Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 471 ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้!

  1. Home
  2. ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
  3. ตอนที่ 471 ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้!
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

ตอนที่ 471 ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้!

เย่ฉายเอ๋อร์กำลังจะขึ้นเวทีแล้ว!

ผู้ชมจากแต่ละโจวที่กำลังรับชมการประชันอักษรฉีฉู่ต่างพากันตื่นเต้นขึ้นมา–

ความตื่นเต้นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา

ผ่านเรตติ้งการถ่ายทอดสดที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนที่เย่ฉายเอ๋อร์กำลังจะก้าวขึ้นสู่เวที

สาเหตุนั้นง่ายมาก

ข้อแรกระดับกู่ฉินของเย่ฉายเอ๋อร์สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง

ข้อสองเย่ฉายเอ๋อร์รูปโฉมงดงามเป็นอย่างมาก!

อย่าได้ดูแคลนแต้มต่อเรื่องรูปโฉมภายนอกแบบนี้เชียว

ขอเพียงหน้าตาสะดุดตา บวกกับฝีมือในสาขาใดสาขาหนึ่งที่แข็งแกร่งมากพอ…

ไม่ว่าจะบรรเลงกู่ฉินหรือเป็นนักกีฬาทีมชาติ

ก็ล้วนสามารถกลายมาเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุแตกได้ทั้งนั้น

กระแสความนิยมถึงขั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าดาราดังเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ!

แถมระดับชั้นยังดูสูงส่งกว่าอีกด้วย

ดังนั้นยามที่เย่ฉายเอ๋อร์ขึ้นเวที

ผู้ชมจะเกิดความคาดหวังจึงเป็นเรื่องที่ปกติมาก

ครึ่งหนึ่งมุ่งเป้าไปที่ใบหน้าของเธอ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือถึงจะมุ่งเป้าไปที่ฝีมือการบรรเลงกู่ฉินของเธอจริงๆ

ในจังหวะที่กล้องโฟกัสจับภาพอยู่

เย่ฉายเอ๋อร์ก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า เดินมุ่งหน้าไปบนเวทีแล้วนั่งลงตรงหน้ากู่ฉิน

บนใบหน้าของเธอไม่ได้มีความตื่นตระหนกให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว

มุมปากแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ

เธอหยิบจี้ห้อยคอตรงหน้าอกออกมาแล้วประทับจูบลงไปเบาๆ

นี่คือสิ่งของที่มารดาผู้ล่วงลับหลงเหลือไว้ให้เธอ

หลังจากนั้นเย่ฉายเอ๋อร์ขยับนิ้วทั้งห้าแล้วเริ่มทำการบรรเลง

บทเพลงที่เธอทำการบรรเลงมีชื่อว่า ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’

เป็นบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกที่มีความคร่ำครวญและสะเทือนอารมณ์

ซึ่งถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาจากหลายร้อยปีก่อนจนถึงปัจจุบัน

ผู้ชมต่างพากันคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว

ทว่าเย่ฉายเอ๋อร์กลับหาคนมาทำการดัดแปลงทำนองเพลง

ในรสชาติเดิมๆ ที่คุ้นเคยจึงแอบมีกระแสของการตีความที่เป็นสไตล์ส่วนตัวของเธอเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย

ฉินโจว

“นี่คือเพลง ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’ ใช่ไหมครับ?

มีการดัดแปลงทำนองเพลงนิดหน่อยเหรอ?

รู้สึกว่ามีรสชาติมากกว่าเวอร์ชันออริจินัลอีกนะ!”

“เวอร์ชันออริจินัลน่ะคลาสสิกที่สุด

ทว่าเวอร์ชันนี้ความรู้สึกแปลกใหม่มันไร้เทียมทานมาก

บวกกับการแสดงออกส่วนบุคคลของเย่ฉายเอ๋อร์ด้วย ถึงได้น่าฟังขนาดนี้ไงล่ะ

ระดับกู่เจิงนี้มันช่างล้ำเลิศเกินไปแล้ว!”

“คนบนนี้แม่ง นี่มันคือกู่ฉินต่างหากล่ะ! ไม่ใช่กู่เจิง!”

“ฉันคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกันมาโดยตลอดเลยนะ”

“บรรเลงได้ดีมากจริงๆ มีรสชาติมากเลยล่ะ”

“ดีดได้ขาวมากเลยครับ!”

