ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 463 คลื่นกระแสหวนคืน!
เมื่อเห็นหลินจือไป๋ตกเข้าสู่สภาวะครุ่นคิดจมลึกตามแรงบันดาลใจที่พลุ่งพล่าน ผู้ชมในห้องไลฟ์สดก็เริ่มนั่งไม่ติดพื้นแล้ว!
‘ไม่ใช่ละ ท่านมหาเศรษฐี คุณเอาจริงเหรอเนี่ย?’
‘ท่านมหาเศรษฐีอย่าทำแบบนี้สิ ฉันกลัวนะ คุณนี่เอะอะก็เกิดแรงบันดาลใจใหม่ขึ้นมาเลยเหรอ?’
‘เอฟเฟกต์รายการ! ต้องเป็นเอฟเฟกต์รายการแน่นอน! จะไปมีแรงบันดาลใจอะไรเยอะแยะขนาดนั้นวะ! ระลอกนี้ต้องถูกสูบจนแห้งเหือดของจริงแล้วละน่า!’
‘ทำไมอันดูแล้วไม่ค่อยเหมือนแฮะ เขาดูเหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่จริงๆ หรือเปล่านะ?’
‘ต่อไปบทพูดของท่านมหาเศรษฐี คงไม่ใช่คำว่าเพลงสุดท้ายขั้นสุดยอดคูณสามในฤดูกาลนี้ของผมหรอกนะ?’
‘ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ประเภทนี้ออกไปได้หรอก’
‘แต่เพลงที่ท่านมหาเศรษฐีมอบให้สองราชินีเพลง ชัดเจนว่าเป็นการบิแยกเพลงหนึ่งเพลงออกเป็นสองเพลงเพื่อนำมาใช้แล้วนะ อย่าบอกนะว่าเพลงใช้หมดเกลี้ยงแล้ว ท่านมหาเศรษฐี เพื่อนของคุณก็คงใช้หมดเกลี้ยงแล้วเหมือนกันใช่ไหมเนี่ย!’
ใช่สิ! รวมถึงโจวหานจิน, จางซีหยาง, หลี่เซียว, จินเลี่ยน, หานเยว่ซวงด้วย……
กลุ่มเพื่อน ๆ ทั้งหมดที่มาพัฒนาฝีมือที่ฉีโจวพร้อมกันกับหลินจือไป๋ ล้วนได้รับเพลงภาษาฉีที่เขาสร้างสรรค์ไปหมดแล้ว กระทั่งรวมถึงสองราชินีเพลง และคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลินจือไป๋ในรายการอย่างฉู่อูก็ร่วมมือกับเขาไปเรียบร้อยแล้ว
ในฤดูกาลนี้ช่วยแต่งเพลงให้คนอื่นด้วยความถี่ที่สูงส่งขนาดนี้ หรือว่าหลินจือไป๋ยังจะไม่ถูกสูบจนแห้งเหือดแรงบันดาลใจอีกงั้นเหรอ?
มันจะเกินจริงเกินไปแล้ว!
ผู้ชมเบิกตากว้าง ส่วนท่าทางประเภทนี้ของหลินจือไป๋ก็ไม่ได้เป็นการเสแสร้งแกล้งทำไปซะทั้งหมดหรอกนะ ตัวเขาคิดถึงเพลงหนึ่งเพลงที่เหมาะสมจะปล่อยตัวออกมาในลำดับต่อไปได้จริงๆ ต่างหาก:
เพลง “ดวงตะวันสีชาด” ของหลี่เค่อฉิน!
