจารย์ ตั้งตารอคอยบทเพลงออริจินัลของคุณอยู่นะคะ!”
เย่ฉายเอ๋อร์ยังคงรักษาความเคารพนอบน้อมอย่างที่สุดเอาไว้เหมือนเดิม
เธอได้มองหลินจือไป๋เป็นเทพเจ้าแห่งกู่ฉินไปแล้ว
ทว่าในเรื่องของการบรรเลงตรงนี้ หลินจือไป๋ในสายตาของเธอโดยประมาณแล้วก็คงจัดอยู่ในระดับฝีมือประเภท ‘คุณน่ะแข็งแกร่งมาก ทว่าก็น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้คือฉัน’ นั่นแหละนะ
“คุณทำได้ดีมากครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มพลางเอ่ยปากชื่นชมออกมา
รอยยิ้มของเย่ฉายเอ๋อร์ผลิบานออกมาทันที เธอเอ่ยปากกล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีเป็นพิเศษว่า:
“การได้รับคำชื่นชมและการยอมรับจากคุณ มันทำให้ฉันมีความสุขสำราญใจยิ่งกว่าการคว้าเหรียญทองมาครองได้อีกเหรียญซะอีกค่ะ!”
แม่สาวคนนี้ระดับอีคิวไม่ได้สูงเท่าไหร่นะเถอะ
คำพูดคำจาที่พูดออกมาฟังดูแล้วราวกับเหรียญทองได้เข้าไปอยู่ในถุงย่ามเรียบร้อยแล้วอย่างนั้นแหละ
บรรยากาศตรงนี้มันช่างมีความแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
เย่ฉายเอ๋อร์ด้านหนึ่งแอบมีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวหลินจือไป๋
ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับเปรียบเปรยแฝงไว้ด้วยความดูแคลนต่อเขาอยู่เต็มเปี่ยม
บางทีคนทุกคนต่างก็คงคิดว่าตัวเองจะต้องพ่ายแพ้ใช่ไหมล่ะครับเนี่ย?
อย่างไรเสียกระทั่งหลินจือไป๋เองก็ไม่มีทางคาดคิดเอาไว้เลยว่า ตัวเต็งในช่วงแรกๆ จะมองคนผิดไป
เย่ฉายเอ๋อร์แสดงงิ้วได้เนียนเกินไปจริงๆ เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นระดับตำนานชัดๆ
ทว่าตัวเองกลับคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ระดับกึ่งตำนานเท่านั้นเอง
ในเมื่อคู่ต่อสู้อยู่ในระดับตำนานเหมือนกัน
งั้นตัวเองที่เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่ธรณีประตูของระดับตำนาน ย่อมแอบมีความด้อยกว่าเธออยู่เล็กน้อยจริงๆ
จำเป็นต้องก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกถึงจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้
เฮ้อ เดิมทีไม่อยากจะกลายมาเป็นเทพเจ้าหรอกนะ
ทว่าเพื่อฉีโจวแล้ว ฉันจำเป็นต้องกลายมาเป็นเทพเจ้าแล้วล่ะ
“เฉินหง!”
หลินจือไป๋ส่งเสียงเรียกเปิดใช้งานระบบออกมาในใจ:
“ช่วยทำให้ฉันกลายมาเป็นเทพเจ้าแห่งกู่ฉินทีครับ!”
โดนบีบบังคับให้กลายมาเป็นเทพเจ้า หลินจือไป๋แอบมีความอึดอัดหม่นหมองอยู่บ้าง
เขาเงยหน้าขึ้นมามองเย่ฉายเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า:
“ในเมื่อคุณจริงจังแล้ว งั้นผมก็จำเป็นต้องจริงจังแล้วเหมือนกันนะครับ”
เย่ฉายเอ๋อร์ทำหน้ามึนงงไปแวบหนึ่ง
ยังไม่ทันที่จะได้พูดจาอะไรออกมามากมาย พิธีกรก็ได้ส่งเสียงเร่งรัดให้เธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อทำการบรรเลงเรียบร้อยแล้ว
========================