“คุณควรจะหมายถึงกู่ฉินนะ!”

ฉีโจว

“แม้ว่าเย่ฉายเอ๋อร์จะเป็นผู้ช่วยภายนอกของฉู่โจวตัวน้อย

ทว่าก็จำเป็นต้องยอมรับเลยว่าระดับฝีมือของเธอมันสูงส่งมากจริงๆ

ฉันฟังไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่หรอกนะ ทว่าสามารถรับรู้ได้ว่าแข็งแกร่งกว่าคนก่อนหน้านี้”

“อาจารย์อันอวี๋โจวก็ถือว่าร้ายกาจมากแล้ว

ทว่าเย่ฉายเอ๋อร์เป็นถึงอัจฉริยะในรอบร้อยปีของสาขากู่ฉินเลยนะ!”

“ใช่แล้ว นี่ก็คือสาเหตุที่ปีที่แล้วเย่ฉายเอ๋อร์บดขยี้คนทั้งงานจนคว้าแชมป์มาครอง

ดูจากปีนี้แล้วก็เป็นจังหวะที่จะบดขยี้คนทั้งงานเหมือนกันนี่หว่า!”

“นี่เพิ่งจะรอบแรกแท้ๆ ก็มอบความรู้สึกอันประณีตและล้ำเลิศให้แก่ผู้คนแล้ว!”

“รายการนี้พวกเราคงต้องจบเห่แล้วล่ะ!”

ฉู่โจว

“เทพธิดา เทพธิดา เทพธิดา!”

“เย่ฉายเอ๋อร์ทำเอาฉันซาบซึ้งจนอยากจะร้องไห้จริงๆ เธอร่วมต่อสู้เพื่อฉู่โจวของเราอยู่นะ!”

“ไม่ใช่เพราะฉู่โจวมอบเงินรางวัลตอบแทนให้ตั้งมากมายหรอกเหรอ… ทว่าฉันก็แอบชอบเธอเหมือนกันนะ!”

“แข็งแกร่งกว่าคนแรกตั้งเยอะ!”

“คนแรกชื่ออันอวี๋โจวเป็นผู้เข้าแข่งขันของฉีโจว ปีที่แล้วคว้าเหรียญทองแดงมาครอง ความจริงแล้วไม่ได้อ่อนแอเลยนะ”

“ฮ่าๆ มีการเปรียบเทียบถึงได้เห็นช่องว่างของฝีมือไงล่ะ!”

“บทเพลงสุดคลาสสิกขนาดนี้ยังกล้าที่จะดัดแปลงทำนองนำมาแสดง สมกับที่เป็นฉายเอ๋อร์จริงๆ!”

จ้าวโจว

“ถึงเวลาที่ฉายเอ๋อร์จะโชว์เหนือคนทั้งงานอีกแล้ว!”

“ฉายเอ๋อร์ออกโรงเร็วเกินไปแล้ว มอบแรงกดดันให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ตั้งมากมายแนะ (หัวสุนัข)”

“อันอวี๋โจว: โชคดีนะที่ฉันเป็นคนแรกที่ขึ้นบรรเลง รับรู้ได้ถึงอาการสั่นสะท้านของผู้เข้าแข่งขันที่อยู่ด้านหลังแล้วล่ะ”

“คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคนที่ต่อจากฉายเอ๋อร์นั่นแหละ โดนกลบมิดโดยตรงเลย!”

“ระดับฝีมือของฉายเอ๋อร์ต่อให้เป็นที่จ้าวโจวก็อยู่อันดับหนึ่งเลยนะ!”

“หากฉายเอ๋อร์ทุ่มสุดตัวล่ะก็ จะต้องทำร้ายจิตใจคนฉีโจวและคนฉู่โจวมากเกินไปแน่ กลัวก็แต่ว่าเธอจะเป็นคนที่มีนิสัยจริงจัง”

จงโจว

“ทักษะฝีมือกู่ฉินช่างร้ายกาจมากจริงๆ!”

“ระดับแบบนี้ต่อให้เป็นที่จงโจวก็หาได้ยากใช่ไหมครับ?”

“ปรมาจารย์ในหมู่ปรมาจารย์!”

“นี่คือราชาในหมู่ปรมาจารย์ต่างหากล่ะ!”

“ฉันที่เป็นคนฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็น ยังรู้สึกเลยว่าบทเพลงนี้มันยอดเยี่ยมมาก!”