“ผมคิดถึงท่วงทำนองที่ยอดเยี่ยมช่วงหนึ่งขึ้นมาได้ ทุกคนลองฟังดูว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ นี่จะเป็นเพลงสุดท้ายในฤดูกาลนี้ของผมครับ”
หวนคืนสู่ความเป็นจริง หลินจือไป๋มองคอมเมนต์ปราดหนึ่ง จากนั้นเอ่ยปากกล่าวกับกล้องด้วยรอยยิ้ม ติดตามด้วยการทำเป็นดีดบรรเลงท่วงทำนองช่วงหนึ่งออกมา มันคือส่วนเนื้อร้องหลักของเพลง “ดวงตะวันสีชาด” นั่นเอง
เป็นเพราะมีเพียงแค่ท่วงทำนองดนตรี ไม่มีเนื้อเพลงและการเรียบเรียงดนตรีซัพพอร์ต ผู้ชมจึงไม่มีวิธีทำความเข้าใจอย่างแจ่มชัดว่านี่คือบทเพลงประเภทไหน ยิ่งไม่มีวิธีอาศัยการจัดแสดงในระดับประเภทนี้มาทำการประเมินคุณภาพของผลงานชิ้นนี้ได้หรอก
กระทั่งถึงขนาดที่ว่า…… คนดนตรีมืออาชีพจำนวนมาก ต่อให้คุณให้เขาฟังแค่ท่วงทำนองช่วงหนึ่งที่ไม่มีการเสริมเอฟเฟกต์อะไรเลย อีกฝ่ายก็ไม่แน่ว่าจะมองเห็นคุณค่าของมันหรอกนะโว้ย มีเพียงคนแต่งทำนองระดับสูง อย่างน้อยก็ต้องมีระดับใกล้เคียงกับบิดาแห่งเพลง ถึงจะสามารถมีใบหูที่ไวต่อความรู้สึกจนถึงขั้นสุดยอดได้
เช่น สิ่งที่เรียกกันว่า ‘พรสวรรค์การแยกแยะเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ’
พื้นฐานแล้วบิดาแห่งเพลงส่วนใหญ่ในวงการล้วนสามารถบรรลุถึงระดับประเภทนี้ได้ทั้งนั้น
แต่ทว่าเมื่อมองเห็นหลินจือไป๋บรรเลงท่วงทำนองช่วงหนึ่งออกมาได้จริงๆ ทุกคนก็ยังคงถูกความสามารถในการผลิตผลงานที่สูงลิ่วของเขาทำให้ตกใจจนตาตั้งอยู่ดี—
‘ไม่ใช่ใช่ไหมเนี่ย?’
‘ท่านมหาเศรษฐีเสลือกทำออกมาได้จริงๆ เหรอเนี่ย!?’
‘ถึงจะมีแค่ท่วงทำนองช่วงสั้น ๆ แต่ท่านมหาเศรษฐีดูเหมือนจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเรียบร้อยแล้วนะ?’
‘เชี่ยเอ้ย! งั้นนี่ก็คือเรื่องจริงน่ะสิ!?’
‘ท่านมหาเศรษฐียังมีเพลงสุดท้ายขั้นสุดยอดคูณสามอีกจริงๆ เหรอ?’
‘กลั้นขำไม่ไหวแล้ว ประโยคคำพูดนี้หูของฉันฟังจนขึ้นขี้ไคลหมดแล้วนะโว้ย!’
‘ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ มีชาวเน็ตข้างหน้าพูดถูกจริงๆ ด้วย ดันมาเจอจับคู่กับบทพูดอันไร้น้ำใจนี้อีกแล้ว คำว่าน้ำมันหมดตะเกียงในความหมายของท่านมหาเศรษฐี คาดว่าน่าจะหมายถึงน้ำมันยังเหลืออยู่อีกเก้าส่วนเก้าในสิบส่วนแหละมั้ง’
‘ให้คำนิยามคำว่าแรงบันดาลใจตีบตันใหม่ซะเลย!’
เมื่อมองดูคอมเมนต์ หลินจือไป๋กล่าวด้วยสีหน้าท่าทางปกติว่า:
“แรงบันดาลใจตีบตันนะเป็นเรื่องจริง น้ำมันหมดตะเกียงก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกันครับ แต่ทว่าในทุกๆ วันล้วนเป็นการเริ่มต้นใหม่ ตัวผมในเมื่อวานแรงบันดาลใจตีบตัน ตัวผมในวันก่อนน้ำมันหมดตะเกียง งั้นมันจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับตัวผมในวันนี้ล่ะครับ? ทุก ๆ เช้าที่ตื่นนอนขึ้นมา มันไม่ใช่เช้าวันใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานหรอกเหรอครับ?”
ชาวเน็ตฉีโจวไม่เคยพบเคยเจอคนที่มีความเกินจริงขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต!
และหลังจากผ่านการล้อเล่นไปรอบหนึ่ง มุมปากของหลินจือไป๋ยกขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า:
“ครั้งนี้ถือเป็นเพลงสุดท้ายของผมจริงๆ แล้วครับ”
มีคนถามท่ามกลางคอมเมนต์ว่า: ‘งั้นคุณก็ลองพูดมาหน่อยสิว่าแรงบันดาลใจมันมาจากไหนนะ?’
หลินจือไป๋ยิ้มแล้วกล่าวว่า:
“แรงบันดาลใจมาจากไหนงั้นเหรอครับ เรื่องนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านเก๋าครับ เพลงดวงตะวันเพลงนี้ของเขาผมชอบมากเลย รู้สึกว่าหัวข้อหลักของเพลงมีพลังในการสร้างแรงบันดาลใจที่ดีมาก จากนั้นในสมองของผมก็คิดถึงบทเพลงที่มีหัวข้อหลักในทำนองเดียวกันขึ้นมาได้ เพื่อแสดงออกถึงจิตวิญญาณแห่งการสร้างแรงบันดาลใจที่ไม่ยอมสยบยอม ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อท่านเก๋า ชื่อเพลงใหม่ของผมก็น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์เหมือนกันครับ”
คอมเมนต์:
‘ทำไมคุณไม่ตั้งชื่อว่าดวงอาทิตย์ตรงๆ ไปเลยล่ะ?’
‘ยังไงซะเรื่องแบบนี้คุณก็ใช่ว่าจะไม่เคยทำซะเมื่อไหร่กันล่ะ!’
‘ท่านเจ็ดปล่อยเพลงชอบเธอออกมา คุณก็ปล่อยเพลงชื่อเดียวกันออกมาเหมือนกันไม่ใช่หรือไง!’
หลินจือไป๋เกาหัวแล้วกล่าวว่า:
“ครั้งนั้นมันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ครับ ครั้งนี้ละก็พวกเรายังคงหลีกเลี่ยงชื่อซ้ำกันจะดีกว่าครับ ถึงแม้ชื่อดวงอาทิตย์มันจะมีความไพเราะมากจริงๆ ก็เถอะ แต่พวกเราสามารถสลับสับเปลี่ยนคำเรียกขานใหม่ได้นี่นา เช่น……”
ราวกับกำลังใช้ความคิดอยู่จริงๆ หลินจือไป๋เกิดอาการติดขัดไปเกือบหนึ่งนาที จนกระทั่งท่ามกลางคอมเมนต์ต่างเริ่มเสนอแนะสารพัดชื่อให้เขา หลินจือไป๋ถึงตบหัวตัวเองฉาดหนึ่งแล้วกล่าวว่า:
“คิดออกแล้วครับ! เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อท่านเก๋า และก็เพื่อไม่ให้หลุดพ้นไปจากหัวข้อหลักเรื่องดวงอาทิตย์ เพลงสุดท้ายของผมชื่อเพลงจะเรียกว่า ‘ดวงตะวันสีชาด’ ก็แล้วกันครับ! ชื่อนี้ค่อนข้างใช้ได้เลยใช่ไหมครับ?”
หลินจือไป๋ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ
‘หืม… คนตาหยีนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ ด้วยสิเนี่ย!’
และนอกจากผู้ชมในห้องไลฟ์สดแล้ว ชาวเน็ตส่วนใหญ่ของฉีโจวต่างก็ไม่รู้เรื่องว่าหลินจือไป๋เสือกยังมี ‘เพลงสุดท้าย’ อยู่อีก!
แต่ทว่าถึงแม้จะเป็นระดับในปัจจุบันนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้ชาวเน็ตฉีโจวเกิดอาการหายใจกระชั้นถี่ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
เก้าอันดับแรกบนชาร์ตเพลงใหม่ล้วนเป็นเพลงของหลินจือไป๋หมดเลย ฉากอันงดงามตระการตาขนาดนี้ คนที่เฝ้าจับตาดวงการเพลงชั่วชีวิตนี้ก็ไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนเลยไม่ใช่หรือไง!
และท่ามกลางกลุ่มแชตต่าง ๆ ในวงการเพลง ภาพแคปหน้าจอความรุ่งโรจน์ของตารางอันดับปลิวว่อนไปทั่วฟ้าทันที!
‘นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หลินจือไป๋ก็คือเทพเจ้าของวงการดนตรีฉีโจวแล้วล่ะ!’
‘ท่านเจ็ดคุกเข่าราบคาบแก้ว ท่านแปดนอนหมอบ แม้กระทั่งท่านเก๋ายังถูกบีบจนต้องถอยไปอยู่ตรงมุมกำแพง ระลอกนี้ของหลินจือไป๋สามารถพูดได้เลยว่าใช้พละกำลังของตัวเองคนเดียวบดขยี้วงการเพลงฉีโจวลงไปราบคาบแก้วอย่างสิ้นเชิงแล้ว!’