“ความรู้สึกที่คร่ำครวญและสะเทือนอารมณ์ช่างล้ำเลิศเกินไป”

“เดิมทีแค่เปิดดูเล่นๆ นึกไม่ถึงเลยว่าการประชันอักษรฉีฉู่จะมีผู้เข้าแข่งขันแบบนี้อยู่ด้วย?”

ไม่มีความจำเป็นต้องสงสัยเลยแม้แต่นิดเดียว!

การแสดงออกของเย่ฉายเอ๋อร์ได้กำราบคนทั้งงานลงได้อย่างราบคาบ!

หน้างานสามารถมองเห็นใบหน้าที่เคลิบเคลิ้มของเหล่าผู้ชมได้อย่างชัดเจน!

คนจำนวนมากพากันหลับตาลง ราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในท่วงทำนองของเพลง ‘อวิ๋นอวี่อูซาน’ อย่างสมบูรณ์แบบ

หลินจือไป๋เองก็กำลังตั้งใจชื่นชมอยู่เช่นกัน

ตัวเขาฝีมือระดับตำนานย่อมฟังออกอยู่แล้วว่าระดับฝีมือของเย่ฉายเอ๋อร์ไปถึงขอบเขตขั้นไหนแล้ว

‘ระดับกึ่งตำนานงั้นเหรอ?’

หลินจือไป๋ทำการคาดเดาในใจคร่าวๆ

รู้สึกว่าน่าจะไม่หนีไปจากนี้เท่าไหร่นัก

สิ่งนี้ทำให้หลินจือไป๋แอบเกิดความโชคดีในใจ

ระดับฝีมือในปัจจุบันของตัวเองก็เพียงพอที่จะรับมือกับอีกฝ่ายได้แล้ว

ทว่าการแข่งขันอย่างไรเสียก็ต้องดูการแสดงออกหน้างานด้วย

ไม่ใช่บอกว่าใครเลเวลสูงกว่าแล้วคนๆ นั้นจะต้องคว้าแชมป์มาครองได้อย่างแน่นอนเสมอไป

บางครั้งแรงก์บรอนซ์ยังสามารถโซโลคิลแรงก์คิงส์ได้เลย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับฝีมือของเย่ฉายเอ๋อร์ที่เข้าใกล้ระดับตำนานอย่างไม่มีขีดจำกัดแล้ว

ดังนั้นหลินจือไป๋จึงจำเป็นต้องรับมืออย่างจริงจัง

ผลงานที่จะใช้บรรเลงในรอบแรกของวันนี้ หลินจือไป๋ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

ท่ามกลางกระแสความคิด เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย

การบรรเลงของเย่ฉายเอ๋อร์ในที่สุดก็สิ้นสุดลง

หน้างานพลันมีเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องดังขึ้นมาทันที!

ในเวลานี้คนที่รับชมการแข่งขันของแต่ละโจวใหญ่ร้อยละเจ็ดสิบล้วนฟังเพลงกู่ฉินเป็นทั้งสิ้น

ไม่อย่างนั้นการแข่งขันแบบนี้พวกเขาก็คงดูไม่เข้าหัวหรอก

มันเหมือนกับคนที่ไม่เข้าใจบาสเกตบอลก็ไม่มีทางที่จะตั้งใจมานั่งดูการแข่งขันบาสเกตบอลหรอก

ส่วนอีกร้อยละสามสิบที่เหลือก็เป็นการมามุ่งดูร่วมสนุกล้วนๆ ฟังไม่เข้าใจทว่าก็สามารถฟังเพื่อความบันเทิงได้

หรือบางคนก็เป็นการพยายามที่จะมาเปิดใจชื่นชมเสน่ห์ของการบรรเลงกู่ฉินด้วยตัวเอง

ทว่าในเวลานี้

ผู้คนมากกว่าร้อยละเก้าสิบห้าขึ้นไปล้วนฟังเพลงกู่ฉินเป็นทั้งสิ้น!

ดังนั้นกระแสตอบรับต่อความดีงามของผลงาน ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาจึงมีความตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก!

เหล่าผู้เข้าแข่งขันที่อยู่หลังเวทีย่อมสามารถรับรู้ได้

กระแสความกระตือรือร้นของผู้ชมเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหนือกว่ารอบที่แล้ว!