‘ยังไม่ถึงระดับประเภทนั้นมั้ง? การทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้าเพื่อสอยดวงจันทร์มันเก่งกาจก็จริง แต่ทว่าอย่าลืมสิว่าเลขเก้าของท่านเก๋ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรนะ’
‘ใช่แล้ว อย่าได้ยกย่องคนอื่นจนเป็นการมาข่มขวัญตัวเองเลย หลินจือไป๋พูดถึงที่สุดแล้วก็แค่ทำสถิติมาเสมอสถิติของท่านเก๋าแค่นั้นเอง ท่านเก๋าในช่วงพีคสุดขีดไม่ได้อ่อนดอยไปกว่าหลินจือไป๋หรอกนะโว้ย!’
‘ทุกท่านยังคงตื่นขึ้นมาได้แล้วล่ะน่า ปริมาณทองคำในช่วงพีคของท่านเก๋ามันไม่มีทางนำมาเปรียบเทียบกับระลอกนี้ของหลินจือไป๋ได้หรอกนะโว้ย’
ชั่วขณะหนึ่งภายในวงการต่างเริ่มเกิดข้อพิพาทโต้เถียงกันขึ้นมา
แต่ทว่าในเวลานี้เอง คำพูดล่าสุดของหลินจือไป๋ในห้องไลฟ์สดก็ถูกคนอัดวิดีโอแคปหน้าจอและแชร์ต่อเข้าไปในกลุ่มแชตใหญ่ ๆ ในวงการเรียบร้อยแล้ว
‘พรืด! หมายความว่ายังไงกันล่ะเนี่ย!’
‘หลินจือไป๋ยังมีเพลงอยู่อีกงั้นเหรอ!?’
‘ตกลงสมองของเขาทำด้วยอะไรกันแน่ ทำไมในเวลานี้เสือกยังคิดเพลงใหม่ออกมาได้อีกวะ!’
‘แถมแรงบันดาลใจยังมาจากท่านเก๋าอีกงั้นเหรอ?’
‘เจ้าหมอนี่คงไม่ได้คิดจะทำลายสถิติสูงสุดของท่านเก๋าในคราวเดียว เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเทพเจ้าองค์เดียวของวงการดนตรีฉีโจวหรอกใช่ไหมเนี่ย?’
ซี๊ด! ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความเหน็บหนาวใจ!
ในที่สุดหลินจือไป๋ก็เผยเขี้ยวเล็บออกมาเรียบร้อยแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังซ่อนเร้นต่อไปอีกแล้ว! วงการเพลงฉีโจวในที่สุดก็สัมผัสถึงวัตถุประสงค์ของหลินจือไป๋ได้แล้ว ชั่วขณะหนึ่งกลับพากันเงียบเสียงลงไปพร้อมกัน ความรู้สึกเหน็บหนาวสายหนึ่งแผ่ซ่านจากกระดูกก้นกบแล้วแล่นพล่านผ่านแผ่นหลังพุ่งตรงขึ้นสู่สมอง ทุกคนต่างเกิดอาการหนังศีรษะชาไปตาม ๆ กัน!
ความเร็วในการแพร่สะพัดบนอินเทอร์เน็ตมันรวดเร็วมาก ข้อมูลข่าวสารส่งไปถึงหูของท่านเก่าความจริงแล้วใช้เวลาไม่นานเลยสักนิด
ที่สำคัญที่สุดก็คือมีท่านเจ็ดและท่านแปดที่แฝงความประสงค์ร้ายคอยจับตาดูอยู่ พวกเขาย่อมต้องส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่ย่ำแย่ไปถึงหูของท่านเก๋าในเสี้ยววินาทีแรกอยู่แล้ว!
ในกลุ่มแชตเล็กสามคนของสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการดนตรีฉีโจว
ท่านเจ็ด:
“จะตายแล้ว จะตายแล้ว จะตายแล้ว จะตายแล้ว หลินจือไป๋ยังมีเพลงสุดท้ายรอปล่อยอยู่อีกเพลงนะโว้ย! ฉันพูดไว้ตั้งนานแล้วว่าคำว่าเพลงสุดท้ายของหลินจือไป๋มันก็คือการสร้างกระแสโปรโมต เหมือนกับพวกนักเขียนที่ชอบหลอกลวงผู้อ่าน เอะอะก็พูดว่าผลงานเรื่อง xx คือผลงานทิ้งทวนของตัวเอง ความจริงแล้วมันคือการผายลมทั้งนั้นแหละ ก็แค่ลูกเล่นเพื่อหวังทราฟฟิกข้อมูลสร้างกระแสเท่านั้นเอง!”
ตามมาด้วย
ท่านแปด:
“ไม่ใช่แค่นักเขียนหรอกที่ไม่น่าเชื่อถือ ดารานักแสดงหญิงของฉูโจวจำนวนมากก็ใช้แผนการเล่นแร่แปรธาตุท่านี้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง เช่นอาจารย์ซานโหยวพูดอยู่ตลอดเวลาว่าวิดีโอเรื่องนั้นเรื่องนี้คือผลงานอำลาวงการของเธอ ทำเอาฉันต้องรีบไปช่วยสนับสนุนในเสี้ยววินาทีแรกทันที ต่อให้เป็นการจ่ายเงินซื้อความทรงจำช่วงเยาว์วัยของตัวเองก็ยอม ผลลัพธ์คือเธออำลาวงการไปได้ไม่เท่าไหร่ก็หวนคืนวงการกลับมาอีก ยิ่งไปกว่านั้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ แค่ไม่กี่ปี ในทุก ๆ ปีล้วนมีผลงานอำลาวงการโผล่มาปีละเรื่อง ล้วนเป็นแผนการเล่นแร่แปรธาตุทั้งนั้นแหละ!”
ท่านเจ็ดเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว!
ท่านแปดก็เข้าใจกระจ่างแจ้งเหมือนกัน!
ท่านเก๋าที่มองเห็นสองคนนี้พรรณนาเปรียบเปรยแบบนี้ท่ามกลางกลุ่มแชต ยิ่งเข้าใจสัจธรรมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก!
ที่แท้หลินจือไป๋ก็เล่นแผนการท่านี้ออกมา เน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเพลงใดเพลงหนึ่งคือเพลงสุดท้ายในฤดูกาลนี้ ผลลัพธ์คือเสือกกลับคำพูดครั้งแล้วครั้งเล่า พอกพูนความอ้วนท้วนสมบูรณ์ พอถามเข้าหน่อยก็บอกว่าแรงบันดาลใจมันมาอุดรั้งไว้ ยังไงก็ฉุดรั้งไว้ไม่อยู่!
ครั้งนี้เพลงนี้ไร้สาระที่สุด! ถึงกับพูดจาบ้าบออะไรว่าแรงบันดาลใจมาจากเพลง “ดวงตะวัน” ของท่านเก๋า!
ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายส่วนใหญ่เป็นการช่วยดูแลรักษาเกียรติยศใบหน้าของตัวเขาที่เป็นอันดับหนึ่งของวงการดนตรีฉีโจว จงใจส่งมอบขั้นบันไดอันงดงามตระการตามาให้ก็ตาม แต่ทว่าท่านเก๋าก็ยังคงอยากจะพ่นน้ำเกลือแร่ใส่หน้าหลินจือไป๋ให้ตายไปซะตรง ๆ อยู่ดี ลองพูดมาหน่อยสิว่าเพลงนี้ของฉันมันจะไปส่งมอบแรงบันดาลใจอะไรให้คุณได้ฮะ?
แต่ทวามันไม่มีวิธีอื่น ตัวเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินจือไป๋จริงๆ นั่นแหละ พละกำลังของอีกฝ่ายมันสูงส่งยิ่งกว่าสิ่งที่ตัวเขาเคยจินตนาการไว้ในอดีตซะอีก!
ต่อให้ตีท่านเก่าให้ตายเขาก็คาดคิดไม่ถึงแน่นอนว่า หลินจือไป๋ดันมีความหวังที่จะทำลายสถิติของตัวเองได้จริงๆ กระทั่งถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ตัวท่านเก๋าเองก็ไม่มีวิธีทำลายสถิตินั้นของตัวเองได้หรอกนะ เพราะยังไงซะความสำเร็จในตอนนั้นมันก็มีส่วนประกอบของโชคชะตาอยู่ระดับหนึ่งเหมือนกันนั่นแหละ แต่ทว่าเรื่องราวมันยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน
ประโยคคำพูดที่แสดงออกมาต่อจากนี้ คือความแข็งขืนดื้อรั้นครั้งสุดท้ายของท่านเก๋า:
“ต่อให้เขาจะมีอีกเพลงแล้วจะยังไงล่ะ เพลงดวงตะวันใช่ว่าจะเป็นเพลงที่จะหลุดออกจากสิบอันดับแรกได้ง่าย ๆ ซะเมื่อไหร่กันล่ะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหลินจือไป๋จะสามารถทำให้เพลงทุกเพลงมันคลาสสิกได้ขนาดนั้นนะ!”