หากบอกว่าความรู้สึกนี้มันยังไม่ตรงไปตรงมามากพอ…

งั้นผลคะแนนก็ถือว่าตรงไปตรงมาเป็นอย่างมากแล้ว

การบรรเลงของเย่ฉายเอ๋อร์ คะแนนรวมถึงกับสูงลิ่วถึง 1,488 คะแนนเลยทีเดียว!

แน่นอนว่าสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบคือคะแนนเฉลี่ยหลังจากตัดคะแนนสูงสุดและคะแนนต่ำสุดออกไปแล้ว

คะแนนเฉลี่ยของเย่ฉายเอ๋อร์ก็คือ 93 คะแนน

สิ่งนี้ทำให้ภายในใจของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ล้วนถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความหม่นหมองแถบหนึ่ง

โดยเฉพาะผู้เข้าแข่งขันอีกสามคนที่เหลืออยู่ของฉีโจว

บนใบหน้าถึงกับมีสีหน้าทึ่ดูไม่ค่อยสู้นัก พากันกระซิบกระซาบพึมพำว่า:

“เป็นจังหวะที่โดนถล่มอยู่ฝ่ายเดียวอีกแล้ว”

“ปีที่แล้วเป็นยังไง ปีนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม”

“ประธานหลินคุณไม่มีความจำเป็นต้องลนลานมากเกินไปหรอกนะครับ

แมตช์นี้แพ้ก็คือแพ้ ไม่มีใครมาตำหนิตำเตียนพวกเราหรอกครับ

ได้แต่โทษว่าคู่ต่อสู้มันน่ากลัวเกินไปเท่านั้นแหละ”

ทั้งสามคนยังอุตสาหะมาปลอบใจหลินจือไป๋อีกแน่ะ

อย่างไรเสียหลินจือไป๋ก็เพิ่งจะเคยมาเจอสถานการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก

ไม่ได้เหมือนกับพวกเขาทั้งสามคนและอาจารย์อันอวี๋โจวที่ได้บรรเลงเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ไปแล้ว

คนทั้งสี่คนนี้ปีที่แล้วล้วนเคยโดนเย่ฉายเอ๋อร์ถล่มมาแล้วรอบหนึ่ง

“ไม่เป็นไรครับ”

หลินจือไป๋ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า:

“สิ่งที่สำคัญคือการได้มีส่วนร่วมต่างหากล่ะครับ”

ทั้งสามคนเห็นสภาพจิตใจของหลินจือไป๋ดีขนาดนี้ ยังสามารถปลอบใจตัวเองได้แบบนี้

จึงพยักหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไรต่ออีก

ทว่าพวกเขากลับไม่รู้เลย คำพูดประโยคนี้ของหลินจือไป๋กำลังปลอบใจพวกเขาทั้งสามคนต่างหากล่ะ

การมีตัวตนอยู่ของเย่ฉายเอ๋อร์สำหรับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แล้ว

ย่อมเป็นการลดมิติลงมาทุบตีอย่างไร้ความปราณีอย่างไม่ต้องสงสัย

ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แม้ว่าจะอยู่ในระดับปรมาจารย์เหมือนกัน

ทว่าหลินจือไป๋คาดคำนวณดูแล้ว ฝีมือโดยพื้นฐานแล้วล้วนไม่เกิน 85 แต้มทั้งสิ้น

ระดับกึ่งตำนานแบบเย่ฉายเอ๋อร์นี่ การตบตีพวกเขาย่อมเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายสบายๆ

จุดนี้สามารถมองเห็นได้จากการแข่งขันในลำดับต่อๆ ไปเลย

คนที่สาม…

คนที่สี่…

คนที่ห้า…

คนที่หก…

มีปรมาจารย์กู่ฉินที่มาจากฉีโจว และมีปรมาจารย์กู่ฉินที่มาจากฉู่โจว

ทว่าไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์กู่ฉินที่มาจากฉีโจวหรือมาจากฉู่โจว พวกเขาล้วนไม่มีข้อยกเว้น

ผลคะแนนล้วนโดนเย่ฉายเอ๋อร์บดขยี้จนราบคาบทั้งสิ้น!

อย่าได้ถามหาเลยว่าจะมีใครทำคะแนนแซงเย่ฉายเอ๋อร์ได้ไหม

กระทั่งอันอวี๋โจวที่ขึ้นแสดงเป็นคนแรก พวกเขาก็ยังเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!

อันอวี๋โจวอย่างไรเสียก็ยังคว้าคะแนนเฉลี่ยมาครองได้ถึง 88 คะแนน

ถือเป็นผลคะแนนที่สวยงามมากทีเดียว

จนกระทั่งผู้เข้าแข่งขันคนที่เจ็ดขึ้นแสดง ซึ่งเป็นผู้เข้าแข่งขันที่มาจากฉู่โจว

คว้าคะแนนไปได้ 89 คะแนน ทำคะแนนแซงอันอวี๋โจวไปได้สำเร็จ

ทว่าก็ยังคงโดนเย่ฉายเอ๋อร์ทิ้งห่างไปไกลลิบตาอยู่ดี

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตรงหน้า

แต่ละโจวใหญ่ต่างก็พากันอุทานด้วยความซาบซึ้งใจขึ้นมาอีกรอบ

ทว่าในเวลานี้คนที่รู้สึกหม่นหมองที่สุดย่อมเป็นผู้ชมชาวฉีโจวอย่างไม่ต้องสงสัย

“เชี่ยเอ๊ย!”

“ตอนนี้อันดับหนึ่งและอันดับสองล้วนเป็นของฉู่โจวทั้งสิ้นเลยนี่หว่า!”

“กลายเป็นว่าพวกเราในปีนี้ กระทั่งเหรียญเงินก็ยังคว้ามาครองไม่ได้

ทำได้เพียงยื้อแย่งเหรียญทองแดงงั้นเหรอ?”

“ทำไมถึงได้แย่กว่าปีที่แล้วอีกเนี่ย?”

“แม้ว่าเย่ฉายเอ๋อร์จะแข็งแกร่งมาก

ทว่าพวกเราอย่างไรเสียก็ช่วยคว้าเหรียญเงินกลับมาหน่อยเถอะนะ!”

“รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ต่างก็โดนเย่ฉายเอ๋อร์ถล่มจนหมดสิ้นอารมณ์ไปแล้วล่ะ

เฮ้อ ทางฝั่งพวกเราเหลือแค่หลินจือไป๋คนเดียวแล้วใช่ไหมที่ยังไม่ได้ขึ้นแสดงน่ะ?”

“หลินจือไป๋คาดว่าผลลัพธ์ก็คงคล้ายๆ กันนั่นแหละ”

สภาพจิตใจของผู้ชมชาวฉีโจวในตอนนี้ ได้คล้ายคลึงกับเหล่าผู้เข้าแข่งขันกู่ฉินของฉีโจวเรียบร้อยแล้ว

อยู่ในสภาวะของการนอนราบยอมจำนนไปแล้ว

คำเก่าแก่กล่าวไว้ได้ดี หากไม่หวังก็จะไม่ผิดหวัง!

ปีที่แล้วเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง ผลลัพธ์คือโดนถล่มยับเยินไปรอบหนึ่ง

ปีนี้ยังเป็นคนกลุ่มเดิมมาปะทะกับคนกลุ่มเดิมของอีกฝ่าย แล้วจะไปพลิกกระดานได้อย่างไรกันล่ะ?

มีเพียงหลินจือไป๋เท่านั้นที่เป็นตัวแปรที่มองไม่เห็น

ผู้ชมชาวฉีโจวต่างก็รู้ดีว่าหลินจือไป๋มีระดับฝีมือเทียบเท่าปรมาจารย์แล้ว

ทว่าประเด็นสำคัญคือรายการนี้ทุกคนล้วนเป็นปรมาจารย์ทั้งนั้น

แล้วหลินจือไป๋จะเอาอะไรไปเอาชนะเย่ฉายเอ๋อร์ผู้บดขยี้คนทั้งงานลงได้กันล่ะ?

ทว่าท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้เอง พิธีกรได้ขานชื่อหลินจือไป๋แล้ว

“ผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปที่จะขึ้นมาบนเวทีคือ อาจารย์หลินจือไป๋ ผู้ช่วยภายนอกที่ฉีโจวเชิญมาจากฉินโจวครับ!

แตกต่างจากผู้เข้าแข่งขันทั้งเจ็ดท่านก่อนหน้านี้

ผลงานที่อาจารย์หลินจือไป๋จะนำมามอบให้แก่ทุกคนก็คือ บทเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ที่ตัวเขาเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมาเองครับ!”