ท่านเจ็ดจนปัญญา ท่านแปดทอดถอนใจ หากจะพูดด้วยประโยคคำพูดแนวปรัชญาหน่อยก็คือ: ในตอนที่ท่านเก๋าไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยมอีกต่อไปแล้ว แต่ทว่ากลับฝากฝังความหวังในชัยชนะไว้ตรงจุดที่ว่าคู่ต่อสู้จะไม่สามารถรักษาสถานะฟอร์มการเล่นเอาไว้ได้และเกิดความผิดพลาดขึ้นมาแทนนั้น ความจริงแล้วเขาก็ได้พ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ
ส่วนหลินจือไป๋น่ะเหรอ? ย่อมไม่มีทางทำพลาดอยู่แล้ว เพราะยังไงซะเพลงสุดท้ายของหลินจือไป๋มันคือเพลง “ดวงตะวันสีชาด” ที่ช่วยเลี้ยงดูหลี่เค่อฉินไปชั่วชีวิต กระทั่งยังสามารถนำมาใช้เป็นเงินประกันยามเกษียณอายุได้เลยด้วยซ้ำไม่ใช่หรือไง!
ทำไมถึงต้องเป็นเพลงนี้กันล่ะ?
หนึ่งเป็นเพราะหลินจือไป๋รู้ดีถึงคุณภาพของเพลงนี้ว่าสามารถเอาชนะเพลง “ดวงตะวัน” ของท่านเก๋าได้อย่างมั่นคงแน่นอน!
สองเป็นเพราะหลินจือไป๋อยากจะอาศัยเรื่องนี้มาสร้างภาพลวงตาอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือแรงบันดาลใจครั้งสุดท้ายของเขาดันมาจากเพลง “ดวงตะวัน” ของท่านเก๋าจริงๆ!
เพราะยังไงซะโบราณก็ว่าไว้มังกรแข็งแกร่งไม่กดหัวงูดิน ตัวเขามาที่ฉีโจวทำลายสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการดนตรีฉีโจวไปทั่ว กระทั่งยังอาศัยผลงานบนชาร์ตเพลงใหม่มาทุบทำลายหน้าตาประตูบ้านของคนอื่นซะยับเยิน มันออกจะไม่มีการไว้หน้าตากันมากเกินไปหน่อยแล้ว จำเป็นต้องช่วยกอบกู้ใบหน้าเกียรติยศคืนให้กับวงการเพลงฉีโจวสักหน่อยละน่า นั่นก็คือเพลงสุดท้ายของผมหลินจือไป๋ แรงบันดาลใจมันมาจากผลงานของท่านเก๋านั่นเองครับ
ด้วยเหตุนี้ เพลง “ดวงตะวันสีชาด” เพลงสุดท้ายนี้ที่ช่วยหลินจือไป๋บุกเบิกสร้างสถิติใหม่แกะกล่องให้กับวงการเพลงฉีโจว จึงมีความหมายของการแสดงความเคารพต่อท่านเก๋าผู้เป็น ‘ลูกชายองค์โปรด’ คนนี้แฝงอยู่ด้วย นี่เรียกว่าการเข้าสังคมและมนุษยสัมพันธ์
เพราะยังไงซะการที่หลินจือไป๋มาที่ฉีโจวแล้วสร้างความปั่นป่วนในวงการเพลงขนาดนี้ สามยักษ์ใหญ่ก็ไม่ได้มีการจงใจพุ่งเป้าเล่นงานอะไรมากมายเลย ก็แค่ทำการสกัดกั้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปรอบหนึ่งเท่านั้นเอง ท่าทีนับว่ามีความเป็นมิตรอยู่พอสมควรเลยทีเดียว งั้นหลินจือไป๋ย่อมต้องตอบแทนน้ำใจกลับไปอยู่แล้ว จะทำเรื่องราวให้มันถึงขั้นสุดทางไม่ได้ ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าตลาดของคุนเผิงและเสินคุนคงยากจะทำมาหากินในวงการเพลงฉีโจวละนะ
แน่นอน มีเพียงตอนที่ยืนอยู่บนมุมมองของหลินจือไป๋เท่านั้น ถึงจะสามารถมองเห็นอนาคตที่เพลง “ดวงตะวันสีชาด” ย่อมต้องระเบิดระเบ้อบนชาร์ตเพลงใหม่ได้อย่างเป็นธรรมดาแน่นอน คนอื่นเป็นเพียงการมองดอกไม้ท่ามกลางม่านหมอก ไม่มั่นใจแน่นอนว่าคำว่าเพลงสุดท้ายของหลินจือไป๋ในครั้งนี้ จะยังคงสามารถรักษาคุณภาพเหมือนก่อนหน้านี้ไว้ได้ต่อไปอีกไหม!