แน่นอนว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่หลินจือไป๋สร้างสรรค์ขึ้นมาเองหรอก

บทเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ เล่มนี้จัดเป็นหนึ่งในสิบบทเพลงกู่ฉินสุดคลาสสิกของประเทศจีนเรา

บทเพลงนี้ในบรรดาโน้ตเพลงที่ถูกเผยแพร่สืบทอดต่อกันมาในแต่ละยุคสมัย มีเวอร์ชันมากกว่า 30 รูปแบบ

บางเวอร์ชันยังแอบมีเนื้อร้องแนบมาด้วย

โน้ตเพลงที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ปรากฏให้เห็นครั้งแรกใน ‘ซิ่งจวงไท่อินซวี่ผู้’ ที่เรียบเรียงโดยเซียวหลวนในยุคราชวงศ์หมิง

โน้ตเพลงมีอยู่หลากหลายรูปแบบ

หยางเปี่ยวเจิงได้ทำการปรับปรุงแก้ไขโน้ตเพลง จัดแจงใส่เนื้อร้องลงไป

ส่วนนักเลงพิณในยุคราชวงศ์ชิงก็ได้ละเนื้อร้องทิ้งไป ปรับเปลี่ยนท่วงทำนองเพลงเล็กน้อยจนกลายมาเป็นบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่เป็นอิสระ

บทเพลงนี้มีความงดงามและพลิ้วไหวไพเราะ

อาศัยท่วงทำนองเพลงในรูปแบบของการถามตอบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการปุจฉาวิสัชนาปะทะคารมกันระหว่างคนหาปลาและคนตัดไม้

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีชื่อว่า ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’

ทว่าบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีระดับสืบทอดต่อกันมาทุกบทเพลง เรื่องราวเบื้องหลังล้วนเป็นเพียงสิ่งตกแต่งเท่านั้น

สิ่งที่ควรค่าแก่การจับตามองจริงๆ ก็คือคุณภาพของการบรรเลงต่างหากล่ะ

ดังนั้นหลังจากที่พิธีกรได้ทำการชี้แจงชื่อเพลงออกมาแล้ว จึงได้ทำการแนะนำข้อมูลชื่อเพลงอย่างง่ายๆ เท่านั้น

หากในภายหลังบทเพลงนี้ถูกเผยแพร่ออกไป หลินจือไป๋ถึงจะทำการเขียนเรื่องราวเบื้องหลังของเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ

ทำแบบนี้จะสามารถช่วยให้ผู้ฟังทำความเข้าใจในเนื้อหาของมันได้อย่างลึกซึ้ง

ส่วนในเวลานี้น่ะเหรอ?

หลินจือไป๋จำเป็นต้องอาศัยการบรรเลงเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความซาบซึ้งใจก่อน

ถึงจะสามารถทำให้ผู้คนเกิดความสนใจในเรื่องราวเบื้องหลังของบทเพลงนี้ได้

ในระหว่างที่แววตาขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย หลินจือไป๋ลูบไล้พิณเบาๆ

ฉีโจว

“ถึงคิวของหลินจือไป๋แล้ว!”

“ท่านเศรษฐีอันดับหนึ่งจะสามารถกอบกู้โลกใบนี้ได้ไหมครับ?”

“คิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่นี่ คุณนึกว่าอยู่ในรายการวาไรตี้หรือไงกันล่ะ ที่หลินจือไป๋จะสามารถคว้าชัยชนะได้ในทุกหนทุกแห่งน่ะ?”

“หากคิดจะกอบกู้โลกก็จำเป็นต้องเอาชนะเย่ฉายเอ๋อร์ให้ได้

หลินจือไป๋น่ะยอดเยี่ยมจริง ทว่าในเรื่องกู่ฉินนี้ เย่ฉายเอ๋อร์ไร้เทียมทานไปแล้วจริงๆ ล่ะ!”

“โดดเด่นสะดุดตาแน่นอน!”

“ไป๋ตี้! ไป๋ตี้! ไป๋ตี้!”

“พี่น้องทั้งหลาย ฉันมีลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง ไป๋ตี้อาจจะมอบความประหลาดใจให้แก่พวกเราก็ได้นะ!”

“ฉันก็มีลางสังหรณ์เหมือนกัน ทักษะฝีมือของเขาอาจจะสู้เย่ฉายเอ๋อร์ไม่ได้

ทว่าบทเพลงที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมาจะต้องมีความน่าสนใจแน่!”