เรื่องราวเรื่องนี้ได้กระตุ้นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดบนอินเทอร์เน็ตอย่างไม่ต้องสงสัยเลย—
‘พวกคุณว่าระลอกนี้ของหลินจือไป๋จะสามารถเอาชนะเพลงดวงอาทิตย์ เพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการดนตรีฉีโจวได้ไหมนะ?’
‘จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้ไหมฉันไม่รู้หรอกนะ ฉันรู้แค่ว่าหลินจือไป๋ได้ให้คำนิยามคำว่าน้ำมันหมดตะเกียงใหม่ไปเรียบร้อยแล้วต่างหากเล่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!’
‘อภิปรายกันอย่างจริงจังนะ ฉันรู้สึกว่ามันมีความยากในระดับสูงมากเลย ท่วงทำนองที่ท่านมหาเศรษฐีบรรเลงดีดออกมาในห้องไลฟ์สดมันดูราบเรียบธรรมดา ๆ มากเลยนะโว้ย ท่วงทำนองสั้น ๆ แค่นั้นคุณจะไปฟังอะไรออกกันล่ะ’
‘ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ได้ทำการเรียบเรียงดนตรีเลยด้วยซ้ำ กระทั่งยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเนื้อเพลงคืออะไรนะ ถึงแม้ข้อมูลจะมีไม่มาก แต่ท่านมหาเศรษฐีบอกว่าเพลงใหม่เดินบนเส้นทางสร้างแรงบันดาลใจ เพลงประเภทนี้มันน่าจะยากที่จะนำมาแข่งขันกับเพลงประเภทเดียวกันที่อยู่ระดับบนอย่างเพลงดวงอาทิตย์ ของท่านเก๋าได้หรอกนะโว้ย’
‘แต่ทว่าคุณอย่าลืมสิ ท่านมหาเศรษฐียึดครองเก้าอันดับแรกไปคนเดียวเรียบร้อยแล้วนะโว้ย!’
‘คำพูดพูดแบบนั้นก็ใช่ แต่ทว่ามันไม่ใช่พูดว่าคุณชนะไปเก้าครั้งแล้ว ครั้งที่สิบคุณย่อมต้องชนะแน่นอนซะเมื่อไหร่กันล่ะ!’
‘ฉันเชื่อมั่นในตัวท่านมหาเศรษฐีนะ!’
มีที่ไม่มองในแง่ดี แต่ทว่าคนทิมองในแง่ดีก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกันนะโว้ย! เพราะยังไงซะช่วงนี้ปาฏิหาริย์ที่หลินจือไป๋สร้างขึ้นมันมีเยอะเกินไปแล้ว ในทุก ๆ วันล้วนแขวนอยู่บนท็อปฮิตโผล่หน้ามาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา จนถึงขนาดที่ว่าคนจำนวนมากเริ่มเลือกที่จะเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างมืดบอด ว่าเขาจะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากจะทำให้สำเร็จได้หมดแน่นอน
ส่วนตัวหลินจือไป๋ย่อมไม่ได้ทำการอธิบายอะไรมากมายนัก ท่ามกลางห้องไลฟ์สดเขาเพียงแค่รายงานขั้นตอนความคืบหน้าในการทำงานของตัวเองอยู่ตลอดทางท่ามกลางห้องไลฟ์สดเท่านั้น
วันแรกเอ่ยถึงว่าเกิดแรงบันดาลใจแล้ว วันที่สองก็บอกว่าเขียนเพลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันที่สามก็บอกว่าการเรียบเรียงดนตรีจัดการเสร็จสิ้นแล้ว วันที่สี่หลินจือไป๋เดินเข้าสู่ห้องอัดเสียง……
ตอนที่เดินออกจากห้องอัดเสียง หลินจือไป๋เอ่ยปากกล่าวกับกล้องด้วยรอยยิ้มว่า:
“หากราบรื่นดี เพลงนี้ในวันพรุ่งนี้ก็จะพบเจอหน้ากับทุกคนอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วครับ!”