ฉู่โจว

“นี่ก็คือหลินจือไป๋คนลงสมัครในทุกๆ รายการคนนั้นสินะ”

“กล้องหมุนทดสอบแบบสามร้อยหกสิบองศาก็ยังโดนเขายันเอาไว้ได้อยู่ดี!”

“รูปโฉมภายนอกนี้มันช่างไร้เทียมทานเกินไปแล้ว!

มิน่าล่ะเมื่อสักครู่เย่ฉายเอ๋อร์ถึงได้เดินไปขอข้อมูลการติดต่อกับเขา”

“อย่าแม่งมโนไปเรื่อยสิเฮ้ย!”

“อย่างไรเสียปรมาจารย์ก็ยังมีช่องว่างของฝีมืออยู่”

จงโจว

“เป็นเขา หลินจือไป๋คนที่เอาชนะจูเกอชิวเหลียงคนนั้น!”

“คนๆ นี้แอบมีของอยู่นะ การเขียนพู่กันจีนสามารถนำไปเปรียบเทียบกับจูเกอชิวเหลียงได้

กระทั่งกู่ฉินก็ยังมีระดับฝีมือเทียบเท่าปรมาจารย์ด้วยงั้นเหรอ…”

“แค่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นปรมาจารย์ระดับไหนเท่านั้นแหละ”

คนที่ฟังเพลงกู่ฉินเป็นและฟังไม่เป็น ต่างก็พากันเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

การบรรเลงของหลินจือไป๋มีความผ่อนคลายสบายๆ เป็นอย่างมาก ไม่ได้มีความรีบร้อนลนลาน

จังหวะช้ากว่าทุกคนก่อนหน้านี้ทั้งหมดเลยทีเดียว

ช้าจนคนที่ฟังเพลงกู่ฉินไม่เป็นถึงกับรู้สึกว่าแอบมีความล่าช้า

พลันครุ่นคิดในใจว่าคนๆ นี้ทำไมถึงได้เชื่องชาปานนี้กันนะ

ทว่าในพื้นที่หลังเวที เย่ฉายเอ๋อร์ที่กำลังหลับตาพักผ่อนอยู่ กลับพลันลืมตาขึ้นมาทันที

ในดวงตามีกระแสของความแปลกประหลาดพาดผ่านแวบหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันสีหน้าท่าทางของเหล่าคณะกรรมการก็แอบมีความจริงจังมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ชมหน้างานที่ฟังพิณเป็น ยิ่งพากันตั้งหูให้ตรงสูงขึ้น

แตกต่างจากกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจเหล่านั้น พวกเขาได้กลิ่นอายของรสชาติของบทเพลงนี้แล้ว

นี่คือรสชาติที่มีความพลิ้วไหวไพเราะ และยังเป็นท่วงทำนองที่มีความปล่อยวางอิสระ

และยามที่ท่วงทำนองหลักเริ่มเกิดการแปรเปลี่ยนพัฒนา และมีการใส่ท่วงทำนองใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับการนำทักษะฝีมือการกรีดสายพิณแบบกุ่นฝู่มาใช้งาน

บทเพลง ‘ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้’ ดำเนินมาถึงท่อนที่เจ็ด ในที่สุดก็เกิดเป็นจุดไคลแมกซ์ขึ้นมา!

ในวินาทีนี้ ผู้ชมหน้างานจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันเผยสีหน้าท่าทางที่ชื่นชมและเพลิดเพลินใจอย่างที่สุดออกมา!

เย่ฉายเอ๋อร์ที่อยู่พื้นที่หลังเวที สีหน้าท่าทางยิ่งแปรเปลี่ยนจากความแปลกประหลาดกลายมาเป็นความตกตะลึงทันที!

เธอได้ยินกระแสความหมายของคนสันโดษที่มีความองอาจเปิดเผย และไม่ยอมสยบต่อสิ่งใด

รวมถึงสภาพการณ์ที่มีความผ่อนคลายสบายใจในน้ำเสียงพิณของหลินจือไป๋อย่างชัดเจน

ในนั้นมีการนำทักษะฝีมือการดีดสายพิณอย่างโพ่ลายและซานตานมาใช้งาน

ก่อให้เกิดเสียงดนตรีที่ทรงพลังสอดประสานไปกับจังหวะทำนองเพลงตัดขาด

ทำให้เย่ฉายเอ๋อร์รับรู้ถึงภูเขาสูงใหญ่ตระหง่าน ราวกับข้างหูมีเสียงถากถางไม้ตัดฟืนดังตุ๊บๆ ขึ้นมาเลยทีเดียว!