กระบวนการอัดเสียงไม่ได้ถ่ายทำภาพเอาไว้ หลินจือไป๋ต้องการรักษาความน่าค้นหาของบทเพลงเอาไว้ และก็เป็นเพราะเพลงนี้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ว่าหลินจือไป๋จะสามารถสร้างสรรค์ปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนได้สำเร็จหรือไม่ ในช่วงไม่กี่วันนี้ห้องไลฟ์สดของเขาค่าความนิยมจึงอยู่ในสภาวะระเบิดระเบ้ออยู่ตลอดเวลา!
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า: ชาวเน็ตมีความจับตาดูเพลง “ดวงตะวันสีชาด” เหนือล้ำยิ่งกว่าความจับตาดูเพลงใด ๆ ก่อนหน้านี้ของหลินจือไป๋ไปเรียบร้อยแล้วต่างหากเล่า!
และก็ท่ามกลางความจับตาดูอันเกินจริงประเภทนี้นี่เอง วันที่ยี่สิบพฤศจิกายนมาถึงแล้ว วันนี้ประจวบเหมาะเป็นวันที่เพลง “ดวงตะวันสีชาด” เปิดตัวปล่อยออกมาพอดี เวลาคือสองทุ่มตรงของช่วงกลางคืน
ควบคู่ไปกับเสียงระฆังบอกเวลาสองทุ่มตรงดังกังวานขึ้น เครื่องเล่นเพลงรายใหญ่ต่าง ๆ ของฉีโจวต่างก็จัดสรรการแนะนำตรงแบนเนอร์ขนาดใหญ่ที่สุดบนหน้าแรกในเสี้ยววินาทีแรกทันที ข้อความโฆษณาเรียกได้ว่ามีร้อยแปดพันเก้าเลยทีเดียว—
[ ผลงานระดับเทพของหลินจือไป๋ถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหมนะ? ‘ดวงตะวันสีชาด’ เปิดตัวครั้งแรกพร้อมกันทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต! ]
[ จะเป็นความราบเรียบธรรมดา ๆ หรือจะสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมากันล่ะ? ‘ดวงตะวันสีชาด’ กำลังรอคอยให้คุณมาเปิดฟังเป็นคนแรกอยู่ตรงนี้แล้ว! ]
[ เพลง ‘ดวงตะวันสีชาด’ ที่คนทั้งอินเทอร์เน็ตต่างจับตาดูในที่สุดก็เปิดตัวเรียบร้อยแล้ว คุณยืนยันนะว่าจะไม่รีบมาเปิดฟังเป็นคนแรกเพื่อความสะใจนะ? ]
ชาวเน็ตกระทั่งยังไม่ทันได้ดูเลยด้วยซ้ำว่าข้อความโฆษณามันเขียนเจาะจงว่าอะไร ในเสี้ยววินาทีแรกก็กดเลือกเข้าไปตรงการแนะนำทันที
เคนชินอิมแพกต์… สตาร์ต! อ้าว ไม่ใช่… เพลง “ดวงตะวันสีชาด” เปิดเล่น!
ควบคู่ไปกับการใช้นิ้วมือกดลงไปเบา ๆ บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือการใช้เมาส์กดคลิกบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ท่วงทำนองนำของเพลง “ดวงตะวันสีชาด” ก็ดังกังวานขึ้นมาทันที:
อา… อ้า… อา… ฮา… อา… อ่ำ… อ่ำ…
มันคือเสียงของหลินจือไป๋ มีความสูงส่งและทรงพลัง มีความฮึกเหิมพลุ่งพล่าน ราวกับสามารถทำให้คนจินตนาการเชื่อมโยงไปถึงดวงอาทิตย์ที่เพิ่งจะส่องแสงตื่นขึ้นมาในยามเช้าตรู่ได้ยังไงอย่างงั้นเลยไม่ใช่หรือไง!
ในเสี้ยววินาทีต่อมา ผลงานคลาสสิกของโลกมนุษย์ได้หวนคืนมาปรากฏโฉมบนบลูสตาร์เรียบร้อยแล้ว!
ต่อให้โชคชะตาต้องซัดเซพเนจรไป ต่อให้โชคชะตาต้องผันผวนคดเคี้ยวเกินนึกฝัน ต่อให้โชคชะตาต้องข่มขู่คุกคามเธอจนทำให้การเป็นคนมันไร้ความหมายสิ้นดี ก็อย่าได้หลั่งน้ำตาปล่อยใจให้โศกเศร้าตัดพ้อ และก็ยิ่งไม่ควรละทิ้งไป ฉันปรารถนาที่จะสามารถอยู่เคียงข้างเธอชั่วชีวิตตลอดกาลนาน……
=================