บทเพลงที่ยอดเยี่ยมมาก!

ทักษะฝีมือที่ยอดเยี่ยมมาก!

สมกับที่เป็นหลินจือไป๋ผู้สามารถสร้างสรรค์เพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ ออกมาได้จริงๆ!

เย่ฉายเอ๋อร์ที่ชื่นชอบหลินจือไป๋ หลงใหลในกู่ฉินมาตั้งแต่เยาว์วัย

แววตาเริ่มส่องประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที

เหมือนกับความหุนหันพลันแล่นหลังจากที่ได้รับฟังเพลง ‘เหมยฮวาซานน่ง’ เลยไม่มีผิด!

บทเพลงนี้เธอก็อยากได้เหมือนกัน!

เดี๋ยวคิดดูก่อนนะ!

นี่มันคือการแข่งขัน ตัวเธอและฉู่โจวได้ตกลงรับปากกันไว้ว่าจะมาคว้าแชมป์

หากคว้ามาครองไม่ได้ ตัวเธอจำเป็นต้องชดใช้เงินชดเชยจำนวนหนึ่ง

แน่นอนว่าหากคว้ามาครองได้ ตัวเธอจะสามารถหาเงินได้มากยิ่งขึ้น

เย่ฉายเอ๋อร์มีความต้องการใช้เงินมากเกินไปแล้ว!

มีเงินถึงจะสามารถจัดกิจกรรมกู่ฉินได้ ถึงจะสามารถทำให้ศิลปะแขนงนี้ได้รับการเผยแพร่สืบทอดต่อไปได้

และถึงจะสามารถทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นก้าวเข้าสู่สาขานี้ได้!

ทว่าระดับฝีมือที่หลินจือไป๋แสดงออกมา…

ดูเหมือนจะก่อให้เกิดภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ต่อตัวเธอเรียบร้อยแล้ว!

นี่คือสิ่งที่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เย่ฉายเอ๋อร์ไม่มีทางคาดคิดเอาไว้เลยแม้แต่นิดเดียว

เธอคิดว่าการแข่งขันนี้ตัวเองจะสามารถคว้ามาครองได้อย่างง่ายดายแท้ๆ!

‘จำเป็นต้องจริงจังแล้วล่ะสินะ…’

‘ทว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการคว้าอันดับหนึ่งแล้ว การได้รับลิขสิทธิ์ของบทเพลงนี้ดูเหมือนจะมีความสำคัญมากกว่าเล็กน้อยหรือเปล่านะ?’

เย่ฉายเอ๋อร์ตกอยู่ในความลังเลใจสับสน

ส่วนผู้ชมของแต่ละโจวใหญ่ที่รับชมการไลฟ์สดอยู่ กลับพลันเกิดความคึกคักขึ้นมาทันที

ผู้ชื่นชอบกู่ฉินจำนวนนับไม่ถ้วนต่างพากันตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว!

ระดับฝีมือการบรรเลงของพวกเขาแม้ว่าจะสู้เย่ฉายเอ๋อร์ไม่ได้ ทว่าระดับการชื่นชมกลับไม่ได้ต่ำเลยสักนิด…

สิ่งนี้มันปกติมาก มันเหมือนกับฝีมือการทำอาหารของนักชิมอาหารย่อมไม่มีทางสู้พ่อครัวมืออาชีพได้อยู่นั่นแหละ

ดังนั้นผู้ชมของแต่ละโจวใหญ่จึงพากันฟังความไม่ธรรมดาของบทเพลงนี้ของหลินจือไป๋ออกเหมือนกัน!

“มีลุ้นแล้วล่ะ!”

ผู้ชื่นชอบกู่ฉินคนหนึ่งของฉีโจว ที่เดิมทีเกิดความสิ้นหวังต่อการแสดงออกของรายการกู่ฉินฉีโจวไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

พลันใช้ฝ่ามือตบลงไปบนหน้าขาของตัวเองอย่างรุนแรงทันที!

==========================

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 471 ปุจฉาวิสัชนาคนหาปลาและคนตัดไม้!"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย